法律人 LawPlayer logo

資料由法律人 LawPlayer整理提供·กฎหมายไทย / LawPlayer จากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

adminRule

ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ สนส. 66/2551 เรื่อง หลักเกณฑ์การกำกับแบบรวมกลุ่ม

เลขที่
วันที่ประกาศ
จำนวนมาตรา
1
มาตรา ทั้งฉบับ

ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย

ที่ สนส. 66/2551

เรื่อง หลักเกณฑ์การกํากับแบบรวมกลุ่ม

อื่นๆ - 1. เหตุผลในการออกประกาศ

ตั้งแต่ปี 2549 ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ออกแนวนโยบายการกํากับแบบรวมกลุ่มโดยขอความร่วมมือให้ธนาคารพาณิชย์ทดลองปฏิบัติ ซึ่งในช่วงแรกได้ขอให้ธนาคารพาณิชย์ปรับโครงสร้างของกลุ่มธุรกิจทางการเงิน เพื่อให้สอดคล้องกับแนวนโยบายด้วยการทยอยลดการถือหุ้นในบริษัทที่ไม่ได้ประกอบธุรกิจทางการเงินและธุรกิจสนับสนุน รวมทั้งการเพิ่มการถือหุ้นในบริษัทที่ต้องการให้เป็นบริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงิน การกําหนดให้กลุ่มธุรกิจทางการเงินดํารงเงินกองทุนต่อสินทรัพย์และภาระผูกพันไม่ต่ํากว่าร้อยละ 8.5 และการกําหนดวงเงินสูงสุดที่กลุ่มธุรกิจทางการเงิน สามารถให้สินเชื่อ ลงทุน และก่อภาระผูกพันไม่เกินร้อยละ 25 ของเงินกองทุนทั้งสิ้นของกลุ่มธุรกิจทางการเงิน ซึ่งธนาคารพาณิชย์ได้ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีในการทดลองปฏิบัติตามแนวนโยบายดังกล่าวแม้ว่าจะไม่มีอํานาจตามกฎหมายรองรับและต่อมาในเดือนมกราคม ปี 2551 ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ออกแนวนโยบายการกํากับแบบรวมกลุ่มเพิ่มเติม เช่น เกณฑ์การประกอบธุรกิจของบริษัทลูกในกลุ่มธุรกิจทางการเงินการลงทุนภายในกลุ่มธุรกิจทางการเงิน และการทําธุรกรรมภายในกลุ่มธุรกิจทางการเงิน เป็นต้น เพื่อขอความเห็นจากธนาคารพาณิชย์ก่อนที่จะบังคับใช้เมื่อพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 มีผลบังคับใช้

จากสภาพการแข่งขันที่เพิ่มสูงขึ้นทั้งในและต่างประเทศ ทําให้สถาบันการเงินมีการดําเนินธุรกิจในลักษณะเครือข่ายหรือกลุ่มธุรกิจทางการเงินเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการประกอบธุรกิจให้สามารถสนองตอบความต้องการที่หลากหลายของคู่ค้าและลดต้นทุนในการดําเนินธุรกิจ ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงทางธุรกิจเพิ่มขึ้นและส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของสถาบันการเงินอันเป็นเหตุให้ผู้ฝากเงินขาดความเชื่อมั่นและสร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจ โดยรวมดังที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีต จึงเป็นเหตุให้มีการเพิ่มเติมบทบัญญัติเกี่ยวกับการกํากับแบบรวมกลุ่มในพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 เพื่อให้สามารถกํากับดูแลกลุ่มธุรกิจทางการเงินได้ โดยอาศัยอํานาจตามพระราชบัญญัติดังกล่าว ธนาคารแห่งประเทศไทยจึงได้ออกหลักเกณฑ์การกํากับดูแลกลุ่มธุรกิจทางการเงินควบคู่ไปกับการกํากับดูแลสถาบันการเงินแบบเดี่ยว (solo basis) เพื่อให้สถาบันการเงินและกลุ่มธุรกิจทางการเงินมีการดําเนินธุรกิจที่เหมาะสมและมีความมั่นคง อันจะช่วยเสริมสร้างเสถียรภาพและความมั่นคงให้แก่ระบบสถาบันการเงินโดยรวม และเพื่อให้การกํากับดูแลสถาบันการเงินในประเทศไทยมีมาตรฐานและสอดคล้องกับแนวปฏิบัติสากล (the international best practices)

เพื่อให้สถาบันการเงินมีความพร้อมในการปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การกํากับแบบรวมกลุ่ม ในเบื้องต้นธนาคารแห่งประเทศไทยจะบังคับใช้หลักเกณฑ์การกํากับดูแลในเชิงคุณภาพก่อน เช่น การจัดตั้งกลุ่มธุรกิจทางการเงิน การขอความเห็นชอบกรรมการและผู้บริหารของกลุ่มธุรกิจทางการเงิน การกําหนดขอบเขตการประกอบธุรกิจของบริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงิน การกําหนดนโยบายการทําธุรกรรมภายในกลุ่มธุรกิจทางการเงิน การบริหารและติดตามความเสี่ยงทั้งภายในและภายนอกกลุ่มธุรกิจทางการเงิน การควบคุมภายใน และเมื่อสถาบันการเงินมีความพร้อม ธนาคารแห่งประเทศไทยจะบังคับใช้หลักเกณฑ์การกํากับดูแลในเชิงปริมาณต่อไป เช่น การดํารงเงินกองทุนของกลุ่มธุรกิจทางการเงินเพื่อรองรับความเสี่ยงของกลุ่มธุรกิจทางการเงิน การกําหนดปริมาณการให้สินเชื่อ ลงทุน และก่อภาระผูกพันภายในและภายนอกกลุ่มธุรกิจทางการเงิน เป็นต้น

อื่นๆ - 2. อํานาจตามกฎหมาย

อาศัยอํานาจตามความในมาตรา 4 มาตรา 31 มาตรา 34 มาตรา 54 มาตรา 55 มาตรา 56 มาตรา 57 มาตรา 58 มาตรา 59 และมาตรา 71 แห่งพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 ธนาคารแห่งประเทศไทยออกข้อกําหนดเกี่ยวกับหลักเกณฑ์การกํากับแบบรวมกลุ่มให้สถาบันการเงิน บริษัทแม่ บริษัทลูก และบริษัทร่วมของสถาบันการเงินในกลุ่มธุรกิจทางการเงิน ถือปฏิบัติตามที่กําหนดในประกาศฉบับนี้

อื่นๆ - 3. ขอบเขตการบังคับใช้

ประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับกับสถาบันการเงิน บริษัทแม่ บริษัทลูก และบริษัทร่วมทุกแห่งของสถาบันการเงินในกลุ่มธุรกิจทางการเงินตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจสถาบันการเงินยกเว้น สาขาของธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศ

อื่นๆ - 4. ประกาศและหนังสือเวียนที่ยกเลิก ตามเอกสารแนบ 1

อื่นๆ - 5. เนื้อหา

ส่วนที่ 1

คําจํากัดความ

1. ในประกาศฉบับนี้

1.1. คําดังต่อไปนี้ให้มีความหมายตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 (เอกสารแนบ 2)

(1) "การให้สินเชื่อ"

(2) "ธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อ"

(3) "บริษัท"

(4) "บริษัทแม่"

(5) "บริษัทลูก"

(6) "บริษัทร่วม"

(7) "ผู้มีอํานาจในการจัดการ"

(8) "ผู้ที่เกี่ยวข้อง"

(9) "ผู้ถือหุ้นรายใหญ่"

1.2. "การกํากับดูแลสถาบันการเงินแบบรวมกลุ่ม" (Consolidated Supervision) หมายความว่า การกํากับสถาบันการเงินและกลุ่มธุรกิจทางการเงินของสถาบันการเงินเพื่อความแข็งแกร่งและความมั่นคงของสถาบันการเงินและกลุ่มธุรกิจทางการเงินโดยรวมทั้งในเชิงคุณภาพและปริมาณ โดยคํานึงถึงความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากการดําเนินงานของกลุ่มธุรกิจทางการเงิน โดยรวมที่มีผลกระทบต่อบริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินและสถาบันการเงินนั้นๆ ไม่ว่าความเสี่ยงนั้นจะปรากฏอยู่ในบัญชีของสถาบันการเงินหรือบริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินหรือไม่ก็ตาม

1.3. "สถาบันการเงิน" หมายความว่า

(1) ธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในประเทศ ซึ่งหมายความรวมถึงธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อย และธนาคาร พาณิชย์ที่เป็นบริษัทลูกของธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศ แต่ไม่รวมสาขาของธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศ

(2) บริษัทเงินทุน

(3) บริษัทเครดิตฟองซิเอร์

1.4. "กลุ่มธุรกิจทางการเงิน" หมายความว่า กลุ่มธุรกิจทางการเงินตามความในพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551

1.5. "ธุรกิจทางการเงิน" หมายความว่า ธุรกิจธนาคารพาณิชย์ ธุรกิจเงินทุน ธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ ธุรกิจหลักทรัพย์ ธุรกิจสัญญาซื้อขายถ่วงหน้าตามกฎหมายว่าด้วยสัญญาซื้อขายล่วงหน้า ธุรกิจประกันชีวิตตามกฎหมายว่าด้วยประกันชีวิต ธุรกิจประกันภัย ธุรกิจโฮลดิ้งที่ลงทุนในกลุ่มธุรกิจทางการเงินของตนเอง ธุรกิจการให้เช่าซื้อธุรกิจการให้เช่าแบบลีสซิ่ง ธุรกิจแฟ็กเตอริง ธุรกิจบัตรเครดิต ธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลธุรกิจบริหารสินทรัพย์ ธุรกิจที่ปรึกษาทางการเงิน ธุรกิจที่ปรึกษาการลงทุน ธุรกิจการแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ ธุรกิจเกี่ยวกับการชําระเงินและโอนเงิน ธุรกิจเกี่ยวกับการให้กู้ยืม ธุรกิจเงินร่วมลงทุน (venture capital) และธุรกิจอื่นที่ ธนาคารแห่งประเทศไทยจะประกาศกําหนดเพิ่มเติม

1.6. "ธุรกิจสนับสนุน" หมายความว่า ธุรกิจที่มีลักษณะดังต่อไปนี้

(1) ประกอบกิจการที่เป็นงานด้านปฏิบัติการซึ่งสถาบันการเงินจะต้องปฏิบัติในการดําเนินธุรกิจปกติ หรืองานที่เอื้ออํานวยต่อการดําเนินงานของสถาบันการเงินโดยตรงเพื่อให้การประกอบธุรกิจของสถาบันการเงินเป็นไปตามเป้าหมาย และ

(2) ให้บริการแก่สถาบันการเงินและบริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินทั้งของตนเองและสถาบันการเงินอื่น สถาบันการเงินเฉพาะกิจ และธนาคารแห่งประเทศไทยยกเว้น ธุรกิจเกี่ยวกับเทคโนโลยีสารสนเทศ ธุรกิจวิจัยข้อมูล ธุรกิจกฎหมาย และธุรกิจประเมินราคาสินทรัพย์ ซึ่งสามารถให้บริการแก่บุคคลทั่วไปได้แต่ต้องให้บริการกับสถาบันการเงินและบริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินทั้งของตนเองและสถาบันการเงินอื่นสถาบันการเงินเฉพาะกิจ และธนาคารแห่งประเทศไทยรวมกันเป็นส่วนใหญ่เมื่อเทียบกับรายได้รวมของบริษัทนั้น

1.7. "เงินกองทุนทั้งสิ้นของสถาบันการเงิน" ให้มีความหมายตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยองค์ประกอบของเงินกองทุนและหลักเกณฑ์การดํารงเงินกองทุนสําหรับธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในประเทศ สําหรับบริษัทเงินทุน หรือสําหรับบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ แล้วแต่กรณี

1.8. "กรรมการที่เป็นผู้บริหาร" ให้มีความหมายตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยธรรมาภิบาลของสถาบันการเงิน

1.9. "ที่ปรึกษา" ให้มีความหมายตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยธรรมาภิบาลของสถาบันการเงิน

ส่วนที่ 2

โครงสร้างและการจัดตั้งกลุ่มธุรกิจทางการเงิน

(1) โครงสร้างของกลุ่มธุรกิจทางการเงิน

2. กลุ่มธุรกิจทางการเงิน ประกอบด้วย สถาบันการเงิน บริษัทแม่ บริษัทลูก และบริษัทร่วมของสถาบันการเงินทั้งในและต่างประเทศ

3. บริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินทุกบริษัทจะประกอบธุรกิจ ได้แต่เฉพาะธุรกิจทางการเงินหรือธุรกิจสนับสนุน เท่านั้น จะประกอบการค้าหรือธุรกิจอื่นมิได้

4. สําหรับโครงสร้างของกลุ่มธุรกิจทางการเงิน โดยแบ่งตามประเภทของบริษัทแม่ ออกเป็น 2 รูปแบบ ดังนี้

4.1 กลุ่มธุรกิจทางการเงินที่บริษัทแม่เป็นสถาบันการเงินบริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงิน ประกอบด้วย สถาบันการเงินจดทะเบียนในประเทศไทยเป็นบริษัทแม่ของกลุ่มธุรกิจทางการเงิน และมีบริษัทอื่นทั้งในและต่างประเทศเป็นบริษัทลูกบริษัทเดียวหรือหลายบริษัท โดยกลุ่มธุรกิจทางการเงินรูปแบบนี้ แบ่งออกเป็น 3 ประเภท

4.1.1 กลุ่มธุรกิจทางการเงินที่สถาบันการเงินจดทะเบียนในประเทศไทยเป็นบริษัทแม่ซึ่งไม่ได้อยู่ภายใต้อํานาจควบคุมกิจการ ของบริษัทอื่น หรือกลุ่มธุรกิจทางการเงินที่สถาบันการเงินจดทะเบียนในประเทศไทยเป็นบริษัทแม่ อยู่ภายใต้อํานาจควบคุมกิจการของกระทรวงการคลัง กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน หรือส่วนราชการอื่น

4.1.2 กลุ่มธุรกิจทางการเงินที่สถาบันการเงินจดทะเบียนในประเทศไทยเป็นบริษัทแม่ มีสถาบันการเงินที่จดทะเบียนในต่างประเทศเป็นบริษัทแม่อีกทอดหนึ่ง (สถาบันการเงินจดทะเบียนในต่างประเทศดังกล่าว ไม่ใช่บริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงิน)

4.1.3 กลุ่มธุรกิจทางการเงินที่สถาบันการเงินจดทะเบียนในประเทศไทยเป็นบริษัทแม่มีนิติบุคคลอื่นที่จดทะเบียนในต่างประเทศเป็นบริษัทแม่อีกทอดหนึ่ง (นิติบุคคลอื่นดังกล่าว ไม่ใช่บริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงิน)

4.2 กลุ่มธุรกิจทางการเงินที่บริษัทแม่ไม่ใช่สถาบันการเงิน

บริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงิน ประกอบด้วย บริษัทแม่ที่จดทะเบียนในประเทศซึ่งไม่ใช่สถาบันการเงิน สถาบันการเงิน บริษัทลูกของสถาบันการเงิน และบริษัทร่วมของสถาบันการเงินทั้งในและต่างประเทศ ทั้งนี้ บริษัทแม่ของกลุ่มธุรกิจทางการเงินประเภทนี้ ได้แก่

4.2.1 บริษัทที่ประกอบธุรกิจทางการเงินและมีหน่วยงานกํากับดูแลเป็นการเฉพาะ (Regulated entity) เช่น บริษัทหลักทรัพย์ และบริษัทประกันชีวิต เป็นต้น ซึ่งหน่วยงานกํากับดูแลดังกล่าวต้องมีมาตร ฐานการกํากับดูแลเป็นที่ยอมรับของธนาคารแห่งประเทศไทย และบริษัทดังกล่าวจะต้องได้รับอนุญาตจากหน่วยงานกํากับดูแลของตนให้เป็นบริษัทแม่ของกลุ่มธุรกิจทางการเงิน

4.2.2 บริษัทโฮลดิ้งที่ไม่ได้ทําธุรกิจของตนเอง (Non - Operating Holding Company) แต่เข้าถือหุ้นในบริษัทอื่นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการมีอํานาจควบคุมกิจการในบริษัทอื่นมากกว่าเพื่อการลงทุนหาผลตอบแทนทั่วไปทั้งนี้ บริษัทโฮลดิ้งดังกล่าวจะต้องมีคุณสมบัติและประกอบธุรกิจตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนด

5. ธนาคารแห่งประเทศไทย อาจกําหนดหลักเกณฑ์หรือเงื่อนไขเกี่ยวกับบริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินตามความเหมาะสมกับโครงสร้างของกลุ่มธุรกิจทางการเงินเพิ่มเติมได้ในกรณีที่สถาบันการเงินจดทะเบียนในต่างประเทศซึ่งเป็นบริษัทแม่ของสถาบันการเงินจดทะเบียนในประเทศไทยไม่ได้ถูกกํากับดูแลแบบรวมกลุ่ม หรือธนาคารแห่งประเทศไทยพิจารณาแล้วเห็นว่าหลักเกณฑ์การกํากับแบบรวมกลุ่มที่ใช้บังคับกับสถาบันการเงินจดทะเบียนในต่างประเทศนั้นยังไม่เพียงพอหรือมีมาตรฐานต่ํากว่ามาตรฐานในเรื่องเดียวกันของธนาคารแห่งประเทศไทย

(2) หน้าที่ของบริษัทแม่ของกลุ่มธุรกิจทางการเงิน

6. เพื่อให้การประกอบธุรกิจและการดําเนินงานของกลุ่มธุรกิจทางการเงินมีประสิทธิภาพและความมั่นคง สอดคล้องกับนโยบายและหลักเกณฑ์การกํากับแบบรวมกลุ่ม บริษัทแม่ของกลุ่มธุรกิจทางการเงินมีหน้าที่หลักดังต่อไปนี้

6.1 กําหนดนโยบายและแผนกลยุทธ์การดําเนินธุรกิจของกลุ่มธุรกิจทางการเงินและรายงานให้ธนาคารแห่งประเทศไทยทราบเป็นประจําทุกปี และทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลงที่สําคัญ ทั้งนี้ ภายใน 30 วันนับแต่วันที่ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทแม่ให้ความเห็นชอบ

6.2 กําหนดนโยบายการบริหารความเสี่ยงซึ่งรวมถึงการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจของกลุ่มธุรกิจทางการเงิน ระบบการควบคุมและติดตามดูแล โดยให้ถือปฏิบัติตามแนวปฏิบัติว่าด้วยการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ (Business Continuity Management: BCM) และการจัดทําแผนรองรับการดําเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่อง (Business Continuity Plan: BCP) ของสถาบันการเงิน

6.3 ควบคุม ดูแล ให้บริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนด และปฏิบัติตามนโยบายที่บริษัทแม่ได้กําหนดไว้

6.4 ให้การสนับสนุนทางการเงินแก่บริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินตามสมควรเพื่อให้สอดคล้องกับกลยุทธ์ของกลุ่มธุรกิจทางการเงิน หรือแก้ไขให้กลุ่มธุรกิจทางการเงินมีเงินกองทุนเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนด

6.5 แจ้งให้ธนาคารแห่งประเทศไทยทราบถึงการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ที่ทําให้เกิดความเสี่ยงเพิ่มอย่างมีนัยสําคัญ โดยเฉพาะในกรณีที่อาจกระทบต่อฐานะและชื่อเสียงของกลุ่มธุรกิจทางการเงิน

6.6 มีและจัดเตรียมข้อมูลของกลุ่มธุรกิจทางการเงินทั้งรายบริษัทและภาพรวมของกลุ่มธุรกิจทางการเงินอย่างเพียงพอเพื่อให้ผู้ตรวจการ สถาบันการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทยเข้าตรวจสอบได้ เช่น งบการเงิน ข้อมูลทางการเงินที่สําคัญ เป็นต้น

(3) ข้อกําหนดเกี่ยวกับบริษัทแม่ที่เป็นบริษัทโฮลดิ้งคุณสมบัติของบริษัทแม่ที่เป็นบริษัทโฮลดิ้ง

7. เนื่องจากบริษัทแม่มีบทบาทสําคัญต่อความมั่นคงในการดําเนินธุรกิจทั้งในด้านการสนับสนุนทางการเงินและการกําหนดนโยบายการบริหารงานของกลุ่มธุรกิจทางการเงินธนาคารแห่งประเทศไทยจึงเห็นควรกําหนดคุณสมบัติที่สําคัญของบริษัทโฮลดิ้งที่เป็นบริษัทแม่ของกลุ่มธุรกิจทางการเงิน ดังนี้

7.1 เป็นบริษัทจดทะเบียนในประเทศไทย

7.2 มีฐานะทางการเงินที่มั่นคง และมีความสามารถในการระดมเงินทุนเพื่อสนับสนุนการประกอบธุรกิจของกลุ่มธุรกิจทางการเงินได้อย่างเพียงพอ

7.3 มีผู้ถือหุ้นรายใหญ่ หรือผู้มีอํานาจควบคุมกิจการบริษัทโฮลดิ้งที่แท้จริงซึ่งมีคุณสมบัติเป็นไปตามหลักเกณฑ์เดียวกันกับผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของสถาบันการเงิน โดยบริษัทโฮลดิ้งที่เป็นบริษัทแม่ต้องตรวจสอบทะเบียนผู้ถือหุ้นทุกครั้งก่อนการประชุมผู้ถือหุ้นหรือก่อนจ่ายเงินปันผลหรือผลตอบแทนอื่นใดแก่ผู้ถือหุ้น และแจ้งผลการตรวจสอบต่อธนาคารแห่งประเทศไทยโดยจัดทํารายการแสดงรายละเอียดเกี่ยวกับผู้ถือหุ้นของบริษัทโฮลดิ้งตามแบบรายงานเช่นเดียวกับกรณีของสถาบันการเงินตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยการแจ้งผลการตรวจสอบทะเบียนผู้ถือหุ้นของสถาบันการเงิน โดยให้จัดส่งมายังฝ่ายวิเคราะห์และติดตามฐานะ ธนาคารแห่งประเทศไทย ภายใน 30 วันนับแต่วันที่มีการตรวจสอบทะเบียนผู้ถือหุ้นก่อนการประชุมผู้ถือหุ้นหรือก่อนจ่ายเงินปันผลหรือผลตอบแทนอื่นใดแก่ผู้ถือหุ้น

