คำชี้แจง
คำชี้แจง[๑]
ตั้งแต่เริ่มประกาศใช้กฎอัยการศึกทุกจังหวัดทั่วราชอาณาจักรเมื่อวันที่
๑๐ ธันวาคม ๒๔๘๔ เวลา ๒๐.๔๕ นาฬิกา เป็นต้นมา
ผู้กระทำผิดอาญาทั้งปวงย่อมถูกฟ้องยังศาลทหารตามกฎอัยการศึกทั้งสิ้น
ต่อมาได้มีประกาศกองบัญชาการทหารสูงสุด (ฉบับที่
๑) บังคับใช้ตั้งแต่วันที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๔๘๕
ให้ศาลพลเรือนมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอาญาดังที่ระบุไว้ในประกาศนั้นได้
ซึ่งคดีเหล่านี้มีคดีความผิดฐานใช้อำนาจและตำแหน่งหน้าที่ในทางทุจริต
และคดีความผิดเกี่ยวแก่ความเท็จรวมอยู่ด้วย
ดังนั้น ตั้งแต่วันที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๔๘๕
เป็นต้นมา คดีความผิดตามประกาศกองบัญชาการทหารสูงสุด ฉบับที่ ๒ นี้
จึงฟ้องที่ศาลพลเรือนเรื่อยมา
แต่บัดนี้ได้มีประกาศกองบัญชาการทหารสูงสุด
ฉบับที่ ๒ นี้ สั่งให้ฟ้องคดีความผิดดังกล่าวยังศาลทหารดังเดิมอีก
ประกาศนี้ได้กำหนดไว้ดังจะแยกอธิบายได้เป็นตอน ๆ
ดังนี้
๑. ความผิดดังที่ระบุไว้ในประกาศฉบับที่ ๒ นี้
ซึ่งเกิดขึ้นตั้งแต่วันบังคับใช้ประกาศฉบับที่ ๒ นี้เป็นต้นไป
ต้องฟ้องศาลทหารทั้งสิ้น
๒. ถ้าความผิดเกิดขึ้นภายหลังวัน เวลา ประกาศ
กฎอัยการศึก คือ วันที่ ๑๐ ธันวาคม ๒๔๘๔ เวลา ๒๐.๔๕ นาฬิกาเป็นต้นมาจนบัดนี้
และต่อๆ ไป ถ้ายังมิได้ฟ้อง ก็ให้ฟ้องที่ศาลทหาร (มีผลย้อนหลัง)
๓.
ถ้าความผิดเกิดขึ้นระหว่างภายหลังวันบังคับใช้ประกาศ ฉบับที่ ๑ คือวันที่ ๒๕
มิถุนายน ๒๔๘๕ ถึงวันบังคับใช้ตามประกาศฉบับที่ ๒ นี้
ถ้าได้ฟ้องไว้ยังศาลพลเรือนก่อนวันใช้ประกาศฉบับที่ ๒ นี้บังคับแล้ว
ก็เป็นอันให้ศาลพลเรือนพิจารณาพิพากษาต่อไปได้จนคดีถึงที่สุด
๔.
ส่วนความผิดที่เกิดขึ้นภายหลังวันประกาศใช้กฎอัยการศึก (วันที่ ๑๐ ธันวาคม ๒๔๘๔)
จนวันบังคับใช้ประกาศฉบับที่ ๑ (วันที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๔๘๕) นั้น
ย่อมต้องขึ้นศาลทหารอยู่แล้วเสมอไป
นายพลอากาศตรี ภ. เกสสำลี
เสนาธิการกองทัพสนาม
สุกัญญา/พิมพ์
๑๓
มีนาคม ๒๕๕๐
ฐิติพงษ์/ตรวจ
๑๓
มีนาคม ๒๕๕๐
[๑] ราชกิจจานุเบกษา
เล่ม ๕๙/ตอนที่ ๕๒/หน้า ๑๔๒๖/๔ สิงหาคม ๒๔๘๕