ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย
ที่ สนส. 37/2551
เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการลงทุนของสถาบันการเงิน
อื่นๆ - 1. เหตุผลในการออกประกาศ
ในอดีต ธนาคารแห่งประเทศไทยมีการกําหนดหลักเกณฑ์การลงทุนของสถาบันการเงินในบริษัทอื่น เพื่อมิให้สถาบันการเงินเข้าไปมีส่วนได้เสียในกิจการต่างๆ ที่ไม่ใช่ธุรกิจทางการเงิน หรือธุรกิจสนับสนุนทางการเงินมากเกินสมควร โดยที่ผ่านมานั้น ธุรกรรมการลงทุนของสถาบันการเงิน ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนทางตรงผ่านหุ้นสามัญหรือหุ้นบุริมสิทธิ หรือธุรกรรมที่ไม่มีความซับซ้อน แต่จากสภาวการณ์ของตลาดเงินและตลาดทุนที่ได้พัฒนาเปลี่ยนแปลงไปทําให้ตลาดมีการพัฒนารูปแบบการลงทุนที่หลากหลายและซับซ้อนขึ้น การปรับปรุงประกาศในครั้งนี้ เป็นการรวบรวมประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยซึ่งเกี่ยวข้องกับหลักเกณฑ์การลงทุนมาไว้ในฉบับเดียวกัน โดยสาระสําคัญส่วนใหญ่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงจากหลักเกณฑ์เดิม การดําเนินการในครั้งนี้ จึงเป็นการปรับปรุงเพื่อให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์หลัก 2 ประการ กล่าวคือ
ประการที่ 1เพื่อให้การกํากับดูแลสถาบันการเงินทุกประเภทเป็นมาตรฐานเดียวกันสอดคล้องตามเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 เนื่องจากเดิมหลักเกณฑ์การลงทุนของธนาคารพาณิชย์ บริษัทเงินทุน และบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ มีความแตกต่างกันในอัตราส่วนและการกํากับดูแลประเภทการลงทุน
ประการที่ 2ธนาคารแห่งประเทศไทยได้มีการกําหนดหลักเกณฑ์การกํากับแบบรวมกลุ่ม ตามพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 โดยมีข้อยกเว้นไม่นับรวมการลงทุนผ่านบริษัทที่ประกอบธุรกิจทางการเงินที่มีหน่วยงานกํากับดูแลเป็นการเฉพาะ (regulated entity) เช่น บริษัทหลักทรัพย์ และบริษัทประกัน เนื่องจากบริษัทในกลุ่มธุรกิจดังกล่าวอยู่ภายใต้การกํากับของหน่วยงานที่กํากับดูแลฉพาะเรื่องอยู่แล้ว และเพื่อไม่ให้เกิดความซ้ําซ้อนในการกํากับดูแล ถึงได้พิจารณายกเว้นไม่นับรวมการถือหรือมีหุ้นในบริษัทที่ไม่อยู่ในกลุ่มธุรกิจทางการเงินของบริษัทหลักทรัพย์ หรือบริษัทประกันที่ได้รับการอนุมัติในการจัดตั้งกลุ่มธุรกิจการเงินจากธนาคารแห่งประเทศไทยตามประกาศฉบับนี้ด้วย ธนาคารแห่งประเทศไทยจึงได้ปรับปรุงประกาศฉบับนี้ด้วยเหตุข้างต้น และสถาบันการเงินใดได้รับการอนุญาตให้มีการลงทุนอยู่ก่นวันที่ประกาศฉบับนี้มีผลบังคับใช้ ให้ดําเนินธุรกรรมดังกล่าวต่อไปได้โดยไม่ต้องยื่นขออนุญาตใหม่อีกครั้ง
อื่นๆ - 2. อํานาจตามกฎหมาย
อาศัยอํานาจตามความในมาตรา 33 และมาตรา 34 แห่งพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 ธนาคารแห่งประเทศไทยออกข้อกําหนดเกี่ยวกับหลักเกณฑ์การลงทุนของสถาบันการเงินตามข้อกําหนดในประกาศนี้
อื่นๆ - 3. ขอบเขตการบังคับใช้
ประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับกับสถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจสถาบันการเงินทุกแห่ง
อื่นๆ - 4. ประกาศและหนังสือเวียนที่ยกเลิก
ประกาศและหนังสือเวียนที่ยกเลิกตามเอกสารแนบ 1
อื่นๆ - 5. เนื้อหา
5.1 ในประกาศฉบับนี้
"หุ้น" หมายความว่า หุ้นสามัญ และหุ้นบุริมสิทธิ
