ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย
ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย
เรื่อง
การกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการประกอบธุรกิจบัตรเครดิต
สำหรับผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิต
๑.
เหตุผลในการออกประกาศ
ประกาศฉบับนี้ออกมาเพื่อเป็นการพิทักษ์รักษาประโยชน์ของประชาชน
และเป็นการระมัดระวังและป้องกันปัญหาจากบัตรเครดิตที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต ตลอดจนเพื่อให้หลักเกณฑ์การประกอบธุรกิจบัตรเครดิตมีความเหมาะสม
ชัดเจน และสามารถถือปฏิบัติไปในแนวทางเดียวกันรวมทั้ง กรณีที่ธนาคารแห่งประเทศไทย
(ธปท.) ด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยและค่าบริการที่ธนาคารพาณิชย์อาจเรียกได้ในการประกอบธุรกิจบัตรเครดิตไว้ไม่เกินร้อยละ
๑๘ ต่อปี เมื่อวันที่ ๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๔๕ นั้น
บัดนี้ ภาวะเศรษฐกิจและการเงินของประเทศได้เปลี่ยนแปลงไปโดยอัตราดอกเบี้ยมีการปรับตัวสูงขึ้นเป็นลำดับ
โดย ณ สิ้นไตรมาส ๓ ปี ๒๕๔๙ อัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย อัตราดอกเบี้ย
MLR เฉลี่ย และอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ ๓ เดือนเฉลี่ย (เฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ไทยรายใหญ่
๕ แห่ง) อยู่ที่ร้อยละ ๕.๐๐ ๗.๗๕ และ ๓.๕๐ ตามลำดับ เพิ่มขึ้นจากปลายปี ๒๕๔๖ ร้อยละ
๓.๗๕ ๒.๐๐ และ ๒.๕๐ ตามลำดับ โดยอัตราที่เพิ่มขึ้นดังกล่าวได้สะท้อนไปยังต้นทุนทางการเงินของผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ธนาคารแห่งประเทศไทยจึงเห็นสมควรปรับเพดานอัตราดอกเบี้ยและค่าบริการดังกล่าวให้สอดคล้องกับต้นทุนทางการเงินที่เปลี่ยนแปลงไป
ทั้งนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทย จะได้ติดตามต้นทุนทางการเงินของผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตอย่างใกล้ชิดทั้งการเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นและลดลง
เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาปรับเปลี่ยนเพดานอัตราดอกเบี้ยให้สอดคล้องกับสถานการณ์ทางการเงินในอนาคต
๒.
อำนาจตามกฎหมาย
อาศัยอำนาจตามความในข้อ ๖ (๑) และ ข้อ ๘ แห่งประกาศกระทรวงการคลังเรื่อง
กิจการที่ต้องขออนุญาตตามข้อ ๕ แห่งประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๕๘ ลงวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน
๒๕๔๕ และที่แก้ไขเพิ่มเติม ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ออกข้อกำหนดเกี่ยวกับหลักเกณฑ์ วิธีการ
และเงื่อนไขให้ผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตที่มิใช่ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติตามที่กำหนดในประกาศฉบับนี้
๓.
ขอบเขตการบังคับใช้
ประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับกับผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตที่มิใช่ธนาคารพาณิชย์ตามกฎหมายว่าด้วยการธนาคารพาณิชย์
๔.