7.4 มีกรรมการ ผู้จัดการ ผู้มีอํานาจในการจัดการ หรือที่ปรึกษา ที่มีคุณสมบัติเช่นเดียวกับกรรมการ ผู้จัดการ ผู้มีอํานาจในการจัดการ หรือที่ปรึกษาของสถาบันการเงิน และต้องได้รับความเห็นชอบจากธนาคารแห่งประเทศไทยก่อน เว้นแต่ เป็นกรรมการผู้จัดการ ผู้มีอํานาจในการจัดการ หรือที่ปรึกษา ที่ดํารงตําแหน่งอยู่ในปัจจุบันก่อนพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 มีผลบังกับใช้ ให้ยังคงดํารงตําแหน่งต่อไปได้ แต่เมื่อหมดวาระลงและจะดํารงตําแหน่งต่อไปอีก หรือมีการปรับเปลี่ยนตําแหน่งให้ขอความเห็นชอบจากธนาคารแห่งประเทศไทยด้วยขอบเขตธุรกิจของบริษัทแม่ที่เป็นบริษัทโฮลดิ้ง

8. บริษัทโฮลดิ้งที่เป็นบริษัทแม่ของกลุ่มธุรกิจทางการเงินสามารถประกอบธุรกิจได้เฉพาะที่กําหนดดังต่อไปนี้

8.1 ลงทุน" และทําธุรกรรมกับบริษัทลูกในกลุ่มธุรกิจทางการเงินของตนเอง

8.2 การลงทุนในบริษัทอื่นใดอันมีผลทําให้บริษัทโฮลดิ้งมีอํานาจควบคุมกิจการในบริษัทนั้นต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์เดียวกับการลงทุนของสถาบันการเงินตามข้อ 9 โดยจะนับการถือหุ้นทั้งทางตรงและทางอ้อมเช่นเดียวกับสถาบันการเงิน รวมทั้งให้นับรวม ผู้ที่เกี่ยวข้องด้วย และหากลงทุนในธุรกิจเงินร่วมลงทุน (venture capital) จะต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การกํากับธุรกิจเงินร่วมลงทุนที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนด

8.3 ลงทุนในบริษัทอื่นใดที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มธุรกิจทางการเงินของตนเองได้ไม่เกินร้อยละ 10 ของหุ้นที่จําหน่ายได้แล้วทั้งหมดของบริษัทนั้น และรวมกันทุกบริษัทไม่เกินร้อยละ 10 ของส่วนของผู้ถือหุ้นของบริษัทโฮลดิ้ง ทั้งนี้ ในการนับการลงทุนจะนับเฉพาะการถือหุ้นทางตรงของบริษัทโฮลดิ้งเท่านั้น

8.4 บริหารเงินเพื่อตนเองหรือเพื่อกลุ่มธุรกิจทางการเงินของตนเองได้

8.5 จัดหาเงินทุนโดยวิธีอื่นใดเพื่อใช้ในการดําเนินธุรกิจของบริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินและของตนเองรวมถึงการออกหุ้นกู้ ยกเว้นการทําธุรกรรมที่เทียบเคียงได้กับการรับฝากเงิน

8.6 ให้บริการทางด้านงานสนับสนุนแก่บริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินทั้งของตนเองและสถาบันการเงินอื่น สถาบันการเงินเฉพาะกิจ และ ธนาคารแห่งประเทศไทย

8.7 ประกอบธุรกิจอื่นใดตามที่ได้รับอนุญาตจาก ธนาคารแห่งประเทศไทย

(4) ข้อกําหนดเกี่ยวกับการลงทุนของบริษัทแม่

9. ห้ามบริษัทแม่ลงทุนในบริษัทใดเกินร้อยละ 10 ของหุ้นที่จําหน่ายได้แล้วทั้งหมดของบริษัทนั้น ยกเว้นได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทยในกรณีดังต่อไปนี้

9.1 การลงทุนในบริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงิน

ในการจัดตั้งกลุ่มธุรกิจทางการเงิน บริษัทแม่ต้องลงทุนในบริษัทจนมีอํานาจควบคุมกิจการ และต้องเป็นบริษัทที่มีลักษณะดังต่อไปนี้

9.1.1 เป็นบริษัทที่ประกอบธุรกิจทางการเงินตามที่ ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนดและในกรณีที่มีการลงทุนในบริษัทที่ประกอบธุรกิจเงินร่วมลงทุน (Venture capital) ธนาคารแห่งประเทศไทยจะอนุญาตให้เฉพาะกลุ่มธุรกิจทางการเงินที่บริษัทแม่มีศักยภาพสูง ลงทุนในธุรกิจประเภทนี้เนื่องจากธุรกิจเงินร่วมลงทุนเป็นธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูง ทั้งนี้ บริษัทแม่ต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การกํากับธุรกิจเงินร่วมลงทุนที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนด

9.1.2 เป็นบริษัทที่ประกอบธุรกิจสนับสนุนตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนดและให้บริการกับสถาบันการเงินและบริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินทั้งของตนเองและสถาบันการเงินอื่น สถาบันการเงินเฉพาะกิจ และธนาคารแห่งประเทศไทย ยกเว้นในกรณีที่ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับเทคโนโลยีสารสนเทศธุรกิจวิจัยข้อมูล ธุรกิจกฎหมาย และธุรกิจประเมินราคาสินทรัพย์ ซึ่งสามารถให้บริการกับบุคคลทั่วไปได้เนื่องจากธนาคารแห่งประเทศไทยเห็นว่าเป็นธุรกิจที่ต้องใช้เงินลงทุนสูง หรือใช้ความรู้และประสบการณ์เฉพาะด้านอย่างไรก็ดี ธุรกิจดังกล่าวจะต้องให้บริการกับสถาบันการเงินและบริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินทั้งของตนเองและสถาบันการเงินอื่น สถาบันการเงินเฉพาะกิจ และธนาคารแห่งประเทศไทยรวมกันเป็นส่วนใหญ่เมื่อเทียบกับรายได้รวมของบริษัทนั้น

9.1.3 ในกรณีเป็นบริษัทที่ตั้งอยู่ในต่างประเทศ บริษัทแม่จะต้องตรวจสอบเพื่อให้มั่นใจว่า จะสามารถดําเนินการจัดส่งข้อมูลของบริษัทนั้นให้ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ตามที่ร้องขอ

9.2 การลงทุนในบริษัทนอกกลุ่มธุรกิจทางการเงิน

9.2.1 กรณีบริษัทแม่เป็นสถาบันการเงินสถาบันการเงินจะลงทุนในบริษัทนอกกลุ่มธุรกิจทางการเงินเกินร้อยละ 10ของหุ้นที่จําหน่ายได้แล้วทั้งหมดของบริษัทนั้นได้เฉพาะในบริษัทดังต่อไปนี้

9.2.1.1. บริษัทที่ประกอบธุรกิจทางการเงินที่บริษัทแม่ไม่มีอํานาจควบคุมกิจการ ทั้งนี้ เฉพาะในกรณีที่ได้รับอนุญาตให้ถือหุ้นอยู่ก่อนแล้วแต่เงินลงทุนในบริษัทเหล่านี้จะถูกหักออกจากเงินกองทุนของกลุ่มธุรกิจทางการเงิน

9.2.1.2. บริษัทที่ประกอบธุรกิจสนับสนุนเพื่อประโยชน์ในการดําเนินงานของสถาบันการเงินและระบบสถาบันการเงินโดยรวม เช่น บริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ บริษัทนชั่นแนลไอทีเอ็มเอ็กซ์ บริษัท S.W.F.T และบริษัทไทยเรทติ้งแอนอินฟอร์เมชั่น เซอร์วิส เป็นต้น

9.2.1.3. บริษัทที่ได้มาจากการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ การชําระหนี้ การบังคับชําระหนี้ หรือการประกันการให้สินเชื่อ ที่ได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย

9.2.1.4. บริษัทที่อยู่ระหว่างการชําระบัญชี

9.2.1.5. บริษัทที่ประกอบธุรกิจทางการเงินหรือธุรกิจสนับสนุนที่บริษัทแม่ไม่มีอํานาจควบคุมกิจการ หรือบริษัทที่ประกอบธุรกิจอื่น ทั้งนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยจะอนุญาตเฉพาะในกรณีที่เป็นการลงทุนผ่านบริษัทที่ประกอบธุรกิจทางการเงินที่มีหน่วยงานกํากับดูแลเป็นการเฉพาะ (regulated entity) และเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่หน่วยงานกํากับดูแลดังกล่าวอนุญาตให้สามารถลงทุนได้แต่เงินลงทุนในบริษัทเหล่านี้จะถูกนําไปหักออกจากเงินกองทุนของกลุ่มธุรกิจทางการเงิน

9.2.2 กรณีบริษัทแม่ไม่ใช่สถาบันการเงินธนาคารแห่งประเทศไทยไม่อนุญาตให้บริษัทแม่ที่เป็นนิติบุคคลอื่นที่ไม่ใช่สถาบันการเงินลงทุนในบริษัทใดเกินร้อยละ 10 ของหุ้นที่จําหน่ายได้แล้วทั้งหมดของบริษัทนั้นโดยไม่มีอํานาจควบคุมกิจการ เว้นแต่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่หน่วยงานกํากับดูแลเฉพาะของบริษัทแม่นั้นอนุญาต หรือเป็นการลงทุนในบริษัทตามที่กําหนดในข้อ 9.2.1.4 และ 9.2.1.5

10. ในกรณีกลุ่มธุรกิจทางการเงินของธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อย การลงทุนในบริษัทลูกถือเป็นธุรกรรมการลงทุนในตราสารทุน ดังนั้น บริษัทแม่ของกลุ่มธุรกิจทางการเงินของธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อยต้องปฏิบัติตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยขอบเขตการประกอบธุรกิจและขอบเขตการทําธุรกรรมของธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อยด้วย

การนับการถือหุ้น

11. การลงทุนตามข้อ 9 ธนาคารแห่งประเทศไทยจะนับการถือหุ้นทั้งทางตรงและทางอ้อมโดยนับการถือหุ้นของผู้ที่เกี่ยวข้อง ของบริษัทแม่ เข้ามารวมกับการถือหุ้นของบริษัทแม่นั้นด้วย นอกจากนี้ ให้นับการถือหุ้นในบริษัทต่าง ๆ ลงไปทุกทอดที่บริษัทแม่มีอํานาจควบคุมกิจการ แม้บริษัทแม่จะมีการถือหุ้นเพียงเล็กน้อยหรือไม่มีการถือหุ้นในบริษัทเลยแต่มีอํานาจควบคุมคะแนนเสียงส่วนใหญ่ในที่ประชุมผู้ถือหุ้นของบริษัทนั้นไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม หรือมีอํานาจควบคุมการแต่งตั้งหรือถอดถอนผู้มีอํานาจในการจัดการหรือกรรมการตั้งแต่กึ่งหนึ่งของกรรมการทั้งหมดในบริษัทนั้น ให้ถือว่าบริษัทแม่มีอํานาจควบคุมกิจการในบริษัทนั้น

ตัวอย่างการนับการถือหุ้นทางอ้อม

12. ในกรณีที่กรรมการ ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ และบุคคลที่ทําหน้าที่เยี่ยงกรรมการ ของบริษัทแม่รวมทั้งผู้ที่เกี่ยวข้องของบุคคลดังกล่าวถือหุ้นในบริษัทที่บริษัทแม่ถือหุ้น ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า การถือหุ้นของบุคคลเหล่านั้น เป็นการถือหุ้นทางอ้อมของบริษัทแม่ เว้นแต่บริษัทแม่จะพิสูจน์ได้ว่าการถือหุ้นของบุคคลดังกล่าวไม่มีลักษณะเป็นการกระทําในฐานะตัวแทนของตน หรือไม่ใช่เป็นการถือหุ้นทางอ้อมของตน

(5) โครงสร้างกลุ่มธุรกิจทางการเงิน แบ่งตามลักษณะการกํากับดูแล

13. โครงสร้างกลุ่มธุรกิจทางการเงิน สามารถแบ่งตามลักษณะการกํากับดูแล ออกเป็น 2 ระดับดังนี้

13.1 กลุ่มธุรกิจทางการเงินระดับ full consolidation ประกอบด้วย บริษัทแม่ และบริษัทลูกในกลุ่มธุรกิจทางการเงินตามข้อ 4 ทุกบริษัท

13.2 กลุ่มธุรกิจทางการเงินระดับ solo consolidation ประกอบด้วย สถาบันการเงินและบริษัทลูกในกลุ่ม solo consolidation ทุกบริษัท

13.2.1 บริษัทลูกในกลุ่ม solo consolidation หมายถึง บริษัทลูกที่ประกอบธุรกิจการให้สินเชื่อ (credit institution) หรือธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้

สินเชื่อ" ซึ่งมีลักษณะทุกข้อดังต่อไปนี้

13.2.1.1. สถาบันการเงินถือหุ้น โดยตรงตั้งแต่ร้อยละ 75 ของจํานวนหุ้นที่จําหน่ายได้แล้วทั้งหมด

13.2.1.2. การบริหารงานของบริษัทลูกอยู่ภายใต้การกํากับดูแลของสถาบันการเงินโดยตรง

13.2.1.3. ไม่มีข้อจํากัดในด้านกฎหมายหรือการโอนเงินระหว่างประเทศที่ทําให้ไม่สามารถโอนเงินจากบริษัทลูกในกลุ่มนี้ไปยังสถาบันการเงิน เว้นแต่เป็นข้อจํากัดที่ได้รับการผ่อนผันจากธนาคารแห่งประเทศไทย

13.2.1.4. สถาบันการเงินต้องมีเงินกองทุนเพียงพอที่จะลงทุนในบริษัทลูกในกลุ่ม solo consolidation ในวันที่นําบริษัทดังกล่าวเข้ามาอยู่ในกลุ่มนี้ กล่าวคือ เมื่อสถาบันการเงินนําเงินลงทุนในบริษัทลูกดังกล่าวมาหักออกจากเงินกองทุนทั้งสิ้นของสถาบันการเงินแล้วสถาบันการเงินยังสามารถดํารงเงินกองทุนได้ตามกฎหมาย

ทั้งนี้ สถาบันการเงินสามารถเลือกที่จะไม่นําบริษัทที่เข้าลักษณะการเป็นบริษัทลูกในกลุ่ม solo consolidation เข้ามาเป็นบริษัทลูกในกลุ่ม solo consolidation ได้ และธนาคารแห่งประเทศไทยอาจพิจารณาไม่อนุญาตให้บริษัทใดอยู่ในกลุ่ม solo consolidation ก็ได้

13.2.2 ในกรณีที่กลุ่มธุรกิจทางการเงินใดไม่มีบริษัทลูกในกลุ่ม solo consolidation ให้ถือว่า สถาบันการเงิน คือ กลุ่มธุรกิจทางการเงินระดับ solo consolidation(6) ขอบเขตการประกอบธุรกิจของบริษัทลูกในกลุ่มธุรกิจทางการเงิน

14. เนื่องจากกลุ่มธุรกิจทางการเงินอาจประกอบธุรกิจบางประเภท เช่น ธุรกิจการให้เช่าซื้อธุรกิจการให้เช่าแบบลีสซิ่ง และธุรกิจแฟ็กเตอริง ผ่านบริษัทลูกในกลุ่ม solo consolidation หรือ นอกกลุ่ม solo consolidation ดังนั้นเพื่อความชัดเจนในการปฏิบัติจึงได้กําหนดขอบเขตของการประกอบธุรกิจของบริษัทลูกในแต่ละระดับ ดังนี้

การประกอบธุรกิจของบริษัทลูกในกลุ่ม solo consolidation

15. บริษัทลูกในกลุ่ม solo consolidation ให้นําหลักเกณฑ์การกํากับดูแลขอบเขตการประกอบธุรกิจของสถาบันการเงินมาใช้เป็นแนวทางปฏิบัติ ดังนี้

15.1 ธุรกิจทางการเงินที่มีกฎหมายเฉพาะหรือมีหน่วยงานกํากับดูแลเฉพาะ ให้ถือปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การกํากับดูแลที่หน่วยงานกํากับดูแลเฉพาะนั้นกําหนด ทั้งด้านขอบเขตการประกอบธุรกิจและหลักเกณฑ์การกํากับดูแลที่เกี่ยวข้อง เช่น

15.1.1 ธุรกิจบริหารสินทรัพย์ ให้ถือปฏิบัติตามพระราชกําหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ. 2541 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

15.1.2 ธุรกิจบัตรเครดิต ให้ถือปฏิบัติตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยการกําหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการประกอบธุรกิจบัตรเครดิตสําหรับผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิต

15.1.3 ธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคล ให้ถือปฏิบัติตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยการกําหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการประกอบธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกํากับสําหรับผู้ประกอบธุรกิจที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน

15.2 ธุรกิจทางการเงินที่ไม่มีกฎหมายเฉพาะหรือไม่มีหน่วยงานกํากับดูแลเฉพาะ ให้ถือปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนดในการอนุญาตจัดตั้งกลุ่มธุรกิจทางการเงิน และให้นําหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนดสําหรับการประกอบธุรกิจของสถาบันการเงินในส่วนที่เกี่ยวข้องมาถือปฏิบัติโดยอนุโลม ดังนี้

15.2.1 ธุรกิจการให้เช่าซื้อและธุรกิจการให้เช่าแบบลีสซิ่ง ให้ถือปฏิบัติตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยการอนุญาตให้ธนาคารพาณิชย์ประกอบธุรกิจให้เช่าซื้อและให้เช่าแบบสีสซิ่ง โดยต้องจัดให้มีนโยบายและระเบียบปฏิบัติในการประกอบธุรกิจ ระบบงาน ระบบบริหารความเสี่ยง และระบบการควบคุมภายในที่สามารถรองรับการประกอบธุรกิจ รวมทั้งการคํานวณน้ําหนักความเสี่ยงของลูกหนี้ตามสัญญาเช่าเพื่อการดํารงเงินกองทุน การรับทรัพย์สินกลับคืนมาเนื่องจากสิ้นสุดสัญญาเช่าหรือเนื่องจากยึดมาจากผู้เช่าและการให้เช่าในลักษณะที่เป็นการขายและเช่ากลับคืน เป็นต้น ทั้งนี้ บริษัทลูกในกลุ่ม solo consolidation สามารถให้บริการได้เฉพาะสัญญาเช่าทางการเงิน(financial lease) เท่านั้น โดยไม่อนุญาตให้บริการสัญญาเช่าดําเนินงาน (operating laces) ซึ่งในกรณีที่บริษัทลูกได้มีการทําสัญญาให้บริการสัญญาเช่าดําเนินงานอยู่ก่อนที่จะมีการบังคับใช้ประกาศฉบับนี้ธนาคารแห่งประเทศไทยอนุญาตให้บริษัทดังกล่าวให้บริการสัญญาเช่าดําเนินงานต่อไปได้จนครบกําหนดระยะเวลาของสัญญาเท่านั้น และห้ามมิให้มีการทําสัญญาเช่าดําเนินงานเพิ่มเติมหรือต่ออายุสัญญาอีก

15.2.2 ธุรกิจแฟ็กเตอริง ให้ถือปฏิบัติตามแนวทางของประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยการอนุญาตให้ธนาคารพาณิชย์ประกอบธุรกิจแฟ็กเตอริง (Factoring) โดยต้องจัดให้มีนโยบายและระเบียบปฏิบัติในการประกอบธุรกิจระบบงาน ระบบบริหารความเสี่ยง และระบบการควบคุมภายในที่สามารถรองรับการประกอบธุรกิจ การดํารงเงินกองทุน และการนับลูกหนี้รายใหญ่เป็นต้นการประกอบธุรกิจของบริษัทลูกนอกกลุ่ม solo consolidation

16. บริษัทลูกนอกกลุ่ม solo consolidation ให้ถือปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้

16.1 ธุรกิจทางการเงินที่มีกฎหมายเฉพาะหรือมีหน่วยงานกํากับดูแลเฉพาะ ให้ถือปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การกํากับดูแลที่หน่วยงานกํากับดูแลเฉพาะกําหนด ทั้งด้านขอบเขตการประกอบธุรกิจและหลักเกณฑ์การกํากับดูแลด้านอื่น เช่น ธุรกิจหลักทรัพย์ธุรกิจประกันภัย ธุรกิจประกันชีวิต

16.2 ธุรกิจทางการเงินและธุรกิจสนับสนุนที่ไม่มีกฎหมายเฉพาะหรือไม่มีหน่วยงานกํากับดูแลเฉพาะ ให้ประกอบธุรกิจได้ตามเงื่อนไขที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนดในการอนุญาตจัดตั้งกลุ่มธุรกิจทางการเงิน และข้อกําหนดภายใต้หลักเกณฑ์การกํากับแบบรวมกลุ่ม เช่น ขอบเขตการให้บริการด้านงานสนับสนุน โดยสามารถให้บริการได้เฉพาะแก่สถาบันการเงินและบริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินทั้งของตนเองและสถาบันการเงินอื่น สถาบันการเงินเฉพาะกิจ และธนาคารแห่งประเทศไทย เท่านั้นยกเว้น ธุรกิจเกี่ยวกับเทคโนโลยีสารสนเทศ ธุรกิจวิจัยข้อมูล ธุรกิจกฎหมาย และธุรกิจประเมินราคาสินทรัพย์ ซึ่งสามารถให้บริการแก่บุคคลทั่วไปได้ แต่ต้องให้บริการแก่บุคคลที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนดรวมกันเป็นส่วนใหญ่เมื่อเทียบกับรายได้รวม

17. ในกรณีของกลุ่มธุรกิจทางการเงินของธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อย บริษัทลูกของธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อยต้องประกอบธุรกิจและทําธุรกรรมในขอบเขตเดียวกันกับธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อย โดยให้ถือปฏิบัติตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยขอบเขตการประกอบธุรกิจและขอบเขตการทําธุรกรรมของธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อย

(7) การขออนุญาตจัดตั้งกลุ่มธุรกิจทางการเงิน

18. ในการจัดตั้งกลุ่มธุรกิจทางการเงิน บริษัทแม่จะต้องดําเนินการขออนุญาตจัดตั้งกลุ่มธุรกิจทางการเงินต่อธนาคารแห่งประเทศไทย ทั้งนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยจะพิจารณาคําขออนุญาตจัดตั้งกลุ่มธุรกิจทางการเงิน โดยคํานึงถึงความมั่นคงของสถาบันการเงินและประโยชน์ในการดําเนินธุรกิจของกลุ่มธุรกิจทางการเงินเป็นหลัก

