ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย
ที่ สนส. 20/2551
เรื่อง การอนุญาตให้ธนาคารพาณิชย์ประกอบกิจการการให้บริการทางการเงินตามหลักชาริอะฮ์
(Shariah Banking Services)
อื่นๆ - 1. เหตุผลในการออกประกาศ
ปัจจุบันธุรกิจทางการเงินได้มีพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง ธนาคารพาณิชย์แต่ละแห่งมีการเสนอบริการทางการเงินที่หลากหลายเพื่อเป็นทางเลือกในการลงทุนให้กับผู้ฝากเงิน ซึ่งกิจการการให้บริการทางการเงินตามหลักชาริอะฮ์ (Shariah Banking Services) ที่มีรูปแบบในการดําเนินธุรกิจโดยห้ามการรับและจ่ายดอกเบี้ย (riba) และเน้นการร่วมลงทุนและการแบ่งปันผลกําไรระหว่างธนาคารพาณิชย์กับผู้ฝากเงิน จึงเป็นแนวทางใหม่ที่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้ฝากเงินได้ และเพื่อเป็นการสนับสนุนให้ธนาคารพาณิชย์มีความคล่องตัวในการเสนอบริการทางการเงินแก่ลูกค้ามากขึ้นธนาคารแห่งประเทศไทยจึงอนุญาตให้ธนาคารพาณิชย์ที่มีความพร้อมสามารถให้บริการทางการเงินตามหลักชาริอะฮ์ได้
การออกประกาศฉบับนี้เพื่ออ้างอิงอํานาจตามกฎหมายให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 โดยสาระสําคัญของหลักเกณฑ์ในการให้บริการทางการเงินตามหลักชาริอะฮ์ไม่มีการเปลี่ยนแปลง และธนาคารพาณิชย์ใดที่ได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทยให้ประกอบกิจการให้บริการทางการเงินตามหลักชาริอะฮ์แล้ว ให้ดําเนินธุรกิจดังกล่าวต่อไปได้โดยไม่ต้องขออนุญาตใหม่อีก
อื่นๆ - 2. อํานาจตามกฎหมาย
อาศัยอํานาจตามความในมาตรา 36 และมาตรา 41 แห่งพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 ธนาคารแห่งประเทศไทยอนุญาตให้ธนาคารพาณิชย์ประกอบกิจการการให้บริการทางการเงินตามหลักชาริอะฮ์ได้ตามข้อกําหนดในประกาศนี้
อื่นๆ - 3. ขอบเขตการบังคับใช้
ประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังกับกับธนาคารพาณิชย์ตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจสถาบันการเงินทุกแห่ง
อื่นๆ - 4. ประกาศและหนังสือเวียนที่ยกเลิก
ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่อง การอนุญาตให้ธนาคารพาณิชย์ประกอบกิจการการให้บริการทางการเงินตามหลักชาริอะฮ์ (Shariah Banking Services) ลงวันที่ 10 พฤศจิกายน 2546 (หนังสือเวียนนําส่ง ที่ สนส.(11) ว.43/2546 ลงวันที่ 1 ธันวาคม 2546)
อื่นๆ - 5. เนื้อหา
5.1 ในประกาศฉบับนี้
" กิจการการให้บริการทางการเงินตามหลักชาริอะฮ์ " (Shariah Banking Services) หมายความว่า กิจการธนาคารตามหลักชาริอะฮ์ ซึ่งธนาคารพาณิชย์สามารถให้บริการ ได้ตามความหมายของธุรกิจธนาคารพาณิชย์ในมาตรา 4 และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องหรือจําเป็นต่อการประกอบธุรกิจของธนาคารพาณิชย์ ตามความหมายในมาตรา 36 แห่งพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551
5.2 อนุญาตให้ธนาคารพาณิชย์ประกอบกิจการการให้บริการทางการเงินตามหลักชาริอะฮ์เป็นแผนกหนึ่งต่างหากในสํานักงานธนาคารพาณิชย์ได้ เมื่อได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย
5.3 ในการพิจารณาอนุญาต จะพิจารณาจากฐานะการดําเนินงานของธนาคารพาณิชย์และความพร้อมในการประกอบธุรกิจ ทั้งด้านบุคลากรและการจัดการ ทั้งนี้ ธนาคารพาณิชย์ที่ยื่นคําขออนุญาตจะต้องมีส่วนของผู้ถือหุ้นกรณีธนาคารพาณิชย์ไทย หรือสินทรัพย์หรือหลักทรัพย์ตามมาตรา 32 กรณีสาขาของธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศ ไม่น้อยกว่า 1,000 ล้านบาท และในคําขออนุญาตจะต้องมีรายละเอียดอย่างน้อยดังต่อไปนี้
(1) สาขาที่จะประกอบกิจการการให้บริการทางการเงินตามหลักชาริอะฮ์
(2) ทุนดําเนินการเบื้องต้น และวิธีการจัดหา
(3) ประเภทของเงินฝาก ประเภทเงินให้สินเชื่อ รวมถึงแนวทางการลงทุนและธุรกิจต่าง ๆ ที่จะให้บริการ รวมทั้งรายละเอียด วิธีปฏิบัติ การจัดสรรและการจ่ายผลประโยชน์ที่จะได้รับ
(4) วิธีการแบ่งแยกเงินทุนของกิจการออกต่างหากจากกิจการธนาคารพาณิชย์ตามปกติ
