法律人 LawPlayer logo

資料由法律人 LawPlayer整理提供·กฎหมายไทย / LawPlayer จากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

statute

พระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์สถาบันการเงิน พ.ศ. 2540

เลขที่
วันที่ประกาศ
จำนวนมาตรา
30
มาตรา อารัมภบท

พระราชกำหนด

พระราชกำหนด

บรรษัทบริหารสินทรัพย์สถาบันการเงิน

พ.ศ. ๒๕๔๐

ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.

ให้ไว้ ณ วันที่ ๒๒ ตุลาคม

พ.ศ. ๒๕๔๐

เป็นปีที่ ๕๒

ในรัชกาลปัจจุบัน

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า

โดยที่เป็นการสมควรให้มีกฎหมายว่าด้วยบรรษัทบริหารสินทรัพย์สถาบันการเงิน

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๒๑๘

ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ

ให้ตราพระราชกำหนดขึ้นไว้ ดังต่อไปนี้

มาตรา ๑

มาตรา ๑

พระราชกำหนดนี้เรียกว่า “พระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์สถาบันการเงิน

พ.ศ. ๒๕๔๐”

มาตรา ๒

มาตรา ๒[๑]

พระราชกำหนดนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา

เป็นต้นไป

มาตรา ๓

มาตรา ๓

ในพระราชกำหนดนี้

“บรรษัท” หมายความว่า

บรรษัทบริหารสินทรัพย์สถาบันการเงิน

“สถาบันการเงิน” หมายความว่า

(๑)

ธนาคารพาณิชย์ตามกฎหมายว่าด้วยการธนาคารพาณิชย์

(๒) บริษัทเงินทุน บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์

และบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์

และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์

“กองทุน” หมายความว่า

กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วยธนาคารแห่งประเทศไทย

“องค์การ” หมายความว่า

องค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วยการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน

“อบส.” หมายความว่า

องค์การบริหารสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ ตามพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การบริหารสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์

พ.ศ. ๒๕๔๐

“เงินกองทุน” หมายความว่า ทุนประเดิมของบรรษัทตามมาตรา ๙

เงินที่ได้จากการเพิ่มทุนตามมาตรา ๑๐

เงินสำรองและกำไรสุทธิคงเหลือหลังจากการจัดสรรแล้ว ทั้งนี้ เมื่อหักผลขาดทุนที่เกิดขึ้นในทุกงวดการบัญชีออกแล้ว

“คณะกรรมการ” หมายความว่า คณะกรรมการบรรษัทบริหารสินทรัพย์สถาบันการเงิน

“กรรมการ” หมายความว่า

กรรมการบรรษัทบริหารสินทรัพย์สถาบันการเงิน

“ผู้จัดการ” หมายความว่า

ผู้จัดการบรรษัทบริหารสินทรัพย์สถาบันการเงิน

“รัฐมนตรี” หมายความว่า

รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชกำหนดนี้

มาตรา ๔

มาตรา ๔

ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพระราชกำหนดนี้

การจัดตั้งและเงินทุน

มาตรา ๕

มาตรา ๕

ให้จัดตั้งบรรษัทขึ้นเรียกว่า “บรรษัทบริหารสินทรัพย์สถาบันการเงิน”

เรียกโดยย่อว่า “บบส.” และให้เป็นนิติบุคคล

มาตรา ๖

มาตรา ๖

ให้บรรษัทตั้งสำนักงานใหญ่ในกรุงเทพมหานคร

มาตรา ๗

มาตรา ๗

วัตถุประสงค์ของบรรษัทมีดังต่อไปนี้

(๑) ประกอบธุรกิจรับซื้อหรือรับโอนสินทรัพย์ทุกประเภทของบริษัทเงินทุน และบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ที่ถูกระงับการดำเนินกิจการตามคำสั่งของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

ลงวันที่ ๒๖ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๐ และวันที่ ๕ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๐ ซึ่งสั่งโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจเงินทุน

ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์

ที่องค์การเห็นว่าไม่อาจแก้ไขหรือฟื้นฟูฐานะหรือการดำเนินการได้ หรือที่ อบส.

