ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย
ที่ สนส. 20/2561
เรื่อง ข้อกําหนดเกี่ยวกับการบัญชีของสถาบันการเงิน
อื่นๆ - 1. เหตุผลในการออกประกาศ
โดยปกติแล้วสถาบันการเงินต้องจัดทําบัญชีให้เป็นไปตามมาตรฐานการบัญชีและมาตรฐานการรายงานทางการเงินที่สภาวิชาชีพบัญชีกําหนดเช่นเดียวกับนิติบุคคลประเภทอื่น อย่างไรก็ตาม เนื่องจากธุรกิจของสถาบันการเงินเป็นธุรกิจการเงินที่มีลักษณะเฉพาะแตกต่างจากธุรกิจโดยทั่วไป ทําให้การทําธุรกรรมบางประเภทอาจไม่มีมาตรฐานการบัญชีและมาตรฐานการรายงานทางการเงินที่เป็นการเฉพาะกําหนดแนวปฏิบัติต้านบัญชีไว้ หรือมาตรฐานการบัญชีและมาตรฐานการรายงานทางการเงินที่มีอยู่อาจไม่ชัดเจนในสถานการณ์หนึ่ง ๆ ซึ่งต้องอาศัยการตีความและดุลยพินิจในการนําไปใช้ที่หลากหลายหรือมาตรฐานการบัญชีและมาตรฐานการรายงานทางการเงินในบางเรื่องได้ให้ทางเลือกไว้หลายแนวทางในการนําไปปฏิบัติ จากข้อเท็จจริงดังกล่าวที่เกิดขึ้นอาจทําให้เกิดความไม่ชัดเจนและเกิดความหลากหลายในการนําไปปฏิบัติของสถาบันการเงินแต่ละแห่ง ด้วยเหตุนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยจึงเห็นความจําเป็นในการออกหลักเกณฑ์การบัญชีในประเด็นดังกล่าว เพื่อให้สถาบันการเงินถือปฏิบัติอย่างมีมาตรฐานและเป็นไปในแนวทางเดียวกัน เพิ่มเติมจากที่ต้องปฏิบัติตามมาตรฐานการบัญชีและมาตรฐานการรายงานทางการเงินที่กําหนดโดยสภาวิชาชีพบัญชี ทั้งนี้ หลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนดเป็นไปตามหลักการของกรอบแนวคิดสําหรับการรายงานทางการเงิน มาตรฐานการบัญชี และมาตรฐานการรายงานทางการเงินที่เกี่ยวข้องที่กําหนดโดยสภาวิชาชีพบัญชีโดยไม่ขัดแย้งกัน หรือในบางกรณีที่ยังไม่มีมาตรฐานการบัญชีและมาตรฐานการรายงานทางการเงินที่กําหนดโดยสภาวิขาชีพบัญชีครอบคลุมถึง ธนาคารแห่งประเทศไทยจะกําหนดหลักเกณฑ์การบัญชีและการรายงานทางการเงินให้เป็นไปตามหลักการของมาตรฐานการบัญชีและมาตรฐานการรายงานทางการเงินระหว่างประเทศ (International Accounting Standards - IAS และ International Financial Reporting Standards - IFRS)
ในประกาศฉบับนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยเห็นสมควรปรับปรุงหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องให้สอดคล้องกับมาตรฐานการบัญชีและมาตรฐานการรายงานทางการเงินที่เปลี่ยนแปลงไป โดยให้สถาบันการเงินถือปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กําหนดในมาตรฐานการรายงานทางการเงิน ฉบับที่ 9 เรื่อง เครื่องมือทางการเงิน และมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 32 เรื่อง การแสดงรายการเครื่องมือทางการเงิน และยกเลิก (1) คําจํากัดความของตราสารหนี้และตราสารทุน การบันทึกตราสารทุนที่ได้มาจากการปรับปรุงโครงสร้างหนี้เป็นเงินลงทุนทั่วไปในหมวด 2 (2) ข้อกําหนดเกี่ยวกับการประเมินมูลค่ายุติธรรมของเงินลงทุนในลูกหนี้ในหมวด 3 (3) ทางเลือกในการคํานวณฐานะเงินตราต่างประเทศล่วงหน้าในหมวด 4 และ (4) การระงับการรับรู้รายได้ดอกเบี้ยจากเงินให้กู้ยืมในหมวด 5 นอกจากนี้ ให้สถาบันการเงินถือปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กําหนดในมาตรฐานการรายงานทางการเงินฉบับที่ 15 เรื่อง รายได้จากสัญญาที่ทํากับลูกค้า สําหรับการรับรู้รายได้จากการขายทรัพย์สินรอการขายในหมวด 1 ด้วย