19. หลักเกณฑ์และวิธีการขอจัดตั้งกลุ่มธุรกิจทางการเงิน แบ่งออกเป็น 2 กรณี ดังนี้

19.1 กรณีบริษัทแม่เป็นสถาบันการเงิน

19.2 กรณีบริษัทแม่ไม่ใช่สถาบันการเงินกรณีบริษัทแม่เป็นสถาบันการเงิน

20. ให้สถาบันการเงินที่ต้องการจะเป็นบริษัทแม่ของกลุ่มธุรกิจทางการเงิน ดําเนินการขออนุญาตจัดตั้งกลุ่มธุรกิจทางการเงินต่อธนาคารแห่งประเทศไทย โดยยื่นคําขออนุญาตพร้อมเอกสารประกอบการขออนุญาตดังต่อไปนี้

20.1 ผังโครงสร้างของกลุ่มธุรกิจทางการเงินและแนวทางการบริหารบริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงิน พร้อมชี้แจงเหตุผลและความจําเป็นของการจัดตั้งกลุ่มธุรกิจทางการเงินตามโครงสร้างลักษณะดังกล่าว

20.2 ข้อมูลรายละเอียดของบริษัทลูกในกลุ่มธุรกิจทางการเงินทุกบริษัท เช่น โครงสร้างการถือหุ้น รายชื่อกรรมการและผู้มีอํานาจในการจัดการ ฐานะการเงินและผลการดําเนินงาน

20.3 นโยบายและแผนกลยุทธ์การดําเนินธุรกิจของกลุ่มธุรกิจทางการเงินในอนาคต (ระยะ 3 ปี) และหลังจากได้รับอนุญาตจัดตั้งกลุ่มธุรกิจทางการเงินแล้ว ต้องรายงานให้ธนาคารแห่งประเทศไทยทราบเป็นประจําทุกปี และทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลงที่สําคัญ ทั้งนี้ ภายใน 30 วันนับแต่วันที่ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทแม่ให้ความเห็นชอบ

20.4 นโยบายการบริหารความเสี่ยงของกลุ่มธุรกิจทางการเงิน และหลังจากได้รับอนุญาตจัดตั้งกลุ่มธุรกิจทางการเงินแล้ว ต้องรายงานให้ธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นประจําทุกปี และทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลงที่สําคัญ ทั้งนี้ ภายใน 30 วันนับแต่วันที่ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทแม่ให้ความเห็นชอบ

20.5 หนังสือยินยอมเข้าร่วมกลุ่มธุรกิจทางการเงินและปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การกํากับแบบรวมกลุ่มของบริษัทลูกในกลุ่มธุรกิจทางการเงินทุกบริษัท

20.6 สําหรับกรณีบริษัทแม่เป็นสถาบันการเงินจดทะเบียนในประเทศไทยซึ่งมีสถาบันการเงินจดทะเบียนในต่างประเทศเป็นบริษัทแม่อีกทอดหนึ่ง ให้ยื่นเอกสารดังกล่าวข้างต้นและให้เพิ่มเติมเอกสารดังต่อไปนี้

20.6.1 หนังสือของสถาบันการเงินจดทะเบียนในต่างประเทศสรุปหลักเกณฑ์การกํากับแบบรวมกลุ่มที่สถาบันการเงินจดทะเบียนในต่างประเทศนั้นถูกกํากับโดยผู้กํากับดูแลในต่างประเทศ (home supervisor)

20.6.2 หนังสือของสถาบันการเงินจดทะเบียนในต่างประเทศรับทราบหลักเกณฑ์การกํากับแบบรวมกลุ่มและหน้าที่ของสถาบันการเงินจดทะเบียนในประเทศไทยในฐานะเป็นบริษัทแม่ของกลุ่มธุรกิจทางการเงินในประเทศไทยตามแบบที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนด

20.7 เอกสารหรือข้อมูลอื่นใด ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยอาจขอให้ยื่นเพิ่มเติมตามความจําเป็นกรณีบริษัทแม่ไม่ใช่สถาบันการเงิน

21. ให้นิติบุคคลอื่นใดที่ต้องการจัดตั้งกลุ่มธุรกิจทางการเงิน โดยตนเองเป็นบริษัทแม่ ยื่นคําขออนุญาตต่อธนาคารแห่งประเทศไทยโดยผ่านสถาบันการเงินที่เป็นบริษัทลูกในกลุ่มธุรกิจทางการเงินนั้น สําหรับเอกสารประกอบการขออนุญาตให้มีรายละเอียดเช่นเดียวกับกรณีบริษัทแม่เป็นสถาบันการเงินและให้เพิ่มเติมเอกสารดังต่อไปนี้

21.1 หนังสือการอนุญาตเป็นบริษัทแม่ของกลุ่มธุรกิจทางการเงินจากหน่วยงานการกํากับดูแลเฉพาะ เช่น สํานักงานคณะกรรมการกํากับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือสํานักงานคณะกรรมการกํากับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย แล้วแต่กรณี

21.2 รายชื่อผู้ถือหุ้นรายใหญ่ทุกราย และผู้มีอํานาจควบคุมกิจการที่แท้จริงซึ่งมีคุณสมบัติ

เป็นไปตามหลักเกณฑ์เดียวกันกับผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของสถาบันการเงิน

21.3 หนังสือขอความเห็นชอบกรรมการ ผู้จัดการ ผู้มีอํานาจในการจัดการ หรือที่ปรึกษาทุกคนซึ่งมีคุณสมบัติเช่นเดียวกับกรรมการ ผู้จัดการ ผู้มีอํานาจในการจัดการ หรือที่ปรึกษาของสถาบันการเงิน เว้นแต่ เป็นกรรมการ ผู้จัดการ ผู้มีอํานาจในการจัดการหรือที่ปรึกษาที่ได้รับการผ่อนผันจากธนาคารแห่งประเทศไทยตามข้อ 7.4

21.4 เอกสารแสดงฐานะการเงินและผลการดําเนินงานของนิติบุคคลนั้น

21.5 หนังสือของนิติบุคคลที่เป็นบริษัทแม่รับทราบหลักเกณฑ์การกํากับแบบรวมกลุ่มและหน้าที่ของการเป็นบริษัทแม่ของกลุ่มธุรกิจทางการเงินตามแบบที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนด

21.6 เอกสารหรือข้อมูลอื่นใด ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยอาจขอให้ยื่นเพิ่มเติมตามความจําเป็น

(8) การขออนุญาตเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของกลุ่มธุรกิจทางการเงิน

22. ในกรณีกลุ่มธุรกิจทางการเงินต้องการปรับปรุงหรือเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของกลุ่มธุรกิจทางการเงินตามที่เคยได้รับความเห็นชอบจากธนาคารแห่งประเทศไทยแล้ว เช่น กรณีต้องการเข้าไปมีอํานาจควบคุมกิจการในบริษัทอื่นเพิ่มเติม มีผลให้บริษัทดังกล่าวเข้ามาอยู่ในกลุ่มธุรกิจทางการเงิน สถาบันการเงินหรือบริษัทแม่โดยผ่านสถาบันการเงินต้องขออนุญาตและได้รับความเห็นชอบจากธนาคารแห่งประเทศไทยก่อนดําเนินการในเรื่องดังกล่าว โดยยื่นคําขออนุญาตพร้อมรายละเอียดดังนี้

22.1 เหตุผลความจําเป็นของการปรับปรุงหรือเปลี่ยนแปลงโครงสร้างกลุ่มธุรกิจทางการเงิน

22.2 ข้อมูลของบริษัทที่ต้องการมีอํานาจควบคุมกิจการ เช่น โครงสร้างการถือหุ้น รายชื่อกรรมการและผู้มีอํานาจในการจัดการ ฐานะการเงินและผลการดําเนินงาน เป็นต้น

22.3 แผนดําเนินการในเรื่องดังกล่าว

23. ในกรณีที่ต้องการถอนบริษัทที่เคยได้รับอนุญาตอยู่ในกลุ่มธุรกิจทางการเงินออกจากกลุ่มธุรกิจทางการเงิน ให้สถาบันการเงิน หรือบริษัทแม่โดยผ่านสถาบันการเงินแจ้งให้ธนาคารแห่งประเทศไทยทราบภายใน 15 วันนับแต่วันที่ได้โอนหุ้นออกไป หรือวันที่สิ้นสุดการมีอํานาจควบคุมกิจการในบริษัทนั้นแล้ว พร้อมกับส่งผังโครงสร้างการถือหุ้นใหม่ของกลุ่มธุรกิจทางการเงินต่อธนาคารแห่งประเทศไทย และยกเลิกสิทธิประโยชน์ที่เคยได้รับการผ่อนผันจากธนาคารแห่งประเทศไทยในฐานะของการเป็นบริษัทลูกภายในกลุ่มธุรกิจทางการเงิน ตั้งแต่วันที่ได้โอนหุ้นออกไป หรือวันที่สิ้นสุดการมีอํานาจควบคุมกิจการในบริษัทนั้นแล้ว

ส่วนที่ 3

หลักเกณฑ์การกํากับดูแลกลุ่มธุรกิจทางการเงิน

(1) การกํากับดูแลความเสี่ยงของกลุ่มธุรกิจทางการเงินในภาพรวม

24. เนื่องจากปัจจุบันลักษณะความสัมพันธ์ของโครงสร้างการถือหุ้นของสถาบันการเงินมีความสลับซับซ้อนมากขึ้น ความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันการเงินกับบริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินอาจก่อให้เกิดปัญหาด้านความเสี่ยงในหลายรูปแบบนอกเหนือจากความเสี่ยงทางด้านการเงินที่มีการให้การสนับสนุนระหว่างกัน เช่น ความเสี่ยงด้านเครดิต (Credit Risk) ความเสี่ยงด้านตลาด (Market Risk) ความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง (Liquidity Risk)ความเสี่ยงด้านปฏิบัติการ (Operational Risk) และความเสี่ยงทางด้านชื่อเสียง (Reputation Risk) ปัญหาที่เกิดขึ้นกับบริษัทใดบริษัทหนึ่งในกลุ่มธุรกิจทางการเงินอาจลุกลามขยายไปยังสถาบันการเงินและบริษัทอื่น ๆ ในกลุ่มธุรกิจทางการเงิน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากบริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินเป็นบริษัทที่ต้องการความเชื่อมั่นของตลาด จะเป็นสาเหตุสําคัญที่ทําให้เกิดปัญหาต่อสภาพคล่องจนกระทบต่อความเชื่อมั่นและความมั่นคงของสถาบันการเงินและกลุ่มธุรกิจทางการเงินได้ในที่สุด บริษัทแม่จึงจําเป็นจะต้องเข้าใจถึงความเสี่ยงของแต่ละบริษัทและเข้าใจความเสี่ยงโดยรวมของกลุ่มธุรกิจทางการเงิน เพื่อให้สามารถบริหารจัดการความเสี่ยงต่างๆได้

การบริหารความเสี่ยงของกลุ่มธุรกิจทางการเงิน

25. เพื่อให้สถาบันการเงินและกลุ่มธุรกิจทางการเงินมีความเข้าใจและตระหนักถึงความเสี่ยงของกลุ่มธุรกิจทางการเงินในภาพรวม และความเสี่ยงจากการทําธุรกรรมระหว่างบริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงิน(ซึ่งจะกล่าวถึงโดยละเอียดต่อไป) เพื่อให้สามารถบริหาร ควบคุมและติดตามความเสี่ยงได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ บริษัทแม่ของกลุ่มธุรกิจทางการเงิน จะต้องดําเนินการดังนี้

25.1 จัดให้มีคณะกรรมการบริหารความเสี่ยงของกลุ่มธุรกิจทางการเงิน เพื่อทําหน้าที่ควบคุม ติดตาม ตรวจสอบและดูแลให้บริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงิน ดําเนินการตามนโยบายการบริหารความเสี่ยงที่ได้กําหนดไว้ และปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่ ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนด นอกจากนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยสนับสนุนให้กลุ่มธุรกิจทางการเงินมีคณะกรรมการตรวจสอบของกลุ่มธุรกิจทางการเงิน เพื่อให้บริษัทแม่สามารถกํากับดูแล และติดตามการปฏิบัติตามแนวนโยบายของกลุ่มธุรกิจทางการเงินได้ รวมทั้งสอบทานรายงานทางการเงินของกลุ่มธุรกิจทางการเงินให้ถูกต้องและเพียงพอ

25.2 จัดทําแนวทางการบริหารความเสี่ยงของกลุ่มธุรกิจทางการเงิน โดยให้ถือปฏิบัติตามหนังสือเวียนที่ ธปท.สกส. (03) ว. 227/2548 ลงวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2548 เรื่อง แนวทางที่พึงปฏิบัติในการบริหารความเสี่ยง

25.3 จัดทํานโยบายการบริหารความเสี่ยงของกลุ่มธุรกิจทางการเงิน ซึ่งนโยบายดังกล่าวจะต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการของบริษัทแม่ และจัดส่งให้ธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นประจําทุกปี และทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบหรือการดําเนินงานของกลุ่มธุรกิจทางการเงินที่สําคัญ ทั้งนี้ ภายใน 30 วันนับแต่วันที่ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทแม่ให้ความเห็นชอบ นโยบายการบริหารความเสี่ยงของกลุ่มธุรกิจทางการเงินควรประกอบไปด้วย นโยบายการบริหารความเสี่ยงโดยรวมของกลุ่มธุรกิจทางการเงิน และนโยบายการบริหารความเสี่ยงในการทําธุรกรรมภายในกลุ่มธุรกิจทางการเงิน โดยมีรายละเอียดดังนี้

25.3.1 นโยบายการบริหารความเสี่ยงโดยรวมของกลุ่มธุรกิจทางการเงิน ต้องครอบคลุมรายละเอียดอย่างน้อยดังต่อไปนี้

25.3.1.1. ประเภทความเสี่ยงที่สําคัญของกลุ่มธุรกิจทางการเงิน และของแต่ละบริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงิน

25.3.1.2. กระบวนการและวิธีการในการประเมินและการวัดความเสี่ยงของกลุ่มธุรกิจทางการเงิน

25.3.1.3. การควบคุมและการจัดการความเสี่ยงของกลุ่มธุรกิจทางการเงิน เช่น การกําหนดระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ หรือขอบเขตการมอบอํานาจในการตัดสินใจของผู้มีอํานาจอย่างชัดเจน

25.3.1.4. การบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ (Business Continuity Management) ซึ่งครอบคลุมถึงแผนรองรับการดําเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่อง (Business Continuity Plan) ซึ่งได้แก่ แผนดําเนินการกรณีที่มีเหตุการณ์ที่อาจทําให้เกิดผลกระทบต่อกลุ่มธุรกิจทางการเงิน และแผนดําเนินการเพื่อให้กลับเข้าสู่การทํางานได้ตามปกติที่มีการระบุผู้ที่รับผิดชอบในแต่ละขั้นตอนไว้อย่างชัดเจน โดยให้ถือปฏิบัติตามแนวปฏิบัติว่าด้วยการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ(Business Continuity Management: BCM) และการจัดทําแผน

รองรับการดําเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่อง (Business Continuity Plan :BCP) ของสถาบันการเงิน

25.3.2 นโยบายการบริหารความเสี่ยงในการทําธุรกรรมระหว่างกันภายในกลุ่มธุรกิจทางการเงินจะต้องครอบคลุมรายละเอียดอย่างน้อย ดังต่อไปนี้

25.3.2.1. นโยบายและข้อกําหนดเกี่ยวกับการทําธุรกรรมภายในกลุ่มธุรกิจทางการเงิน

25.3.2.2. การกําหนดอัตราส่วนในการทําธุรกรรมภายในกลุ่มธุรกิจทางการเงินที่สําคัญ

25.3.2.3. ข้อกําหนดเกี่ยวกับการที่บริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงิน ประกันให้กับบุคคลภายนอก

25.3.2.4. ข้อกําหนดอื่น ๆ เกี่ยวกับการให้บริการระหว่างกันทั้งนี้ บริษัทแม่จะต้องมีธรรมาภิบาลที่ดีในการทําธุรกรรมภายในกลุ่มโดยคํานึงถึงเงื่อนไขการทําธุรกรรมที่จะต้องเป็นไปตามธุรกิจปกติ

มีระบบบริหารความเสี่ยง และระบบการควบคุมภายในที่มีประสิทธิภาพมีการติดตาม ทบทวน และวัดความเสี่ยงที่เกิดจากธุรกรรมภายในกลุ่มอย่างสม่ําเสมออย่างน้อยปีละครั้ง หรือเมื่อมีเหตุการณ์ที่มีผลกระทบอย่างมีนัยสําคัญ

26. สําหรับบริษัทลูกในกลุ่ม solo consolidation ที่มีนัยสําคัญต่อกลุ่มธุรกิจทางการเงินควรจัดให้มีระบบการบริหารความเสี่ยงของตนเอง เพื่อให้สามารถบริหาร ควบคุม และติดตามความเสี่ยงของตนได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ รวมทั้งมีความเข้าใจและตระหนักถึงความเสี่ยงของตนที่อาจส่งผลกระทบต่อกลุ่มธุรกิจทางการเงิน และความเสี่ยงจากการทําธุรกรรมกับบริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินการติดตามความเสี่ยง และการควบคุมภายใน

27. ความเสี่ยงของกลุ่มธุรกิจทางการเงินจะลดลงหากกลุ่มธุรกิจทางการเงินมีระบบการควบคุมติดตาม และระบบการควบคุมภายในที่ดีและมีประสิทธิภาพ รวมทั้งมีธรรมาภิบาลที่ดีดังนั้นเพื่อให้กลุ่มธุรกิจทางการเงินมีการจัดการที่ดี ธนาคารแห่งประเทศไทยจึงกําหนด ดังนี้

27.1 ให้บริษัทแม่ดูแลให้บริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินมีระบบการควบคุมภายในและระบบการติดตามที่มีประสิทธิภาพเพียงพอ

27.2 ให้คณะกรรมการบริหารความเสี่ยงของกลุ่มธุรกิจทางการเงิน ทําหน้าที่ประเมินผลการบริหารความเสี่ยงของกลุ่มธุรกิจทางการเงินและรายงานโดยตรงต่อคณะกรรมการของบริษัทแม่อย่างสม่ําเสมออย่างน้อยปีละ 1 ครั้งเพื่อให้คณะกรรมการของบริษัทแม่ได้ติดตามการบริหารงานของกลุ่มได้อย่างถูกต้องและต่อเนื่อง และในกรณีที่มีเหตุการณ์ที่อาจทําให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของกลุ่มธุรกิจทางการเงินให้คณะกรรมการบริหารความเสี่ยงรายงานต่อคณะกรรมการของบริษัทแม่ในทันที

27.3 บริษัทแม่จะต้องทบทวนนโยบายการบริหารความเสี่ยงตามความจําเป็นและเหมาะสมซึ่งรวมทั้งเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงที่สําคัญภายในกลุ่มธุรกิจทางการเงิน โดยให้เสนอขอความเห็นชอบต่อคณะกรรมการของบริษัทแม่ และรายงานต่อ ธนาคารแห่งประเทศไทยเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว

27.4 ธนาคารแห่งประเทศไทยอาจกําหนดให้กลุ่มธุรกิจทางการเงินต้องดํารงเงินกองทุนสูงกว่าปกติได้หากไม่มีระบบการบริหารความเสี่ยงและการควบคุมภายในที่ดีพอ

(2) หลักเกณฑ์ความเพียงพอของเงินกองทุนของกลุ่มธุรกิจทางการเงิน

28. ปัจจุบันธนาคารแห่งประเทศไทยกํากับดูแลเงินกองทุนของสถาบันการเงินตามหลักการ solo basis คือ กําหนดระดับเงินกองทุนเพื่อรองรับความเสี่ยงเฉพาะสถาบันการเงินเพียงอย่างเดียว อย่างไรก็ดี เนื่องจากปัจจุบัน สถาบันการเงินมีลักษณะการประกอบธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไปในลักษณะกลุ่มธุรกิจทางการเงินที่ประกอบทั้งธุรกิจทางการเงินและธุรกิจสนับสนุนเพิ่มมากขึ้น ธนาคารแห่งประเทศไทยได้พิจารณาลักษณะการประกอบธุรกิจที่เปลี่ยนไปนี้ และเห็นว่าการมีเงินกองทุนตามหลักการ solo basis เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอในการรองรับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นจากการประกอบธุรกิจในลักษณะกลุ่มธุรกิจทางการเงิน จึงเห็นควรให้มีการใช้หลักเกณฑ์การคํานวณเงินกองทุนแบบconsolidated basis กับกลุ่มธุรกิจทางการเงินเพื่อเพิ่มความมั่นคงและความมีเสถียรภาพให้กับระบบสถาบันการเงินไทย

29. เงินกองทุนของกลุ่มธุรกิจทางการเงิน"' คือ เงินกองทุนที่ใช้รองรับความเสี่ยงจากการประกอบธุรกิจของกลุ่มธุรกิจทางการเงิน ซึ่งจะต้องมีไม่ต่ํากว่าเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนด

30. แม้จะได้มีการนําหลักเกณฑ์การดํารงเงินกองทุนแบบ consolidated basis มาใช้แล้วสถาบันการเงินยังคงต้องดํารงเงินกองทุนแบบ solo basis ควบคู่ไปด้วย นอกจากนั้นสําหรับบริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินที่อยู่ภายใต้หน่วยงานกํากับดูแลเฉพาะอื่นเช่น สํานักงานคณะกรรมการกํากับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือสํานักงานคณะกรรมการกํากับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย ยังคงต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ของหน่วยงานกํากับดูแลของตนเช่นเดิม

การจัดทํางบการเงินรวมตามหลักเกณฑ์การกํากับแบบรวมกลุ่ม

31. กลุ่มธุรกิจทางการเงิน ไม่ว่าจะเป็นกรณีที่บริษัทแม่เป็นสถาบันการเงิน หรือ บริษัทแม่ไม่ใช่สถาบันการเงิน จะต้องจัดทํางบการเงินรวมโดยให้ใช้วิธีการตามที่กําหนดไว้ในมาตรฐานการบัญชี สําหรับกลุ่มธุรกิจทางการเงินทั้ง 2 ระดับ ได้แก่

31.1 งบการเงินรวมของกลุ่ม full consolidation หมายถึง การจัดทํางบการเงินรวมของบริษัทแม่ กับบริษัทลูกในกลุ่มธุรกิจทางการเงินเฉพาะบริษัทที่บริษัทแม่ถือหุ้นทางตรงและ/หรือทางอ้อมรวมทั้งการถือหุ้นของผู้ที่เกี่ยวข้องตั้งแต่ร้อยละ 50 ขึ้นไปของหุ้นที่จําหน่ายได้แล้วทั้งหมดของบริษัทนั้น ยกเว้น บริษัทลูกที่ประกอบธุรกิจประกันภัยหรือประกันชีวิต ไม่ต้องนํามาจัดทํางบการเงินรวมในทุกกรณี (แม้ว่าบริษัทแม่ถือหุ้นตั้งแต่ร้อยละ 50 ขึ้นไปก็ตาม) สําหรับบริษัทลูกในกลุ่มธุรกิจทางการเงินที่บริษัทแม่ถือหุ้นทางตรงและ/หรือทางอ้อมน้อยกว่าร้อยละ 50 ของหุ้นที่จําหน่ายได้แล้วทั้งหมดของบริษัทนั้น ไม่ต้องนํามาจัดทํางบการเงินรวม