เนื้อหา
๔.๑ ภายใต้บังคับข้อ ๔.๔ (๖) ของประกาศฉบับนี้ ให้ยกเลิกประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย
เรื่อง การกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการประกอบธุรกิจบัตรเครดิตสำหรับผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิต
ลงวันที่ ๔ มีนาคม ๒๕๔๘
๔.๒ ในประกาศนี้
บัตรหลัก หมายความว่า
บัตรเครดิตที่ผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตออกให้แก่ผู้ถือบัตรหรือผู้บริโภคที่เป็นผู้มีรายได้หรือฐานะทางการเงินเพียงพอสำหรับการชำระหนี้ตามบัตรเครดิตได้
บัตรเสริม หมายความว่า
บัตรเครดิตที่ผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตออกให้แก่ผู้ถือบัตรหรือผู้บริโภคที่ผู้ถือบัตรหลักยินยอมให้ใช้จ่ายเงินภายในวงเงินของผู้ถือบัตรหลัก
และผู้ถือบัตรหลักจะเป็นผู้รับผิดชอบชำระหนี้อันเกิดจากบัตรเสริมทั้งหมด
บัตรประเภทองค์กร (Corporate Card) หมายความว่า
บัตรเครดิตที่ผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตออกให้ข้าราชการ หรือพนักงาน ของหน่วยงานราชการ
รัฐวิสาหกิจ หรือบริษัทเอกชนซึ่งองค์กรข้างต้นจะเป็นผู้รับผิดชอบชำระหนี้อันเกิดจากการใช้บัตรเครดิตดังกล่าวทั้งหมด
สำนักงานสาขา หมายความว่า
สำนักงานใดๆ ซึ่งแยกออกจากสำนักงานใหญ่ของผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิต เพื่อประกอบกิจการธุรกิจบัตรเครดิต
ในเรื่องของกระบวนการพิจารณาอนุมัติบัตรเครดิต ตรวจสอบข้อมูลของลูกค้า และการรับชำระเงินจากลูกค้า
อย่างใดอย่างหนึ่งหรือทั้งหมด โดยมีระบบคอมพิวเตอร์ที่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลของลูกค้าที่เก็บไว้
ณ สำนักงานใหญ่หรือที่ทำการอื่นหรือไม่ก็ได้ ทั้งนี้ สำนักงานสาขาไม่รวมถึง
(๑) จุดบริการประชาสัมพันธ์เพื่อหาลูกค้าใหม่ ซึ่งทำการแจกเอกสารแนะนำบริการหรือรับและตรวจสอบข้อมูลใบสมัครจากประชาชนทั่วไป
โดยยังไม่เข้ากระบวนการพิจารณาอนุมัติบัตรเครดิต ไม่มีการตรวจสอบข้อมูลของลูกค้า และไม่มีการรับชำระเงินจากลูกค้า
(๒) สถานที่ของตัวแทนที่ผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตแต่งตั้งเพื่อรับชำระเงิน
หรือทำการประชาสัมพันธ์ รวมทั้งทำการแจกเอกสาร แนะนำบริการหรือรับและตรวจสอบข้อมูลใบสมัครจากประชาชน
แทนผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิต เช่น ที่ทำการไปรษณีย์ หรือจุดรับชำระเงินอื่นที่ไม่ใช่ของผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิต
(๓) การเปิดจุดบริการในงานนิทรรศการต่างๆ เป็นการชั่วคราว
(BOOTH)
(๔) สำนักงาน หรือจุดบริการ หรือสถานที่อื่นๆ ตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยอาจจะกำหนดต่อไป
๔.๓ คุณสมบัติของผู้ถือบัตรเครดิต
กรณีผู้ถือบัตรหลัก
ผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตจะออกบัตรหลักให้แก่ผู้ถือบัตรหรือผู้บริโภคได้
เมื่อผู้ถือบัตรหรือผู้บริโภคมีคุณสมบัติเข้าเงื่อนไขข้อใดข้อหนึ่ง ดังนี้