อื่นๆ - 2. อํานาจตามกฎหมาย
อาศัยอํานาจตามความในมาตรา 66 แห่งพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551ธนาคารแห่งประเทศไทยออกข้อกําหนดเกี่ยวกับการบัญชีให้สถาบันการเงินถือปฏิบัติตามที่กําหนดในประกาศฉบับนี้
อื่นๆ - 3. ประกาศที่ยกเลิก
ยกเลิกประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยที่ สนส. 20/2558 เรื่อง ข้อกําหนดเกี่ยวกับการบันทึกบัญชีของสถาบันการเงิน ลงวันที่ 4 ธันวาคม 2558
อื่นๆ - 4. ขอบเขตการบังคับใช้
ประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับกับสถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจสถาบันการเงินทุกแห่ง
อื่นๆ - 5. เนื้อหา
หมวด 1
การขายทรัพย์สินรอการขาย
1. ในหมวดนี้
"ผู้มีอํานาจในการจัดการ" หมายความว่า
(1) ผู้จัดการ รองผู้จัดการ ผู้ช่วยผู้จัดการ กรรมการที่เป็นผู้บริหารของสถาบันการเงินหรือบริษัทแล้วแต่กรณี หรือผู้ซึ่งมีตําแหน่งเทียบเท่าที่เรียกชื่ออย่างอื่น
(2) บุคคลซึ่งสถาบันการเงินหรือบริษัท ทําสัญญาให้มีอํานาจในการบริหารงานทั้งหมดหรือบางส่วน หรือ
(3) บุคคลที่ตามพฤติการณ์มีอํานาจควบคุมหรือครอบงําผู้จัดการ หรือกรรมการหรือการจัดการของสถาบันการเงินหรือบริษัทให้ปฏิบัติตามคําสั่งของตนในการกําหนดนโยบายหรือการดําเนินงานของสถาบันการเงินหรือบริษัท
"กรรมการที่เป็นผู้บริหาร" หมายความว่า กรรมการที่ทําหน้าที่บริหารงานในสถาบันการเงินหรือบริษัทตามที่กําหนดในประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยธรรมาภิบาลของสถาบันการเงิน
"กลุ่มธุรกิจทางการเงิน " หมายความว่า กลุ่มธุรกิจทางการเงินตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การกํากับดูแลกลุ่มธุรกิจทางการเงิน
2. หลักเกณฑ์ที่กําหนดในหมวดนี้ ให้ใช้กับการขายทรัพย์สินรอการขายทุกประเภท ยกเว้นทรัพย์สินรอการขายประเภทตราสารหนี้และตราสารทุน
3. เกณฑ์การรับรู้รายได้จากการขายทรัพย์สินรอการขาย
ให้สถาบันการเงินรับรู้รายได้จากการขายทรัพย์สินรอการขายใด้ต่อเมื่อเป็นไปตามหลักการรับรู้รายได้ตามที่กําหนดในมาตรฐานการรายงานทางการเงิน ฉบับที่ 15 เรื่อง รายได้จากสัญญาที่ทํากับลูกค้า ของสภาวิชาชีพบัญชี
4. การบัญชีเกี่ยวกับการขายทรัพย์สินรอการขาย
4.1 การขายทรัพย์สินรอการขายรายการใดที่ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ในข้อ 3 ให้บันทึกบัญชีเป็นการรับเงินมัดจํา
4.2 นอกเหนือจากการขายทรัพย์สินรอการขายในข้อ 4.3 เมื่อการขายทรัพย์สินรอการขายเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กําหนดในข้อ 3 แล้ว ให้สถาบันการเงินแยกพิจารณาเป็น 2 กรณี ดังนี้
4.2.1 การขายทรัพย์สินรอการขายให้กับบุคคลทั่วไป สําหรับรายการที่มียอดขายสูงกว่า 10 ล้านบาท ทั้งนี้ ให้สถาบันการเงินพิจารณาเป็นรายสัญญาของผู้ซื้อแต่ละราย ซึ่งอาจเป็นการซื้อทรัพย์สินรอการขายรายการเดียวหรือหลายรายการในคราวเดียวกันก็ได้