"หน่วยลงทุน" หมายความว่า หน่วยลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์
"หลักทรัพย์" หมายความว่า หลักทรัพย์ตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์
"กองทุนรวมตราสารแห่งหนี้" หมายความว่า กองทุนรวมที่มีนโยบายการลงทุนในหรือมีไว้ซึ่งเงินฝาก ตราสารแห่งหนี้ หรือหลักทรัพย์หรือทรัพย์สินอื่น หรือการหาดอกผลโดยวิธีการอื่นตามที่สํานักงานคณะกรรมการกํากับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์กําหนด
"กองทุนรวมประเภทอื่น" หมายความว่า กองทุนรวมที่มีนโยบายการลงทุนในหรือมีไว้ซึ่งหลักทรัพย์ หรือทรัพย์สินอื่น หรือการหาดอกผลโดยวิธีการอื่นแตกต่างจากกองทุนรวมตราสารแห่งหนี้ ตามที่สํานักงานคณะกรรมการกํากับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์กําหนด
"เงินกองทุน" หมายความว่า เงินกองทุนทั้งสิ้นตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยองค์ประกอบของเงินกองทุนและหลักเกณฑ์การดํารงเงินกองทุนสําหรับธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในประเทศ สําหรับสาขาของธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศ สําหรับบริษัทเงินทุน หรือสําหรับบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ แล้วแต่กรณี
"ผู้ที่เกี่ยวข้อง" หมายความว่า บุคคลที่มีความสัมพันธ์กับอีกบุคคลหนึ่งในลักษณะดังต่อไปนี้
(1) เป็นคู่สมรส
(2) เป็นบุตรหรือบุตรบุญธรรมที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ
(3) เป็นบริษัทที่บุคคลนั้นหรือบุคคลตาม (1) หรือ (2) มีอํานาจในการจัดการ
(4) เป็นบริษัทที่บุคคลนั้นหรือบุคคลตาม (1) หรือ (2) มีอํานาจควบคุมคะแนนเสียงส่วนใหญ่ในที่ประชุมผู้ถือหุ้น
(5) เป็นบริษัทที่บุคคลนั้นหรือบุดคลตาม (1) หรือ (2) มีอํานาจควบคุมการแต่งตั้งหรือถอดถอนกรรมการ
(6) เป็นบริษัทลูกของบริษัทตาม (3) หรือ (4 หรือ (5)
(7) เป็นบริษัทร่วมของบริษัทตาม (3) หรือ (4) หรือ (5)
(8) เป็นตัวการ ตัวแทน หรือ
(9) บุคคลอื่นที่มีลักษณะตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกําหนด
ในกรณีที่บุคคลใดถือหุ้นในบริษัทใดตั้งแต่ร้อยละยี่สิบขึ้นไปของหุ้นที่จําหน่ายได้แล้วทั้งหมดไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าบริษัทนั้นเป็นผู้ที่เกี่ยวข้องกับบุคคลดังกล่าว เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่ามิได้เป็นผู้ที่เกี่ยวข้อง
5.2 หลักเกณฑ์
5.2.1 การถือหรือมีหุ้นของสถาบันการเงิน
ในกรณีการถือหรือมีหุ้นในบริษัทใด สถาบันการเงินต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ และวิธีการ ดังนี้
(1) อัตราส่วนการถือหรือมีหุ้นของสถาบันการเงิน
ห้ามมิให้สถาบันการเงินถือหรือมีหุ้นโดยทางตรงหรือทางอ้อมในบริษัทใดเกินกว่าอัตราดังนี้
(1.1) ร้อยละ 20 ของเงินกองทุนของสถาบันการเงินนั้น สําหรับการถือหรือมีหุ้นในทุกบริษัทรวมกัน
(1.2) ร้อยละ 5 ของเงินกองทุนของสถาบันการเงินนั้น สําหรับการถือหรือมีหุ้นในบริษัทแต่ละราย หรือ
(1.3) ร้อยละ 10 ของจํานวนหุ้นที่จําหน่ายได้แล้วของบริษัทนั้น
การคํานวณอัตราส่วนตามวรรคหนึ่งให้นําหุ้นที่ผู้ที่เกี่ยวข้องกับสถาบันการเงินถืออยู่นับรวมเป็นหุ้นที่สถาบันการเงินถืออยู่ด้วย ทั้งนี้ กรณีของสาขาของธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศ ให้นับรวมหุ้นในกิจการที่จดทะเบียนในประเทศ ที่ถือโดยสํานักงานใหญ่ หรือสํานักงานสาขาอื่นของสาขาของธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศ เป็นหุ้นที่ถือโดยสาขาของธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศนั้นด้วย
