法律人 LawPlayer logo

資料由法律人 LawPlayer整理提供·กฎหมายไทย / LawPlayer จากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

adminRule

ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ สนส. 11/2563 เรื่อง การกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการประกอบธุรกิจบัตรเครดิต

เลขที่
วันที่ประกาศ
จำนวนมาตรา
1
มาตรา ทั้งฉบับ

ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย

ที่ สนส. 11/ 2563

เรื่อง การกําหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการประกอบธุรกิจบัตรเครดิต

อื่นๆ - 1. เหตุผลในการออกประกาศ

ธุรกิจบัตรเครดิตเป็นหนึ่งในธุรกิจที่อํานวยความสะดวกในการชําระเงินเพื่อซื้อสินค้าและบริการในชีวิตประจําวันแทนการชําระด้วยเงินสดจึงเป็นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับประชาชนจํานวนมาก ภาครัฐโดยกระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทยจึงได้เข้ามากํากับดูแลการประกอบธุรกิจบัตรเครดิตตั้งแต่ พ.ศ. 2545 เพื่อดูแลหนี้ครัวเรือนให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมและไม่ส่งเสริมให้ผู้บริโภคก่อหนี้สินเกินตัวตลอดจนเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคจากการถูกเรียกเก็บดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมที่ไม่เป็นธรรม รวมทั้งเพื่อให้ผู้ประกอบธุรกิจทั้งที่เป็นธนาคารพาณิชย์และผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตที่มีใช่สถาบันการเงินอยู่ภายใต้หลักเกณฑ์การกํากับดูแลที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน

การปรับปรุงประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยในครั้งนี้ เพื่อกําหนดคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตที่มิใช่สถาบันการเงิน ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ กรรมการ ผู้มีอํานาจในการจัดการของผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตที่มิใช่สถาบันการเงิน และกรรมการ หุ้นส่วนผู้จัดการผู้มีอํานาจในการจัดการของบริษัทแม่ของผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตที่มิใช่สถาบันการเงิน เพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบธุรกิจมีหลักธรรมาภิบาลที่ดี (Good Corporate Governance) และเพื่อปรับลดอัตรารวมสูงสุดของดอกเบี้ย เบี้ยปรับ ค่าปรับ ค่าบริการ และค่าธรรมเนียมใด ๆ ที่สถาบันการเงินและผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตที่มิใช่สถาบันการเงินอาจเรียกเก็บจากลูกหนี้เหลือร้อยละ 16 ต่อปี ตามที่ พ.ร.บ. ธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 และที่แก้ไขเพิ่มเติม และประกาศกระทรวงการคลังว่าด้วยกิจการที่ต้องขออนุญาตตามข้อ 5 แห่งประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 (เรื่อง ธุรกิจบัตรเครดิต) กําหนดให้ธนาคารแห่งประเทศไทยมีอํานาจกําหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับอัตรารวมสูงสุดของดอกเบี้ยเบี้ยปรับ ค่าปรับ ค่าบริการ และค่าธรรมเนียมใด ๆ ที่สถาบันการเงินและผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตที่มิใช่สถาบันการเงินอาจเรียกเก็บจากลูกหนี้ได้ตามความเหมาะสมของภาวะเศษฐกิจ นอกจากนี้ธนาคารแห่งประเทศไทยได้รวมหลักเกณฑ์ที่ใช้บังคับกับสถาบันการเงินและผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตที่มิใช่สถาบันการเงินไว้ในประกาศฉบับเดียวกัน

อื่นๆ - 2. อํานาจตามกฎหมาย

2.1 อาศัยอํานาจตามความในมาตรา 38 มาตรา 39 มาตรา 40 มาตรา 41 มาตรา 46 มาตรา 47 และมาตรา 71 แห่งพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 ธนาคารแห่งประเทศไทยออกข้อกําหนดเกี่ยวกับหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการประกอบธุรกิจบัตรเครดิต ให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติตามที่กําหนดในประกาศฉบับนี้

