法律人 LawPlayer logo

資料由法律人 LawPlayer整理提供·กฎหมายไทย / LawPlayer จากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

adminRule

ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 47) เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการลดอัตราภาษีเงินได้ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล เฉพาะกำไรสุทธิส่วนที่ได้จากการประกอบกิจการวิเทศธนกิจ

เลขที่
วันที่ประกาศ
จำนวนมาตรา
4
มาตรา อารัมภบท

ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร

เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 47)

เรื่อง กําหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการลดอัตราภาษีเงินได้ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล เฉพาะกําไรสุทธิส่วนที่ได้จากการประกอบกิจการวิเทศธนกิจ

อาศัยอํานาจตามความในมาตรา 3 แห่งพระราชกฤษฎีกา ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการลดอัตรารัษฎากร (ฉบับที่ 260) พ.ศ. 2535 อธิบดีกรมสรรพากรโดยอนุมัติรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กําหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข เพื่อการลดอัตราภาษีเงินได้ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล เฉพาะกําไรสุทธิที่ได้จากการประกอบกิจการวิเทศธนกิจ ไว้ดังต่อไปนี้

มาตรา ข้อ ๑

ข้อ ๑ การคํานวณกําไรสุทธิและขาดทุนสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้

(1) กําไรสุทธิส่วนที่ได้จากการประกอบกิจการวิเทศธนกิจ หมายถึง กําไรเท่าที่พึงถือว่าเป็นของกิจการวิเทศธนกิจเท่านั้น

(2) ภายใต้บังคับข้อ 2 การคํานวณกําไรสุทธิและขาดทุนสุทธิส่วนที่ได้จากการประกอบกิจการวิเทศธนกิจต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในมาตรา 65 ทวิ และมาตรา 65 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร

(3) ในกรณีธนาคารพาณิชย์ที่ได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการวิเทศธนกิจ ประกอบกิจการทั้งที่ได้รับการลดอัตราภาษีเงินได้จากกําไรสุทธิเหลือร้อยละ 10 และกิจการที่ต้องเสียภาษีจากกําไรสุทธิในอัตราปกติร้อยละ 30 ให้ธนาคารพาณิชย์ดังกล่าวคํานวณกําไรสุทธิและขาดทุนสุทธิของแต่ละกิจการแยกต่างหากจากกัน และห้ามมิให้นําผลขาดทุนที่เกิดขึ้นในรอบระยะเวลาบัญชีของกิจการหนึ่งไปหักออกจากกําไรสุทธิของอีกกิจการหนึ่ง

มาตรา ข้อ ๒

ข้อ ๒ รายได้และรายจ่ายที่ต้องนํามาคํานวณกําไรสุทธิและขาดทุนสุทธิ

(1) รายได้ที่จะนําไปคํานวณกําไรสุทธิจากการประกอบกิจการวิเทศธนกิจนั้น หมายถึง รายได้จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่กระทําในรอบระยะเวลาบัญชี การคํานวณรายได้และรายจ่ายให้ใช้เกณฑ์สิทธิ ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 65 แห่งประมวลรัษฎากร

(2) ในกรณีกิจการวิเทศธนกิจจ่ายดอกเบี้ยเงินฝากหรือดอกเบี้ยเงินกู้ยืมให้กับสํานักงานใหญ่หรือสาขาอื่นทั้งในประเทศและต่างประเทศ ให้กิจการวิเทศธนกิจนําดอกเบี้ยดังกล่าวมาถือหักเป็นรายจ่ายในการคํานวณกําไรสุทธิและขาดทุนสุทธิได้ โดยมีเงื่อนไขดังนี้

(ก) ในกรณีกิจการวิเทศธนากิจของธนาคารพาณิชย์ที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ ถ้าเป็นการจ่ายดอกเบี้ยให้กับสํานักงานใหญ่หรือสาขาอื่นในต่างประเทศ ถ้าเป็นการจ่ายดอกเบี้ยให้กับสํานักงานใหญ่หรือสาขาอื่นในต่างประเทศ จะต้องมีการหักและนําส่งภาษีเงินได้ตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร แต่ถ้าเป็นการจ่ายให้กับสาขาอื่นในประเทศไทย สาขาผู้รับดอกเบี้ยจะต้องบันทึกดอกเบี้ยดังกล่าวเป็นรายได้ด้วย

(ข) ในกรณีกิจการวิเทศธนกิจของธนาคารพาณิชย์ที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย สํานักงานใหญ่หรือสาขาอื่นทั้งในประเทศและต่างประเทศซึ่งเป็นผู้รับดอกเบี้ยจะต้องบันทึกดอกเบี้ยดังกล่าวเป็นรายได้ด้วย

(ค) การจ่ายดอกเบี้ยตามข้อนี้จะต้องมีเอกสารหลักฐานประกอบการลงบัญชี ซึ่งแสดงรายการเงินต้นที่ก่อให้เกิดการจ่ายดอกเบี้ยและจํานวนดอกเบี้ยที่จ่าย และอัตราดอกเบี้ยที่คิดระหว่างกันจะต้องเป็นอัตราที่เหมาะสม