(2) ข้อยกเว้นการคํานวณอัตราส่วนในการถือหรือมีหุ้นของสถาบันการเงิน
การคํานวณอัตราส่วนการถือ หรือมีหุ้นตามข้อ 5.2.1 (1) ไม่รวมถึง
(2.1) การถือหรือมีหุ้นในธุรกิจบางประเภทตามแนวนโยบายของทางการเพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่ระบบสถาบันการเงินโดยรวม ได้แก่ การถือหรือมีหุ้นในบริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จํากัด และบริษัท เนชั่นแนล ไอทีเอ็มเอ็กซ์ จํากัด
(2.2) การถือหรือมีหุ้นโดยผู้ที่เกี่ยวข้องกับสถาบันการเงิน หากเป็นการถือโดยบริษัทที่มีหน่วยงานกํากับดูแลเป็นการเฉพาะ (regulated entity) เช่น บริษัทหลักทรัพย์ และบริษัทประกัน และบริษัทดังกล่าวไม่อยู่ในกลุ่มธุรกิจทางการเงิน ตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การกํากับแบบรวมกลุ่ม และหนังสือธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยการขออนุญาตจัดตั้งกลุ่มธุรกิจทางการเงิน ที่ได้รับอนุญาตเป็นรายสถาบัน
5.2.2 การถือหรือมีหน่วยลงทุนของสถาบันการเงิน
สถาบันการเงินต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ และวิธีการลงทุนในหน่วยลงทุน
(1) อัตราส่วนการถือหรือมีหน่วยลงทุน
(1.1) การถือหรือมีหน่วยลงทุนของกองทุนรวมแต่ละกอง
ห้ามมิให้สถาบันการเงินถือหรือมีหน่วยลงทุนของกองทุนรวมแต่ละกอง ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในหรือนอกตลาดหลักทรัพย์หรือศูนย์ซื้อขายหลักทรัพย์ทั้งทางตรง และทางอ้อมเกินกว่าอัตราที่กําหนด ดังนี้
(1.1.1) การถือหรือมีหน่วยลงทุนของกองทุนรวมตราสารแห่งหนี้เกินกว่าร้อยละ 20 ของหน่วยลงทุนที่จําหน่ายได้แล้วทั้งหมดของกองทุนรวมตราสารแห่งหนี้กองนั้น
(1.1.2) การถือหรือมีหน่วยลงทุนของกองทุนรวมประเภทอื่นนอกจากหน่วยลงทุนของกองทุนรวมตราสารแห่งหนี้ตาม (1.1.1) เกินกว่าร้อยละ 10 ของหน่วยลงทุนที่จําหน่ายได้แล้วทั้งหมดของกองทุนรวมประเภทอื่นกองนั้น
(1.2) การถือ หรือมีหน่วยลงทุน รวมกับหุ้นสามัญหรือหุ้นบุริมสิทธิ
ห้ามมิให้สถาบันการเงินถือหรือมีหน่วยลงทุน รวมกับหุ้นสามัญหรือหุ้นบุริมสิทธิ ไม่ว่าจะถือหรือมีเนื่องจากการทําธุรกรรมใน หรือนอกตลาดหลักทรัพย์หรือศูนย์ซื้อขายหลักทรัพย์ เป็นจํานวนรวมกันทั้งสิ้นเกินกว่าร้อยละ 30 ของเงินกองทุนของสถาบันการเงิน
(2) ข้อยกเว้นการคํานวณอัตราส่วนการถือหรือมีหน่วยลงทุน
การคํานวณอัตราส่วนการถือหรือมีหน่วยลงทุนของสถาบันการเงินตามข้อ 5.2.2 (1) ไม่นับรวมถึงกองทุนรวมที่จัดตั้งขึ้นตามนโยบายของทางการ หรือมีวัตถุประสงค์ในการจัดตั้งขึ้นเพื่อช่วยฟื้นฟูระบบเศรษฐกิจและระบบสถาบันการเงินได้แก่ กองทุนรวมวายุภักษ์ กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์เพื่อแก้ไขปัญหาในระบบสถาบันการเงิน (กอง 2) กองทุนรวมเพื่อแก้ไขปัญหาในระบบสถาบันการเงิน (กอง 3) กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์และสิทธิเรียกร้อง (กอง 4) และกองทุนพันธบัตรเอเชีย (ABF)
5.2.3 หลักเกณฑ์ และวิธีการวัดมูลค่าเงินลงทุนในหลักทรัพย์
ให้สถาบันการเงินถือปฏิบัติเกี่ยวกับการวัดมูลค่าของเงินลงทุนในหลักทรัพย์ตามกฎหมายว่าด้วยวิชาชีพบัญชี