2.2 อาศัยอํานาจตามความในข้อ 2 ข้อ 4 ข้อ 7 ข้อ 10 ข้อ 11 และข้อ 16 แห่ง ประกาศกระทรวงการคลังว่าด้วยกิจการที่ต้องขออนุญาตตามข้อ 5 แห่งประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 (เรื่อง ธุรกิจบัตรเครดิต ธนาคารแห่งประเทศไทยออกข้อกําหนดเกี่ยวกับหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการประกอบธุรกิจบัตรเครดิต ให้ผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตที่มิใช่สถาบันการเงินปฏิบัติตามที่กําหนดในประกาศฉบับนี้

อื่นๆ - 3. ประกาศและหนังสือเวียนที่ยกเลิก

3.1 ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยที่ สนส. 12/2560 เรื่อง การกําหนดหลักเกณฑ์วิธีการ และเงื่อนไขในการประกอบธุรกิจบัตรเครดิตของธนาคารพาณิชย์ ลงวันที่ 17 กรกฎาคม 2560

3.2 ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยที่ สนส. 13/2560 เรื่อง การกําหนดหลักเกณฑ์วิธีการ และเงื่อนไขในการประกอบธุรกิจบัตรเครดิตสําหรับผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตที่มิใช่สถาบันการเงิน ลงวันที่ 17 กรกฎาคม 2560

3.3 หนังสือเวียนที่ ฝนส. (21 ว. 17/2563 เรื่อง ซักซ้อมความเข้าใจหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขในการประกอบธุรกิจบัตรเครดิต ลงวันที่ 7 มกราคม 2563

อื่นๆ - 4. ขอบเขตการบังคับใช้

ประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับกับธนาคารพาณิชย์ตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจสถาบันการเงินและผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตที่มิใช่สถาบันการเงินตามประกาศกระทรวงการคลังว่าด้วยกิจการที่ต้องขออนุญาตตามข้อ 5 แห่งประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 (เรื่อง ธุรกิจบัตรเครดิต)

อื่นๆ - 5. เนื้อหา

5.1 คําจํากัดความ

5.1.1 "บัตรเครดิต" หมายความว่า บัตรอิเล็กทรอนิกส์ที่ผู้ประกอบธุรกิจออกให้แก่ผู้บริโภคตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ผู้ประกอบธุรกิจกําหนด เพื่อใช้ชําระค่าสินค้า ค่าบริการ หรือค่าอื่นใดแทนการชําระด้วยเงินสด หรือเพื่อใช้เบิก ถอน โอน หรือทําธุรกรรมอื่นใดที่เกี่ยวกับเงิน และผู้ประกอบธุรกิจจะเรียกให้ผู้บริโภคชําระเงินในภายหลัง

ทั้งนี้ ไม่รวมถึง บัตรที่ได้มีการชําระค่าสินค้า ค่าบริการ หรือค่าอื่นใดไว้ล่วงหน้าและบัตรที่ผู้บริโภคไม่ต้องชําระค่าธรรมเนียม ค่าบริการ ดอกเบี้ย หรือค่าอื่นใด อันเนื่องจากการใช้บัตรดังกล่าวในทุกกรณี

5.1.2 "บัตรอิเล็กทรอนิกส์ " หมายความว่า บัตรอิเล็กทรอนิกส์ตามประมวลกฎหมายอาญา

5.1.3 "บัตรหลัก" หมายความว่า บัตรเครดิตที่ผู้ประกอบธุรกิจออกให้แก่ผู้บริโภคที่เป็นผู้มีรายได้หรือฐานะทางการเงินเพียงพอสําหรับการชําระหนี้ตามบัตรเครดิตได้

5.1.4 "บัตรเสริม" หมายความว่า บัตรเครดิตที่ผู้ประกอบธุรกิจออกให้แก่ผู้บริโภคที่ผู้ถือบัตรหลักยินยอมให้ใช้จ่ายเงินภายในวงเงินของผู้ถือบัตรหลัก และผู้ถือบัตรหลักจะเป็นผู้รับผิดชอบชําระหนี้อันเกิดจากบัตรเสริมทั้งหมด