(3) ในกรณีธนาคารพาณิชย์ที่ได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการวิเทศธนกิจประกอบกิจการทั้งที่ได้รับการลดอัตราภาษีเงินได้จากกําไรสุทธิเหลือร้อยละ 10 และกิจการที่ต้องเสียภาษีจากกําไรสุทธิในอัตราปกติร้อยละ 30 หากรายได้หรือรายจ่ายใดไม่สามารถแยกกันได้โดยชัดแจ้งว่า ส่วนใดเป็นรายได้หรือรายจ่ายของกิจการใด ให้ธนาคารพาณิชย์ดังกล่าวเฉลี่ยรายได้และรายจ่ายตามหลักเกณฑ์ ดังนี้

(ก) ในด้านรายได้ ให้เฉลี่ยรายได้นั้นตามส่วนของรายได้ที่แยกได้ ระหว่างกิจการที่ได้รับการลดอัตราภาษีเงินได้และกิจการที่ไม่ได้รับการลดอัตราภาษีเงินได้

(ข) ในด้านรายจ่าย ให้เฉลี่ยรายจ่ายนั้นตามส่วนของรายได้ของแต่ละกิจการ

(ค) ในกรณีที่ธนาคารพาณิชย์ดังกล่าวเห็นว่า การคํานวณรายได้หรือรายจ่ายโดยวิธีอื่นจะถูกต้องตามความเป็นจริงมากกว่า หรือมีความเหมาะสมมากกว่าการคํานวณตามหลักเกณฑ์ข้อ (1) หรือ (2) แล้วแต่กรณี ธนาคารพาณิชย์อาจขออนุมัติเพื่อนําหลักเกณฑ์อื่นนั้นมาใช้แทนได้ โดยทําเป็นหนังสือแสดงเหตุผลของการขอเปลี่ยนแปลงยื่นต่ออธิบดี และเมื่อได้รับอนุมัติจากอธิบดีแล้ว ให้ถือปฏิบัติตั้งแต่รอบระยะเวลาบัญชีที่อธิบดีกําหนดเป็นต้นไป”

(แก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 50) ใช้บังคับสําหรับรอบระยะเวลาบัญชีเริ่มในหรือหลัง 1 มกราคม 2536 เป็นต้นไป)

มาตรา ข้อ ๓

ข้อ ๓ การยื่นแบบแสดงรายการภาษีและบัญชีกําไรขาดทุน ภายในหนึ่งร้อยห้าสิบวันนับแต่วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี ตามแบบที่อธิบดีกําหนดพร้อมกับชําระภาษี ณ สํานักงานสรรพากรพื้นที่สาขาในเขตท้องที่นั้น และยื่นรายการ ภาษีเงินได้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ภายในสองเดือนนับแต่วันสุดท้ายของรอบระยะเวลา หกเดือนนับแต่วันแรกของรอบระยะเวลาบัญชี ตามแบบที่อธิบดีกําหนดพร้อมกับชําระภาษี ณ สํานักงานสรรพากรพื้นที่สาขาในเขตท้องที่นั้น

ในกรณีธนาคารพาณิชย์ที่ได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการวิเทศธนกิจ ประกอบกิจการทั้งที่ได้รับการลดอัตราภาษีเงินได้จากกําไรสุทธิเหลือร้อยละ 10 และกิจการที่ต้องเสียภาษีจากกําไรสุทธิในอัตราปกติร้อยละ 30 ให้ธนาคารพาณิชย์ดังกล่าวแยกยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล แยกบัญชีงบดุล บัญชีทําการ และบัญชีกําไรขาดทุนออกเป็นคนละชุดเสมือนหนึ่งเป็นคนละนิติบุคคล”

( แก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 117) ใช้บังคับ 11 ตุลาคม 2545 เป็นต้นไป )

มาตรา ข้อ ๔

ข้อ ๔ ประกาศนี้ให้ใช้บังคับสําหรับรอบระยะเวลาบัญชีเริ่มในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม 2536 เป็นต้นไป

ผู้มีอํานาจลงนาม - ประกาศ ณ วันที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2536

ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล

อธิบดีกรมสรรพากร

4 มาตรา

อ้างอิงกฎหมายนี้

ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 47) เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการลดอัตราภาษีเงินได้ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล เฉพาะกำไรสุทธิส่วนที่ได้จากการประกอบกิจการวิเทศธนกิจ (Office of the Council of State). Retrieved via LawPlayer, https://lawplayer.com/th/act/pythainlp_71d7ce7558e7118c

ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).

Thai official texts excluded from copyright (Copyright Act B.E. 2537 s.7);開放資料層 CC BY 署名

本頁資料來源:สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (OCS)·整理提供:法律人 LawPlayer· lawplayer.com