31.2 งบการเงินรวมของกลุ่ม solo consolidation หมายถึง การจัดทํางบการเงินรวมของถาบันการเงิน กับบริษัทลูกในกลุ่ม solo consolidation ทุกบริษัทการคํานวณเงินกองทุนของกลุ่มธุรกิจทางการเงิน

32. บริษัทแม่จะต้องคํานวณเงินกองทุนกลุ่มทั้ง 2 ระดับ คือ เงินกองทุนกลุ่ม full consolidation และเงินกองทุนกลุ่ม solo consolidation (แม้ว่าจะไม่มีบริษัทลูกในกลุ่ม solo consolidationก็ตาม) เพื่อใช้เป็นฐานในการกํากับความเพียงพอของเงินกองทุนและเพื่อใช้เป็นฐานในการคํานวณอัตราส่วนการให้สินเชื่อ ลงทุน ก่อภาระผูกพัน หรือทําธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อ ซึ่งจะกําหนดต่อไป

33. ให้บริษัทแม่ใช้ข้อมูลในงบการเงินรวมตามหลักเกณฑ์การกํากับแบบรวมกลุ่ม มาคํานวณเงินกองทุนกลุ่มตามองค์ประกอบของเงินกองทุนเช่นเดียวกับหลักเกณฑ์ solo basisตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยองค์ประกอบของเงินกองทุนและหลักเกณฑ์การดํารงเงินกองทุนสําหรับธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในประเทศ สําหรับบริษัทเงินทุนหรือสําหรับบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ แล้วแต่กรณีในกรณีที่สถาบันการเงินไม่มีบริษัทลูกในกลุ่ม solo consolidation ให้นําเงินกองทุนของสถาบันการเงินตามหลักเกณฑ์ solo basis มาใช้คํานวณแทนเพื่อหาเงินกองทุนกลุ่ม solo consolidation ต่อไป

34. ให้บริษัทแม่นับรายการส่วนของผู้ถือหุ้นส่วนน้อยที่เกิดจากการทํางบการเงินรวมตามหลักเกณฑ์การกํากับแบบรวมกลุ่มเป็นเงินกองทุนกลุ่มได้ ทั้งนี้ ส่วนของผู้ถือหุ้นส่วนน้อยดังกล่าวจะต้องมาจากส่วนของผู้ถือหุ้นรายอื่นที่ไม่ใช่ผู้ที่เกี่ยวข้องกับบริษัทแม่

35. รายการใดที่กําหนดให้สถาบันการเงินต้องได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทยก่อนนับเข้าเป็นเงินกองทุน ให้ใช้หลักการดังกล่าวกับทุกบริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินยกเว้น การนับรายการใดของบริษัทแม่และบริษัทลูกนอกกลุ่ม solo consolidation เป็นเงินกองทุนชั้นที่ 2 จะต้องได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทยก่อนทุกรายการ

36. ให้บริษัทแม่หักเงินลงทุนในบริษัทที่บริษัทแม่ถือหุ้นทั้งทางตรงและทางอ้อมรวมถึงหุ้นที่ถือโดยผู้ที่เกี่ยวข้อง ที่เกินร้อยละ 10 ของหุ้นที่จําหน่ายได้แล้วทั้งหมดของบริษัทนั้นทั้งจํานวน ดังต่อไปนี้ '

36.1 เงินลงทุนในบริษัทลูกในกลุ่มธุรกิจทางการเงินที่ประกอบธุรกิจประกันภัยและธุรกิจประกันชีวิตในทุกกรณี (แม้ว่าบริษัทแม่ถือหุ้นตั้งแต่ร้อยละ 50 ขึ้นไปก็ตาม)

36.2 เงินลงทุนในบริษัทลูกในกลุ่มธุรกิจทางการเงินที่บริษัทแม่ถือหุ้นทางตรงและ/หรือทางอ้อมรวมถึงหุ้นที่ถือโดยผู้ที่เกี่ยวข้อง ที่เกินร้อยละ 10 แต่ไม่ถึงร้อยละ 50 ของหุ้นที่จําหน่ายได้แล้วทั้งหมดของบริษัทนั้น

36.3 เงินลงทุนในบริษัทนอกกลุ่มธุรกิจทางการเงินทั้งหมดที่ถือหุ้นเกินร้อยละ 10 ของหุ้นที่จําหน่ายได้แล้วทั้งหมดของบริษัทนั้น ยกเว้น เงินลงทุนในบริษัทดังต่อไปนี้

36.3.1 บริษัทที่ประกอบธุรกิจสนับสนุนเพื่อประโยชน์ในการดําเนินงานของสถาบันการเงินและระบบสถาบันการเงินโดยรวม เช่น บริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติบริษัทเนชั่นแนลไอทีเอ็มเอ็กซ์ บริษัท S.W.I.F.T และบริษัทไทยเรทติ้งแอนอินฟอร์เมชั่น เซอร์วิส เป็นต้น

36.3.2 บริษัทที่ได้มาจากการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ การชําระหนี้ การบังคับชําระหนี้หรือการประกันการให้สินเชื่อ ที่ได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย

36.3.3 บริษัทที่อยู่ระหว่างการชําระบัญชี

ทั้งนี้ ให้หักเงินลงทุนดังกล่าวจากเงินกองทุนกลุ่ม โดยหักจากเงินกองทุนกลุ่มชั้นที่ 1 ร้อยละ 50และเงินกองทุนกลุ่มชั้นที่ 2 ร้อยละ 50 หากเงินกองทุนกลุ่มชั้นที่ 2 ไม่มี หรือมีไม่เพียงพอให้หักจํานวนที่เหลือออกจากเงินกองทุนกลุ่มชั้นที่ 1 ทั้งจํานวน ทั้งนี้ มูลค่าเงินลงทุนที่นํามาหักให้ใช้มูลค่าเงินลงทุนตามวิธีส่วนได้เสียหรือวิธีราคาทุนหรือวิธีราคาตลาดตามที่กําหนดไว้ในมาตรฐานการบัญชี โดยพิจารณาจํานวนหุ้นที่บริษัทแม่ถือทั้งทางตรงและทางอ้อม รวมถึงหุ้นที่ถือโดยผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดมารวมกัน

37. เงินลงทุนในบริษัทใดที่ถูกหักออกจากเงินกองทุนกลุ่มแล้ว ไม่ต้องนําเงินลงทุนที่บริษัทนั้นไปลงทุนในบริษัทอื่น ๆ มาหักออกจากเงินกองทุนกลุ่มเพิ่มเติมอีก

38. ธนาคารแห่งประเทศไทยอาจกําหนดเงื่อนไขในการคํานวณเงินกองทุนของกลุ่มธุรกิจทางการเงินเพิ่มเติมในภายหลังได้

การคํานวณสินทรัพย์และภาระผูกพันของกลุ่มธุรกิจทางการเงิน

39. ให้นําสินทรัพย์และภาระผูกพันจากงบการเงินรวมทั้งระดับกลุ่ม full consolidation และกลุ่ม solo consolidation แต่ละรายการ (ซึ่งรวมถึงเงินลงทุนในบริษัทที่ประกอบธุรกิจสนับสนุนเพื่อประโยชน์ในการดําเนินงานของสถาบันการเงินและระบบสถาบันการเงินโดยรวมตามข้อ 36.3. เงินลงทุนในบริษัทที่ได้มาจากการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ตามข้อ 36.3.2 และเงินลงทุนในบริษัทที่อยู่ระหว่างการชําระบัญชีตามข้อ 36.3.3 มาคิดน้ําหนักความเสี่ยง โดยในเบื้องต้นให้ใช้น้ําหนักความเสี่ยงของสินทรัพย์และภาระผูกพันแต่ละรายการเช่นเดียวกับกรณี solo basis ตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตสําหรับธนาคารพาณิชย์สําหรับบริษัทเงินทุน หรือสําหรับบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ แล้วแต่กรณี

40. เงินลงทุนในบริษัทที่กําหนดให้หักออกจากเงินกองทุนกลุ่มตามข้อ 36 มีน้ําหนักความเสี่ยงเท่ากับ 0

41. ในกรณีที่สินทรัพย์และภาระผูกพันบางรายการไม่ได้กําหนดน้ําหนักความเสี่ยงไว้ ให้ถือว่ามีน้ําหนักความเสี่ยงเท่ากับ 1

อัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์และภาระผูกพันของกลุ่มธุรกิจทางการเงิน

42. อัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์และภาระผูกพันของกลุ่ม full consolidation และ กลุ่ม solo consolidation จะต้องไม่ต่ํากว่าอัตราที่กําหนดดังต่อไปนี้

42.1 กลุ่มธุรกิจทางการเงินของธนาคารพาณิชย์จดทะเบียนในประเทศ จะต้องไม่ต่ํากว่าอัตราร้อยละ 8.5

42.2 กลุ่มธุรกิจทางการเงินของบริษัทเงินทุน จะต้องไม่ต่ํากว่าอัตราร้อยละ 8

42.3 กลุ่มธุรกิจทางการเงินของบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ จะต้องไม่ต่ํากว่าอัตราร้อยละ 6

(3) อัตราส่วนการลงทุนของสถาบันการเงิน

43. เพื่อให้สถาบันการเงินมุ่งเน้นการดําเนินธุรกิจสถาบันการเงินมากกว่าการลงทุนเพื่อสร้างเครือข่ายทางธุรกิจที่เกินกว่าการสนับสนุนธุรกิจตามปกติ และเพื่อจํากัดความเสี่ยงด้านการกระจุกตัวของการลงทุนภายในกลุ่มธุรกิจทางการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทยจึงกําหนดให้สถาบันการเงินลงทุนได้ดังนี้ การลงทุนในบริษัทลูกในกลุ่ม solo consolidation

44. สถาบันการเงินสามารถซื้อหรือมีหุ้นในบริษัทลูกในกลุ่ม solo consolidation ได้โดยไม่จํากัดจํานวนการลงทุนในบริษัทอื่น

45. สถาบันการเงินสามารถซื้อหรือมีหุ้นในบริษัทลูกนอกกลุ่ม solo consolidation โดยเมื่อนับรวมกับหุ้นของบริษัทนอกกลุ่มธุรกิจทางการเงินทุกบริษัทตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการลงทุนของสถาบันการเงิน แล้วต้องไม่เกินร้อยละ 25 ของเงินกองทุนทั้งสิ้นของสถาบันการเงิน

(4) การทําธุรกรรมภายในกลุ่มธุรกิจทางการเงิน

46. ความเสี่ยงของกลุ่มธุรกิจทางการเงินจะเกิดขึ้นได้ทั้งทางตรงและทางอ้อม อาจจะเกิดขึ้นโดยการกระทําของบริษัทแม่โดยตรง หรือโดยบริษัทใดบริษัทหนึ่งในกลุ่มธุรกิจทางการเงิน การทําธุรกรรมกับบริษัทภายในกลุ่มธุรกิจทางการเงิน อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อกลุ่มธุรกิจทางการเงินได้หลายรูปแบบ เช่น การให้สินเชื่อ การถือหุ้น การซื้อขายทรัพย์สินการค้ําประกัน การลงทุนในหลักทรัพย์ที่ออกโดยบริษัทภายในกลุ่มธุรกิจทางการเงิน และการให้บริการระหว่างกัน เป็นต้นความหมายของธุรกรรมภายในกลุ่มธุรกิจทางการเงิน

47. ธุรกรรมภายในกลุ่มธุรกิจทางการเงิน หมายถึง ธุรกรรมทั้งในและนอกงบดุลทุกประเภท

ที่ทําขึ้นระหว่างบริษัทภายในกลุ่มธุรกิจทางการเงิน ซึ่งหมายความถึง ธุรกรรมระหว่า

47.1 บริษัทในกลุ่ม solo consolidation (รวมถึง ธุรกรรมระหว่างสถาบันการเงินกับ

บริษัทลูกในกลุ่ม solo consolidation)

47.2 บริษัทในกลุ่ม solo consolidation กับบริษัทนอกกลุ่ม solo consolidation

48. ตัวอย่างของธุรกรรมภายในกลุ่มธุรกิจทางการเงิน เช่น

48.1 การให้สินเชื่อหรือการทําธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อ เช่น ธุรกรรมแฟ็กเตอริง ธุรกรรมการให้เช่าซื้อ ธุรกรรมการให้เช่าแบบลีสซิ่ง เป็นต้น

48.2 การก่อภาระผูกพัน เช่น การรับรอง การอาวัล หรือการสอดเข้าแก้หน้าในตั๋วเงินการสลักหลังตั๋วเงินที่ผู้รับสลักหลังมีสิทธิไล่เบี้ย การค้ําประกันการกู้ยืมเงิน หรือการค้ําประกันการขาย การขายลด หรือการขายช่วงลดตั๋วเงิน การค้ําประกันการเพิ่มทุนหรือการค้ําประกันในลักษณะอื่นใดเพื่อผลประโยชน์ในการกู้ยืมเงินของบุคคลหนึ่งบุคคลใด การรับประกันการจําหน่ายตราสารแสดงสิทธิในหนี้แบบรับประกันทั้งจํานวน และการทําสัญญาอนุพันธ์ทางการเงิน เช่น อนุพันธ์ด้านอัตราแลกเปลี่ยนอนุพันธ์ด้านอัตราดอกเบี้ย และอนุพันธ์ด้านตราสารทุน เป็นต้น

48.3 การซื้อหรือการลงทุนในหลักทรัพย์ที่ออกโดยบริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงิน

48.4 การซื้อหรือขายสินทรัพย์ รวมถึงการขายสินทรัพย์โดยมีสัญญาซื้อคืน

48.5 การรับหลักทรัพย์ที่ออกโดยบริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงิน เป็นหลักประกันการให้สินเชื่อ หรือการออกหนังสือค้ําประกัน หรือเล็ตเตอร์ออฟเครดิตเพื่อบริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงิน

48.6 การทําธุรกรรมประเภทอื่น เช่น การให้บริการระหว่างกัน (ไม่รวมถึงการรับฝากเงิน) การจ่ายดอกเบี้ย และการจ่ายเงินปันผล รวมถึงการทําธุรกรรมกับบุคคลใดบุคคลหนึ่งนอกกลุ่มธุรกิจทางการเงินที่ทําขึ้นเพื่อประโยชน์หรือเพื่อถ่ายโอนผลประโยชน์ให้กับบริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงิน เช่น การขายทรัพย์สินให้กับบุคคลภายนอกโดยมีเงื่อนไขว่าบุคคลภายนอกนั้นจะต้องนําทรัพย์สินนั้นมาขายต่อให้กับบริษัทภายในกลุ่มธุรกิจทางการเงินด้วยราคาที่ต่ํากว่าราคาตลาด เป็นต้น

การกํากับดูแลเชิงปริมาณ

49. ปริมาณการทําธุรกรรมภายในกลุ่มธุรกิจทางการเงิน (กํากับเฉพาะการให้สินเชื่อ ลงทุนก่อภาระผูกพัน หรือทําธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อ) จะถูกกํากับดูแลด้วยอัตราส่วนการให้สินเชื่อ ลงทุน ก่อภาระผูกพัน หรือทําธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อ ดังนี้

49.1 ในช่วงระหว่างวันที่ 4 สิงหาคม 2551 ถึงวันที่ 29 มิถุนายน 2553 ให้กลุ่มธุรกิจทางการเงินปฏิบัติดังนี้

49.1.1 สถาบันการเงินให้สินเชื่อ ลงทุน ก่อภาระผูกพัน หรือทําธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อ กับบริษัทลูกในกลุ่ม solo consolidation ได้โดยจํากัดปริมาณต่อรายที่ร้อยละ 25 ของเงินกองทุนทั้งสิ้นของสถาบันการเงินแต่ไม่จํากัดปริมาณโดยรวม

สําหรับกรณีกลุ่มธุรกิจทางการเงินของธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อยนั้นจํากัดปริมาณต่อรายที่ร้อยละ 10 ของเงินกองทุนทั้งสิ้นของธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อย แต่ไม่จํากัดปริมาณโดยรวม

49.1.2 สถาบันการเงินให้สินเชื่อ ลงทุน ก่อภาระผูกพัน หรือทําธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อ กับบริษัทนอกกลุ่ม solo consolidation ได้ไม่จํากัดปริมาณต่อราย แต่จํากัดปริมาณโดยรวมที่ร้อยละ 25 ของเงินกองทุนทั้งสิ้นของสถาบันการเงิน

สําหรับกรณีกลุ่มธุรกิจทางการเงินของธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อยนั้นจํากัดปริมาณโดยรวมที่ร้อยละ 10 ของเงินกองทุนทั้งสิ้นของธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อย

49.2 ตั้งแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2553 เป็นต้นไป ให้กลุ่มธุรกิจทางการเงินปฏิบัติดังนี้

49.2.1 การให้สินเชื่อ ลงทุน ก่อภาระผูกพัน หรือทําธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อระหว่างสถาบันการเงินกับบริษัทลูกในกลุ่ม solo consolidation ไม่จํากัดปริมาณทั้งต่อรายและโดยรวม

49.2.2 การให้สินเชื่อ ลงทุน ก่อภาระผูกพัน หรือทําธุรกรรมที่มีลักษณะคล้าย

การให้สินเชื่อระหว่างบริษัทในกลุ่ม solo consolidation กับบริษัทนอกกลุ่ม

solo consolidation' ไม่จํากัดปริมาณต่อราย แต่จํากัดปริมาณโดยรวมที่ร้อยละ 25 ของเงินกองทุนของกลุ่ม solo consolidation

สําหรับกรณีกลุ่มธุรกิจทางการเงินของธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อยจํากัดปริมาณ โดยรวมที่ร้อยละ 10 ของเงินกองทุนของกลุ่ม solo consolidationของธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อย

ทั้งนี้ การนับปริมาณการให้สินเชื่อ ลงทุน ก่อภาระผูกพัน หรือทําธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อภายในกลุ่มธุรกิจทางการเงินตั้งแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2553 เป็นต้นไปจะไม่นับรวมถึงเงินลงทุนในบริษัทลูกในกลุ่มธุรกิจทางการเงิน ที่บริษัทแม่ได้หักเงินลงทุนในบริษัทลูกดังกล่าวออกจากเงินกองทุนกลุ่ม solo consolidation แล้ว50. การนับรายการใดเป็นการให้สินเชื่อ ลงทุน ก่อภาระผูกพัน หรือทําธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อ และการยกเว้นรายการใดที่ไม่ต้องนํามารวมคํานวณการให้สินเชื่อลงทุน ก่อภาระผูกพัน หรือทําธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์เช่นเดียวกับกรณี solo basis ตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การกํากับลูกหนี้รายใหญ่ (Single Lending Limit)

การกํากับดูแลเชิงคุณภาพนโยบายการทําธุรกรรมภายในกลุ่มธุรกิจทางการเงิน

51. บริษัทแม่ต้องรับผิดชอบกําหนดนโยบายการทําธุรกรรมภายในกลุ่มธุรกิจทางการเงินและนโยบายการบริหารความเสี่ยงที่เกิดจากการทําธุรกรรมภายในกลุ่มธุรกิจทางการเงินและมีการทบทวนนโยบายดังกล่าวอย่างน้อยปีละครั้ง เพื่อให้มั่นใจว่า นโยบายดังกล่าวมีความเพียงพอและเหมาะสมในการบริหารและติดตามดูแลความเสี่ยงของกลุ่มธุรกิจทางการเงิน ซึ่งนโยบายดังกล่าวอย่างน้อยต้องระบุถึง

51.1 ประเภทของธุรกรรมภายในกลุ่มธุรกิจทางการเงินและความเสี่ยงที่เกี่ยวข้อง

51.2 หลักเกณฑ์และข้อจํากัดในการทําธุรกรรมภายในกลุ่มธุรกิจทางการเงิน รวมถึงปริมาณการทําธุรกรรมกับบริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินทั้งต่อรายและโดยรวม

51.3 แนวทางในการติดตามการปฏิบัติตามนโยบายที่กําหนด

51.4 แนวทางดําเนินการในกรณีที่การทําธุรกรรมภายในกลุ่มธุรกิจทางการเงินไม่เป็นไปตามนโยบายที่กําหนด

51.5 แนวทางการแก้ปัญหาความขัดแย้งทางผลประโยชน์ที่อาจขึ้นเกิดจากการทําธุรกรรมภายในกลุ่มธุรกิจทางการเงิน เช่น การกําหนดให้บริษัทลูกที่มีฐานะการเงินมั่นคงไปช่วยเหลือบริษัทลูกอีกแห่งหนึ่งที่มีฐานะการเงินอ่อนแอ โดยไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของการทําธุรกรรมปกติ และแนวทางการแก้ไขปัญหาในกรณีที่มีการทําธุรกรรมภายในกลุ่มธุรกิจทางการเงินเกินกว่าที่ธนาคารแห่งประเทศไทยอนุญาต

51.6 แนวทางการรายงานและการเปิดเผยข้อมูลการทําธุรกรรมภายในกลุ่มธุรกิจทางการเงินต่อคณะกรรมการบริษัทแม่และบุคคลภายนอกนอกจากนี้ บริษัทแม่ต้องรับผิดชอบให้มีกระบวนการในการวัด บริหาร ติดตาม ควบคุมและรายงานความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากการทําธุรกรรมภายในกลุ่มธุรกิจทางการเงินในระดับกลุ่มและมีกระบวนการในการเปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวกับการทําธุรกรรมภายในกลุ่มธุรกิจทางการเงินอย่างเพียงพอ

52. คณะกรรมการบริษัทแม่ ต้องให้ความเห็นชอบในนโยบายการทําธุรกรรมภายในกลุ่มธุรกิจทางการเงิน และนโยบายการบริหารความเสี่ยงที่เกิดจากการทําธุรกรรมภายในกลุ่มธุรกิจทางการเงิน รวมถึงการเปลี่ยนแปลงในนโยบายดังกล่าวแนวทางการทําธุรกรรม

53. บริษัทแม่ต้องรับผิดชอบดูแลให้บริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินปฏิบัติตามนโยบายการทําธุรกรรมภายในกลุ่มธุรกิจทางการเงินตามที่กําหนด และปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การกํากับดูแลการทําธุรกรรมภายในกลุ่มธุรกิจทางการเงินที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนด

54. การทําธุรกรรมภายในกลุ่มธุรกิจทางการเงินทุกประเภท รวมถึงการซื้อขายสินทรัพย์การรับหลักทรัพย์ที่ออกโดยบริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินเป็นหลักประกันการให้สินเชื่อและการทําธุรกรรมใดๆ ที่เป็นผลให้บริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินได้รับประโยชน์ต้องอยู่บนพื้นฐานของการมีธรรมาภิบาลที่ดี ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยจะพิจารณาเงื่อนไขของการทําธุรกรรม การบริหารความเสี่ยงที่เกิดจากการทําธุรกรรม การควบคุมภายใน การรายงาน และการเปิดเผยข้อมูล โดยยึดกรอบการกํากับดูแลตามแนวนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยการทําธุรกรรมด้านสินเชื่อ

55. การทําธุรกรรมภายในกลุ่มธุรกิจทางการเงิน ต้องจัดทําเป็นเอกสารสัญญาที่มีผลบังคับตามกฎหมาย และมีเงื่อนไขหรือข้อกําหนดที่เป็นปกติเหมือนกับการทําธุรกรรมกับบุคคลทั่วไปที่มีความเสี่ยงในระดับเดียวกัน เช่น การซื้อขายสินทรัพย์ควรซื้อขายกันในราคาตลาดโดยมีเงื่อนไขหรือข้อกําหนดของการซื้อขายเช่นเดียวกับการซื้อขายกับบุคคลภายนอก ซึ่งตัวอย่างการทําธุรกรรมที่ถือว่ามีเงื่อนไขหรือข้อกําหนดพิเศษผิดไปจากปกติ เช่น การให้สินเชื่อหรือลงทุน โดยไม่ได้พิจารณาถึงฐานะและผลการดําเนินงานของธุรกิจ หรือการให้สินเชื่อหรือลงทุนในลักษณะที่เป็นการเอื้อประโยชน์ เช่น เรียกเก็บอัตราดอกเบี้ยในอัตราที่ต่ํากว่าอัตราปกติหรือต่ํากว่าต้นทุนการจัดหาเงิน หรือเสนอราคาที่ต่ํากว่าราคาปกติของบุคคลทั่วไปที่มีความเสี่ยงในระดับเดียวกัน

56. ในกรณีที่มีการทําธุรกรรมภายในกลุ่มธุรกิจทางการเงินด้วยเงื่อนไขหรือข้อกําหนดที่ผิดไปจากธุรกรรมปกติ หรือ ไม่เป็น ไปตามนโยบายที่กําหนด ให้คณะกรรมการบริษัทรับผิดชอบในการอนุมัติการทําธุรกรรมดังกล่าวทุกกรณี และ จัดทําเอกสารหลักฐานระบุเหตุผลและความจําเป็นในการทําธุรกรรม และรายงานพร้อมทั้งจัดส่งเอกสารหลักฐานดังกล่าวให้แก่บริษัทแม่ ทั้งนี้บริษัทแม่ต้องจัดเก็บเอกสารหลักฐานดังกล่าวไว้เพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบของธนาคารแห่งประเทศไทย

57. การทําธุรกรรมภายในกลุ่มธุรกิจทางการเงิน ต้องถือปฏิบัติตามนโยบายการทําธุรกรรมภายในกลุ่มธุรกิจทางการเงินที่ได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการบริษัทแม่ ทั้งนี้

57.1 การทําธุรกรรมระหว่างบริษัทในกลุ่ม solo consolidation ให้ถือปฏิบัติตามกระบวนการเดียวกันกับการทําธุรกรรมกับบุคคลทั่วไปในทุกกรณี

57.2 การทําธุรกรรมระหว่างบริษัทในกลุ่ม solo consolidation กับบริษัทนอกกลุ่ม solo consolidation ให้ถือปฏิบัติตามกระบวนการเดียวกันกับการทําธุรกรรมกับบุคคลทั่วไป และสําหรับธุรกรรมการให้สินเชื่อ ลงทุน ก่อภาระผูกพัน หรือทําธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อระหว่างบริษัทในกลุ่ม solo consolidation กับบริษัทนอกกลุ่ม solo consolidation ให้คณะกรรมการบริษัทให้สัตยาบันรับรองการทําธุรกรรมในการประชุมครั้งถัดไปในทุกกรณี

58. การทําธุรกรรมประเภทอื่นในกลุ่มธุรกิจทางการเงินที่ธนาคารแห่งประเทศไทยมีแนวทางการกํากับดูแลธุรกรรมดังกล่าว บริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินที่ทําธุรกรรมนั้นต้องถือปฏิบัติตามแนวทางกํากับดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทยในเรื่องที่เกี่ยวข้อง เช่น การทําธุรกรรมเช่าซื้อระหว่างบริษัทในกลุ่ม solo consolidation กับบริษัทนอกกลุ่มsolo consolidation ให้ถือปฏิบัติตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยการอนุญาตให้ธนาคารพาณิชย์ประกอบธุรกิจให้เช่าซื้อและให้เช่าแบบลีสซิ่ง เป็นต้น

59. ในกรณีที่สถาบันการเงินใช้บริการงานสนับสนุนจากบริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินการใช้บริการนั้นต้องไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อการดําเนินงานหลักของสถาบันการเงินซึ่งสถาบันการเงินต้องมีการจัดทําแผนรองรับหากบริษัทผู้ให้บริการไม่สามารถให้บริการได้ และสถาบันการเงินต้องรับผิดชอบต่อลูกค้าหรือบุคคลภายนอกเสมือนสถาบันการเงินเป็นผู้ดําเนินการในเรื่องดังกล่าวด้วยตนเอง

การรายงาน

60. บริษัทแม่ต้องรับผิดชอบในการจัดทําและ จัดส่งรายงานที่เกี่ยวข้องกับการทําธุรกรรมภายในกลุ่มธุรกิจทางการเงินตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนดในข้อ 113.5.1 (รายงาน สง. /นบ. 5.1) และจัดเก็บข้อมูลที่เกี่ยวกับการทําธุรกรรมภายในกลุ่มธุรกิจทางการเงิน เช่น นโยบายในการทําธุรกรรมภายในกลุ่มธุรกิจทางการเงิน และนโยบายในการบริหารความเสี่ยง เพื่อให้ผู้ตรวจการสถาบันการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทยสามารถตรวจสอบได้ หรือจัดส่งสําเนาให้ธนาคารแห่งประเทศไทยเมื่อร้องขอ

61. บริษัทแม่ต้องรับผิดชอบจัดส่งหนังสือยืนยันที่ลงนามโดยคณะกรรมการบริษัทแม่ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยอย่างน้อยปีละครั้งภายใน 30 วันนับแต่วันที่ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทแม่ให้ความเห็นชอบ ทั้งนี้ หนังสือยืนยันดังกล่าว ซึ่งอาจเป็นรายงานการประชุมคณะกรรมการของบริษัทแม่ อย่างน้อยควรแสดงให้เห็นว่า คณะกรรมการของบริษัทแม่ได้พิจารณาและระบุถึงความเสี่ยงที่เกิดจากการทําธุรกรรมภายในกลุ่มธุรกิจทางการเงินแล้ว และ จัดให้มีนโยบายในการทําธุรกรรมภายในกลุ่มธุรกิจทางการเงินและนโยบายการบริหารความเสี่ยงที่เหมาะสมและเพียงพอ การกําหนดปริมาณการทําธุรกรรมและความเสี่ยงที่สามารถยอมรับได้ รวมถึงระบบและกระบวนการในการติดตามและบริหารความเสี่ยง และแจ้งให้บริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินรับทราบและนํานโยบายดังกล่าวไปปฏิบัติ

62. บริษัทแม่ต้องรับผิดชอบในการเปิดเผยนโยบายการทําธุรกรรมภายในกลุ่มธุรกิจทางการเงิน และนโยบายการบริหารความเสี่ยงที่เกิดจากการทําธุรกรรมภายในกลุ่มธุรกิจทางการเงินไว้ในรายงานทางการเงินอย่างน้อยทุก 6 เดือน

บทเฉพาะกาล

63. ในกรณีที่บริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินใดได้รับผ่อนผันให้สินเชื่อ ลงทุน ก่อภาระผูกพันหรือทําธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อเกินอัตราส่วนตามข้อ 49 อยู่แล้วในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 มีผลใช้บังคับ ให้บริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินนั้น สามารถคงการให้สินเชื่อ ลงทุน ก่อภาระผูกพัน หรือทําธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อ ตามสัญญาที่ผูกพันไว้แล้วต่อไปตามที่ได้รับการผ่อนผันจากธนาคารแห่งประเทศไทย

(5) การให้สินเชื่อ ลงทุน ก่อภาระผูกพัน หรือทําธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อแก่ผู้ที่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้องกับกลุ่ม solo consolidation

64. บริษัทลูกในกลุ่ม solo consolidation ถือเสมือนเป็นแผนกหนึ่งของสถาบันการเงินและได้รับสินเชื่อโดยไม่จํากัดจํานวนจากสถาบันการเงิน ดังนั้น การกํากับดูแลในเรื่องการให้สินเชื่อ ลงทุน ก่อภาระผูกพัน หรือทําธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อแก่ผู้ที่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้อง จึงต้องขยายขอบเขตให้ครอบคลุมกลุ่มธุรกิจทางการเงินของสถาบันการเงินในระดับ solo consolidation โดยสถาบันการเงินที่มีกลุ่มธุรกิจทางการเงินให้ถือปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การให้สินเชื่อ ลงทุน ก่อภาระผูกพัน หรือทําธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อแก่ผู้ที่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้อง ทั้งในระดับสถาบันการเงินและระดับกลุ่ม solo consolidation คําจํากัดความ (ใช้เฉพาะในหัวข้อ (5) นี้เท่านั้น)

65. "ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัทในกลุ่ม solo consolidation" หมายความว่า บุคคลที่ถือหุ้นหรือมีไว้ซึ่งหุ้นของสถาบันการเงิน หรือบริษัทลูกในกลุ่ม solo consolidation แล้วแต่กรณีเกินร้อยละ 5 ของจํานวนหุ้นที่จําหน่ายได้แล้วทั้งหมดของสถาบันการเงิน หรือบริษัทนั้นและให้นับรวมหุ้นที่ถือโดยผู้ที่เกี่ยวข้องด้วย ในกรณีที่บุคคลนั้นเป็นบริษัทโฮลดิ้ง (บริษัทหลักทรัพย์ / บริษัทประกัน) ที่เป็นบริษัทแม่ของกลุ่มธุรกิจทางการเงิน ให้นับผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัทโฮลดิ้ง ( / บริษัทหลักทรัพย์ / บริษัทประกัน) ดังกล่าวเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัทในกลุ่ม solo consolidation ด้วย

ทั้งนี้ หากบุคคลนั้นหรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับบุคคลนั้น เป็นบริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินของสถาบันการเงินนั้น จะไม่ถูกนับเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ตามแนวนโยบายนี้ แต่บุคคลดังกล่าวต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การกํากับแบบรวมกลุ่มในเรื่อง การทําธุรกรรมภายในกลุ่มธุรกิจทางการเงิน

66. "กิจการที่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้องกับกลุ่ม solo consolidation" หมายความว่า บริษัทที่สถาบันการเงิน บริษัทลูกในกลุ่ม solo consolidation กรรมการของสถาบันการเงินกรรมการของบริษัทลูกในกลุ่ม solo consolidation ผู้มีอํานาจในการจัดการของสถาบันการเงิน ผู้มีอํานาจในการจัดการของบริษัทลูกในกลุ่ม solo consolidation หรือ ผู้ที่เกี่ยวข้องกับบุคคลเหล่านี้ ถือหุ้นรวมกันเกินร้อยละ 10 ของจํานวนหุ้นที่จําหน่ายได้แล้วทั้งหมดของบริษัทนั้น

ทั้งนี้ หากบริษัทนั้นเป็นบริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินของสถาบันการเงินนั้น จะไม่ถูกนับเป็นกิจการที่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้องตามแนวนโยบายนี้ แต่บริษัทดังกล่าวต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การกํากับแบบรวมกลุ่มในเรื่อง การทําธุรกรรมภายในกลุ่มธุรกิจทางการเงิน

ประเภทของผู้ที่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้อง

67. ผู้ที่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้องกับกลุ่ม solo consolidation แบ่งออกเป็น 4 ประเภท ได้แก่

67.1 กรรมการของบริษัทในกลุ่ม solo consolidation และผู้ที่เกี่ยวข้อง หมายถึง กรรมการของสถาบันการเงิน หรือกรรมการของบริษัทลูกในกลุ่ม solo consolidation หรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับบุคคลเหล่านี้

67.2 ผู้มีอํานาจในการจัดการของบริษัทในกลุ่ม solo consolidation และผู้ที่เกี่ยวข้องหมายถึง ผู้มีอํานาจในการจัดการของสถาบันการเงิน หรือผู้มีอํานาจในการจัดการของบริษัทลูกในกลุ่ม solo consolidation หรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับบุคคลเหล่านี้

67.3 ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัทในกลุ่ม solo consolidation และผู้ที่เกี่ยวข้อง หมายถึง ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัทในกลุ่ม solo consolidation หรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับบุคคลเหล่านี้

67.4 กิจการที่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้องกับกลุ่ม solo consolidationการกํากับดูแลเชิงปริมาณ

68. สําหรับกรรมการของบริษัทในกลุ่ม solo consolidation และผู้ที่เกี่ยวข้อง หรือผู้มีอํานาจในการจัดการของบริษัทในกลุ่ม solo consolidation และผู้ที่เกี่ยวข้อง

ห้าม มิให้บริษัทในกลุ่ม solo consolidation ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม

68.1 ให้สินเชื่อ ทําธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อ หรือประกันหนี้แก่กรรมการผู้จัดการ รองผู้จัดการ ผู้ช่วยผู้จัดการ หรือผู้ซึ่งมีตําแหน่งเทียบเท่าที่เรียกชื่ออย่างอื่นผู้มีอํานาจในการจัดการของบริษัทในกลุ่ม solo consolidation หรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับบุคคลดังกล่าว เว้นแต่การ ให้สินเชื่อในรูปของบัตรเครดิตตามอัตราขั้นสูงที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนด หรือการให้สินเชื่อเพื่อเป็นสวัสดิการแก่บุคคลดังกล่าวโดยให้ถือปฏิบัติตามหลักเกณฑ์เช่นเดียวกับสถาบันการเงินตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยการให้สินเชื่อบัตรเครดิตและสินเชื่อเพื่อเป็นสวัสดิการแก่กรรมการ ผู้บริหารระดับสูง ผู้มีอํานาจในการจัดการของสถาบันการเงิน

68.2 รับรอง รับอาวัล หรือสอดเข้าแก้หน้าในตั๋วเงินที่กรรมการ ผู้จัดการ รองผู้จัดการผู้ช่วยผู้จัดการ หรือผู้ซึ่งมีตําแหน่งเทียบเท่าที่เรียกชื่ออย่างอื่น ผู้มีอํานาจในการจัดการของบริษัทในกลุ่ม solo consolidation หรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับบุคคลดังกล่าว เป็นผู้สั่งง่ายผู้ออกตั๋ว หรือผู้สลักหลัง

68.3 จ่ายเงินหรือทรัพย์สินอื่นแก่กรรมการ ผู้จัดการ รองผู้จัดการ ผู้ช่วยผู้จัดการ หรือผู้ซึ่งมีตําแหน่งเทียบเท่าที่เรียกชื่ออย่างอื่น ผู้มีอํานาจในการจัดการของบริษัทในกลุ่มsolo consolidation หรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับบุคคลดังกล่าว เป็นค่าตอบแทนสําหรับหรือเนื่องจากการกระทําหรือการประกอบธุรกิจใดๆ ของบริษัทในกลุ่ม solo consolidation นั้น ซึ่งมิใช่บําเหน็จ เงินเดือน รางวัล และเงินเพิ่มอย่างอื่นบรรดาที่พึงจ่ายตามปกติ

68.4 ขาย ให้ หรือให้เช่าทรัพย์สินใดๆ แก่กรรมการ ผู้จัดการ รองผู้จัดการ ผู้ช่วยผู้จัดการผู้ซึ่งมีตําแหน่งเทียบเท่าที่เรียกชื่ออย่างอื่น ผู้มีอํานาจในการจัดการของบริษัทในกลุ่มsolo consolidation หรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับบุคคลดังกล่าว หรือรับซื้อ หรือเช่าทรัพย์สินใด ๆ จากบุคคลดังกล่าวมีมูลค่ารวมกันสูงกว่าที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนดเว้นแต่จะได้รับความเห็นชอบจากธนาคารแห่งประเทศไทยโดยให้ถือปฏิบัติตามหลักเกณฑ์เช่นเดียวกับสถาบันการเงินตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การขาย ให้ หรือให้เช่าทรัพย์สินใด ๆ แก่กรรมการและบุคคลอื่นที่กําหนดตามมาตรา 48(4) หรือรับซื้อหรือเช่าทรัพย์สินใด ๆ จากบุคคลดังกล่าว

68.5 ให้ผลประโยชน์อื่นใดแก่กรรมการ ผู้จัดการ รองผู้จัดการ ผู้ช่วยผู้จัดการ หรือผู้ซึ่งมีตําแหน่งเทียบเท่าที่เรียกชื่ออย่างอื่น ผู้มีอํานาจในการจัดการของบริษัทในกลุ่มsolo consolidation หรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับบุคคลดังกล่าว ตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกําหนด โดยให้ถือปฏิบัติตามหลักเกณฑ์เช่นเดียวกับสถาบันการเงิน

69. สําหรับผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัทในกลุ่ม solo consolidation และผู้ที่เกี่ยวข้อง หรือกิจการที่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้องกับกลุ่ม solo consolidation

69.1 ห้าม มิให้บริษัทในกลุ่ม solo consolidation ให้สินเชื่อ ลงทุน ก่อภาระผูกพัน หรือทําธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อแก่ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัทในกลุ่ม solo consolidation หรือแก่กิจการที่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้องกับกลุ่ม solo consolidationอย่างใดอย่างหนึ่งหรือรวมกันเมื่อสิ้นวันหนึ่ง ๆ ในแต่ละรายเกินร้อยละ 5 ของเงินกองทุนกลุ่ม solo consolidation หรือเกินร้อยละ 25 ของหนี้สินทั้งหมดของผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัทในกลุ่ม solo consolidation รวมผู้ที่เกี่ยวข้อง หรือของกิจการที่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้องกับกลุ่ม solo consolidationนั้น แล้วแต่จํานวนใดจะต่ํากว่า ทั้งนี้ ให้นับการให้สินเชื่อ ลงทุน ก่อภาระผูกพัน หรือทําธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อแก่ผู้ที่เกี่ยวข้องกับผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัทในกลุ่ม solo consolidation เป็นของผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัทในกลุ่ม solo consolidation นั้นด้วย

69.2 ห้าม มิให้บริษัทในกลุ่ม solo consolidation ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม ขาย ให้หรือให้เช่าทรัพย์สินใดๆ แก่ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัทในกลุ่ม solo consolidation หรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับบุคคลดังกล่าว หรือรับซื้อ หรือเช่าทรัพย์สินใดๆ จากบุคคลดังกล่าวมีมูลค่ารวมกันสูงกว่าที่ ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนด เว้นแต่จะได้รับความเห็นชอบจากธนาคารแห่งประเทศไทยโดยให้ถือปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ เช่นเดียวกับสถาบันการเงินตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การขาย ให้ หรือให้เช่าทรัพย์สินใด ๆ แก่กรรมการหรือบุคคลอื่นที่กําหนดตามมาตรา48(4) หรือรับซื้อหรือเช่าทรัพย์สินใด ๆ จากบุคคลดังกล่าว

69.3 ทั้งนี้ การคํานวณการให้สินเชื่อ ลงทุน ก่อภาระผูกพัน หรือทําธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อ ตามข้อ 69.1 - 69.2 ไม่รวมถึงการทําธุรกรรมดังต่อไปนี้

69.3.1 การให้สินเชื่อ ลงทุน ก่อภาระผูกพัน หรือทําธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อแก่บริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินของสถาบันการเงินนั้น

69.3.2 การให้สินเชื่อ ก่อภาระผูกพัน หรือทําธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อแก่ส่วนราชการ หรือกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน

69.3.3 การให้สินเชื่อ ลงทุน ก่อภาระผูกพัน หรือทําธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อแก่บริษัทที่ส่วนราชการ กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ถือหุ้นเกินร้อยละ 10 ของจํานวนหุ้นที่จําหน่ายได้แล้วทั้งหมดของบริษัทจํากัดนั้น หรือนิติบุคคลที่ส่วนราชการมีอํานาจควบคุมกิจการทั้งทางตรงและทางอ้อม

69.3.4 การให้สินเชื่อ ลงทุน ก่อภาระผูกพัน หรือทําธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อแก่กองทุนรวมที่จัดตั้ง โดยส่วนราชการ

69.3.5 การให้สินเชื่อ ก่อภาระผูกพัน หรือทําธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อโดยมีหลักประกันเต็มจํานวนเป็นเงินสด เงินฝากที่สถาบันการเงินนั้น ตั๋วเงินที่ออกโดยสถาบันการเงินนั้น หลักทรัพย์รัฐบาลไทยที่ปราศจากภาระผูกพันและ โอนเปลี่ยนมือได้ หรือหลักทรัพย์ที่ออกโดยกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ทั้งนี้ การตีราคาหลักทรัพย์ให้ถือเอามูลค่าที่ตราไว้ของหลักทรัพย์หรือตราสารนั้น

69.3.6 การให้สินเชื่อ ลงทุน ก่อภาระผูกพัน หรือทําธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อแก่กิจการที่มีการปรับโครงสร้างหนี้ซึ่งไม่ได้เป็นกิจการที่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้องก่อนการปรับโครงสร้างหนี้ ส่วนกรณีการปรับโครงสร้างหนี้ของกิจการซึ่งเป็นกิจการที่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้องก่อนการปรับโครงสร้างหนี้ หรือกรณีการปรับโครงสร้างหนี้ของกิจการซึ่งเป็นกิจการที่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้องเนื่องจากการปรับโครงสร้างหนี้ หากมีความจําเป็นต้องให้สินเชื่อ ลงทุน ก่อภาระผูกพัน หรือทําธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อเพิ่มจนเกินอัตราที่กําหนดตามข้อ 69.1 จะต้องได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทยก่อน