การวัดมูลค่าเงินลงทุนในหลักทรัพย์ที่กล่าวข้างต้น ให้มีผลใช้บังคับในการคํานวณอัตราส่วนการกํากับลูกหนี้รายใหญ่ ตามประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การกํากับลูกหนี้รายใหญ่ (Single Lending Limit) และการคํานวณอัตราส่วนการทําธุรกรรมกับผู้ถือหุ้นรายใหญ่ หรือกิจการที่มีผลประ โยชน์เกี่ยวข้อง ตามประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การกํากับการทําธุรกรรมกับผู้ถือหุ้นรายใหญ่ หรือกิจการที่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้อง (Related Lending)
5.2.4 หลักเกณฑ์การกํากับดูแลตามประกาศฉบับนี้ ไม่รวมถึงการลงทุนในกลุ่มธุรกิจทางการเงินที่ได้รับการอนุมัติในการจัดตั้งกลุ่มธุรกิจการเงินจากธนาคารแห่งประเทศไทยทั้งนี้ กลุ่มธุรกิจทางการเงินดังกล่าวต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การกํากับแบบรวมกลุ่มตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การกํากับแบบรวมกลุ่ม และให้ถือปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่ได้รับการผ่อนผันในหนังสือธนาคารแห่งประเทศไทยเรื่อง การขออนุญาตจัดตั้งกลุ่มธุรกิจทางการเงิน ที่ได้รับอนุญาตเป็นรายสถาบัน
5.2.5 ในกรณีที่มีการกระทําที่เป็นการฝ่าฝืนมาตรา 34 โดยที่สถาบันการเงินสามารถพิสูจน์ได้ว่าได้ใช้ความระมัดระวังด้วยความรอบคอบในการตรวจสอบผู้ที่เกี่ยวข้องแล้วแต่ไม่สามารถทราบหรือป้องกันมิให้เกิดการฝ่าฝืนดังกล่าวใด้ ให้ถือว่าสถาบันการเงินมิได้กระทําความผิดตามมาตรา 34
อื่นๆ - 6. บทเฉพาะกาล
ธนาคารแห่งประเทศไทยพิจารณาผ่อนผันเป็นการเฉพาะกาลให้แก่การลงทุน หรือซื้อหรือมีหุ้น หรือหน่วยลงทุนเกินอัตราส่วนตามข้อ 5.2.1 (1) และ ข้อ 5.2.2 (1) อยู่แล้วในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 นี้ใช้บังคับ ภายใต้เงื่อนไขดังนี้
6.1 การลงทุน หรือซื้อหรือมีหุ้น หรือหน่วยลงทุนของสถาบันการเงิน ที่ได้รับการผ่อนผันให้ลงทุน หรือซื้อหรือมีเกินอัตราส่วนที่กําหนดอยู่แล้วก่นวันที่พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 มีผลใช้บังคับ ให้สถาบันการเงินมีสิทธิถือหรือมีไว้ซึ่งหุ้นหรือหน่วยลงทุนดังกล่าวต่อไปได้ตามหลักเกณฑ์ที่ได้รับการผ่อนผันเดิม ทั้งนี้ ต้องไม่เกิน 5 ปี นับแต่วันที่พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงินมีผลใช้บังคับ
6.2 การลงทุน หรือซื้อหรือมีหุ้น หรือหน่วยลงทุนของสถาบันการเงิน และของผู้ที่เกี่ยวข้องกับสถาบันการเงิน รวมกันเกินอัตราที่กําหนดในข้อ 5.2.1 (1) และข้อ 5.2.2 (1) ก่อนวันที่พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 มีผลใช้บังคับ โดยการลงทุน หรือการซื้อหรือมีหุ้นหรือหน่วยลงทุนดังกล่าวไม่ขัดต่อกฎหมายว่าด้วยการธนาคารพาณิชย์หรือกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น สถาบันการเงินจะลงทุนเพิ่มเติมในหุ้นหรือหน่วยลงทุนดังกล่าวอีกไม่ได้ และต้องดําเนินการเพื่อให้การลงทุนดังกล่าวเป็นไปตามที่บัญญัติในมาตรา 33 และมาตรา 34 และที่กําหนดในข้อ 5.2.1 (1) และข้อ 5.2.2 (1) โดยเร็ว ทั้งนี้ ต้องไม่เกิน 5 ปีนับแต่วันที่พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงินมีผลใช้บังคับ
อื่นๆ - 7. วันเริ่มต้นบังคับใช้
ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
ผู้มีอํานาจลงนาม - ประกาศ ณ วันที่ 3 สิงหาคม 2551
(นางธาริษา วัฒนเกส)
ผู้ว่าการ
ธนาคารแห่งประเทศไทย