ให้สถาบันการเงินรับรู้กําไรเป็นรายได้ทั้งจํานวน เมื่อเข้าเงื่อนไขทุกข้อดังต่อไปนี้
(1) สถาบันการเงินได้รับชําระเงินสดแล้วไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ของราคาขาย
(2) ผู้ซื้อแสดงให้เห็นว่ามีความสามารถที่จะชําระราคาทรัพย์สินได้ครบตามจํานวน
สําหรับรายการขายที่ไม่เป็นไปตามเงื่อนไขข้อ (1) และ (2) ข้างต้น ให้สถาบันการเงินรับรู้กําไรเป็นรายได้ตามสัดส่วนของเงินสดที่ได้รับชําระต่อราคาขาย จนกว่าการขายจะเข้าเงื่อนไขทั้งสองข้อดังกล่าว จึงจะสามารถรับรู้กําไรเป็นรายได้ทั้งจํานวนได้ เช่น ในกรณีที่สถาบันการเงินได้รับชําระเงินสดน้อยกว่าร้อยละ 20 ในครั้งแรก เนื่องจากให้กู้ยืมเงินแก่ผู้ซื้อเกินกว่าร้อยละ 80 สถาบันการเงินต้องรับรู้กําไรเป็นรายได้ตามสัตส่วนของเงินสดที่ใด้รับชําระจนกว่าสถาบันการเงินได้รับชําระราคาทรัพย์สินจนถึงร้อยละ 20 แล้ว จึงจะสามารถรับรู้กําไรเป็นรายได้ทั้งจํานวนได้
4.2.2 การขายทรัพย์สินรอการขายให้กับกิจการที่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้องกรรมการ ผู้มีอํานาจในการจัดการของสถาบันการเงิน ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ หรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับบุคคลดังกล่าว ให้สถาบันการเงินถือปฏิบัติ ดังนี้
(1) กรณีไม่มีการกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงิน หรือบริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินของสถาบันการเงินนั้น
(1.1) กรณีได้รับชําระเงินสดทั้งจํานวน ให้สถาบันการเงินรับรู้กําไร
(1.2) กรณีมีการทยอยรับชําระ ให้สถาบันการเงินรับรู้กําไรเป็นรายได้ทั้งจํานวนเมื่อได้รับชําระเงินสดครบถ้วนตามสัญญาแล้ว (cost recovery method)
(2) กรณีมีการกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงิน หรือบริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินของสถาบันการเงินนั้น
(2.1) กรณีมีการกู้ยืมเพื่อชําระราคาทรัพย์สินรอการขายทั้งจํานวนให้สถาบันการเงินรับรู้กําไรเป็นรายได้ทั้งจํานวน เมื่อได้รับชําระเงินกู้ยืมครบถ้วนตามสัญญาแล้ว (cost recovery method)
(2.2) กรณีมีการกู้ยืมเพื่อชําระราคาทรัพย์สินรอการขายไม่เต็มจํานวน
(2.2.1) ส่วนที่ได้รับชําระเป็นเงินสด ให้สถาบันการเงินรับรู้กําไรเป็นรายได้ตามสัดส่วนของเงินสดที่ได้รับชําระต่อราคาขาย
(2.2.2) ส่วนที่มีการให้กู้ยืมเงิน ให้สถาบันการเงินรับรู้กําไรเป็นรายได้ทั้งจํานวน เมื่อได้รับชําระเงินกู้ยืมครบถ้วนตามสัญญาแล้ว (cost recovery method)
ทั้งนี้ หลักเกณฑ์และวิธีการขายทรัพย์สินรอการขายให้แก่กรรมการผู้มีอํานาจในการจัดการของสถาบันการเงิน ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ หรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับบุคคลดังกล่าวให้เป็นไปตามมาตรา 48 (4) แห่งพระราขบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 และประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การขาย ให้ หรือให้เช่าทรัพย์สินใด ๆ แก่กรรมการและบุคคลอื่นที่กําหนดตามมาตรา 48 (4) หรือรับซื้อหรือเช่าทรัพย์สินใด ๆ จากบุคคลดังกล่าว