69.3.7 การก่อภาระผูกพันตามสัญญาอนุพันธ์กับบริษัทแม่ สาขาของบริษัทแม่ หรือบริษัทร่วม ที่อยู่ในต่างประเทศของสถาบันการเงิน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการบริหารความเสี่ยงของธุรกรรมอนุพันธ์ที่สถาบันการเงินทํากับบุคคลอื่น

69.4 การคํานวณการก่อภาระผูกพันที่กําหนดในข้อ 69.1 ให้ถือปฏิบัติโดยอ้างอิงวิธีการคํานวณในประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การกํากับลูกหนี้รายใหญ่ (Single Lending Limit)

70. ในกรณีที่มีการกระทําที่อาจไม่สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ในข้อ 68 และข้อ 69 โดยที่บริษัทในกลุ่ม solo consolidation สามารถพิสูจน์ได้ว่าได้ใช้ความระมัดระวังด้วยความรอบคอบในการตรวจสอบผู้ที่เกี่ยวข้องแล้ว แต่ไม่สามารถทราบหรือป้องกันมิให้เกิดการกระทําดังกล่าวได้ ให้ถือว่าบริษัทในกลุ่ม solo consolidation มิได้กระทําความผิดตามหลักเกณฑ์นี้การกํากับดูแลเชิงคุณภาพ

71. การให้สินเชื่อ ลงทุน ก่อภาระผูกพัน หรือทําธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อแก่ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัทในกลุ่ม solo consolidation หรือแก่กิจการที่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้องกับกลุ่ม solo consolidation จะต้องไม่มีเงื่อนไขหรือข้อกําหนดพิเศษผิดไปจากปกติ ซึ่งเข้าลักษณะหนึ่งลักษณะใดดังต่อไปนี้

71.1 ไม่ได้พิจารณาถึงฐานะและผลการดําเนินงานของธุรกิจ หรือไม่ได้วิเคราะห์ความเป็นไปได้ของโครงการ

71.2 มีลักษณะที่เป็นการเอื้อประโยชน์ให้แก่กิจการนั้น เช่น เรียกเก็บอัตราดอกเบี้ยต่ํากว่าอัตราปกติของลูกค้าที่มีความเสี่ยงระดับเดียวกัน ไม่มีการจดจํานองอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นหลักประกัน หรือไม่ดําเนินการให้หลักประกันมีผลบังคับได้ตามกฎหมาย เป็นต้น

71.3 มีเหตุอันควรสงสัยว่าลูกหนี้ไม่ได้ดําเนินธุรกิจจริง

72. ให้บริษัทในกลุ่ม solo consolidation จัดทํานโยบายการให้สินเชื่อ ลงทุน ก่อภาระผูกพันหรือทําธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อแก่ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัทในกลุ่ม solo consolidation หรือแก่กิจการที่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้องกับกลุ่ม solo consolidation และนโยบายดังกล่าวต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการของบริษัท โดยจะต้องมีข้อกําหนดอย่างน้อยดังต่อไปนี้

72.1 ปฏิบัติตามแนวนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยการทําธุรกรรมด้านสินเชื่อ

72.2 การให้สินเชื่อ ลงทุน ก่อภาระผูกพัน หรือทําธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อดังกล่าวข้างต้น ต้องได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการของบริษัทในกลุ่ม solo consolidation นั้นด้วยมติเป็นเอกฉันท์ เว้นแต่กรณีดังนี้ให้คณะกรรมการของบริษัทในกลุ่ม solo consolidation นั้นสามารถมอบอํานาจให้คณะกรรมการสินเชื่อหรือคณะกรรมการบริหารเป็นผู้พิจารณาอนุมัติสินเชื่อดังกล่าวได้ ทั้งนี้ต้องเป็นไปตามเกณฑ์การอนุมัติสินเชื่อที่บริษัทในกลุ่ม solo consolidation นั้นกําหนด และให้นําจํานวนเงินที่ให้กับผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัทในกลุ่ม solo consolidation หรือกิจการที่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้องกับกลุ่ม solo consolidation นั้น เข้าขอรับสัตยาบันจากคณะกรรมการของบริษัทในกลุ่ม solo consolidation นั้นในการประชุมครั้งถัดไปและต้องได้รับมติเอกฉันท์

72.2.1 การให้สินเชื่อ ลงทุน ก่อภาระผูกพัน หรือทําธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อแก่ส่วนราชการ กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินหรือบริษัทที่ส่วนราชการ หรือกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน มีอํานาจควบคุมกิจการหรือถือหุ้นเกินกว่าร้อยละ 10 ของหุ้นที่จําหน่ายแล้วทั้งหมดของกิจการนั้น หรือ

72.2.2 การให้สินเชื่อ ลงทุน ก่อภาระผูกพัน หรือทําธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อแก่ลูกค้ารายเดิมที่เคยผ่านการอนุมัติของคณะกรรมการของบริษัทในกลุ่ม solo consolidation นั้นมาแล้ว ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นกรณีขอวงเงินดังกล่าวเพิ่มเติม หรือขอวงเงินดังกล่าวใหม่ก็ตาม

ทั้งนี้ หากคณะกรรมการของบริษัทในกลุ่ม solo consolidation นั้นไม่ให้สัดยาบันหรือให้สัตยาบันด้วยมติที่ไม่เป็นเอกฉันท์ ให้บริษัทในกลุ่ม solo consolidation ยกเลิกการให้สินเชื่อ ลงทุน ก่อภาระผูกพัน หรือทําธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อดังกล่าวทันที

72.3 ห้ามกรรมการ หรือผู้มีอํานาจในการจัดการ ที่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้องกับการให้สินเชื่อลงทุน ก่อภาระผูกพัน หรือทําธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อ เข้าร่วมในการพิจารณาอนุมัติการให้สินเชื่อ ลงทุน ก่อภาระผูกพัน หรือทําธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อดังกล่าวบทเฉพาะกาล

73. การให้สินเชื่อ ลงทุน ก่อภาระผูกพัน หรือทําธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อแก่ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัทในกลุ่ม solo consolidation และผู้ที่เกี่ยวข้อง หรือแก่กิจการที่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้องกับกลุ่ม solo consolidation รวมกันเกินอัตราที่กําหนดในข้อ 69.1 ก่อนที่พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 มีผลใช้บังคับ โดยการให้สินเชื่อลงทุน ก่อภาระผูกพันหรือทําธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อดังกล่าวไม่ขัดต่อกฎหมายว่าด้วยการธนาคารพาณิชย์หรือกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจบริษัทเงินทุนธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเกรดิดฟองซิเอร์ ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น บริษัทในกลุ่ม solo consolidation จะให้สินเชื่อ ลงทุน ก่อภาระผูกพัน หรือทําธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่ออื่นใดเพิ่มเติมแก่ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัทในกลุ่ม solo consolidation และผู้ที่เกี่ยวข้อง หรือแก่กิจการที่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้องกับกลุ่ม solo consolidation ดังกล่าวอีกไม่ได้ และต้องดําเนินการเพื่อให้การให้สินเชื่อ ลงทุน ก่อภาระผูกพันหรือทําธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อดังกล่าวเป็นไปตามหลักเกณฑ์นี้โดยเร็ว ทั้งนี้ต้องไม่เกิน 5 ปี นับแต่วันที่พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 มีผลใช้บังคับ

(6) อัตราส่วนการให้สินเชื่อ ลงทุน ก่อภาระผูกพัน หรือทําธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อ แก่ลูกหนี้รายใหญ่

74. ความเสี่ยงของกลุ่มธุรกิจทางการเงินอาจจะกระจุกตัวอยู่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หรือในภาคธุรกิจใดธุรกิจหนึ่ง ซึ่งอาจทําให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงอย่างรุนแรงได้ จึงจําเป็นต้องกําหนดอัตราส่วนของความเสี่ยงในกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งไม่ให้มากเกินไป ธนาคารแห่งประเทศไทยจึงเห็นควรกําหนดอัตราส่วนการให้สินเชื่อ ลงทุน ก่อภาระผูกพัน หรือทําธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อ แก่บุคคลหนึ่งบุคคลใด ต่อเงินกองทุนกลุ่มธุรกิจทางการเงินเพิ่มเติม นอกเหนือจากการกําหนดอัตราส่วนตามหลักเกณฑ์ของ solo basis ดังนี้

74.1 บริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงิน (ไม่รวมกรณีกลุ่มธุรกิจทางการเงินของธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อย) ให้สินเชื่อ ลงทุน ก่อภาระผูกพัน หรือทําธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อแก่บุคคลหนึ่งบุคคลใด หรือแก่บุคคลหลายคนรวมกันในโครงการหนึ่งโครงการใด หรือเพื่อใช้ในวัตถุประสงค์อย่างเดียวกัน เมื่อสิ้นวันหนึ่งๆต้องไม่เกินร้อยละ 25 ของเงินกองทุนกลุ่ม full consolidation

74.2 บริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินของธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อย ให้สินเชื่อ ลงทุนก่อภาระผูกพัน หรือทําธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อรวมกันแก่บุคคลหนึ่งบุคคลใด หรือแก่บุคคลหลายคนรวมกันในโครงการหนึ่งโครงการใด หรือเพื่อใช้ในวัตถุประสงค์อย่างเดียวกัน เมื่อสิ้นวันหนึ่ง ๆ ต้องไม่เกินร้อยละ 11 ของเงินกองทุนกลุ่ม full consolidation ของธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อย โดยกําหนดอัตราส่วนการทําธุรกรรมของธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อยแก่คู่ค้าแต่ละประเภทให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์เช่นเดียวกับกรณี solo basis ตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การกํากับลูกหนี้รายใหญ่ (Single Lending Limit)

ทั้งนี้ การนับปริมาณธุรกรรมกับลูกหนี้รายใหญ่ จะไม่นับรวมถึง เงินที่เกิดจากการให้สินเชื่อ ลงทุน ก่อภาระผูกพัน หรือทําธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อของบริษัทลูกในกลุ่มธุรกิจทางการเงินที่บริษัทแม่ได้หักเงินลงทุนในบริษัทลูกดังกล่าวออกจากเงินกองทุนของกลุ่มธุรกิจทางการเงินตามข้อ 36.1 และ 36.2 แล้ว และจะไม่นับรวมเงินลงทุนในบริษัทนอกกลุ่มธุรกิจทางการเงินที่บริษัทแม่ได้นําเงินกองทุนในบริษัทนั้นไปหักออกจากเงินกองทุนของกลุ่มธุรกิจทางการเงินตามข้อ 36.3 แล้ว

75. สถาบันการเงินยังคงต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ solo basis คือ ให้สินเชื่อ ลงทุนก่อภาระผูกพัน หรือทําธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อแก่บุคคลหนึ่งบุคคลใดหรือแก่บุคคลหลายคนรวมกันในโครงการหนึ่งโครงการใด หรือเพื่อใช้ในวัตถุประสงค์อย่างเดียวกัน เมื่อสิ้นวันหนึ่ง ๆได้ไม่เกินร้อยละ 25 ของเงินกองทุนทั้งสิ้นของสถาบันการเงินควบคู่กันไป

76. การนับรายการใดเป็นการให้สินเชื่อ ลงทุน ก่อภาระผูกพัน หรือทําธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อ และการยกเว้นรายการใดที่ไม่ต้องนํามารวมคํานวณอัตราส่วนการให้สินเชื่อ ลงทุน ก่อภาระผูกพัน หรือทําธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อ รวมถึงการเพิ่มอัตราส่วนดังกล่าวให้สูงขึ้นเพื่อรายการหนึ่งรายการใด และการพิจารณาจํานวนเงินที่บริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินให้สินเชื่อ ลงทุน ก่อภาระผูกพัน หรือทําธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อแก่บุคคลหลายคนรวมกันในโครงการหนึ่งโครงการใด หรือเพื่อใช้ในวัตถุประสงค์อย่างเดียวกัน ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์เช่นเดียวกับกรณี solo basis ตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การกํากับลูกหนี้รายใหญ่ (Single Lending Limit)

ทั้งนี้ ให้เพิ่มเติมรายการยกเว้นที่ไม่ต้องนํามารวมคํานวณการให้สินเชื่อ ลงทุนก่อภาระผูกพัน หรือทําธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อ ได้แก่ ภาระผูกพันตามสัญญารับประกันการจําหน่ายตราสารทุนแบบรับประกันทั้งจํานวน (Firm Underwrite)นับแต่วันที่บริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินทําสัญญารับประกันการจัดจําหน่ายจนถึงวันปิดการเสนอขาย

77. สําหรับบริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินที่มีผู้กํากับดูแลเป็นการเฉพาะอยู่แล้ว การให้สินเชื่อ ลงทุน ก่อภาระผูกพัน หรือทําธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อ ให้เป็นไปตามที่ผู้กํากับดูแลเฉพาะนั้นกําหนด แต่ปริมาณการให้สินเชื่อ ลงทุน ก่อภาระผูกพัน หรือทําธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อของทั้งกลุ่มธุรกิจทางการเงินรวมกันต้องไม่เกินอัตราที่กําหนดข้างต้น

78. ธนาคารแห่งประเทศไทยอาจพิจารณาปรับปรุงหลักเกณฑ์ในการคํานวณลูกหนี้รายใหญ่ของกลุ่มธุรกิจทางการเงินให้เหมาะสมเพิ่มเติมในภายหลังได้

79. ในกรณีที่มีการกระทําที่อาจไม่สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ในข้อ 74 โดยที่บริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินสามารถพิสูจน์ได้ว่าได้ใช้ความระมัดระวังด้วยความรอบคอบในการตรวจสอบผู้ที่เกี่ยวข้องแล้ว แต่ไม่สามารถทราบหรือป้องกันมิให้เกิดการกระทําดังกล่าวได้ ให้ถือว่าบริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินมิได้กระทําความผิดตามหลักเกณฑ์นี้บทเฉพาะกาล

80. ในกรณีที่บริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินใดได้รับผ่อนผันการให้สินเชื่อ ลงทุน ก่อภาระผูกพัน หรือทําธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อเกินอัตราส่วนตามข้อ 74 อยู่แล้วในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 ใช้บังกับให้บริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินนั้น สามารถคงการให้สินเชื่อ ลงทุน ก่อภาระผูกพัน หรือทําธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อ ตามสัญญาที่ผูกพันไว้แล้วต่อไปตามที่ได้รับการผ่อนผันจากธนาคารแห่งประเทศไทย

81. การให้สินเชื่อ ลงทุน ก่อภาระผูกพัน หรือทําธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อแก่บุคคลใด หรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับบุคคลดังกล่าว รวมกันเกินอัตราที่กําหนดในข้อ 74 ก่อนที่พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 มีผลใช้บังคับ โดยการให้สินเชื่อ ลงทุนก่อภาระผูกพัน หรือทําธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อดังกล่าว ไม่ขัดต่อกฎหมายว่าด้วยการธนาคารพาณิชย์ หรือกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจบริษัทเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น บริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินจะให้สินเชื่อ ลงทุน ก่อภาระผูกพัน หรือทําธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อเพิ่มเติมแก่บุคคลหรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับบุคคลดังกล่าวอีกไม่ได้ และต้องดําเนินการเพื่อให้การให้สินเชื่อ ลงทุน ก่อภาระผูกพัน หรือทําธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อดังกล่าวเป็นไปตามหลักเกณฑ์นี้โดยเร็ว ทั้งนี้ต้องไม่เกิน 5 ปีนับแต่วันที่พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 มีผลใช้บังคับ

(7) การกํากับดูแลความเสี่ยงด้านเครดิตของกลุ่มธุรกิจทางการเงิน

82. บริษัทแม่ต้องรับผิดชอบดูแลและควบคุมให้บริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินปฏิบัติตามแนวนโยบายความเสี่ยงด้านเครดิตและแบบรายงานที่เกี่ยวข้อง

83. บริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การกํากับดูแลความเสี่ยงด้านเครดิต ดังนี้

83.1 บริษัทลูกในกลุ่ม solo consolidation ให้ถือปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การกํากับดูแลความเสี่ยงด้านเครดิตทั้งหมด 9 เรื่อง33 ดังนี้

83.1.1 การบริหารความเสี่ยงด้านเครดิตของพอร์ตสินเชื่อ

83.1.2 การจัดชั้นสินทรัพย์และการกันเงินสํารอง

83.1.3 การประเมินมูลค่าหลักประกัน

83.1.4 การรับรู้ดอกเบี้ยค้างรับเป็นรายได้

83.1.5 การสอบทานสินเชื่อ

83.1.6 การปรับปรุงโครงสร้างหนี้

83.1.7 การให้สินเชื่อโดยมีหลักทรัพย์เป็นประกัน

83.1.8 การถือครองอสังหาริมทรัพย์ที่ได้รับจากการชําระหนี้

83.1.9 การกํากับดูแลบริษัทบริหารสินทรัพย์

83.2 บริษัทลูกนอกกลุ่ม solo consolidation ให้ถือปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การกํากับดูแลที่หน่วยงานกํากับดูแลเฉพาะกําหนด (ถ้ามี)

84. บริษัทแม่ต้องรับผิดชอบจัดส่งรายงานให้แก่ธนาคารแห่งประเทศไทยโดยให้จัดส่งแบบรายงานการจัดชั้นและกันเงินสํารองตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนดตามข้อ 113.6

85. บริษัทแม่ต้องดูแลให้บริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินจัดเก็บข้อมูลที่เกี่ยวกับการบริหารความเสี่ยงด้านเครดิตไว้ที่สํานักงานเพื่อให้ผู้ตรวจการสถาบันการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทยตรวจสอบ หรือจัดส่งสําเนาให้ธนาคารแห่งประเทศไทยเมื่อร้องขอ

(8) การกํากับดูแลความเสี่ยงด้านตลาดของกลุ่มธุรกิจทางการเงินการดํารงเงินกองทุนเพื่อรองรับความเสี่ยงด้านตลาด

86. กลุ่มธุรกิจทางการเงินต้องดํารงเงินกองทุนเพื่อรองรับความเสี่ยงด้านตลาดโดยใช้หลักเกณฑ์เดียวกับสถาบันการเงินตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การกํากับดูแลความเสี่ยงด้านตลาดและการดํารงเงินกองทุนเพื่อรองรับความเสี่ยงด้านตลาดของสถาบันการเงิน

87. การพิจารณาว่า กลุ่มธุรกิจทางการเงินใดต้องคํานวณเงินกองทุนเพื่อรองรับความเสี่ยงด้านตลาด ให้พิจารณาจากระดับความมีนัยสําคัญของปริมาณธุรกรรมในบัญชีเพื่อการค้า(threshold) โดยใช้หลักเกณฑ์เช่นเดียวกับกรณีของสถาบันการเงินดังนี้

87.1 ปริมาณธุรกรรมในบัญชีเพื่อการค้าในทุกสกุลเงินเทียบเท่าเงินบาท มีค่าเฉลี่ยในช่วง 6 เดือนย้อนหลังตั้งแต่ 3,000 ล้านบาท ขึ้นไป หรือ

87.2 อัตราส่วนของปริมาณธุรกรรมในบัญชีเพื่อการค้าในทุกสกุลเงินเทียบเท่าเงินบาทต่อยอดรวมของสินทรัพย์ หนี้สิน และอนุพันธ์ทางการเงินทั้งสิ้นในทุกสกุลเงินเทียบเท่าเงินบาท มีค่าเฉลี่ยในช่วง 6 เดือนย้อนหลังตั้งแต่ร้อยละ 5 ขึ้นไป

88. แนวนโยบายการกํากับดูแลความเสี่ยงด้านตลาด ครอบคลุมองค์ประกอบความเสี่ยงด้านอัตราดอกเบี้ย ราคาตราสารทุน อัตราแลกเปลี่ยน และราคาสินค้าโภคภัณฑ์โดยแบ่งออกเป็น 8 เรื่อง ดังนี้

88.1 การประเมินปริมาณธุรกรรมในบัญชีเพื่อการค้า

88.2 การควบคุมภายในสําหรับการบริหารความเสี่ยงด้านตลาด

88.3 การจัดทํานโยบายการบริหารฐานะในบัญชีเพื่อการค้า

88.4 การดํารงเงินกองทุนเพื่อรองรับความเสี่ยงด้านตลาด

88.5 การประเมินความเสี่ยงด้านตลาดตามวิธีมาตรฐาน

88.6 การประเมินความเสี่ยงด้านตลาดตามวิธีแบบจําลอง

88.7 การประเมินความเสี่ยงด้านตลาดตามวิธีผสม

88.8 การจัดทําข้อมูลและแบบรายงาน

โดยมีรายละเอียดอยู่ในประกาศตามข้อ 86 ดังกล่าวข้างต้น

89. บริษัทแม่ต้องรับผิดชอบดูแลการดํารงเงินกองทุนเพื่อรองรับความเสี่ยงด้านตลาดและการกําหนดนโยบายต่างๆ ในการบริหารความเสี่ยงด้านตลาด และการควบคุมภายในในการทําธุรกรรมในบัญชีเพื่อการค้าของกลุ่มธุรกิจทางการเงินตามหลักเกณฑ์ที่ ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนดตามข้อ 88. 1 - 88.8 ทั้งระดับกลุ่ม solo consolidation และกลุ่มfull consolidation ทั้งนี้ บริษัทแม่อาจมอบหมายให้บริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงิน(โดยคณะกรรมการบริษัท) ทําหน้าที่กําหนดนโยบายของตนเองได้ แต่ต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการของบริษัทแม่

90. การดํารงเงินกองทุนเพื่อรองรับความเสี่ยงด้านตลาดของกลุ่มธุรกิจทางการเงิน มีแนวทางดังต่อไปนี้

90.1 การพิจารณาระดับความมีนัยสําคัญของปริมาณธุรกรรมในบัญชีเพื่อการค้าให้พิจารณาในระดับกลุ่มธุรกิจทางการเงิน โดยรวมปริมาณธุรกรรมในบัญชีเพื่อการค้าของทั้งกลุ่มธุรกิจทางการเงินเสมือนเป็นหน่วยงานเดียวกัน

90.2 กลุ่มธุรกิจทางการเงินที่มีปริมาณธุรกรรมในบัญชีเพื่อการค้าตั้งแต่ระดับที่มีนัยสําคัญตามที่กําหนดในข้อ 87 ให้ถือปฏิบัติตามแนวนโยบายในข้อ 88.1 - 88.8

90.3 กลุ่มธุรกิจทางการเงินที่มีปริมาณธุรกรรมในบัญชีเพื่อการค้าต่ํากว่าระดับที่มีนัยสําคัญตามที่กําหนดในข้อ 87 ให้ถือปฏิบัติตามแนวนโยบายในข้อ 88.1 - 88.3 และประเมินความเสี่ยงด้านตลาดเพื่อดํารงเงินกองทุนเฉพาะองค์ประกอบด้านราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในส่วนที่เกี่ยวข้องตามแนวนโยบายในข้อ 88.4 - 88.8

90.4 เมื่อคํานวณเงินกองทุนจากปริมาณธุรกรรมรวมแล้วให้ถือว่าเงินกองทุนดังกล่าวเป็นเงินกองทุนเพื่อรองรับความเสี่ยงด้านตลาดของกลุ่มธุรกิจทางการเงิน และให้นําผลลัพธ์ที่ได้มาคํานวณเป็นสินทรัพย์เสี่ยงด้านตลาดเพื่อนําไปใช้เป็นองค์ประกอบในการคํานวณความเพียงพอของเงินกองทุนทั้งสิ้นของกลุ่มธุรกิจทางการเงินต่อไปตามข้อ 113.4 รายงานแสดงการดํารงเงินกองทุนเป็นอัตราส่วนกับสินทรัพย์และภาระผูกพัน (รายงาน สง./นบ. 4.1. และ สง./นบ. 4.2.)