5.1.5 "บัตรเครดิตเพื่อธุรกิจ" (Business Card / Corporate Card) หมายความว่า บัตรเครดิตประเภทที่ผู้ประกอบธุรกิจออกให้ตามความประสงค์และคําขอของหน่วยงานราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือกิจการ โดยที่องค์กรหรือกิจการข้างต้นจะเป็นผู้รับผิดชอบชําระหนี้อันเกิดจากการใช้บัตรเครดิตนั้น

5.1.6 "ผู้บริโภค" หมายความว่า ผู้บริโภคตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองผู้บริโภค

5.1.7 "ผู้ประกอบธุรกิจ" หมายความว่า ธนาคารพาณิชย์และผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตที่มิใช่สถาบันการเงิน

5.1.8 "ผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตที่มิใช่สถาบันการเงิน" หมายความว่า ผู้ซึ่งได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิต ตามประกาศกระทรวงการคลังว่าด้วยกิจการที่ต้องขออนุญาตตามข้อ 5 แห่งประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 (เรื่อง ธุรกิจบัตรเครดิต)

5.2 หลักการ

ในการประกอบธุรกิจบัตรเครดิต ให้ผู้ประกอบธุรกิจถือปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การกํากับดูแลตามกรอบหลักการ (guiding principles) ดังต่อไปนี้

5.2.1 การออกบัตรเครดิตควรพิจารณาให้แก่ผู้ที่มีแหล่งรายได้หรือมีความสามารถเพียงพอในการชําระหนี้ ไม่กระตุ้นการก่อหนี้ที่ไม่จําเป็น และคํานึงถึงความสามารถในการดํารงชีพของผู้บริโภคภายหลังการอนุมัติธุรกรรมดังกล่าว

5.2.2 การเรียกเก็บดอกเบี้ย เบี้ยปรับ ค่าปรับ ค่าบริการ ค่าธรรมเนียม และค่าใช้จ่ายใด ๆ จากผู้บริโภคควรคํานึงถึงต้นทุนที่แท้จริง ในอัตราที่เป็นธรรม ไม่เอาเปรียบผู้บริโภครวมทั้งให้บริการแก่ผู้บริโภคอย่างเหมาะสมและเป็นธรรม

5.3 คุณสมบัติผู้ประกอบธุรกิจและการยื่นคําขออนุญาตการประกอบธุรกิจ

ผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตที่มิใช่สถาบันการเงิน ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ กรรมการ ผู้มีอํานาจในการจัดการของผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตที่มิใช่สถาบันการเงิน รวมถึงกรรมการ หุ้นส่วนผู้จัดการผู้มีอํานาจในการจัดการของบริษัทแม่ของผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตที่มิใช่สถาบันการเงินจะต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง กิจการที่ต้องขออนุญาตตามข้อ 5 แห่งประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 (เรื่อง ธุรกิจบัตรเครดิต)

ทั้งนี้ ในการยื่นคําขออนุญาตเป็นผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตที่มิใช่สถาบันการเงินต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้ยื่นผ่านธนาคารแห่งประเทศไทย ตามแบบยื่นคําขออนุญาตประกอบธุรกิจและจัดส่งตามช่องทางที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนดในคู่มือประชาชน

5.4 หลักเกณฑ์การประกอบธุรกิจ

5.4.1 คุณสมบัติของผู้ถือบัตรเครดิต

(1) ผู้ถือบัตรหลัก

ผู้ประกอบธุรกิจจะออกบัตรหลักให้แก่ผู้บริโภคได้ เมื่อผู้บริโภคมีคุณสมบัติเป็นไปตามเงื่อนไขข้อใดข้อหนึ่งดังนี้

(1.1) มีรายได้จากแหล่งที่มาต่าง ๆ รวมกันไม่ต่ํากว่า 15,000 บาท ต่อเดือน หรือไม่ต่ํากว่า 180,000 บาทต่อปี โดยต้องแสดงหลักฐานที่แน่ชัดเกี่ยวกับแหล่งที่มาของรายได้