ตัวอย่างวิธีการบันทึกบัญชีเกี่ยวกับการขายทรัพย์สินรอการขายสําหรับกรณีตามข้อ 4.2 แสดงไว้ในเอกสารแนบ
4.3 การขายทรัพย์สินรอการขาย และได้รับชําระเป็นตั๋วสัญญาใช้เงินจากบริษัทบริหารสินทรัพย์ ที่มีกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินถือหุ้นเต็มจํานวน เมื่อการขายทรัพย์สินรอการขายเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กําหนดในข้อ 3 แล้ว ให้สถาบันการเงินถือปฏิบัติ ดังนี้
4.3.1 บันทึกบัญชีตั๋วสัญญาใช้เงินที่ได้รับจากบริษัทบริหารสินทรัพย์ เป็นลูกหนี้อื่นและแสดงรายการในหัวข้อสินทรัพย์อื่นในงบการเงินด้วยมูลค่ายุติธรรมที่คํานวณจากกระแสเงินสดที่จะได้รับในอนาคตคิดลดด้วยอัตราดอกเบี้ยที่กําหนดในมาตรฐานการรายงานทางการเงินฉบับที่ 15 เรื่อง รายได้จากสัญญาที่ทํากับลูกค้า ของสภาวิชาชีพบัญชี เนื่องจากตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าวถือเป็นการรับชําระหนี้ที่เกิดจากการขายทรัพย์สินรอการขาย ไม่ใช่เงินให้สินเชื่อจากการดําเนินธุรกิจปกติของสถาบันการเงิน
4.3.2 รับรู้กําไรจากการขายทรัพย์สินรอการขายเป็นรายได้ทั้งจํานวน เมื่อการขายเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กําหนดในข้อ 3 เนื่องจากบริษัทบริหารสินทรัพย์ ที่มีกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินถือหุ้นเต็มจํานวน จะไม่มีประเด็นเกี่ยวกับการยกเลิกการขาย และความสามารถในการชําระเงิน
4.4 การขายทรัพย์สินรอการขายโดยที่สถาบันการเงินยังมีภาระที่จะต้องดําเนินการและภาระนั้นมีผลกระทบอย่างมีสาระสําคัญต่อกําไรจากการขายทรัพย์สินรอการขายนั้น เช่น ภาระในการโยกย้ายผู้อยู่อาศัย ภาระในการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง ในการคํานวณกําไรจากการขายดังกล่าวให้สถาบันการเงินหักประมาณการค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้นออกจากกําไรจากการขายนั้นก่อน แล้วจึงรับรู้กําไรตามสัดส่วนเช่นเดียวกับการรับรู้กําไรในแต่ละกรณี ทั้งนี้ การประมาณการค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้นดังกล่าว ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กําหนตในมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 37 เรื่อง ประมาณการหนี้สินหนี้สินที่อาจเกิดขึ้น และสินทรัพย์ที่อาจเกิดขึ้น ของสภาวิชาชีพบัญชี
4.5 ในกรณีที่มีรายการขาดทุนจากการขายทรัพย์สินรอการขาย ให้สถาบันการเงินรับรู้ขาดทุนทั้งจํานวนในงบกําไรขาดทุนและกําไรขาดทุนเบ็ดเสร็จอื่นทันที
5. การเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการขายทรัพย์สินรอการขาย
ให้สถาบันการเงินเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการขายทรัพย์สินรอการขายในหมายเหตุประกอบงบการเงิน
หมวด 2
เงินลงทุน
1. หลักเกณฑ์ที่กําหนดในหมวดนี้ ให้ใช้กับการบันทึกบัญชีเกี่ยวกับเงินลงทุนในตราสารหนี้และตราสารทุน
2. การบัญชีเกี่ยวกับเงินลงทุน
