ข้อ ๙ เพื่อเป็นประกันการชําระหนี้ตามสัญญาซื้อขายล่วงหน้า และความมั่นคงของระบบการชําระหนี้ สํานักหักบัญชีสัญญาต้องจัดให้มีระบบและข้อกําหนดในการวางหรือเรียกหลักประกันจากสมาชิก รวมถึงวิธีการคํานวณและการปรับมูลค่าหลักประกัน การพิจารณาและทบทวนความเหมาะสมของแบบจําลองและปัจจัยต่าง ๆ ที่อาจมีผลกระทบต่ออัตราหลักประกัน ตลอดจนประเภท ลักษณะ และสัดส่วนของหลักประกัน โดยมีรายละเอียดอย่างน้อยดังนี้
(1) การคํานวณมูลค่าความเสี่ยงทุกวันตามความผันผวนของราคาและฐานะของสมาชิกและลูกค้า และในกรณีที่ปรากฏว่าราคามีความผันผวนมากและหลักประกันที่สมาชิกวางไว้มีไม่เพียงพอต้องเรียกหลักประกันระหว่างวัน (intraday margining) และปรับมูลค่าหลักประกันที่วางไว้ให้เป็นปัจจุบันทุกวัน (daily mark to market) รวมทั้งต้องคํานวณและเรียกให้สมาชิกชําระผลขาดทุนจากฐานะสัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่เกิดขึ้นทุกวันเพื่อมิให้เกิดการขาดทุนสะสม
(2) การเรียกเก็บหลักประกันจากสมาชิกโดยต้องไม่นําฐานะสัญญาซื้อขายล่วงหน้าของสมาชิกและลูกค้าหรือฐานะสัญญาซื้อขายล่วงหน้าของลูกค้าต่างรายกันมาหักกลบลบกัน (gross margining)
(3) การใช้แบบจําลองของการวางหลักประกัน (margin model) และค่าตัวแปรที่สะท้อนค่าความเสี่ยงและกําหนดหลักประกันที่เพียงพอเพื่อรองรับฐานะสัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่อาจเกิดขึ้นจากสมาชิกที่ผิดนัด ภายใต้ระดับความเชื่อมั่นไม่น้อยกว่าร้อยละ 99
(4) การทดสอบความเพียงพอของมูลค่าหลักประกันที่เรียกเก็บและค่าเสียหายรายวันที่เกิดขึ้นจริงอย่างน้อยวันละ 1 ครั้งและทําการวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงของปัจจัยต่าง ๆ ที่มีผลต่อมูลค่าหลักประกันอย่างน้อยไตรมาสละ 1 ครั้ง
(5) การทบทวนความถูกต้องของแบบจําลองและตัวแปรอย่างเหมาะสมเพื่อให้เป็นปัจจุบันอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง
(6) กําหนดหลักประกันที่สอดคล้องกับความเสี่ยงและลักษณะของสัญญาซื้อขายล่วงหน้า และราคาที่ใช้ในการคํานวณต้องมาจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้
(7) กําหนดให้สมาชิกวางหลักประกันซึ่งเป็นทรัพย์สินที่มีสภาพคล่องสูงมีความผันผวนด้านราคาต่ํา และมีความมั่นคงปลอดภัย โดยอาจอยู่ในรูปของเงินสดหรือทรัพย์สินอื่นโดยในกรณีที่หลักประกันเป็นหลักทรัพย์ต้องคํานึงถึงความเกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดของสมาชิกผู้วางหลักประกันกับผู้ออกหลักทรัพย์ด้วย ทั้งนี้ ตามระเบียบหรือข้อบังคับที่สํานักหักบัญชีสัญญากําหนด
(8) กําหนดสัดส่วนของทรัพย์สินแต่ละประเภท (concentration limit) ที่สมาชิกสามารถนํามาวางเป็นหลักประกันกับสํานักหักบัญชีสัญญาเพื่อป้องกันการกระจุกตัวของหลักประกันและสามารถบังคับเอากับหลักประกันได้ภายในเวลาที่กําหนดในกรณีที่สมาชิกผิดนัดชําระหนี้
(9) กําหนดวิธีการปรับมูลค่าหลักประกัน และใช้อัตราส่วนลดค่าความเสี่ยง (haircut) ที่คํานึงถึงความเสี่ยงจากการลดมูลค่าของหลักประกันซึ่งรองรับช่วงที่ตลาดมีความผันผวนสูงโดยต้องมีการทดสอบวิธีการประมินมูลค่าและอัตราส่วนลดค่าความเสี่ยงเป็นประจํา และมีการทบทวนความถูกต้องของวิธีคํานวณอัตราส่วนลดค่าความเสี่ยงอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง
(10) กําหนดวิธีการที่สามารถระบุและลดความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการรับหลักประกันที่มีความเกี่ยวข้องกับต่างประเทศ (cross border collateral) เพื่อให้มั่นใจได้ว่าจะสามารถบังคับหลักประกันดังกล่าวได้อย่างเหมาะสมและทันการณ์