(1.2) มีรายได้หรือเคยมีรายได้จากการทํามาหาได้ของตนเองโดยพิจารณาจากกระแสเงินสดหมุนเวียนในบัญชีเงินฝากซึ่งฝากไว้กับสถาบันการเงินที่สามารถรับฝากเงินจากประชาชนได้ตามกฎหมายย้อนหลังเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 6 เดือน โดยอย่างน้อยจะต้องมีกระแสเงินสดหมุนเวียนเข้าเฉลี่ยไม่ต่ํากว่า 15,000 บาทต่อเดือน ซึ่งผู้ประกอบธุรกิจพิจารณาแล้วเห็นว่าเป็นผู้มีฐานะทางการเงินเพียงพอที่จะชําระเงินตามบัตรเครดิตได้

(1.3) มีเงินฝากที่ธนาคารพณิชย์หรือตราสารแสดงสิทธิในหนี้ที่ออกโดยธนาคารพาณิชย์ หน่วยงานของรัฐหรือรัฐวิสาหกิจที่มีกฎหมายเฉพาะจัดตั้งขึ้น เป็นหลักประกันเต็มวงเงินของบัตรเครดิตที่อนุมัติ

(1.4) มีเงินฝากประจําที่สถาบันการเงินที่สามารถรับฝากเงินจากประชาชนได้ตามกฎหมายย้อนหลังเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 6 เดือน ไม่น้อยกว่า 500,000 บาท

(1.5) มีเงินฝากประจําที่สหกรณ์ออมทรัพย์ย้อนหลังเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 6 เดือน ไม่น้อยกว่า 1,000,000 บาท

(1.6) มีเงินฝากออมทรัพย์ที่สถาบันการเงินที่สามารถรับฝากเงินจากประชาชนได้ตามกฎหมาย หรือลงทุนในตราสารแสดงสิทธิในหนี้ หรือลงทุนในกองทุนรวม อย่างใดอย่างหนึ่งหรือรวมกันหรือเมื่อรวมกับเงินฝากประจําที่สถาบันการเงินที่สามารถรับฝากเงินจากประชาชนได้ตามกฎหมายย้อนหลังเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 6 เดือน ไม่น้อยกว่า 1,000,000 บาท

(1.7) มีเงินลงทุนในกองทุนส่วนบุคคลย้อนหลังเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 6 เดือน ไม่น้อยกว่า 1,000,000 บาท

ทั้งนี้ สําหรับผู้ถือบัตรเครดิตก่อนวันที่ 1 เมษายน 2547 ที่มีรายได้จากแหล่งที่มาต่าง ๆ รวมกันต่ํากว่า 15,000 บาทต่อเดือน หรือต่ํากว่า 180,000 บาทต่อปี ผู้ประกอบธุรกิจจะพิจารณาการต่ออายุบัตรเครดิตให้แก่ผู้บริโภคดังกล่าวได้ หากผู้บริโภคดังกล่าวมีประวัติการชําระหนี้ที่ดีต่อเนื่องกัน โดยในรอบ 1 ปีอ้อนหลัง ไม่เคยผิดนัดชําระหนี้เกิน 2 ครั้ง โดยแต่ละครั้งไม่เกิน 30 วัน

(2) ผู้ถือบัตรเสริม

ผู้ประกอบธุรกิจจะออกบัตรเสริมให้กับผู้ที่ไม่มีคุณสมบัติตามข้อ (1.1) - (1.7) ข้างต้นได้ภายใต้สัญญาที่ทํากับผู้ถือบัตรหลัก โดยวงเงินการใช้จ่ายของผู้ถือบัตรเสริมต้องอยู่ภายในวงเงินของผู้ถือบัตรหลักเท่านั้น และผู้ถือบัตรหลักจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบชําระหนี้อันเกิดจากบัตรเสริมทั้งหมด