ให้สถาบันการเงินบันทึกบัญชีเงินลงทุนในตราสารหนี้และตราสารทุนตามหลักเกณฑ์ที่กําหนดในมาตรฐานการรายงานทางการเงิน ฉบับที่ 9 เรื่อง เครื่องมือทางการเงิน และมาตรฐานการบัญชีฉบับที่ 32 เรื่อง การแสดงรายการเครื่องมือทางการเงิน ของสภาวิซาชีพบัญชี
3. การประเมินมูลค่ายุติธรรมของเงินลงทุน
ให้สถาบันการเงินประเมินมูลค่ายุติธรรมของเงินลงทุนในตราสารหนี้และตราสารทุนตามหลักเกณฑ์ที่กําหนดในมาตรฐานการรายงานทางการเงิน ฉบับที่ 13 เรื่อง การวัดมูลค่ายุติธรรมของสภาวิชาชีพบัญชี
4. ตราสารทุนที่ได้มาจากการปรับปรุงโครงสร้างหนี้
ในกรณีของการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ หากสถาบันการเงินได้รับชําระหนี้เป็นตราสารทุของลูกหนี้ ซึ่งเกิดจากการแปลงหนี้เป็นทุน และตราสารทุนดังกล่าวมีข้อจํากัดในการถือครองและจําหน่ายให้สถาบันการเงินกําหนดนโยบายในการถือครองอย่างชัดเจนตั้งแต่วันที่ได้รับตราสารทุนนั้นมา ว่าจะถือเป็นเครื่องมือทางการเงิน หรือเป็นเงินลงทุนในบริษัทร่วมหรือบริษัทย่อย และบันทึกบัญชีให้สอดคล้องกับมาตรฐานการบัญชีและมาตรฐานการรายงานทางการเงินที่เกี่ยวข้อง
หมวด 3
การรับซื้อหรือรับโอนลูกหนี้
1. หลักเกณฑ์ที่กําหนดในหมวดนี้ ให้ใช้กับการบันทึกบัญชีเกี่ยวกับการรับซื้อหรือรับโอนลูกหนี้เงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงิน โดยให้ถือปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กําหนดในมาตรฐานการรายงานทางการเงิน ฉบับที่ 9 เรื่อง เครื่องมือทางการเงิน ของสภาวิชาชีพบัญชี
2. การประเมินมูลค่ายุติธรรมของลูกหนี้ที่รับซื้อหรือรับโอนมา
ให้สถาบันการเงินประเมินมูลค่ายุติธรรมของลูกหนี้ที่รับซื้อหรือรับโอนมาตามหลักเกณฑ์ที่กําหนดในมาตรฐานการรายงานทางการเงิน ฉบับที่ 13 เรื่อง การวัดมูลค่ายุติธรรม ของสภาวิชาชีพบัญชี โดยหากกระแสเงินสดที่คาดว่าจะได้รับในอนาคตมาจากการจําหน่ายหลักประกันด้วย ให้สถาบันการเงินถือปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กําหนดในประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การจัดชั้นและกันสํารองของสถาบันการเงิน และแนวนโยบายธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยการประเมินราคาหลักประกันและอสังหาริมทรัพย์รอการขายที่ได้มาจากการรับชําระหนี้การประกันการให้สินเชื่อ หรือที่ซื้อจากการขายทอดตลาดของสถาบันการเงิน
3. การรับรู้กําไรจากการจัดประเภทรายการใหม่
สถาบันการเงินสามารถจัดประเภทรายการใหม่ได้ตามหลักเกณฑ์ที่กําหนดในมาตรฐานการรายงานทางการเงิน ฉบับที่ 9 เรื่อง เครื่องมือทางการเงิน ของสภาวิชาชีพบัญชีอย่างไรก็ดี ในกรณีที่สถาบันการเงินมีกําไรจากการจัดประเภทรายการใหม่ ให้สถาบันการเงินคํานึงถึงความแน่นอนที่จะได้รับเงินในอนาคตประกอบการรับรู้กําไรเป็นรายได้ด้วย
4. หลักเกณฑ์การกํากับดูแลสําหรับลูกหนี้ที่รับซื้อหรือรับโอนมา
4.1 การจัดชั้นและการกันเงินสํารอง
ให้สถาบันการเงินจัดขั้นและกันเงินสํารองลูกหนี้ที่รับซื้อหรือรับโอนมา ตามหลักเกณฑ์ที่กําหนดในประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การจัดชั้นและการกันเงินสํารองของสถาบันการเงิน
4.2 การกํากับลูกหนี้รายใหญ่