(๑) มีรายได้จากแหล่งที่มาต่างๆ รวมกันไม่ต่ำกว่า
๑๕,๐๐๐ บาทต่อเดือน หรือไม่ต่ำกว่า ๑๘๐,๐๐๐
บาทต่อปี โดยต้องแสดงหลักฐานที่แน่ชัดเกี่ยวกับแหล่งที่มาของรายได้
(๒) เป็นผู้มีรายได้หรือเคยมีรายได้จากการทำมาหาได้ของตนเอง
โดยพิจารณาจากกระแสเงินสดหมุนเวียนในบัญชีเงินฝาก ซึ่งฝากไว้กับสถาบันการเงินที่สามารถรับฝากเงินจากประชาชนได้ตามกฎหมาย
ย้อนหลังเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า ๖ เดือน โดยอย่างน้อยจะต้องมีกระแสเงินสดเข้าเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า
๑๕,๐๐๐ บาทต่อเดือน และผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตพิจารณาแล้วเห็นว่าเป็นผู้มีฐานะทางการเงินเพียงพอสำหรับการชำระเงินตามบัตรเครดิตได้
(๓) มีเงินฝากที่ธนาคารพาณิชย์ หรือตราสารแสดงสิทธิในหนี้ที่ออกโดยธนาคารพาณิชย์
หน่วยงานของรัฐหรือรัฐวิสาหกิจที่มีกฎหมายเฉพาะจัดตั้งขึ้น เป็นหลักประกันเต็มวงเงินของบัตรเครดิตที่อนุมัติ
ทั้งนี้ ผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตต้องพิจารณาคุณสมบัติของผู้ถือบัตรเครดิตตามเอกสารประกอบใบสมัครการขอมีบัตรเครดิตของลูกค้า
โดยห้ามมิให้ผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตทำการออกบัตรเครดิตให้แก่ลูกค้า โดยมิได้รับการร้องขอจากลูกค้าก่อน
(Pre-approved)
กรณีผู้ถือบัตรเสริม
ผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตอาจออกบัตรเสริมให้กับผู้ที่ไม่มีคุณสมบัติตาม
(๑) - (๓) ข้างต้น หรือผู้ที่ไม่มีรายได้ประจำได้ ภายใต้สัญญาที่ทำกับผู้ถือบัตรหลัก
โดยวงเงินการใช้จ่ายของผู้ถือบัตรเสริมต้องอยู่ภายในวงเงินของผู้ถือบัตรหลักเท่านั้น
และผู้ถือบัตรหลักจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบชำระหนี้อันเกิดจากบัตรเสริมทั้งหมด
กรณีบัตรประเภทองค์กร (Corporate Card)
ผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตต้องพิจารณาฐานะทางการเงินขององค์กร
ผู้ยื่นขอมีบัตรโดยไม่จำเป็นต้องตรวจสอบคุณสมบัติผู้ถือบัตรในนามองค์กรดังกล่าวเป็นรายบุคคล
กรณีผู้ถือบัตรรายเก่า
ผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตจะต่ออายุบัตรเครดิตให้แก่ผู้ถือบัตรรายเก่าก่อนวันที่
๑ เมษายน ๒๕๔๗ ที่มีรายได้จากแหล่งที่มาต่างๆ รวมกันต่ำกว่า ๑๕,๐๐๐
บาทต่อเดือน หรือต่ำกว่า ๑๘๐,๐๐๐ บาทต่อปีได้ หากผู้ถือบัตรรายเก่ามีประวัติการชำระหนี้ที่ดีต่อเนื่องกัน
โดยในรอบ ๑ ปีย้อนหลังไม่เคยผิดนัดชำระหนี้เกิน ๒ ครั้ง แต่ละครั้งไม่เกิน ๓๐ วัน
๔.๔ ดอกเบี้ย ค่าปรับ ค่าบริการ และค่าธรรมเนียมใดๆ
เกี่ยวกับการใช้บัตรเครดิต
ผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตต้องถือปฏิบัติในเรื่อง
ดอกเบี้ย ค่าปรับ และค่าธรรมเนียมใดๆ เกี่ยวกับการใช้บัตรเครดิตตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไข
ดังต่อไปนี้
(๑) ประกาศรายละเอียดเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ย ค่าบริการ
