ข้อ ๒ เงื่อนไขการจัดตั้งบริษัทประกันภัย
2.1 ต้องเป็นบริษัทจํากัด หรือบริษัทมหาชนจํากัด
2.2 เงินทุน
2.2.1 ทุนจดทะเบียนและเรียกชําระแล้วไม่ต่ํากว่า 500 ล้านบาท สําหรับธุรกิจประกันชีวิต
2.2.2 ทุนจดทะเบียนและเรียกชําระแล้วไม่ต่ํากว่า 300 ล้านบาท สําหรับธุรกิจประกันวินาศภัย
2.3 บริษัทประกันภัยที่ตั้งใหม่ จะต้องไม่มีความสัมพันธ์ในเชิงการถือหุ้นกรรมการ และการบริหารกับบริษัทประกันชีวิต และบริษัทประกันวินาศภัยที่มีอยู่เดิมเว้นแต่ได้รับความเห็นชอบจากรัฐมนตรี โดยอนุมัติคณะรัฐมนตรี
2.4 บริษัทประกันภัยที่จดทะเบียนในส่วนภูมิภาค ให้ได้รับการพิจารณาในลําดับแรก
2.5 หุ้นและผู้ถือหุ้น
2.5.1 การกําหนดมูลค่าหุ้นต้องไม่สูงกว่าหุ้นละ 100 บาท
2.5.2 หุ้นที่ออกทั้งปวงต้องเป็นหุ้นสามัญ ชนิดระบุชื่อ และต้องส่งใช้มูลค่าหุ้นด้วยตัวเงินหรือทรัพย์สินเท่านั้น
ทรัพย์สินที่ส่งใช้เป็นมูลค่าของหุ้นตามวรรคหนึ่งต้องเป็นที่ดินหรืออาคารเพื่อใช้เป็นสถานที่ประกอบธุรกิจ หรือสําหรับใช้เพื่อสวัสดิการของพนักงานและลูกจ้างของบริษัทตามสมควร ส่วนราคาของทรัพย์สินที่ส่งใช้เป็นมูลค่าของหุ้นนั้น ให้ถือราคาตามประกาศประเมินราคาทรัพย์สินและหนี้สินของบริษัท ซึ่งนายทะเบียนประกาศตามมาตรา 38 (2) แห่งพระราชบัญญัติประกันชีวิต พ.ศ. 2535 และมาตรา 37 (2) แห่งพระราชบัญญัติประกันวินาศภัย พ.ศ. 2535
2.5.3 ตลอดระยะเวลาที่ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบธุรกิจประกันชีวิต หรือธุรกิจประกันวินาศภัย ต้องมีบุคคลสัญชาติไทยถือหุ้นอยู่ไม่น้อยกว่าสามในสี่ของจํานวนหุ้นที่ได้จําหน่ายแล้วทั้งหมด
นิติบุคคลดังต่อไปนี้ไม่ถือว่ามีสัญชาติไทย
ก) บริษัทจํากัดที่มีหุ้นชนิดระบุชื่อ เป็นของบุคคลผู้มีสัญชาติไทยไม่ถึงร้อยละ 51 ของจํานวนหุ้นทั้งหมด หรือมีผู้ถือหุ้นเป็นบุคคลผู้มีสัญชาติไทยไม่ถึงร้อยละ 51 ของจํานวนผู้ถือหุ้นทั้งหมด
ข) ห้างหุ้นส่วนจํากัด หรือห้างหุ้นส่วนสามัญจดทะเบียน บรรดาที่มีทุนเป็นของนิติบุคคลสัญชาติไทยไม่ถึงร้อยละ 51 หรือมีผู้เป็นหุ้นส่วนเป็นบุคคลผู้มีสัญชาติไทยไม่ถึงร้อยละ 51 ของจํานวนผู้เป็นหุ้นส่วนทั้งหมด หรือมีหุ้นส่วนผู้จัดการหรือผู้จัดการเป็นคนต่างด้าว
นิติบุคคลจะถือหุ้นตามมูลค่าหุ้นของบริษัทได้ไม่เกินจํานวนเงินทุน หรือทุนที่ชําระแล้วของนิติบุคคลนั้น
2.6 คณะกรรมการและผู้จัดการ
2.6.1 คณะกรรมการของบริษัทต้องมีจํานวนไม่น้อยกว่า 7 คน และมีกรรมการเป็นบุคคลผู้มีสัญชาติไทยไม่ต่ํากว่าสามในสี่ของจํานวนกรรมการทั้งหมด
2.6.2 กรรมการผู้มีอํานาจลงนามแทนบริษัทจะต้องลงนามร่วมกันไม่น้อยกว่า 2 คน และต้องเป็นกรรมการสัญชาติไทยไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจํานวนกรรมการที่มีอํานาจลงนาม พร้อมประทับตราสําคัญของบริษัท
2.6.3 จะแต่งตั้งบุคคลต่อไปนี้เป็นกรรมการ หรือผู้จัดการ พนักงานบุคคลผู้มีอํานาจในการจัดการ หรือที่ปรึกษาของบริษัทไม่ได้
(1) เป็นหรือเคยเป็นบุคคลล้มละลาย
(2) เคยได้รับโทษจําคุกโดยคําพิพากษาถึงที่สุดให้จําคุกในความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ที่กระทําโดยทุจริต
(3) เคยเป็นกรรมการ ผู้จัดการ หรือบุคคลผู้มีอํานาจในการจัดการของบริษัทในช่วงเวลาที่บริษัทถูกเพิกถอนใบอนุญาตประกอบธุรกิจประกันชีวิตหรือใบอนุญาตประกอบธุรกิจประกันวินาศภัย
(4) เป็นกรรมการ ผู้จัดการ หรือบุคคลผู้มีอํานาจในการจัดการของบริษัทอื่นที่ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจประกันชีวิตหรือใบอนุญาตประกอบธุรกิจประกันวินาศภัยแล้วแต่กรณี เว้นแต่จะได้รับยกเว้นตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่รัฐมนตรีประกาศกําหนด