(3) ผู้ถือบัตรเครดิตเพื่อธุรกิจ

ผู้ประกอบธุรกิจต้องพิจารณาถึงความมั่นคงและฐานะทางการเงินขององค์กรหรือกิจการ โดยไม่จําเป็นต้องตรวจสอบคุณสมบัติของบุคคลที่เป็นผู้ถือบัตรในนามองค์กรหรือกิจการดังกล่าวเป็นรายบุคคล ทั้งนี้ ผู้ประกอบธุรกิจต้องดูแลมิให้มีการยื่นคําขอมีบัตรเครดิตเพื่อธุรกิจเพื่อเป็นช่องทางในการหลีกเลี่ยงหลักเกณฑ์ในเรื่องคุณสมบัติของผู้ถือบัตรเครดิตตามที่กําหนดในข้อ 5.4.1 (1) และการกําหนดวงเงินบัตรเครดิตตามที่กําหนดไว้ในข้อ 5.4.2 (1)

5.4.2 การกําหนดวงเงินบัตรเครดิต

(1) บัตรหลัก

ให้ผู้ประกอบธุรกิจแต่ละแห่งสามารถอนุมัติและกําหนดวงเงินบัตรเครดิตให้แก่ผู้บริโภคแต่ละรายได้ไม่เกินอัตราหรือจํานวนดังต่อไปนี้

(1.1) กรณีผู้บริโภคมีคุณสมบัติเข้าเงื่อนไขตามข้อ 5.4.1 (1.1) และ (1.2)วงเงินบัตรเครดิตต้องไม่เกินอัตราดังนี้

(1.1.1) 1.5 เท่าของรายได้เฉลี่ยต่อเดือนหรือกระแสเงินสดหมุนเวียนเข้าเฉลี่ยต่อเดือนในบัญชีเงินฝาก หากผู้บริโภคมีรายได้เฉลี่ยหรือกระแสเงินสดหมุนเวียนเข้าเฉลี่ยในบัญชีเงินฝาก ต่ํากว่า 30,000 บาทต่อเดือน

(1.1.2) 3 เท่าของรายได้เฉลี่ยต่อเดือนหรือกระแสเงินสดหมุนเวียนเข้าเฉลี่ยต่อเดือนในบัญชีเงินฝาก หากผู้บริโภคมีรายได้เฉลี่ยหรือกระแสเงินสดหมุนเวียนเข้าเฉลี่ยในบัญชีเงินฝาก ตั้งแต่ 30,000 บาทต่อเดือน แต่ต่ํากว่า 50,000 บาทต่อเดือน

(1.1.3) 5 เท่าของรายได้เฉลี่ยต่อเดือนหรือกระแสเงินสดหมุนเวียนเข้าเฉลี่ยต่อเดือนในบัญชีเงินฝาก หากผู้บริโภคมีรายได้เฉลี่ยหรือกระแสเงินสดหมุนเวียนเข้าเฉลี่ยในบัญชีเงินฝาก ตั้งแต่ 50,000 บาทต่อเดือนขึ้นไป

ทั้งนี้ สําหรับผู้ถือบัตรหรือผู้ที่เคยถือบัตรก่อนวันที่ 1 กันยายน 2560 ผู้ประกอบธุรกิจสามารถคงวงเงินเดิมหรือพิจารณาให้วงเงินใหม่ได้โดยรวมแล้วต้องไม่เกิน 5 เท่าของรายได้เฉลี่ยต่อเดือนหรือกระแสเงินสดหมุนเวียนเข้าเฉลี่ยต่อเดือนในบัญชีเงินฝากเว้นแต่เป็นกรณีการเพิ่มวงเงินชั่วคราวกรณีฉุกเฉิน

(1.2) กรณีผู้บริโภคมีคุณสมบัติเข้าเงื่อนไขตามข้อ 5.4.1 (1.3) วงเงินบัตรเครดิตต้องไม่เกินจํานวนเงินฝากหรือมูลค่าตราสารแสดงสิทธิในหนี้ซึ่งเป็นหลักประกัน

(1.3) กรณีผู้บริโภคมีคุณสมบัติเข้าเงื่อนไขตามข้อ 5.4.1 (1.4) และ (1.5) วงเงินบัตรเครดิตต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 10 ของยอดเงินฝากประจํา