(5) ข้อกําหนดในเรื่องการใช้สายงานสนับสนุนต่าง ๆ ของธนาคารพาณิชย์เพื่อประโยชน์ของกิจการการให้บริการทางการเงินตามหลักชาริอะส์ รวมทั้งการจัดสรรค่าใช้จ่าย เช่น การจัดหาบุคลากร การฝึกอบรมพนักงาน การตรวจสอบกิจการภายใน และระบบคอมพิวเตอร์ เป็นต้น
(6) เกณฑ์เกี่ยวกับการบัญชี การรับรู้รายได้ ค่าใช้จ่าย และการจัดทํางบการเงินและเอกสารประกอบ
(7) ขั้นตอน วิธีการดําเนินงานในแต่ละวัน เช่น การจัดทําเอกสารหลักฐานการลงบัญชี การกําหนดรหัสบัญชี และการใช้คอมพิวเตอร์ รวมทั้งการออกงบทคลองรายวัน เป็นต้น
5.4 หลักเกณฑ์ในการประกอบธุรกิจ
5.4.1 ธนาคารพาณิชย์ต้องแจ้งสํานักงานที่ให้บริการ และวันเปิดทําการกิจการการให้บริการทางการเงินตามหลักชารอะฮ์ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยทราบล่วงหน้าเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 7 วัน ก่อนวันที่จะเริ่มประกอบกิจการ
5.4.2 ในการประกอบกิจการการให้บริการทางการเงินตามหลักชาริอะฮ์ธนาคารพาณิชย์ต้องจัดสรรเงินที่ได้รับจากการขายหุ้นเพิ่มทุนมาใช้เป็นทุนดําเนินการเบื้องต้น และเงินทุนของกิจการนี้ต้องปราศจากดอกเบี้ย นอกจากนี้ กิจการการให้บริการทางการเงินตามหลักชาริอะฮ์จะกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินอื่นที่มิใช่ระบบปราศจากดอกเบี้ยไม่ได้
5.4.3 ธนาคารพาณิชย์ต้องแบ่งแยกทรัพย์สิน หนี้สิน และภาระผูกพัน รวมทั้งระบบบัญชีของกิจการการให้บริการทางการเงินตามหลักชาริอะฮ์ออกต่างหากจากกิจการธนาคารพาณิชย์ปกติเสมือนหนึ่งเป็นคนละนิติบุคคล
5.4.4 ธนาคารพาณิชย์ต้องประกาศเรื่องการจ่ายหรือการคิดค่าตอบแทนของการดําเนินการต่าง ๆ ของกิจการการให้บริการทางการเงินตามหลักชาริอะฮ์ อาทิ วิธีคํานวณค่าตอบแทนสําหรับเงินฝากแต่ละประเภท รวมทั้งกรณีที่ผู้ฝากเงินขอถอนเงินก่อนครบกําหนด และการคิดค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ให้ลูกค้าทราบ และแจ้งธนาคารแห่งประเทศไทย ทํานองเดียวกับการง่ายดอกเบี้ยส่วนลด และค่าธรรมเนียมของกิจการธนาคารพาณิชย์ตามปกติ
5.4.5 กําไรของกิจการการให้บริการทางการเงินตามหลักชาริอะฮ์ก่อนการจัดสรรให้แก่ผู้ฝากเงินหรือผู้ร่วมลงทุน จะต้องมีการรับรู้รายได้รายง่ยต่าง ๆ ครบถ้วนถูกต้อง รวมทั้งได้หักหนี้สูญ ตั้งสํารองเผื่อการเสื่อมค่าของสินทรัพย์ไว้ครบถ้วนถูกต้องแล้ว
5.4.6 ธนาคารพาณิชย์ต้องจัดให้มีที่ปรึกษาของกิจการการให้บริการทางการเงินตามหลักชาริอะฮ์ ซึ่งต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถทางด้านการศาสนาอิสลามอย่างน้อย 1 คน และแจ้งให้ธนาคารแห่งประเทศไทยทราบทุกครั้งที่มีการแต่งตั้งหรือเปลี่ยนแปลง
5.4.7 หากธนาคารพาณิชย์ประสงค์จะให้กิจการการให้บริการทางการเงินตามหลักชาริอะฮ์ เสนอบริการใด ๆ เพิ่มเติมจากที่ได้รับอนุญาตไว้ตอนเปิดดําเนินการครั้งแรก จะต้องได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทยก่อนทุกครั้ง
5.4.8 การประกอบกิจการการให้บริการทางการนตามหลักชาริอะฮ์ถือเป็นสาขาและหรือแผนกหนึ่งต่างหากในกิจการธนาคารพาณิชย์ที่ต้องถือปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องภายใต้ขอบเขตของพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 อาทิ ธนาคารพาณิชย์ต้องนับรวมทรัพย์สิน หนี้สิน และการะผูกพันของกิจการการให้บริการทางการเงินตามหลักชาริอะฮ์ เพื่อการปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจสถาบันการเงินในทุกเรื่อง อาทิ ความเพียงพอของเงินกองทุนการดํารงสินทรัพย์สภาพคล่อง การลงทุนในกิจการตามมาตรา 34 เป็นต้น รวมทั้งการนําเงินส่งสถาบันคุ้มครองเงินฝากด้วย
ทั้งนี้ ธนาคารพาณิชย์ต้องจัดทํางบทดลองของกิจการการให้บริการทางการเงินตามหลักชาริอะฮ์แยกต่างหากเป็นงบย่อยรายสาขาและงบรวมของกิจการ รวมทั้ง ให้รายงานฐานะการดําเนินงานของกิจการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของรายงานของธนาคารพาณิชย์ด้วย
อื่นๆ - 6. วันเริ่มต้นบังคับใช้
ประกาศนี้ให้ใช้บังกับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
ผู้มีอํานาจลงนาม - ประกาศ ณ วันที่ 3 สิงหาคม 2551
(นางธาริษา วัฒนเกส)
ผู้ว่าการ
ธนาคารแห่งประเทศไทย