90.5 หากกลุ่มธุรกิจทางการเงินใดประสงค์จะแยกคํานวณเงินกองทุนเป็นรายบริษัทให้ยื่นขออนุญาตต่อธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นรายกรณี

91. บริษัทแม่ต้องรับผิดชอบในการจัดส่งรายงานการดํารงเงินกองทุนเพื่อรองรับความเสี่ยงด้านตลาดของกลุ่มธุรกิจทางการเงิน ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยโดยให้จัดส่งแบบรายงานปริมาณธุรกรรมในบัญชีเพื่อการค้า และแบบรายงานการดํารงเงินกองทุนเพื่อรองรับความเสี่ยงด้านตลาดและตารางประกอบ ตามข้อ 88.8 ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนด ทั้งระดับกลุ่ม solo consolidation และกลุ่ม full consolidation

92. บริษัทแม่ต้องดูแลให้บริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินที่มีการทําธุรกรรมในบัญชีเพื่อการค้าถือปฏิบัติตามนโยบายที่กําหนดไว้ รวมทั้งจัดเก็บข้อมูลเกี่ยวกับการทําธุรกรรมไว้ที่สํานักงานเพื่อให้ผู้ตรวจการสถาบันการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทยสามารถตรวจสอบได้ หรือจัดส่งสําเนาให้ธนาคารแห่งประเทศไทยตามที่ขอการกํากับดูแลความเสี่ยงด้านอัตราดอกเบี้ยในบัญชีเพื่อการธนาคาร

93. กลุ่มธุรกิจทางการเงินต้องถือปฏิบัติโดยใช้หลักเกณฑ์เดียวกับสถาบันการเงินตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การกํากับดูแลความเสี่ยงด้านอัตราดอกเบี้ยในบัญชีเพื่อการ ธนาคาร ของสถาบันการเงิน

94. แนวทางการบริหารความเสี่ยงด้านอัตราดอกเบี้ยที่มีประสิทธิภาพจะครอบคลุมถึง

94.1 บทบาทหน้าที่ของคณะกรรมการสถาบันการเงิน และผู้มีอํานาจในการจัดการ

94.2 นโยบายการบริหารความเสี่ยงและขั้นตอนการปฏิบัติงานที่เหมาะสม

94.3 แนวทางการประเมิน ควบคุม และติดตามความเสี่ยง

94.4 การควบคุมภายในที่เกี่ยวข้องกับการบริหารความเสี่ยงด้านอัตราดอกเบี้ยโดยมีรายละเอียดอยู่ในประกาศตามข้อ 93 ดังกล่าวข้างต้น

95. บริษัทแม่ต้องรับผิดชอบดูแลให้กลุ่มธุรกิจทางการเงินมีเงินกองทุนที่เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงด้านอัตราดอกเบี้ยในบัญชีเพื่อการธนาคารที่กลุ่มธุรกิจทางการเงินมีอยู่ และกําหนดนโยบายต่างๆ ในการบริหารความเสี่ยงและการควบคุมภายในของกลุ่มธุรกิจทางการเงิน ตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนดทั้งระดับกลุ่ม solo consolidation และกลุ่ม full consolidation ทั้งนี้ บริษัทแม่อาจมอบหมายให้บริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงิน (โดยคณะกรรมการบริษัท ทําหน้าที่กําหนดนโยบายของตนเองได้ แต่ต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการของบริษัทแม่

96. บริษัทแม่ต้องรับผิดชอบในการจัดทําและ จัดส่งข้อมูลของกลุ่มธุรกิจทางการเงินตามแบบรายงานการประเมินความเสี่ยงด้านอัตราดอกเบี้ยในบัญชีเพื่อการธนาคารตามรูปแบบและแนวทางที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนดทั้งระดับกลุ่ม solo consolidation และกลุ่ม full consolidation รวมทั้งให้จัดเตรียมแบบรายงานการบริหารความเสี่ยงที่ใช้ภายใน สมมติฐานเอกสารและหลักฐานที่ใช้ประกอบการจัดทํารายงานเพื่อให้ผู้ตรวจการสถาบันการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทยตรวจสอบ หรือจัดส่งสําเนาให้ธนาคารแห่งประเทศไทยเมื่อร้องขอการดํารงฐานะเงินตราต่างประเทศ และแบบรายงานที่เกี่ยวข้องของกลุ่มธุรกิจทางการเงิน

97. กลุ่มธุรกิจทางการเงินต้องถือปฏิบัติโดยใช้หลักเกณฑ์เดียวกับสถาบันการเงินตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การดํารงฐานะเงินตราต่างประเทศสําหรับธนาคารพาณิชย์ สําหรับธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อย หรือสําหรับบริษัทเงินทุน แล้วแต่กรณี

98. การดํารงฐานะเงินตราต่างประเทศของกลุ่มธุรกิจทางการเงิน ให้ถือปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ดังนี้

98.1 ฐานะรายสกุลเงิน (individual currency limit) ให้กลุ่มธุรกิจทางการเงินดํารงฐานะเงินตราต่างประเทศรายสกุลเงิน (net open position in each currency) เมื่อสิ้นวันหนึ่งๆ เป็นอัตราส่วนกับเงินกองทุนของกลุ่มธุรกิจทางการเงินไม่เกินกว่าร้อยละ 15 หรือ5 ล้านดอลลาร์ สหรัฐอเมริกา แล้วแต่จํานวนใดจะสูงกว่า

98.2 ฐานะรวมทุกสกุลเงิน (aggregate limit) ให้กลุ่มธุรกิจทางการเงินดํารงฐานะเงินตราต่างประเทศรวมทุกสกุลเงิน (aggregate position) เมื่อสิ้นวันหนึ่งๆ เป็นอัตราส่วนกับเงินกองทุนของกลุ่มธุรกิจทางการเงินไม่เกินกว่าร้อยละ 20 หรือ 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐอเมริกา แล้วแต่จํานวนใดจะสูงกว่าโดยมีรายละเอียดและการคํานวณอยู่ในประกาศตามข้อ 97 ดังกล่าวข้างต้น

99. บริษัทแม่ต้องรับผิดชอบดูแลการดํารงฐานะเงินตราต่างประเทศเมื่อสิ้นวันเป็นอัตราส่วนกับเงินกองทุนของกลุ่มธุรกิจทางการเงินทั้งระดับกลุ่ม solo consolidation และกลุ่ม full consolidation

100. บริษัทแม่ต้องรับผิดชอบในการจัดทําและจัดส่งข้อมูลของกลุ่มธุรกิจทางการเงินตามแบบรายงานฐานะรวม ตามรูปแบบและแนวทางที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนด ทั้งระดับกลุ่ม solo consolidation และกลุ่ม full consolidation

(9) การกํากับดูแลความเสี่ยงด้านสภาพคล่องของกลุ่มธุรกิจทางการเงิน

101. กลุ่มธุรกิจทางการเงินต้องจัดทํานโยบายและแผนงานการบริหารความเสี่ยงด้านสภาพคล่องของกลุ่มธุรกิจทางการเงิน โดยจัดให้มีระบบงานการบริหารความเสี่ยงด้านสภาพคล่องที่เหมาะสมสอดคล้องตามนโยบายและลักษณะการบริหารสภาพคล่องของกลุ่มธุรกิจทางการเงิน และมีการจัดทําแบบรายงานฐานะสภาพคล่องรวมของบริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงิน โดยให้ถือปฏิบัติเช่นเดียวกับแนวทางที่กําหนดไว้ในหลักเกณฑ์การบริหารความเสี่ยงสภาพคล่องของสถาบันการเงินตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยการบริหารความเสี่ยงด้านสภาพคล่องของสถาบันการเงิน ดังนี้

101.1 การจัดทํานโยบายและแผนงานการบริหารความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง ต้องระบุลักษณะการบริหารสภาพคล่องของกลุ่ม (แบบรวมศูนย์ Centralize หรือ แบบกระจายอํานาจ Decentralize) โดยต้องระบุว่าบริษัทใดในกลุ่มธุรกิจทางการเงินที่สถาบันการเงินเป็นผู้บริหารสภาพคล่อง และบริษัทใดที่สถาบันการเงินไม่ได้เป็นผู้บริหารสภาพคล่อง

101.1.1 กรณีที่กลุ่มธุรกิจทางการเงินมีการบริหารสภาพคล่องแบบ Centralizeให้จัดทํานโยบายและแผนงานการบริหารความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง รวมทั้งแบบรายงานฐานะสภาพคล่องรวม ของทุกบริษัทในกลุ่ม full consolidation

101.1.2 กรณีที่กลุ่มธุรกิจทางการเงินมีการบริหารสภาพคล่องแบบ Decentralizeให้จัดทํานโยบายและแผนงานการบริหารความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง รวมทั้งแบบรายงานฐานะสภาพคล่องรวม ของทุกบริษัทในกลุ่ม solo consolidationโดยต้องคํานึงถึงภาระต่าง ๆ ที่อาจมี ซึ่งรวมถึงภาระในการสนับสนุนสภาพคล่องให้กับบริษัทนอกกลุ่ม solo consolidation ด้วย

101.2 การบริหารความเสี่ยงด้านสภาพคล่องและการจัดทําแบบรายงานฐานะสภาพคล่องของกลุ่มธุรกิจทางการเงิน ต้องมีการปรับพฤติกรรมสินทรัพย์ หนี้สิน และภาระผูกพันให้สอดคล้องกับข้อมูลที่เกิดขึ้นจริง รวมทั้งต้องมีการจัดทํา Scenario test และ Stress testในระดับกลุ่มธุรกิจทางการเงินตามความจําเป็นเพื่อรองรับความผันผวนของตลาดการเงิน รวมทั้งมีการจัดทํา Contingency Funding plan ของกลุ่มธุรกิจทางการเงินเพื่อรองรับการขาดสภาพคล่องในภาวะต่าง ๆ ซึ่งจะต้องสะท้อนความแตกต่างของลักษณะธุรกิจแต่ละประเภทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินอย่างชัดเจน และกลุ่มธุรกิจทางการเงินจะต้องมีนโยบายที่ชัดเจนในการจัดทํากระแสเงินสดรับและกระแสเงินสดจ่ายของธุรกรรมที่เป็นรายการระหว่างกันด้วย

102. บริษัทแม่ต้องรับผิดชอบดูแลการบริหารความเสี่ยงด้านสภาพคล่องให้สอดคล้องกับนโยบายและแผนงานที่กําหนด รวมทั้งเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนด

103. บริษัทแม่ต้องรับผิดชอบในการจัดส่งรายงานฐานะสภาพคล่องให้ธนาคารแห่งประเทศไทยตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนด ทั้งระดับกลุ่ม full consolidation หรือกลุ่ม solo consolidation โดยขึ้นอยู่กับนโยบายการบริหารสภาพคล่องของกลุ่มธุรกิจทางการเงิน

(10) การกํากับดูแลความเสี่ยงด้านปฏิบัติการของกลุ่มธุรกิจทางการเงินความเสี่ยงด้านปฏิบัติการที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มธุรกิจทางการเงิน

104. บริษัทแม่ต้องรับผิดชอบกําหนดนโยบายการบริหารความเสี่ยงด้านปฏิบัติการ นโยบายการจัดเก็บข้อมูลความเสียหายที่เกิดจากความเสี่ยงด้านปฏิบัติการ นโยบายการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจฯ (BCM/BCP) นโยบายการใช้บริการจากผู้ให้บริการรายอื่น (outsourcing) และมาตรการป้องกันปราบปรามการฟอกเงิน และการต่อต้านการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย (AML/CFT) ในลักษณะภาพรวม

ทั้งนี้ สําหรับเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับ AML/CFT นั้น บริษัทใดในกลุ่มธุรกิจทางการเงินที่ต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ของสํานักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินให้ถือปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ดังกล่าวด้วยอัตราดอกเบี้ย และค่าธรรมเนียม

105. บริษัทลูกที่อยู่ภายใต้การกํากับดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทย ให้ถือปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนด เช่น บริษัทลูกที่ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตหรือสินเชื่อส่วนบุคคลคุณสมบัติของกรรมการและผู้มีอํานาจในการจัดการ

106. บริษัทลูกในกลุ่ม solo consolidation และบริษัทนอกกลุ่ม solo consolidation ต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ธรรมาภิบาลเช่นเดียวกับสถาบันการเงินในเรื่องคุณสมบัติกรรมการและผู้มีอํานาจในการจัดการ

107. สําหรับการขอความเห็นชอบและการแจ้งเปลี่ยนกรรมการและ ผู้มีอํานาจในการจัดการให้ใช้บังคับกับกรรมการและผู้มีอํานาจในการจัดการทุกคนของบริษัทโฮลดิ้ง เว้นแต่ได้รับการผ่อนผันจากธนาคารแห่งประเทศไทยตามข้อ 7.4 ส่วนบริษัทลูกในกลุ่ม solo consolidation ให้ใช้บังคับเฉพาะบุคคลที่มีอํานาจในการตัดสินใจ ซึ่งหมายถึงผู้บริหารที่มีอํานาจสูงสุดผู้สอบบัญชีภายนอก

108. สถาบันการเงินต้องยื่นขอความเห็นชอบผู้สอบบัญชีของสถาบันการเงิน บริษัทลูกในกลุ่ม solo consolidation และบริษัท โฮลดิ้งมาในคราวเดียวกัน โดยสําหรับบริษัทในกลุ่ม solo consolidation และบริษัทโฮลดิ้งที่อยู่ในประเทศไทย ต้องเป็นผู้สอบบัญชีในสํานักงานเดียวกัน ทั้งนี้ ในกรณีที่สถาบันการเงินยังไม่สามารถดําเนินการให้มีผู้สอบบัญชีในสํานักงานเดียวกันได้ ให้สถาบันการเงินทําหนังสือขอผ่อนผันต่อธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นรายกรณี

109. งบการเงินของบริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงิน ยกเว้น งบการเงินของสถาบันการเงินที่นํามาใช้ในการจัดทํางบการเงินรวมเพื่อส่งให้ธนาคารแห่งประเทศไทยสําหรับข้อมูลงวด 6 เดือน สิ้นเดือนมิถุนายน ไม่จําเป็นต้องได้รับการรับรองจากผู้สอบบัญชีการใช้เครื่องหมายและสัญลักษณ์

110. บริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินสามารถใช้เครื่องหมายหรือสัญลักษณ์ที่แสดงถึงกลุ่มธุรกิจทางการเงินได้ แต่ไม่สามารถใช้เครื่องหมายหรือสัญลักษณ์ของบริษัทใดๆ ในกลุ่มร่วมกันได้ ทั้งนี้ ในการใช้เครื่องหมายหรือสัญลักษณ์ที่แสดงถึงกลุ่มธุรกิจทางการเงินร่วมกันนั้น บริษัทแม่ต้องรับผิดชอบในการดูแลให้บริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินกําหนดประเภทธุรกิจ โครงสร้างการดําเนินงาน บทบาทหน้าที่และความรับผิดชอบ และกลุ่มลูกค้าที่ชัดเจน เพื่อป้องกันมิให้บุคคลภายนอก เกิดความเข้าใจผิดในบทบาทหน้าที่และการประกอบธุรกิจของแต่ละบริษัท

การทําธุรกรรมกับบุคคลนอกกลุ่มธุรกิจ ทางการเงิน

111. ในกรณีที่บริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินทําหน้าที่เป็นตัวแทนบริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินอีกบริษัทหนึ่งในการให้บริการหรือเสนอขายผลิตภัณฑ์ทางการเงินแก่บุคคลภายนอกต้องมีการระบุหรือสื่อสารให้บุคคลภายนอกรับทราบอย่างชัดเจนถึง ชื่อและบทบาทหน้าที่ของผู้เสนอบริการหรือขายผลิตภัณฑ์ทางการเงิน และตัวแทน เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดแก่บุคคลภายนอก ทั้งนี้ตัวแทนดังกล่าวต้องไม่ทําหน้าที่ตัดสินใจแทนเจ้าของผลิตภัณฑ์ทางการเงินในการที่จะให้บริการหรือเสนอขายผลิตภัณฑ์ทางการเงินแก่บุคคลใดบุคคลหนึ่ง

(11) การเปิดเผยข้อมูลระหว่างบริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงิน

112. กลุ่มธุรกิจทางการเงินอาจต้องมีการเปิดเผยข้อมูลระหว่างกันเพื่อให้สามารถบริหารความเสี่ยงของกลุ่มธุรกิจทางการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถกํากับดูแลกลุ่มธุรกิจทางการเงินให้สอดคล้องกับเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนดธนาคารแห่งประเทศไทยจึงกําหนดขอบเขตการเปิดเผยข้อมูลระหว่างกัน ดังนี้

112.1 ข้อมูลที่บริษัทแม่สามารถเปิดเผยให้แก่บริษัทลูกในกลุ่มธุรกิจทางการเงิน ได้แก่

ข้อมูลยอดคงค้างของรายการต่างๆ ที่บริษัทลูกดังกล่าวจําเป็นต้องทราบ เพื่อปฏิบัติตามเกณฑ์กํากับดูแลเชิงปริมาณตามประกาศฉบับนี้ ทั้งนี้ บริษัทลูกจะต้องไม่กระทําการใดอันอาจเข้าข่ายเป็นการประกอบธุรกิจข้อมูลเครดิตตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจ ข้อมูลเครดิต

112.2 ข้อมูลที่บริษัทลูกในกลุ่มธุรกิจทางการเงินสามารถเปิดเผยให้แก่บริษัทแม่ ได้แก่ข้อมูลต่างๆ ที่บริษัทแม่จําเป็นต้องใช้ในการบริหารและกํากับดูแลความเสี่ยงของกลุ่มธุรกิจทางการเงินให้เป็นไปตามกลยุทธ์ของกลุ่มธุรกิจทางการเงิน หรือเกณฑ์กํากับดูแลเชิงปริมาณตามประกาศฉบับนี้ หรือข้อมูลต่างๆ ที่ใช้ในการจัดทํารายงานการกํากับแบบรวมกลุ่มเพื่อส่งธนาคารแห่งประเทศไทย เช่น ข้อมูลเกี่ยวกับความเสี่ยงด้านเครดิต ตลาด สภาพคล่อง และปฏิบัติการ และข้อมูลยอดคงค้างของรายการต่างๆเป็นต้น ทั้งนี้ บริษัทแม่จะต้องไม่กระทําการใดอันอาจเข้าข่ายเป็นการประกอบธุรกิจข้อมูลเครดิตตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจข้อมูลเครดิต

(12) การจัดทําและจัดส่งรายงานการกํากับแบบรวมกลุ่ม

113. หลังจากธนาคารแห่งประเทศไทยได้ให้ความเห็นชอบในการจัดตั้งกลุ่มธุรกิจทางการเงินแล้ว ให้สถาบันการเงิน หรือนิติบุคคลอื่นที่เป็นบริษัทแม่ของกลุ่มธุรกิจทางการเงิน จัดทํารายงานการกํากับแบบรวมกลุ่ม จํานวน 10 เรื่อง ดังนี้

113.1 รายงานการลงทุนในกลุ่มธุรกิจทางการเงิน

113.1.1รายงานการลงทุนในกลุ่มธุรกิจทางการเงิน (รายงาน สง. /นบ. 1)

113.2 รายงานงบการเงินรวม

113.2.1 รายงานฐานะการเงินรวม กลุ่ม solo consolidation (รายงาน สง. /นบ. 2.1 )

113.2.2 รายงานฐานะการเงินรวม กลุ่ม full consolidation (รายงาน สง. /นบ. 2.2)

113.2.3 รายงานรายได้และค่าใช้จ่ายรวม กลุ่ม solo consolidation (รายงาน สง./นบ. 2.3

113.2.4 รายงานรายได้และค่าใช้จ่ายรวม กลุ่ม full consolidation (รายงาน สง. /นบ. 2.4)

113.3 รายงานเงินกองทุนตามกฎหมาย

113.3.1 รายงานเงินกองทุนตามกฎหมาย กลุ่ม solo consolidation (รายงาน สง./นบ. 3.1)

113.3.2 รายงานเงินกองทุนตามกฎหมาย กลุ่ม full consolidation (รายงาน สง. /นบ. 3.2)

113.4 รายงานแสดงการดํารงเงินกองทุนเป็นอัตราส่วนกับสินทรัพย์และภาระผูกพัน

113.4.1รายงานแสดงการดํารงเงินกองทุนเป็นอัตราส่วนกับสินทรัพย์และ

ภาระผูกพัน กลุ่ม solo consolidation (รายงาน สง. /นบ. 4.1)

113.4.2 รายงานแสดงการดํารงเงินกองทุนเป็นอัตราส่วนกับสินทรัพย์และ

ภาระผูกพัน กลุ่ม full consolidation (รายงาน สง. /นบ. 4.2)

113.4.3รายงานแสดงการดํารงเงินกองทุนเป็นอัตราส่วนกับสินทรัพย์เสี่ยง

กลุ่ม solo consolidation (รายงาน สง. /นบ. 4.3)

113.4.4 รายงานแสดงการดํารงเงินกองทุนเป็นอัตราส่วนกับสินทรัพย์เสี่ยง

กลุ่ม full consolidation (รายงาน สง. /นบ. 4.4

113.5 รายงานการให้สินเชื่อ ลงทุน ก่อภาระผูกพัน หรือทําธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อ

113.5.1 รายงานการให้สินเชื่อ ลงทุน ก่อภาระผูกพัน หรือทําธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อ แก่บริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงิน (รายงาน สง. เนบ. 5.1)