(1.4) กรณีผู้บริโภคมีคุณสมบัติเข้าเงื่อนไขตามข้อ 5.9.1 (1.6) วงเงินบัตรเครดิตต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 10 ของยอดเงินฝากประจํา เงินฝากออมทรัพย์ มูลค่าเงินลงทุนในตราสารแสดงสิทธิในหนี้และกองทุนรวม

(1.5) กรณีผู้บริโภคมีคุณสมบัติเข้าเงื่อนไขตามข้อ 5.4.1 (1.7) วงเงินบัตรเครดิตต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 10 ของยอดมูลค่าเงินลงทุนในกองทุนส่วนบุคคล

ทั้งนี้ ให้ผู้บริโภคที่ประสงค์จะขอวงเงินเพิ่ม แจ้งรายละเอียดเกี่ยวกับคุณสมบัติของผู้ถือบัตร รายละเอียดบัตรเครดิต และวงเงินที่ได้รับขณะยื่นขอเพิ่มวงเงินที่ครบถ้วนและถูกต้อง โดยผู้ประกอบธุรกิจต้องแจ้งให้ผู้บริโภครับทราบเกี่ยวกับความสําคัญของการแจ้งข้อมูลดังกล่าวซึ่งมีผลให้ผู้ประกอบธุรกิจอาจบอกเลิกการถือบัตรได้หากต่อมาตรวจพบว่ามีการแจ้งข้อมูลดังกล่าวไม่ถูกต้อง

อนึ่ง ผู้ประกอบธุรกิจอาจพิจารณาเพิ่มวงเงินชั่วคราวเกินกว่าวงเงินที่กําหนดไว้ตามข้อ 5.4.2 (1.1) - (1.5) ให้แก่ผู้บริโภคในกรณีฉุกเฉินได้ เมื่อได้พิจารณาความสามารถในการชําระหนี้ของผู้บริโภคแล้ว โดยในส่วนของการชําระหนี้นั้นให้ถือปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กําหนดในเอกสารแนบ 3 เรื่องการเรียกให้ชําระหนี้และการติดตามทวงถามให้ชําระหนี้ ทั้งนี้ ผู้ประกอบธุรกิจต้องกําหนดนโยบายการพิจารณาให้วงเงินชั่วคราวกรณีฉุกเฉินที่มีความจําเป็นต่อการดํารงชีพเป็นลายลักษณ์อักษร ซึ่งครอบคลุมถึงลักษณะเหตุการณ์ที่ถือว่าเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจําเป็นต่อการดํารงชีพ เงื่อนไขของการอนุมัติ เช่น วงเงิน และระยะเวลาในการผ่อนชําระ รวมถึงแนวทางการพิสูจน์การใช้วงเงินชั่วคราวกรณีฉุกเฉินดังกล่าวของผู้บริโภค นอกจากนี้ ผู้ประกอบธุรกิจต้องมีการระบุอํานาจและหน้าที่ของผู้รับผิดชอบในการอนุมัติวงเงินชั่วคราวกรณีฉุกเฉินดังกล่าว และต้องดูแลมิให้ใช้การพิจารณาเพิ่มวงเงินชั่วคราวดังกล่าวเป็นช่องทางในการหลีกเลี่ยงหลักเกณฑ์การกําหนดวงเงินตามข้อ 5.4.2 (1.1) - (1.5)

(2) บัตรเครดิตเพื่อธุรกิจ

ให้ผู้ประกอบธุรกิจพิจารณากําหนดวงเงินได้ตามความเหมาะสมเช่นเดียวกับการพิจารณาให้สินเชื่อแก่ลูกหนี้ธุรกิจโดยทั่วไป

5.4.3 การเรียกเก็บดอกเบี้ย เบี้ยปรับ ค่าปรับ ค่าบริการ ค่าธรรมเนียมใด ๆ และค่าใช้จ่ายอื่น