ค่าธรรมเนียม และค่าใช้จ่ายอื่นๆ
ในการใช้บัตรเครดิตซึ่งมีผลใช้บังคับในขณะนั้นตามแบบที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดตามประกาศนี้
ในที่เปิดเผย ณ สถานที่ทำการทุกแห่ง ในกรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงอัตราดังกล่าวหรือเงื่อนไขใดๆ
ผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตต้องแจ้งให้ผู้ถือบัตรหรือผู้บริโภคทราบล่วงหน้าก่อนวันที่จะเริ่มเปลี่ยนแปลงไม่น้อยกว่า
๓๐ วัน
(๒) แจ้งรายละเอียดตามแบบที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดตาม
(๑) ให้ผู้ถือบัตรหรือผู้บริโภคที่ประสงค์จะขอมีบัตรเครดิตทราบ เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาขอมีบัตรเครดิต
(๓) ในกรณีที่ผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตจะเรียกเก็บค่าบริการหรือค่าใช้จ่ายใดๆ
จากผู้ถือบัตรหรือผู้บริโภคนอกเหนือจากรายการตามแบบที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดตาม
(๑) ผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตต้องได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทยก่อน
(๔) ในการให้บริการเบิกถอนเงินสดผ่านบัตรเครดิต ผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตจะเรียกเก็บค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายใดๆ
รวมกันได้ไม่เกินร้อยละ ๓ ของจำนวนเงินสดที่เบิกถอนนั้น
(๕) ภายใต้บังคับตาม (๔) ผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตอาจเรียกเก็บดอกเบี้ยในหนี้ค้างชำระ
หรือดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดชำระหนี้ หรือค่าปรับในการชำระหนี้ล่าช้ากว่ากำหนดหรือค่าธรรมเนียม
หรือค่าบริการอื่นใดจากผู้ถือบัตรหรือผู้บริโภคได้ แต่ดอกเบี้ย ค่าปรับค่าธรรมเนียมและค่าบริการนั้น
เมื่อคำนวณรวมกันแล้วต้องไม่เกินร้อยละ ๒๐ ต่อปี ทั้งนี้ ผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตอาจคำนวณจำนวนวันตั้งแต่วันที่ทดรองจ่ายเงินเพื่อประโยชน์ของผู้ถือบัตรหรือผู้บริโภคหรือวันที่สรุปยอดรายการ
หรือวันที่ผู้ถือบัตรหรือผู้บริโภคต้องชำระเงินหรือถูกหักบัญชีตามใบแจ้งหนี้ก็ได้
(๖) ในการเรียกเก็บดอกเบี้ย ค่าปรับ ค่าธรรมเนียม
และค่าบริการ สำหรับหนี้จากการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตหรือจากการเบิกถอนเงินสดที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ประกาศฉบับนี้มีผลใช้บังคับ
(ทั้งกรณีลูกค้ามีข้อตกลงชำระหนี้เต็มจำนวนหรือผ่อนชำระบางส่วน) ให้ผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตยังคงต้องถือปฏิบัติตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย
เรื่อง การกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการประกอบธุรกิจบัตรเครดิตสำหรับผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิต
ลงวันที่ ๔ มีนาคม ๒๕๔๘ ต่อไปจนถึงวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๐ ทั้งนี้ อัตราที่เรียกย่อมจะต้องเป็นไปตามกรอบของสัญญาที่ทำไว้เดิมด้วย
และหลังจากนั้นไม่ว่าหนี้ที่เกิดขึ้นก่อนหรือตั้งแต่วันที่ประกาศฉบับนี้มีผลบังคับใช้
ผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตจึงจะสามารถคิดดอกเบี้ย ค่าปรับ ค่าธรรมเนียม และค่าบริการได้ตามประกาศฉบับนี้
(๗) ค่าธรรมเนียม และค่าบริการอื่นใดตาม (๕) ไม่รวมถึงค่าธรรมเนียมในการดำเนินงานที่ระบุในแบบที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดตาม
(๑) และค่าบริการหรือค่าใช้จ่ายใดๆ ตาม (๓) และ (๔) และค่าใช้จ่ายตาม (๘)
(๘) ผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตอาจเรียกเก็บค่าใช้จ่ายจากผู้ถือบัตรหรือผู้บริโภคได้ตามจำนวนเงินดังต่อไปนี้
(ก) ค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการติดตามทวงถามการชำระหนี้ตามจำนวนเงินที่ใช้จ่ายไปจริง
และพอสมควรแก่กรณี
(ข) ค่าปรับกรณีเช็คคืน ไม่เกิน ๒๐๐ บาทต่อครั้ง
(๙) ห้ามมิให้ผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตนำค่าปรับตาม
(๕) และค่าใช้จ่ายตาม (๘) มารวมกับจำนวนหนี้ที่ค้างชำระเพื่อคิดค่าปรับอีก
๔.๕ การเรียกให้ชำระหนี้และการติดตามทวงถามให้ชำระหนี้ผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตต้องถือปฏิบัติในการเรียกให้ชำระหนี้และการติดตามทวงถามให้ชำระหนี้
ดังต่อไปนี้
(๑) หากผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตประสงค์จะให้ผู้ถือบัตรหรือผู้บริโภคผ่อนชำระหนี้เป็นงวด
จะต้องกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการผ่อนชำระหนี้โดยให้ผู้ถือบัตรหรือผู้บริโภคชำระในแต่ละงวด
ดังนี้
(ก) ผู้ถือบัตรรายใหม่นับตั้งแต่วันที่ ๑ เมษายน ๒๕๔๗
จะต้องชำระหนี้ขั้นต่ำในแต่ละงวด ไม่น้อยกว่าร้อยละ ๑๐ ของยอดคงค้างทั้งสิ้น เว้นแต่หนี้ที่เกิดจากวงเงินชั่วคราวในกรณีฉุกเฉินซึ่งผู้ถือบัตรจะต้องชำระเต็มจำนวน
ตามข้อ ๔.๗ (๓)
(ข) ผู้ถือบัตรรายเก่าก่อนวันที่ ๑ เมษายน ๒๕๔๗ ต้องชำระหนี้ในแต่ละงวดไม่น้อยกว่าร้อยละ
๕ ของยอดคงค้างทั้งสิ้น และตั้งแต่วันที่ ๑ เมษายน ๒๕๕๐ จะต้องชำระหนี้ขั้นต่ำในแต่ละงวดไม่น้อยกว่าร้อยละ
๑๐ ของยอดคงค้างทั้งสิ้น เว้นแต่หนี้ที่เกิดจากวงเงินชั่วคราวในกรณีฉุกเฉินซึ่งผู้ถือบัตรจะต้องชำระเต็มจำนวน
ตามข้อ ๔.๗ (๓)
(๒) ต้องมีหนังสือเตือนผู้ถือบัตรหรือผู้บริโภคล่วงหน้าไม่น้อยกว่า
๒๐ วันก่อนดำเนินการบังคับชำระหนี้ตามกฎหมาย
(๓) จัดส่งใบแจ้งหนี้ให้แก่ผู้ถือบัตรหรือผู้บริโภคทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า
๑๐ วันก่อนวันถึงกำหนดชำระหรือหักบัญชี ทั้งนี้ ในกรณีที่มีการคิดดอกเบี้ยหรือค่าใช้จ่ายในหนี้ค้างชำระให้แสดงรายละเอียดการคำนวณดอกเบี้ยหรือค่าใช้จ่ายดังกล่าวในใบแจ้งหนี้ด้วย
(๔) กรณีที่ผู้ถือบัตรมีการผิดนัดชำระหนี้เกินกว่า
๓ เดือน นับแต่วันที่ครบกำหนดชำระให้ผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตยกเลิกการใช้บัตรเครดิตของผู้ถือบัตรรายนั้นทันที