113.5.2 รายงานการให้สินเชื่อ ลงทุน ก่อภาระผูกพัน หรือทําธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อ แก่ลูกหนี้รายใหญ่ของกลุ่มธุรกิจทางการเงิน (รายงาน สง./นบ. 5.2)

113.6 รายงานการจัดชั้นและกันสํารอง

113.6.1 รายงานการจัดชั้นและกันสํารอง กลุ่ม solo consolidation

113.6.2 รายงานการจัดชั้นและกันสํารองของบริษัทในกลุ่ม solo consolidationเป็นรายบริษัท

113.7 รายงานการดํารงเงินกองทุนเพื่อรองรับความเสี่ยงด้านตลาด

113.7.1รายงานปริมาณธุรกรรมในบัญชีเพื่อการค้า กลุ่ม solo consolidation

113.7.2 รายงานปริมาณธุรกรรมในบัญชีเพื่อการค้า กลุ่ม full consolidation

113.7.3 รายงานการดํารงเงินกองทุนเพื่อรองรับความเสี่ยงด้านตลาดกลุ่ม solo consolidation

113.7.4 รายงานการดํารงเงินกองทุนเพื่อรองรับความเสี่ยงด้านตลาดกลุ่ม full consolidation

113.8 รายงานการประเมินความเสี่ยงด้านอัตราคอกเบี้ยในบัญชีเพื่อการธนาคาร

113.8.1 รายงานการประเมินความเสี่ยงด้านอัตราดอกเบี้ยในบัญชีเพื่อการธนาคารกลุ่ม solo consolidation

113.8.2 รายงานการประเมินความเสี่ยงด้านอัตราดอกเบี้ยในบัญชีเพื่อการธนาคาร กลุ่ม full consolidation

113.9 รายงานการดํารงฐานะเงินตราต่างประเทศ

113.9.1 รายงานฐานะรวม กลุ่ม solo consolidation

113.9.2 รายงานฐานะรวม กลุ่ม full consolidation

113.10 รายงานการบริหารความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง

113. 10.1 รายงานฐานะสภาพคล่อง กลุ่ม solo / full consolidation (ภาวะปกติ)

113.10.2 รายงานฐานะสภาพคล่อง กลุ่ม solo / full consolidation (ภาวะวิกฤต)

114. ให้บริษัทแม่ของกลุ่มธุรกิจทางการเงิน จัดทํารายงานดังกล่าวข้างต้นทุก 6 เดือนโดยใช้ข้อมูล ณ สิ้นเดือนมิถุนายน และธันวาคม โดยงบการเงินของสถาบันการเงินทั้งงวดสิ้นเดือนมิถุนายนและธันวาคมต้องใช้งบการเงินที่ผู้สอบบัญชีรับรอง สําหรับงบการเงินของบริษัทอื่นในกลุ่มธุรกิจทางการเงินงวดสิ้นเดือนมิถุนายน อนุโลมให้ใช้งบการเงินที่ผู้สอบบัญชีไม่ต้องรับรองได้ และ ให้สถาบันการเงินจัดส่งรายงานดังกล่าวให้ธนาคารแห่งประเทศไทยภายใน 6 เดือน นับจากวันสิ้นเดือนที่ต้องรายงาน โดยให้เริ่มรายงานตั้งแต่ข้อมูล ณ 31 ธันวาคม 2551 เป็นต้นไป เว้นแต่ รายงานตามข้อ 113.6 - 113.10 ให้เริ่มรายงานตั้งแต่ข้อมูล ณ 31 ธันวาคม 2552 เป็นต้นไป

ส่วนที่ 4

การตรวจสอบกลุ่มธุรกิจทางการเงิน

115. ธนาคารแห่งประเทศไทยจะตรวจสอบการดําเนินงานของกลุ่มธุรกิจทางการเงินโดยเน้นการตรวจสอบระบบ ความเสี่ยงแบบรวมกลุ่ม โดยจะพิจารณาในเรื่องสําคัญดังต่อไปนี้

115.1 ธนาคารแห่งประเทศไทยจะประเมินระบบการบริหารความเสี่ยงของกลุ่มธุรกิจทางการเงิน โดยรวมว่ามีความเหมาะสมและครอบคลุมความเสี่ยงในทุกส่วนของธุรกิจหรือไม่

115.2 ธนาคารแห่งประเทศไทยอาจสั่งการให้บริษัทแม่ บริษัทลูก และบริษัทร่วมส่งข้อมูลใด ๆ เพิ่มเติมเพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบฐานะและผลการดําเนินงาน

115.3 ธนาคารแห่งประเทศไทยอาจเข้าตรวจสอบบริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินซึ่งได้แก่ บริษัทแม่ บริษัทลูก และบริษัทร่วม เพื่อให้ทราบถึงการดําเนินงานและสถานะที่แท้จริงของบริษัทนั้น และเพื่อเพิ่มความมั่นใจว่าได้มีการจัดการในเรื่องของความเสี่ยงในบริษัทนั้น ๆ อย่างเหมาะสม

115.4 ธนาคารแห่งประเทศไทยอาจสั่งการให้สถาบันการเงินดําเนินการให้ผู้สอบบัญชีเข้าตรวจสอบบริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินและส่งรายงานตรวจสอบให้ธนาคารแห่งประเทศไทย

115.5 ในกรณีที่บริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินมีผู้กํากับดูแลเป็นการเฉพาะ เช่น บริษัทหลักทรัพย์ หรือบริษัทประกันชีวิต ธนาคารแห่งประเทศไทยะประสานงานกับผู้กํากับดูแลบริษัทนั้น เพื่อให้สามารถประเมินความเสี่ยง และความเพียงพอของเงินกองทุนของกลุ่มธุรกิจทางการเงิน ได้อย่างเหมาะสม

115.6 ในกรณีที่ธนาคารแห่งประเทศไทยตรวจสอบพบว่า กลุ่มธุรกิจทางการเงินไม่ได้มีการบริหารจัดการความเสี่ยงโดยรวมที่ดีพอ ธนาคารแห่งประเทศไทยอาจสั่งการให้กลุ่มธุรกิจทางการเงินต้องดํารงเงินกองทุนสูงกว่าปกติ หรืออาจสั่งให้กระทําการหรืองดกระทําการใด ๆ

ส่วนที่ 5

บทเฉพาะกาล

การดําเนินการของสถาบันการเงินที่มีกลุ่มธุรกิจทางการเงินอยู่แล้วในปัจจุบัน

การปรับโครงสร้างการถือหุ้น

116. ตามที่สถาบันการเงินได้ขออนุญาตจัดตั้งกลุ่มธุรกิจทางการเงินและธนาคารแห่งประเทศไทยได้พิจารณาอนุญาตแล้วตามหลักเกณฑ์การกํากับแบบรวมกลุ่มที่ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ออกแนวนโยบายขอให้สถาบันการเงินทดลองปฏิบัตินั้น เพื่อให้การจัดตั้งกลุ่มธุรกิจทางการเงินของสถาบันการเงินเป็นไปตามพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 และประกาศฉบับนี้ จึงขอให้สถาบันการเงินยื่นขออนุญาตจัดตั้งกลุ่มธุรกิจทางการเงินต่อธนาคารแห่งประเทศไทยใหม่ โดยปรับโครงสร้างของกลุ่มธุรกิจทางการเงินดังนี้

116.1 ตรวจสอบการถือหุ้นในบริษัทต่าง ๆ ทั้งการถือหุ้นทางตรงและทางอ้อมรวมกันที่เกินกว่าร้อยละ 10 ของจํานวนหุ้นที่จําหน่ายได้แล้วทั้งหมดของบริษัทนั้นตามหลักเกณฑ์ในประกาศฉบับนี้เนื่องจากมีบางส่วนที่แตกต่างจากหลักเกณฑ์เดิม เช่น คําจํากัดความของ "ผู้ที่เกี่ยวข้อง" ที่สถาบันการเงินจะต้องนับรวมเป็นการถือหุ้นของสถาบันการเงิน โดย "ผู้ที่เกี่ยวข้อง" ตามประกาศฉบับนี้จะ ไม่รวมถึง บิดา มารดาผู้รับบุตรบุญธรรม และบุตรที่บรรลุนิติภาวะแล้ว เป็นต้น และปรับโครงสร้างบริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินให้เป็นไปตามข้อ9

116.2 ในกรณีที่สถาบันการเงินถือหุ้นในบริษัทที่ธนาคารแห่งประเทศไทยไม่อนุญาตให้ลงทุนสถาบันการเงินต้องขายหุ้นในบริษัทเหล่านี้ออกไปจนเหลือไม่เกินร้อยละ 10 ของหุ้นที่จําหน่ายได้แล้วทั้งหมดของบริษัทนั้น ดังนี้

116.2.1 บริษัทที่สถาบันการเงินได้แจ้งมาเมื่อขอจัดตั้งกลุ่มธุรกิจทางการเงินครั้งก่อนให้ลดการถือหุ้นตามระยะเวลาที่กําหนดเดิม

116.2.2 ในกรณีที่สถาบันการเงินถือหุ้นในบริษัทใดอันเนื่องมาจากการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ การชําระหนี้ การบังคับชําระหนี้ และการประกันการให้สินเชื่อ ให้ลดการถือหุ้นลงภายในเวลาที่ได้รับอนุญาตเป็นรายกรณี

116.2.3 ในกรณีที่สถาบันการเงินถือหุ้นในบริษัทที่อยู่ระหว่างการชําระบัญชีให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์เดิม โดยบริษัทดังกล่าวไม่จัดเป็นบริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงิน และไม่ต้องนําเงินลงทุนในบริษัทดังกล่าวมาหักออกจากเงินกองทุนของกลุ่มธุรกิจทางการเงิน แต่ให้นําไปคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงตามปกติ

116.3 สําหรับกลุ่มธุรกิจทางการเงินที่บริษัทแม่ไม่ใช่สถาบันการเงิน ให้บริษัทแม่ตรวจสอบการถือหุ้นในบริษัทต่าง ๆ และปรับโครงสร้างการถือหุ้นให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กําหนดในประกาศฉบับนี้ในลักษณะเดียวกันกับสถาบันการเงินและในกรณีที่มีบริษัทที่ไม่อยู่ในข่ายที่ได้รับอนุญาตให้ถือหุ้นเกินร้อยละ 10 ของจํานวนหุ้นที่จําหน่ายได้แล้วทั้งหมดของบริษัทนั้น บริษัทแม่จะต้องขายหุ้นในบริษัทนั้น ๆ ออกไปให้เหลือไม่เกินร้อยละ 10 เช่นเดียวกับสถาบันการเงิน

การยื่นขออนุญาตจัดตั้งกลุ่มธุรกิจทางการเงิน

117. ให้สถาบันการเงินยื่นขออนุญาตจัดตั้งกลุ่มธุรกิจทางการเงินตามแบบคําขออนุญาตจัดตั้งกลุ่มธุรกิจทางการเงิน ภายใน 2 เดือนนับแต่วันที่หลักเกณฑ์การกํากับแบบรวมกลุ่มมีผลใช้บังคับ พร้อมเอกสารประกอบดังต่อไปนี้

117.1 กลุ่มธุรกิจทางการเงินที่บริษัทแม่เป็นสถาบันการเงิน

117.1.1 ผังโครงสร้างการถือหุ้นในกลุ่มธุรกิจทางการเงินที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน และผังโครงสร้างการถือหุ้นในกลุ่มธุรกิจทางการเงินที่จะขออนุญาตจัดตั้งกลุ่มธุรกิจทางการเงินตามหลักเกณฑ์การกํากับแบบรวมกลุ่มตามประกาศฉบับนี้

117.1.2 บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นของบริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงิน (กรณีที่เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยให้ส่งรายชื่อ 20 อันดับแรก และรายชื่อผู้ถือหุ้นทางอ้อมทุกราย ถ้าเป็นบริษัทนอกตลาดให้ส่งรายชื่อผู้ถือหุ้นทั้งหมด)

117.1.3 หนังสือรับรองกระทรวงพาณิชย์ของบริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงิน

117.1.4 หนังสือบริคณห์สนธิของบริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงิน

117.1.5 ข้อบังคับของบริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงิน

117.1.6 งบการเงินของบริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงิน ณ 31 ธันวาคม 2550

117.1.7 หนังสือขอกวามเห็นชอบผู้บริหารที่มีอํานาจสูงสุดของบริษัทลูกในกลุ่ม solo consolidation ทุกบริษัท

117.1.8 แนวทางการบริหารจัดการบริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินในภาพรวม

117.1.9 นโยบายและแผนกลยุทธ์การดําเนินธุรกิจของกลุ่มธุรกิจทางการเงินในอนาคต (ระยะ 3 ปี) และหลังจากได้รับอนุญาตจัดตั้งกลุ่มธุรกิจทางการเงินแล้ว ต้องรายงานให้ธนาคารแห่งประเทศไทยทราบเป็นประจําทุกปี และทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลงที่สําคัญ ทั้งนี้ ภายใน 30 วันนับแต่วันที่ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทแม่ให้ความเห็นชอบ

117.1.10 นโยบายการบริหารความเสี่ยงของกลุ่มธุรกิจทางการเงิน และหลังจากได้รับอนุญาตจัดตั้งกลุ่มธุรกิจทางการเงินแล้ว ต้องรายงานให้ธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นประจําทุกปี และทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลงที่สําคัญ ทั้งนี้ภายใน 30 วันนับแต่วันที่ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทแม่ให้ความเห็นชอบ

117.1.11 หนังสือยืนยัน (ซึ่งอาจเป็นรายงานการประชุม) ที่ลงนามโดยคณะกรรมการของบริษัทแม่ แสดงให้เห็นว่า คณะกรรมการ ของบริษัทแม่ได้พิจารณาความเสี่ยงและจัดให้มีนโยบายการบริหารความเสี่ยงที่เกิดจากการทําธุรกรรมภายในกลุ่มที่เหมาะสมและเพียงพอแล้ว ยื่นให้ธนาคารแห่งประเทศไทยอย่างน้อยปีละครั้งภายใน 30 วันนับแต่วันที่ที่ประชุมคณะกรรมการของบริษัทแม่ให้ความเห็นชอบ

117.1.12 รายงานการประชุมคณะกรรมการสถาบันการเงินและบริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินที่มีมติเห็นชอบการเข้าร่วมในกลุ่มธุรกิจทางการเงิน

117.1.13 หนังสือยินยอมจากบริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินในการเข้าร่วมในกลุ่มธุรกิจทางการเงินและปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนด

117.1.14 หนังสือของสถาบันการเงินจดทะเบียนในต่างประเทศที่เป็นบริษัทแม่ของสถาบันการเงินจดทะเบียนในประเทศไทยที่ทําหน้าที่เป็นบริษัทแม่ของกลุ่มธุรกิจทางการเงิน รับทราบหลักเกณฑ์การกํากับแบบรวมกลุ่มและหน้าที่ของสถาบันการเงินจดทะเบียนในประเทศไทย ในฐานะเป็นบริษัทแม่ของกลุ่มธุรกิจทางการเงิน" ในประเทศไทย

117.1.15 หนังสือของสถาบันการเงินจดทะเบียนในต่างประเทศที่เป็นบริษัทแม่ของสถาบันการเงินจดทะเบียนในประเทศไทยที่ทําหน้าที่เป็นบริษัทแม่ของกลุ่มธุรกิจทางการเงิน สรุปหลักเกณฑ์การกํากับแบบรวมกลุ่มที่สถาบันการเงินจดทะเบียนในต่างประเทศนั้นถูกกํากับโดยผู้กํากับดูแลในต่างประเทศ (home supervisor)

ทั้งนี้ เอกสารตามข้อ 117.1.1 - 117.1.5 117.1.12 และ 117.1.15 ของสถาบันการเงินหรือบริษัทใดที่ได้ยื่นต่อธนาคารแห่งประเทศไทยแล้วเมื่อขอจัดตั้งกลุ่มธุรกิจทางการเงินในครั้งก่อนและไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ไม่ต้องแนบเอกสารประกอบดังกล่าวมาในครั้งนี้อีก และเอกสารตามข้อ 117.1.8 - 117.1.11 สถาบันการเงินอาจยื่นภายหลังจากยื่นขออนุญาตจัดตั้งกลุ่มธุรกิจทางการเงินได้ แต่ต้องไม่เกินสิ้นเดือน

มีนาคม 2552

117.2 กลุ่มธุรกิจทางการเงินที่บริษัทแม่ไม่ใช่สถาบันการเงินให้นิติบุคคลที่เป็นบริษัทแม่ของกลุ่มธุรกิจทางการเงินยื่นคําขออนุญาตจัดตั้งกลุ่มธุรกิจทางการเงินโดยผ่านสถาบันการเงินที่เป็นบริษัทลูกในกลุ่มธุรกิจทางการเงินนั้นและจัดส่งเอกสารประกอบการขออนุญาตเช่นเดียวกับกรณีสถาบันการเงินเป็นบริษัทแม่และเอกสารเพิ่มเติมดังนี้

117.2.1 งบการเงินของนิติบุคคลที่เป็นบริษัทแม่ ณ 31 ธันวาคม 2550

117.2.2 บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นหรือผู้มีอํานาจควบคุมที่แท้งริง (กรณีที่เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยให้ส่งรายชื่อ 20 อันดับแรก และรายชื่อผู้ถือหุ้นทางอ้อมทุกราย ถ้าเป็นบริษัทนอกตลาดให้ส่งรายชื่อผู้ถือหุ้นทั้งหมด)

117.2.3 หนังสือขอความเห็นชอบกรรมการ ผู้จัดการ ผู้มีอํานาจในการจัดการ หรือที่ปรึกษาทุกคนของบริษัทโฮลดิ้ง เว้นแต่ ได้รับการผ่อนผันจากธนาคารแห่งประเทศไทยตามข้อ 7.4

117.2.4 หนังสือของนิติบุคคลที่เป็นบริษัทแม่ของกลุ่มธุรกิจทางการเงินรับทราบหลักเกณฑ์การกํากับแบบรวมกลุ่มและหน้าที่การเป็นบริษัทแม่ของกลุ่มธุรกิจทางการเงิน

117.2.5 หนังสือการอนุญาตเป็นบริษัทแม่ของกลุ่มธุรกิจทางการเงินจากหน่วยงานกํากับดูแลเฉพาะ เช่น สํานักงานคณะกรรมการกํากับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือสํานักงานคณะกรรมการกํากับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัยแล้วแต่กรณี

ทั้งนี้ เอกสารตามข้อ 117.2.2 และ 117.2.5 หากนิติบุคคลที่เป็นบริษัทแม่ได้ยื่นต่อธนาคารแห่งประเทศไทยแล้วเมื่อขอจัดตั้งกลุ่มธุรกิจทางการเงินในครั้งก่อนและไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ไม่ต้องแนบเอกสารประกอบเพิ่มเติมดังกล่าวมาในครั้งนี้อีก

118. ในช่วงระหว่างวันที่หลักเกณฑ์การกํากับแบบรวมกลุ่มมีผลใช้บังคับจนถึงวันที่ธนาคารแห่งประเทศไทยอนุญาตจัดตั้งกลุ่มธุรกิจทางการเงินตามประกาศฉบับนี้ ให้ถือว่ากลุ่มธุรกิจทางการเงินที่ได้รับอนุญาตให้จัดตั้งตามคําสั่งธนาคารแห่งประเทศไทย ให้ใช้บังคับได้ต่อไปโดยอนุโลม

119. ในกรณีที่ธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อย บริษัทเงินทุน หรือบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ใดมีบริษัทแม่หรือบริษัทลูกที่เข้าข่ายเป็นกลุ่มธุรกิจทางการเงินตามที่กําหนดในประกาศฉบับนี้และไม่สามารถยื่นขออนุญาตจัดตั้งกลุ่มธุรกิจทางการเงินกับธนาคารแห่งประเทศไทยภายในระยะเวลาที่กําหนดตามประกาศฉบับนี้ ให้ธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อยบริษัทเงินทุน หรือบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ดังกล่าวทําหนังสือขอผ่อนผันต่อธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นรายกรณีภายใน 10 วันก่อนวันครบกําหนดระยะเวลาดังกล่าวข้างต้นพร้อมเหตุผลและตารางเวลาที่จะสามารถดําเนินการได้

อื่นๆ - 6. วันเริ่มต้นบังคับใช้

ประกาศฉบับนี้ ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป เว้นแต่หลักเกณฑ์การกํากับดูแลกลุ่มธุรกิจทางการเงินในเรื่องต่อไปนี้ ได้แก่

(1) หลักเกณฑ์ความเพียงพอของเงินกองทุนของกลุ่มธุรกิจทางการเงิน

(2) การทําธุรกรรมภายในกลุ่มธุรกิจทางการเงินเฉพาะในส่วนการกํากับดูแลเชิงปริมาณ

(3) การให้สินเชื่อ ลงทุน ก่อภาระผูกพัน หรือทําธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อแก่ผู้ที่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้องกับกลุ่ม solo consolidation เฉพาะในส่วนการกํากับดูแลเชิงปริมาณ สําหรับผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัทในกลุ่ม solo consolidation และผู้ที่เกี่ยวข้อง หรือกิจการที่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้องกับกลุ่ม solo consolidation

(4) อัตราส่วนการให้สินเชื่อ ลงทุน ก่อภาระผูกพัน หรือทําธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อแก่ลูกหนี้รายใหญ่

(5) การกํากับดูแลความเสี่ยงด้านเครดิตของกลุ่มธุรกิจทางการเงิน

(6) การกํากับดูแลความเสี่ยงด้านตลาดของกลุ่มธุรกิจทางการเงิน และ

(7) การกํากับดูแลความเสี่ยงด้านสภาพคล่องของกลุ่มธุรกิจทางการเงิน

ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2553 เป็นต้นไป (รายละเอียดการบังคับใช้ปรากฏตามเอกสารแนบ 14)

ผู้มีอํานาจลงนาม - ประกาศ ณ วันที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2551

(นางธาริษา วัฒนเกส)

ผู้ว่าการ

ธนาคารแห่งประเทศไทย

1 มาตรา

อ้างอิงกฎหมายนี้

ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ สนส. 66/2551 เรื่อง หลักเกณฑ์การกำกับแบบรวมกลุ่ม (Office of the Council of State). Retrieved via LawPlayer, https://lawplayer.com/th/act/pythainlp_71860e11d2d67996

ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).

Thai official texts excluded from copyright (Copyright Act B.E. 2537 s.7);開放資料層 CC BY 署名

本頁資料來源:สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (OCS)·整理提供:法律人 LawPlayer· lawplayer.com