เป็นผู้จำหน่าย รวมตลอดจนหลักประกันของสินทรัพย์นั้นเพื่อนำมาบริหารและจำหน่ายจ่ายโอนต่อไป

(๒)

ประกอบธุรกิจรับซื้อหรือรับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพที่มีการค้างชำระดอกเบี้ยตั้งแต่สามเดือนขึ้นไปของสถาบันการเงินอื่นที่กองทุนเข้าถือหุ้นและมีอำนาจในการจัดการ

มาตรา ๘

มาตรา ๘

ให้บรรษัทมีอำนาจกระทำกิจการต่าง ๆ ภายในขอบวัตถุประสงค์ของบรรษัทตามมาตรา

๗ อำนาจเช่นว่านี้ให้รวมถึง

(๑) ถือกรรมสิทธิ์หรือมีสิทธิครอบครองหรือมีทรัพยสิทธิต่างๆ

สร้าง ซื้อ จัดหา ขาย จำหน่าย เช่า ให้เช่า เช่าซื้อ ให้เช่าซื้อ ยืม ให้ยืม

รับจำนำ รับจำนอง แลกเปลี่ยน โอน รับโอน หรือดำเนินการใด ๆ

เกี่ยวกับทรัพย์สินทั้งในและนอกราชอาณาจักร ตลอดจนรับเงินหรือทรัพย์สินที่มีผู้มอบให้

(๒) ค้ำประกันหรือรับรอง รับอาวัล

หรือสอดเข้าแก้หน้าในตั๋วเงิน

(๓) เรียกเก็บดอกเบี้ย ส่วนลด ค่าธรรมเนียม

และค่าบริการทางการเงินอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

(๔) กู้หรือยืมเงินในหรือนอกราชอาณาจักร

(๕) ออกหุ้นกู้ ตั๋วเงิน หรือตราสารแห่งหนี้

(๖) ลงทุนในหลักทรัพย์ของรัฐบาล

หรือองค์การของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ

(๗)

มีเงินฝากไว้ในสถาบันการเงินตามที่คณะกรรมการเห็นว่าจำเป็นและสมควร

(๘)

กระทำการอื่นบรรดาที่เกี่ยวกับหรือเนื่องในการจัดการให้สำเร็จตามวัตถุประสงค์ของบรรษัท

มาตรา ๙

มาตรา ๙

ให้กำหนดทุนของบรรษัทเป็นจำนวนหุ้นสามัญสิบล้านหุ้นมีมูลค่าหุ้นละหนึ่งร้อยบาทรวมเป็นทุนหนึ่งพันล้านบาท

โดยบรรษัทจะได้รับทุนประเดิมจำนวนนี้จากรัฐบาล และให้กระทรวงการคลังเป็นผู้ถือหุ้น

มาตรา ๑๐

มาตรา ๑๐

ในกรณีที่บรรษัทมีผลขาดทุนถึงจำนวนที่ทำให้เงินกองทุนของบรรษัทลดลงเหลือต่ำกว่าร้อยละสิบของสินทรัพย์ทั้งสิ้น

ให้บรรษัทดำเนินการเพิ่มทุน

การเพิ่มทุนของบรรษัทให้ทำได้โดยการออกหุ้นสามัญใหม่

ทั้งนี้ โดยอนุมัติของคณะรัฐมนตรี

ให้บรรษัทเสนอต่อประชาชนหรือบุคคลใด ๆ

ตามแต่บรรษัทจะกำหนดให้เข้าชื่อซื้อหุ้นที่ระบุในวรรคสอง ตามเวลา วิธีการ

และจำนวนที่บรรษัทกำหนด และให้บรรษัทจัดออกหุ้นเหล่านั้นได้

มาตรา ๑๑

มาตรา ๑๑

เงินที่ใช้หมุนเวียนในการดำเนินกิจการประกอบด้วย

(๑) เงินกองทุนของบรรษัท

(๒) เงินกู้ยืมจากในและนอกราชอาณาจักร

(๓) รายได้ของบรรษัท

(๔) เงินที่มีผู้มอบให้

คณะกรรมการและการจัดการ

มาตรา ๑๒

มาตรา ๑๒

ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่งเรียกว่า “คณะกรรมการบรรษัทบริหารสินทรัพย์สถาบันการเงิน”

ประกอบด้วยประธานกรรมการคนหนึ่ง และกรรมการอื่นอีกหกคนซึ่งรัฐมนตรีเป็นผู้แต่งตั้งโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี

และผู้จัดการเป็นกรรมการและเลขานุการ

ในกรณีที่มีการนำหุ้นออกขายแก่ประชาชนหรือบุคคลใด

ๆ ให้มีการเปลี่ยนแปลงกรรมการตามมติที่ประชุมผู้ถือหุ้น

มิให้นำมาตรา ๕ (๒)

แห่งพระราชบัญญัติคุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. ๒๕๑๘

มาใช้บังคับกับการดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ และกรรมการอื่น

มาตรา ๑๓

มาตรา ๑๓

ผู้มีลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ ต้องห้ามมิให้เป็นกรรมการ

(๑) เป็นหรือเคยเป็นบุคคลล้มละลาย

(๒)

เคยได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ

(๓) เป็นข้าราชการการเมือง

ที่ปรึกษาพรรคการเมือง กรรมการบริหารพรรคการเมือง หรือเจ้าหน้าที่ในพรรคการเมือง

(๔) เป็นกรรมการหรือผู้บริหารหรือผู้มีอำนาจในการจัดการของสถาบันการเงิน

(๕)

เป็นหรือเคยเป็นลูกหนี้ด้อยคุณภาพของสถาบันการเงินตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยได้กำหนดไว้

มาตรา ๑๔

มาตรา ๑๔

กรรมการมีวาระอยู่ในตำแหน่งคราวละสามปี

ในกรณีที่กรรมการพ้นจากตำแหน่งก่อนวาระ

ให้ผู้ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งแทนอยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของกรรมการซึ่งได้รับแต่งตั้งไว้แล้ว

เมื่อครบกำหนดตามวาระดังกล่าวในวรรคหนึ่ง

หากยังมิได้มีการแต่งตั้งกรรมการขึ้นใหม่ให้กรรมการซึ่งพ้นจากตำแหน่งตามวาระนั้นอยู่ในตำแหน่ง

เพื่อดำเนินงานต่อไปจนกว่ากรรมการซึ่งได้รับแต่งตั้งใหม่เข้ารับหน้าที่

กรรมการซึ่งพ้นจากตำแหน่งตามวาระอาจได้รับแต่งตั้งอีกได้แต่ไม่เกินสองวาระติดต่อกัน

มาตรา ๑๕

มาตรา ๑๕

นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระตามมาตรา ๑๔ กรรมการพ้นจากตำแหน่งเมื่อ

(๑) ตาย

(๒) ลาออก

(๓)

รัฐมนตรีให้ออกเพราะบกพร่องหรือไม่สุจริตต่อหน้าที่ หรือหย่อนความสามารถ

(๔) เป็นบุคคลล้มละลาย

(๕)

เป็นคนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถ

(๖)

ได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ

มาตรา ๑๖

มาตรา ๑๖

การประชุมคณะกรรมการต้องมีกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมดจึงจะเป็นองค์ประชุม

ถ้าประธานกรรมการไม่อยู่ในที่ประชุม

ให้กรรมการที่มาประชุมเลือกกรรมการคนหนึ่งเป็นประธานในที่ประชุม

การวินิจฉัยชี้ขาดของที่ประชุมให้ถือเสียงข้างมาก

กรรมการคนหนึ่งให้มีเสียงหนึ่งในการลงคะแนนถ้าคะแนนเสียงเท่ากันให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด

มาตรา ๑๗

มาตรา ๑๗

คณะกรรมการมีอำนาจหน้าที่วางนโยบายและควบคุมดูแลโดยทั่วไปซึ่งกิจการของบรรษัทภายในกรอบวัตถุประสงค์ตามมาตรา

๗ อำนาจหน้าที่เช่นว่านี้ให้รวมถึง

(๑) กำหนดข้อบังคับเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคล

เงินตอบแทน และค่าใช้จ่าย

(๒) กำหนดข้อบังคับเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้าง

การเงิน ทรัพย์สิน และการบัญชีรวมทั้งการตรวจสอบและสอบบัญชีภายใน

(๓)

กำหนดข้อบังคับเกี่ยวกับการบริหารงานและการดำเนินกิจการ

(๔) ประกาศกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการประเมินราคาสินทรัพย์และหลักประกันที่บรรษัทจะรับซื้อหรือรับโอน

(๕) พิจารณาให้ความเห็นชอบงบประมาณของบรรษัท

มาตรา ๑๘

มาตรา ๑๘

คณะกรรมการมีอำนาจแต่งตั้งและถอดถอนผู้จัดการด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรี

ผู้จัดการต้องสามารถปฏิบัติงานเต็มเวลาให้แก่บรรษัทและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา

๑๓

การแต่งตั้งและถอดถอนผู้จัดการตามวรรคหนึ่งต้องประกอบด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสามในสี่ของกรรมการทั้งหมด

มิให้นำมาตรา ๙ (๒)

แห่งพระราชบัญญัติคุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. ๒๕๑๘

มาใช้บังคับกับการดำรงตำแหน่งผู้จัดการ

มาตรา ๑๙

มาตรา ๑๙

ผู้จัดการมีอำนาจหน้าที่ดำเนินกิจการของบรรษัทให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์และอำนาจหน้าที่ของบรรษัท

และตามนโยบายหรือข้อบังคับที่คณะกรรมการกำหนด

ในกิจการของบรรษัทที่เกี่ยวกับบุคคลภายนอก

ให้ผู้จัดการเป็นผู้แทนของบรรษัท และเพื่อการนี้ผู้จัดการจะมอบอำนาจให้ตัวแทนหรือบุคคลใดกระทำกิจการเฉพาะอย่างแทนก็ได้

แต่ต้องเป็นไปตามข้อบังคับที่คณะกรรมการกำหนด

มาตรา ๒๐

มาตรา ๒๐

ให้กรรมการได้รับประโยชน์ตอบแทนตามที่รัฐมนตรีกำหนด

มาตรา ๒๑

มาตรา ๒๑

ในการรับซื้อหรือรับโอนสินทรัพย์ของสถาบันการเงิน บรรษัทอาจจัดให้มีการประเมินราคาสินทรัพย์นั้นโดยนิติบุคคลซึ่งประกอบธุรกิจการประเมินราคาอิสระหรือผู้มีวิชาชีพที่ปรึกษาทางการเงิน

ในการนี้ให้คำนึงถึงกระแสรายรับที่จะเกิดขึ้นในอนาคตด้วย

และการรับซื้อหรือรับโอนสินทรัพย์ดังกล่าวต้องไม่เกินราคาตลาดหรือราคาประเมินกลาง

มาตรา ๒๒

มาตรา ๒๒

การโอนและการรับโอนสินทรัพย์ ตลอดจนสิทธิจำนองสิทธิจำนำ หรือหลักประกันอย่างอื่น

ให้บรรษัทและบุคคลที่เกี่ยวข้องได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องบรรดาที่เกิดขึ้นเนื่องในการโอนและรับโอนสินทรัพย์หรือหลักประกันของสินทรัพย์ดังกล่าว

มาตรา ๒๓

มาตรา ๒๓

การโอนสิทธิเรียกร้องทั้งหมดหรือบางส่วนของสถาบันการเงิน องค์การหรือ อบส.

ไปยังบรรษัท และการโอนสิทธิเรียกร้องทั้งหมดหรือบางส่วนของบรรษัทไปยังสถาบันการเงินองค์การ

หรือ อบส. ให้กระทำได้โดยไม่ต้องบอกกล่าวการโอนไปยังลูกหนี้ตามมาตรา ๓๐๖

แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แต่ไม่กระทบกระเทือนสิทธิของลูกหนี้ที่จะยกข้อต่อสู้ตามมาตรา

๓๐๘ วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

การกำกับ การดำเนินงาน

และการควบคุม

มาตรา ๒๔

มาตรา ๒๔

ให้รัฐมนตรีมีอำนาจหน้าที่กำกับโดยทั่วไปซึ่งกิจการของบรรษัท เพื่อการนี้จะสั่งให้บรรษัทชี้แจงข้อเท็จจริง

แสดงความคิดเห็น ทำรายงาน ตลอดจนสั่งสอบสวนข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับการดำเนินงานได้

มาตรา ๒๕

มาตรา ๒๕

ในกรณีที่บรรษัทขอให้กระทรวงการคลังค้ำประกันเงินกู้ที่บรรษัทกู้ยืมเงินจากแหล่งให้กู้ยืมในหรือนอกราชอาณาจักร

ให้กระทรวงการคลังมีอำนาจค้ำประกันเงินกู้นั้นได้ แต่จำนวนเงินกู้ที่จะค้ำประกันเมื่อรวมกับต้นเงินกู้ที่การค้ำประกันของกระทรวงการคลังยังค้างอยู่ต้องไม่เกินสิบสองเท่าของเงินกองทุนของบรรษัทเมื่อคำนวณเป็นเงินตราไทย

ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นการค้ำประกันตามอำนาจที่มีอยู่ในกฎหมายใด

การคำนวณเงินตราต่างประเทศเป็นเงินตราไทยเพื่อทราบยอดรวมของเงินกู้ตามวรรคหนึ่งให้ใช้อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราตามอัตราอ้างอิงประจำวันที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดไว้ในวันทำสัญญา

การจัดสรรกำไร

มาตรา ๒๖

มาตรา ๒๖

ในกรณีที่บรรษัทมีผลกำไร หลังจากหักผลขาดทุนสะสมออกแล้ว ให้จัดสรรไว้เป็นเงินกองทุนของบรรษัท

จนกว่าเงินกองทุนของบรรษัทจะมีจำนวนไม่น้อยกว่าร้อยละยี่สิบห้าของสินทรัพย์ทั้งสิ้น

ส่วนที่เหลืออาจจ่ายเป็นเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นและนำส่งเข้าเป็นรายได้ของแผ่นดินตามสัดส่วนของเงินที่ลงทุนตามที่คณะรัฐมนตรีกำหนด

การสอบและตรวจบัญชี

มาตรา ๒๗

มาตรา ๒๗

ให้บรรษัทวางและรักษาไว้ซึ่งระบบบัญชีอันถูกต้องและจัดให้มีระบบการควบคุมและตรวจสอบภายใน

มาตรา ๒๘

มาตรา ๒๘

ให้บรรษัทจัดทำงบดุลและบัญชีกำไรและขาดทุนทุกงวดหกเดือน

มาตรา ๒๙

มาตรา ๒๙

ให้รัฐมนตรีมีอำนาจแต่งตั้งสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน หรือบุคคลอื่นเป็นผู้สอบบัญชีของบรรษัท

ทำการตรวจสอบบัญชีรวมทั้งการเงินทุกประเภทและเสนอรายงานผลการตรวจสอบบัญชีต่อรัฐมนตรี

มาตรา ๓๐

มาตรา ๓๐

ให้บรรษัทรายงานกิจการประจำปี งบดุล บัญชีกำไรและขาดทุน ซึ่งผู้สอบบัญชีตามมาตรา

๒๙ รับรองแล้วต่อรัฐมนตรีภายในสี่เดือนนับแต่วันสิ้นงวดการบัญชีเพื่อรายงานให้คณะรัฐมนตรีทราบ

และให้รัฐมนตรีประกาศรายงานงบดุลและบัญชีดังกล่าวโดยเปิดเผย

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

พลเอก

ชวลิต ยงใจยุทธ

นายกรัฐมนตรี

หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกำหนดฉบับนี้ คือ

โดยที่ในการแก้ไขปัญหาระบบสถาบันการเงินและฟื้นฟูสถานะการดำเนินการของสถาบันการเงินบางแห่งที่ประสบปัญหา

โดยการจัดตั้งองค์การของรัฐขึ้นเพื่อทำหน้าที่รับผิดชอบในการดำเนินมาตรการดังกล่าวอย่างเป็นระบบตามแนวทางสากล

จำเป็นต้องจัดตั้งบรรษัทบริหารสินทรัพย์สถาบันการเงินขึ้นเพื่อเป็นเครื่องมือในการบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพของสถาบันการเงินดังกล่าวอันเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน

และโดยที่เป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้ในอันจะรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ

จึงจำเป็นต้องตราพระราชกำหนดนี้

พรพิมล/แก้ไข

๙ พ.ย ๒๕๔๔

A+B (C)

นวพร/แก้ไข

๓๐ ธ.ค. ๒๕๔๗

[๑]

รก.๒๕๔๐/๖๐ก/๑๔/๒๔ ตุลาคม ๒๕๔๐

30 มาตรา

อ้างอิงกฎหมายนี้

พระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์สถาบันการเงิน พ.ศ. 2540 (Office of the Council of State). Retrieved via LawPlayer, https://lawplayer.com/th/act/pythainlp_74c108032981594a

ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).

Thai official texts excluded from copyright (Copyright Act B.E. 2537 s.7);開放資料層 CC BY 署名

本頁資料來源:สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (OCS)·整理提供:法律人 LawPlayer· lawplayer.com