๔.๖ การเปลี่ยนประเภทหนี้
ห้ามผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตโอนหนี้ หรือเปลี่ยนประเภทหนี้ที่เกิดจากการใช้บัตรเครดิต
ไปเป็นหนี้ตามสัญญาสินเชื่อประเภทอื่น เว้นแต่จะปฏิบัติตามเงื่อนไขดังต่อไปนี้
(๑) ได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากผู้ถือบัตรหรือผู้บริโภคก่อน
(๒) ต้องกำหนดให้มีการชำระหนี้ขั้นต่ำในแต่ละงวดไม่ต่ำกว่าร้อยละ
๑๐ ของยอดหนี้คงค้าง เว้นแต่เป็นการดำเนินการเพื่อการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ ซึ่งเป็นประโยชน์แก่ผู้ถือบัตรโดยเฉพาะในเรื่อง
ดอกเบี้ย ค่าปรับ ค่าบริการ และค่าธรรมเนียมต่างๆ ที่ต่ำลงและผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตจะต้องจัดทำเอกสารหลักฐานสัญญาต่างๆ
ที่เกี่ยวข้องกับการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ให้ครบถ้วนและมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย
(๓) การเรียกเก็บดอกเบี้ย ค่าปรับ ค่าบริการ และค่าธรรมเนียมใด
ๆ ต้องเป็นไปตามข้อ ๔.๔ (๔) - (๙) ของประกาศฉบับนี้
(๔) ต้องยกเลิกการใช้บัตร และบัญชีบัตรเครดิตของผู้ถือบัตรหรือผู้บริโภครายนั้นทันที
๔.๗ การปฏิบัติและการจัดการเกี่ยวกับข้อมูลผู้ถือบัตรหรือผู้บริโภค
(๑) ผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตต้องให้ความสำคัญและจัดให้มีข้อมูลเกี่ยวกับผู้ขอบัตรที่ถูกต้องและครบถ้วนเพื่อประกอบการพิจารณาอนุมัติและกำหนดวงเงินบัตรเครดิตที่เหมาะสม
และสอดคล้องกับความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ โดยใช้ข้อมูลจากแหล่งข้อมูลกลางที่เชื่อถือได้
เช่น บริษัทที่ประกอบธุรกิจข้อมูลเครดิต เป็นต้น หรือร่วมกันจัดตั้งศูนย์ข้อมูลเพื่อใช้ข้อมูลร่วมกันเพื่อสอบยันประวัติส่วนตัวของผู้ขอมีบัตร
จำนวนบัตรและวงเงินบัตรเครดิตที่ได้รับทั้งสิ้น ตลอดจนข้อมูลอื่นๆ
(๒) วงเงินที่จะให้แก่ผู้ถือบัตรเครดิต แต่ละรายต้องไม่เกิน
๕ เท่าของรายได้เฉลี่ยต่อเดือน หรือกระแสเงินสดหมุนเวียนเข้าเฉลี่ยในบัญชีเงินฝากตามข้อ
๔.๓ (๑) และ (๒)
ในกรณีผู้ถือบัตรเครดิตรายเก่าก่อนวันที่ ๑ เมษายน
๒๕๔๗ ที่มีประวัติการชำระหนี้ที่ดีต่อเนื่องกัน โดยในรอบ ๑ ปี ย้อนหลังไม่เคยผิดนัดชำระหนี้เกิน
๒ ครั้งแต่ละครั้งไม่เกิน ๓๐ วันผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตจะเพิ่มวงเงินให้แก่ผู้ถือบัตรเครดิตรายนั้นอีกไม่ได้
เว้นแต่เป็นกรณีตาม (๓) หรือกรณีที่วงเงินเดิมของผู้ถือบัตรเครดิตรายนั้นต่ำกว่า ๕
เท่าของรายได้เฉลี่ยต่อเดือน หรือกระแสเงินสดหมุนเวียนเข้าเฉลี่ยในบัญชีเงินฝาก
(๓) ผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตสามารถเพิ่มวงเงินชั่วคราวเกินกว่า
๕ เท่าของรายได้เฉลี่ยต่อเดือนหรือกระแสเงินสดเข้าเฉลี่ยต่อเดือนให้แก่ผู้ถือบัตรเครดิตในกรณีฉุกเฉินได้