ให้สถาบันการเงินนับรวมลูกหนี้ที่รับซื้อหรือรับโอนมาในการคํานวณลูกหนี้รายใหญ่ ตามหลักเกณฑ์ที่กําหนดในประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การกํากับลูกหนี้รายใหญ่
นอกจากนี้ ให้สถาบันการเงินถือปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการให้กู้ยืมโดยเคร่งครัด เช่น ข้อห้ามในการให้สินเชื่อแก่กรรมการ ผู้มีอํานาจในการจัดการของสถาบันการเงินหรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับบุคคลดังกล่าว ตามที่กําหนดในมาตรา 48 (1) แห่งพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551
4.3 การบันทึกบัญชีรายได้ดอกเบี้ย
ให้สถาบันการเงินบันทึกบัญชีรายได้ดอกเบี้ยของลูกหนี้ที่รับซื้อหรือรับโอนมาตามหลักเกณฑ์ที่กําหนดในหมวด 5 ของประกาศฉบับนี้
หมวด 4
การแปลงค่ารายการที่เป็นเงินตราต่างประเทศ
1. หลักเกณฑ์ที่กําหนดในหมวดนี้ ให้ใช้กับการแปลงคํารายการที่เป็นเงินตราต่างประเทศทุกสกุลให้เป็นสกุลเงินบาท
2. การแปลงค่ารายการที่เป็นเงินตราต่างประเทศทุกสกุลให้เป็นสกุลเงินบาท
2.1 รายการที่เป็นฐานะเงินตราต่างประเทศทันที (spot position)
ให้สถาบันการเงินแปลงค่า (1) รายการในงบการเงินทุกรายการที่เป็นฐานะเงินตราต่างประเทศทันที (2) งบการเงินของหน่วยงานในต่างประเทศที่จะนํามารวมในการจัดทํางบการเงินของสถาบันการเงิน และ (3) รายการที่เป็นฐานะเงินตราต่างประเทศทันทีในชุดข้อมูลสถาบันการเงิน (ข้อมูล FI: Financial Institution) โดยใช้อัตราแลกเปลี่ยนที่เป็นอัตราเฉลี่ยระหว่างอัตราซื้อถัวเฉลี่ยเงินโอน (average buying rates - transfer) และอัตราขายถัวเฉลี่ย (average selling rates)ที่เผยแพร่ในเว็บไซต์ของธนาคารแห่งประเทศไทย (www.bot.or.th) ณ วันที่โนงบแสดงฐานะการเงินหรือวันสิ้นเดือนที่จัดทําแบบรายงาน ทั้งนีh
(1) ในกรณีที่ไม่มีข้อมูลอัตราซื้อถัวเฉลี่ยเงินโอนและอัตราขายถัวเฉลี่ยสําหรับสกุลเงินใด ให้สถาบันการเงินใช้อัตราเฉลี่ยระหว่างอัตราซื้อและอัตราขายในส่วนของอัตราในตลาดต่างประเทศ ซึ่งได้คํานวณเป็นอัตราแลกเปลี่ยนสกุลเงินต่างประเทศนั้นต่อสกุลเงินบาทไว้แล้ว ที่เผยแพร่ในเว็บไซต์ของธนาคารแห่งประเทศไทย ณ วันที่ในงบแสดงฐานะการเงินหรือวันสิ้นเดือนที่จัดทําแบบรายงาน
(2) ในกรณีที่สถาบันการเงินทําธุรกรรมด้วยสกุลเงินต่างประเทศอื่น นอกเหนือจากที่เผยแพร่ในเว็บไซต์ของธนาคารแห่งประเทศไทย ให้สถาบันการเงินแปลงค่ารายการเป็นสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐอเมริกา โดยใช้ข้อมูลอัตราแลกเปลี่ยนข้ามสกุล (cross rate) โดยตรงจากตลาดต่างประเทศที่เชื่อถือได้ เช่น Thomson Reuters, Bloomberg และ Telerate แล้วจึงแปลงค่าเป็นสกุลเงินบาทด้วยอัตราเฉลี่ยระหว่างอัตราซื้อถัวเฉลี่ยเงินโอนและอัตราขายถัวเฉลี่ยของสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐอเมริกาที่ธนาคารพาณิชย์ใช้ซื้อขายกับลูกค้า ที่เผยแพรในเว็บไซต์ของธนาคารแห่งประเทศไทย ณ วันที่ในงบแสดงฐานะการเงินหรือวันสิ้นเดือนที่จัดทําแบบรายงาน ทั้งนี้ สถาบันการเงินต้องเลือกใช้ข้อมูลอัตราแลกเปลี่ยนจากตลาดต่างประเทศดังกล่าวอย่างสม่ําเสมอ และมีหลักฐานให้ผู้ตรวจการสถาบันการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทยตรวจสอบได้