(5) ถูกถอดถอนจากการเป็นกรรมการ ผู้จัดการหรือบุคคลผู้มีอํานาจในการจัดการของบริษัท ตามมาตรา 54 แห่งพระราชบัญญัติประกันชีวิต พ.ศ. 2535 หรือ มาตรา 53 แห่งพระราชบัญญัติประกันวินาศภัย พ.ศ. 2535
(6) เป็นข้าราชการการเมือง
(7) เป็นข้าราชการซึ่งมีหน้าที่เกี่ยวกับการควบคุมบริษัทเว้นแต่เป็นกรณีของบริษัทที่เป็นรัฐวิสาหกิจ หรือได้รับความเห็นชอบจากรัฐมนตรีเพื่อช่วยเหลือการดําเนินงานของบริษัท หรือเป็นผู้ได้รับแต่งตั้งตามมาตรา 54 แห่งพระราชบัญญัติประกันชีวิต พ.ศ. 2535 หรือมาตรา 53 แห่งพระราชบัญญัติประกันวินาศภัย พ.ศ. 2535
2.7 การดําเนินการของบริษัท
การดําเนินการของบริษัทต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขดังต่อไปนี้
2.7.1 แม้บทบัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์จะยอมให้บริษัทมีข้อบังคับเป็นอย่างอื่นต่างไปจากที่กําหนดไว้ในเรื่องการออกเสียงลงคะแนนของที่ประชุมกรรมการ อนุกรรการ หรือผู้ถือหุ้นนั้นก็ตาม บริษัทจะใช้บทบัญญัติเช่นว่านั้นกําหนดข้อบังคับเป็นอย่างอื่นมิได้
2.7.2 เมื่อจะมีการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการ ให้กรรมการผู้มีอํานาจลงนามแทนบริษัท แจ้งการเปลี่ยนแปลงนั้นให้นายทะเบียนทราบเป็นหนังสือก่อนการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลง
2.7.3 ผู้เริ่มก่อการตั้งบริษัท จะต้องถือหุ้นในบริษัทรวมกันไม่น้อยกว่าร้อยละ 25 ของเงินทุนจดทะเบียน และจะโอนหุ้นของตนให้แก่บุคคลอื่นไม่ได้ภายในระยะเวลา 3 ปีนับแต่วันที่ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจประกันชีวิตหรือธุรกิจประกันวินาศภัย เว้นแต่หุ้นที่จะโอนนั้นเป็นการโอนเพื่อการพัฒนาธุรกิจประกันภัยของบริษัท ซึ่งเมื่อรวมกันแล้วจะต้องไม่เกินร้อยละ 25 ของจํานวนหุ้นทั้งหมดของบริษัท หรือเป็นการโอนทางมรดก
2.7.4 การจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติม เปลี่ยนแปลงหนังสือบริคณห์สนธิและข้อบังคับของบริษัทหรือการย้ายสํานักงานแห่งใหญ่ หรือสาขาของบริษัทจะกระทําได้ต่อเมื่อรับความเห็นชอบเป็นหนังสือจากนายทะเบียน
2.7.5 เมื่อยื่นคําขอรับอนุญาต บริษัทจะต้องมีเงินวางประกันหรือธนาคารค้ําประกันในวงเงินไม่น้อยกว่าร้อยละ 5 ของทุนจดทะเบียน เพื่อเป็นหลักประกันว่าบริษัทจะต้องดําเนินการจดทะเบียนเป็นบริษัทจํากัดหรือบริษัทมหาชนจํากัดและยื่นขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจประกันชีวิต หรือธุรกิจประกันวินาศภัยพร้อมทั้งเปิดดําเนินการประกอบธุรกิจประกันชีวิต หรือธุรกิจประกันวินาศภัยภายในระยะเวลาที่กําหนด มิฉะนั้นจะถูกยึดเงินประกันที่วางไว้กับนายทะเบียน และการอนุญาตให้ประกอบธุรกิจประกันชีวิต หรือธุรกิจประกันวินาศภัย นั้นสิ้นผลบังคับทันที
2.7.6 บริษัทจะต้องแจ้งไว้กับธนาคารที่บริษัทมีเงินฝากอยู่ว่าให้นายทะเบียนมีอํานาจสอบถามยอดเงินฝากของบริษัทได้โดยตรงทุกโอกาส
2.7.7 ต้องกระจายการรับประกันภัยประเภทต่างๆ โดยเฉพาะธุรกิจประกันวินาศภัย บริษัทจะต้องกําหนดให้มีการรับประกันภัยตามพระราชบัญญัติประกันวินาศภัย พ.ศ. 2535 และตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535
ตอน ๓ การจดทะเบียน
เมื่อได้รับความเห็นชอบในคําขอแล้ว ให้ดําเนินการจดทะเบียนเป็นบริษัทจํากัด หรือบริษัทมหาชนจํากัด ให้แล้วเสร็จภายในเวลาเก้าสิบวัน นับแต่วันได้รับแจ้งความเห็นชอบให้จัดตั้งบริษัทได้