เมื่อผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตได้พิจารณาความสามารถในการชำระหนี้ของผู้ถือบัตร รวมทั้งกำหนดผู้รับผิดชอบในการอนุมัติเพิ่มวงเงินและทำข้อตกลงเป็นพิเศษให้ผู้ถือบัตรต้องชำระเงินส่วนที่เกินกว่าวงเงิน
๕ เท่าของรายได้ เต็มจำนวนภายในกำหนดชำระเงินตามใบแจ้งยอดบัญชีบัตรเครดิตงวดที่สองที่ปรากฏยอดใช้จ่ายดังกล่าว
นอกจากนี้ ในส่วนของการชำระหนี้สำหรับการใช้จ่ายที่ไม่เกิน ๕ เท่าของรายได้เฉลี่ยต่อเดือน
หรือกระแสเงินสดเข้าเฉลี่ยต่อเดือน ผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตยังคงต้องถือปฏิบัติตามที่กำหนดไว้ในข้อ
๔.๕ ด้วย
(๔) ให้ผู้ยื่นขอบัตรรายใหม่และผู้ถือบัตรรายเก่าที่ประสงค์จะขอวงเงินเพิ่ม
ต้องแจ้งรายละเอียดเกี่ยวกับบัตรเครดิตและวงเงินที่ได้รับขณะยื่นขอบัตรเครดิตหรือขอเพิ่มวงเงิน
ที่ครบถ้วนและถูกต้อง โดยผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตต้องแจ้งให้ลูกค้ารับทราบเกี่ยวกับความสำคัญของการแจ้งข้อมูลดังกล่าว
ซึ่งมีผลให้ผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตอาจบอกเลิกการถือบัตรได้หากต่อมาตรวจพบว่ามีการแจ้งข้อมูลดังกล่าวไม่ถูกต้อง
(๕) ผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตต้องรักษาข้อมูลของผู้ถือบัตรหรือผู้บริโภคไว้เป็นความลับ
เว้นแต่ในกรณีดังต่อไปนี้
(ก) การเปิดเผยโดยได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากผู้ถือบัตรหรือผู้บริโภค
(ข) การเปิดเผยตามหน้าที่ หรือเพื่อประโยชน์แก่การสอบสวนหรือการพิจารณาคดี
(ค) การเปิดเผยแก่ผู้สอบบัญชีของผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตนั้น
(ง) การส่งข้อมูลเครดิตให้แก่บริษัทข้อมูลเครดิต
(จ) การเปิดเผยเพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติตามกฎหมาย
๔.๘ การปฏิบัติเมื่อมีข้อร้องเรียน
ผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตจะต้องดำเนินการตรวจสอบเมื่อผู้ถือบัตรหรือผู้บริโภคร้องเรียนเกี่ยวกับการใช้บัตรเครดิต
และแจ้งความคืบหน้ารวมทั้งชี้แจงขั้นตอนต่อไปให้ผู้ถือบัตรหรือผู้บริโภคทราบภายใน ๗
วัน นับจากวันที่ได้รับแจ้งการร้องเรียน รวมทั้งให้ดำเนินการแก้ไขข้อร้องเรียนนั้นให้แล้วเสร็จ
และแจ้งให้ผู้ถือบัตรหรือผู้บริโภคนั้นทราบโดยเร็ว
๔.๙ การจัดทำบัญชีและการรายงาน
ผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตจะต้องจัดทำข้อมูลในรูปแบบชุดข้อมูล
(Data Set) ตามรายชื่อชุดข้อมูลและคำอธิบายการจัดทำข้อมูลตามแบบที่กำหนดไว้ท้ายประกาศ
โดยจัดส่งรายงานชุดข้อมูลดังกล่าวเป็นรายเดือน ภายใน ๒๑ วัน นับจากวันสิ้นเดือนที่รายงาน
ตามวิธีการและหลักเกณฑ์ที่กำหนดในระเบียบธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยบริการด้านการรับส่งข้อมูลด้วยวิธีอิเล็กทรอนิกส์เกี่ยวกับระบบบริหารข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย
พ.ศ. ๒๕๔๖ ทั้งนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยจะถือว่าได้รับข้อมูลตามชุดข้อมูล (Data