2.2 รายการที่เป็นฐานะเงินตราต่างประเทศล่วงหน้า (forward position)
ให้สถาบันการเงินแปลงค่ารายการที่เป็นฐานะเงินตราต่างประเทศล่วงหน้าในการปิดบัญชีทุกสิ้นเดือน โดยใช้อัตราแลกเปลี่ยนสัญญาซื้อขายล่วงหน้าสําหรับระยะเวลาคงเหลือของฐานะหรือสัญญาดังกล่าว และให้ถือปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กําหนดในมาตรฐานการรายงานทางการเงิน ฉบับที่ 9 เรื่อง เครื่องมือทางการเงิน ของสภาวิชาชีพบัญชี
2.3 รายการที่เป็นอนุพันธ์ทางการเงิน
รายการที่เป็นอนุพันธ์ทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับเงินตราต่างประเทศ ยกเว้นที่กล่าวในข้อ 2.2 ให้สถาบันการเงินประเมินมูลค่ายุติธรรมตามหลักเกณฑ์ที่กําหนดในมาตรฐานการรายงานทางการเงิน ฉบับที่ 13 เรื่อง การวัดมูลค่ายุติธรรม ของสภาวิชาชีพบัญชี
3. การรับรู้ผลกําไรหรือขาดทุนจากการแปลงค่ารายการที่เป็นเงินตราต่างประเทศ
ให้สถาบันการเงินถือปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กําหนดในมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 21เรื่อง ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ของสภาวิชาชีพบัญชี
หมวด 5
การรับรู้รายได้ดอกเบี้ยจากเงินให้กู้ยืม
1. หลักเกณฑ์ที่กําหนดในหมวดนี้ให้ใช้กับการรับรู้รายได้ดอกเบี้ยจากเงินให้กู้ยืม
2. เกณฑ์การรับรู้รายได้ดอกเบี้ย
2.1 ให้สถาบันการเงินบันทึกบัญชีตามเกณฑ์คงค้างทุกสิ้นเดือน
2.2 ให้สถาบันการเงินรับรู้รายได้ดอกเบี้ยตามหลักเกณฑ์ที่กําหนดในมาตรฐานการรายงานทางการเงิน ฉบับที่ 9 เรื่อง เครื่องมือทางการเงิน ของสภาวิชาชีพบัญชี โดยสถาบันการเงินต้องคํานึงถึงความเป็นไปได้ค่อนข้างแน่ในการประมาณการกระแสเงินสดที่คาดว่าจะได้รับในอนาคตซึ่งจะมีผลต่อการรับรู้รายได้ดอกเบี้ยด้วย
2.3 กรณีที่สถาบันการเงินได้รับชําระดอกเบี้ยบางส่วน ให้สถาบันการเงินนําไปตัดรายการดอกเบี้ยค้างรับที่ได้รับรู้เป็นรายได้แล้วในบัญชีก่อน แล้วจึงนําไปตัดดอกเบี้ยค้างรับตามสัญญาที่ยังไม่รับรู้เป็นรายได้ในบัญชี
หมวด 6
การซื้อขายตั๋วเงินและธุรกรรมสินเชื่อเพื่อการค้า
1. หลักเกณฑ์ที่กําหนดในหมวดนี้ ให้ใช้กับการซื้อขายตั๋วเงินและธุรกรรมสินเชื่อเพื่อการค้า (Trade finance) ทั้งนี้ "ตั๋วเงิน" หมายความว่า ตัวสัญญาใช้เงินและตั๋วแลกเงิน แต่ไม่รวมถึงตั๋วเงินที่ออกเพื่อการระดมทุนทั่วไป
2. การบันทึกบัญชีสําหรับการรับซื้อ ซื้อลด หรือรับช่วงซื้อลดตั๋วเงิน และธุรกรรมสินเชื่อเพื่อการค้า โดยการรับซื้อ ซื้อลด หรือรับช่วงซื้อลดเอกสารตามเงื่อนไขของเลตเตอร์ออฟเครดิต
ให้สถาบันการเงินบันทึกบัญชีเป็นเงินให้กู้ยืมแก่ลูกหนี้ตามหลักเกณฑ์ที่กําหนดในมาตรฐานการบัญชีหรือมาตรฐานการรายงานทางการเงินที่เกี่ยวข้อง เว้นแต่ธนาคารแห่งประเทศไทยจะกําหนดเป็นอย่างอื่น
3. การบันทึกบัญชีสําหรับการขาย ขายลด หรือขายช่วงลดตั๋วเงิน
ให้สถาบันการเงินบันทึกบัญชีตามหลักเกณฑ์ที่กําหนดในมาตรฐานการบัญชีและมาตรฐานการรายงานทางการเงินที่เกี่ยวข้อง สําหรับการขาย ขายลด หรือขายช่วงลดตั๋วเงิน ที่สถาบันการเงินรับซื้อ ซื้อลด หรือรับช่วงซื้อลดไว้