Set) ผ่านระบบสื่อสารอิเล็กทรอนิกส์ ในวันที่ผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตส่งข้อมูลให้ธนาคารแห่งประเทศไทย
และผ่านเกณฑ์การตรวจสอบเบื้องต้น (Basic Validation) ของระบบบริหารข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทยแล้ว
๔.๑๐ เรื่องอื่นๆ
(๑) ผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตต้องกำหนดนโยบายและแผนงานในการดำเนินธุรกิจบัตรเครดิต
และเสนอคณะกรรมการของผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตเพื่อให้ความเห็นชอบทุกปี ทั้งนี้
นโยบายและแผนงานดังกล่าว ควรประกอบด้วยทิศทางและแนวทางในการให้บริการบัตรเครดิตพร้อมทั้งเป้าหมายในการให้บริการแก่ลูกค้าตามระดับรายได้ของผู้ถือบัตร
(๒) ผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตต้องจัดให้มีระเบียบ
หรือพิธีปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ของผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิต หรือระบุในสัญญาการแต่งตั้งตัวแทนเพื่อกระทำการแทนผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตในเรื่องการติดต่อหาผู้ถือบัตรรายใหม่
หรือติดต่อกับผู้ถือบัตรรายเก่าเพื่อเสนอสินเชื่อประเภทใหม่ พร้อมทั้งให้ถือปฏิบัติ
ดังต่อไปนี้
(ก) การติดต่อหาผู้ถือบัตรรายใหม่หรือติดต่อกับผู้ถือบัตรรายเก่าจะดำเนินการได้คือตั้งแต่เวลา
๘.๐๐ - ๒๐.๐๐ น. ในวันจันทร์ - วันศุกร์ ยกเว้นวันหยุดราชการ ให้ดำเนินการตั้งแต่เวลา
๘.๐๐ - ๑๘.๐๐ น.
(ข) ห้ามมิให้มีการแจกเงิน สิ่งของ หรือบัตรกำนัลใดๆ
ในการรับสมัครลูกค้ารายใหม่ หรือการอนุมัติบัตรให้ลูกค้ารายใหม่ เว้นแต่จะมียอดการใช้จ่ายผ่านบัตรแล้วอย่างน้อย
๑ งวด
๔.๑๑ ข้อกำหนดในประกาศนี้ ไม่ใช้บังคับแก่กรณีการออกบัตรเดบิตเพื่อใช้เบิกถอนเงินสดหรือหักทอนค่าสินค้าหรือค่าบริการ
จากบัญชีเงินฝากในขณะที่ใช้บัตรนั้น
๔.๑๒ ในกรณีที่ผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตได้ออกบัตรเครดิตให้แก่ผู้ถือบัตรหรือผู้บริโภคแล้วในวันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ
หากคุณสมบัติของผู้ถือบัตรหรือผู้บริโภคดังกล่าวไม่ตรงตามประกาศนี้ให้บัตรเครดิตนั้นยังมีผลใช้ได้ต่อไปจนกว่าจะสิ้นสุดอายุของบัตรเครดิตหรือผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตบอกยกเลิกการใช้บัตรเครดิตตามสัญญาการใช้บัตรเครดิตนั้น
๕.[๑]
วันเริ่มต้นบังคับใช้
ประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๑ ธันวาคม
๒๕๔๙ เป็นต้นไป
ประกาศ
ณ วันที่ ๑๓ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๙
ธาริษา
วัฒนเกส
ผู้ว่าการ
ธนาคารแห่งประเทศไทย
[เอกสารแนบท้าย]
๑.
รายชื่อประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยและหนังสือเวียนที่เกี่ยวข้อง
(ดูข้อมูลจากภาพกฎหมาย)
วัชศักดิ์/ผู้จัดทำ
๖
ธันวาคม ๒๕๔๙
[๑]
ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒๓/ตอนพิเศษ ๑๒๒ ง/หน้า ๒๘/๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๔๙