หมวด 7
หนี้สูญได้รับคืน
1. หลักเกณฑ์ที่กําหนดในหมวดนี้ ให้ใช้กับการบันทึกบัญชีรายการหนี้สูญได้รับคืนของลูกหนี้ที่สถาบันการเงินได้ทําสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ในภายหลังจากการตัดลูกหนี้ออกจากบัญชีไปแล้ว ตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การจัดขั้นและการกันเงินสํารองของสถาบันการเงิน
2. การบันทึกบัญชีหนี้สูญได้รับคืน
ให้สถาบันการเงินบันทึกหนี้สูญได้รับคืนดังกล่าวข้างต้น ตามหลักเกณฑ์ที่กําหนดในมาตรฐานการบัญชีและมาตรฐานการรายงานทางการเงินที่เกี่ยวข้อง โดยให้บันทึกตามจํานวนเท่าที่ได้รับชําระเงินแล้วเท่านั้น เพื่อให้เป็นไปตามหลักความระมัดระวัง (conservatism) และเป็นมาตรฐานเดียวกัน
อย่างไรก็ดี สถาบันการเงินสามารถรับรู้รายการได้ทันทีหากเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กําหนดในกรอบแนวคิดสําหรับการรายงานทางการเงิน ของสภาวิชาชีพบัญชี และได้รับความเห็นขอบจากผู้สอบบัญชี
หมวด 8
การจ่ายเงินปันผล
1. หลักเกณฑ์ที่กําหนดในหมวดนี้ ให้ใช้กับการกําหนดนโยบายการจ่ายเงินปันผลของสถาบันการเงิน
2. การพิจารณาจ่ายเงินปันผล
เนื่องจากสถาบันการเงินอาจมีการบันทึกกําไรจากการตีราคาทรัพย์สิน การจัดประเภทรายการใหม่ของสินทรัพย์ทางการเงิน และรายการอื่น " โดยเป็นกําไรที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง (unrealized gain)ซึ่งเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงในอัตราดอกเบี้ย อัตราแลกเปลี่ยน และมูลค่ายุติธรรม หรือสถาบันการเงินอาจมีการรับรู้กําไรที่สูงกว่าหรือขาดทุนต่ํากว่ากรณีปกติ ซึ่งกําไรดังกล่าวจะถูกนํามารวมในการคํานวณกําไร (ขาดทุน) สุทธิสําหรับงวดและกําไร (ขาดทุน) สะสม ซึ่งเป็นฐานในการนํามาพิจารณาจ่ายเงินปันผล ดังนั้น เพื่อรองรับผลขาดทุนที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตจากความเสี่ยงดังกล่าว ธนาคารแห่งประเทศไทยจึงกําหนดให้สถาบันการเงินถือปฏิบัติเกี่ยวกับการจ่ายเงินปันผล ดังนี้
(1) ไม่ให้สถาบันการเงินนํากําไรที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง หรือไม่มีกระแสเงินสดรับจริงมาใช้ในการจ่ายเงินปันผล เช่น กําไรที่เกิดจากการตีราคาหลักทรัพย์ (mark to market) และกําไรที่เกิดจากการจัดประเภทรายการใหม่ของสินทรัพย์ทางการเงิน
(2) ไม่ให้สถาบันการเงินนํากําไรที่เกิดจากการขายทรัพย์สินที่มิได้มีการซื้อขายจริงซึ่งมีผลทําให้สถาบันการเงินมีกําไรสูงกว่าหรือขาดทุนต่ํากว่ากรณีปกติ มาใช้ในการจ่ายเงินปันผล เช่น กําไรที่เกิดจากการขายทรัพย์สินรอการขายของสถาบันการเงินที่มีเงื่อนไขให้สถาบันการเงินสามารถซื้อคืนหรือมีสิทธิซื้อคืนทรัพย์สินนั้นได้ในอนาคต
อื่นๆ - 6. วันเริ่มต้นบังคับใช้
ประกาศฉบับนี้ให้ถือปฏิบัติกับงบการเงินที่เริ่มต้นในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม 2563 เป็นต้นไป
ผู้มีอํานาจลงนาม - ประกาศ ณ วันที่ 31 ตุลาคม 2561
(นายวิรไท สันติประภพ)
ผู้ว่าการ
ธนาคารแห่งประเทศไทย