(1) ผู้ประกอบธุรกิจอาจเรียกเก็บดอกเบี้ยในหนี้ค้างชําระ หรือดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดชําระหนี้ หรือค่าบริการต่าง ๆ หรือเบี้ยปรับหรือค่าปรับในการชําระหนี้ล่าช้ากว่ากําหนดหรือค่าธรรมเนียมหรือค่าบริการอื่นใดจากผู้บริโภค เมื่อคํานวณรวมกันแล้วต้องไม่เกินร้อยละ 16 ต่อปี (effective rate) โดยผู้ประกอบธุรกิจอาจคํานวณจํานวนวันตั้งแต่วันที่ได้ทดรองจ่ายเงินเพื่อประโยชน์ของผู้บริโภค หรือวันที่สรุปยอดรายการ หรือวันที่ผู้บริโภคต้องชําระเงินหรือถูกหักบัญชีตามใบแจ้งหนี้ก็ได้

(2) ในการให้บริการเบิกถอนเงินสดด้วยบัตรเครดิต ผู้ประกอบธุรกิจอาจเรียกเก็บค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายใด ๆ รวมกันโดยเพิ่มเติมจากดอกเบี้ย เบี้ยปรับ ค่าปรับ ค่าธรรมเนียมและค่าบริการตามข้อ 5.4.3 (1 ได้อีกไม่เกินร้อยละ 3 ของจํานวนเงินสดที่เบิกถอนนั้น

(3) นอกจากดอกเบี้ย เบี้ยปรับ ค่าปรับ ค่าธรรมเนียม และค่าบริการตามข้อ 5.4.3 (1) และ (2) แล้ว ผู้ประกอบธุรกิจอาจเรียกเก็บค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ตามที่ได้จ่ายไปจริงและพอสมควรแก่เหตุได้ ซึ่งต้องเป็นไปตามรายการที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนดตามตารางแนบท้ายประกาศ รวมทั้งมีลักษณะของค่าใช้จ่ายดังกล่าวเป็นไปตามที่กําหนดในเอกสารแนบ 1

ทั้งนี้ ผู้ประกอบธุรกิจต้องไม่นําดอกเบี้ย เบี้ยปรับ ค่าปรับ ค่าบริการค่าธรรมเนียม และค่าใช้จ่ายใด ๆ ตามที่ได้จ่ายไปจริงและพอสมควรแก่เหตุ ตามข้อ 5.9.3 (1) - (3) และภาษีมูลค่าเพิ่มที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการถอนเงินสดด้วยบัตรเครดิตตามข้อ 5.4.3 (2) มารวมกับจํานวนหนี้ที่ค้างชําระเพื่อคิดดอกเบี้ย เบี้ยปรับ และค่าปรับอีก และต้องดูแลมิให้นําการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ หรือปรับเปลี่ยนเงื่อนไขในสัญญาบัตรเครดิตเป็นช่องทางในการหลีกเลี้ยงข้อกําหนดเกี่ยวกับดอกเบี้ย เบี้ยปรับค่าปรับ ค่าบริการ ค่าธรรมเนียมใด ๆ และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับบัตรเครดิตด้วย

5.4.4 การกําหนดนโยบายและแผนงาน

ผู้ประกอบธุรกิจต้องกําหนดนโยบายและเผนงานในการดําเนินธุรกิจบัตรเครดิตโดยควรประกอบด้วยทิศทางและแนวทางในการให้บริการบัตรเครดิต เป้าหมายในการให้บริการแก่ผู้บริโภคตามระดับรายได้ รวมถึงแนวทางการดูแลผู้บริโภค และห้ามผู้ประกอบธุรกิจแจกเงิน สิ่งของ หรือบัตรกํานัลใด ๆ ในการรับสมัครผู้บริโภครายใหม่หรือการอนุมัติบัตรให้ผู้บริโภครายใหม่ เว้นแต่จะมียอดการใช้จ่ายผ่านบัตรแล้วอย่างน้อย 1 งวด

ทั้งนี้ ในกรณีที่ผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตที่มิใช่สถาบันการเงินใช้บริการจากผู้ให้บริการภายนอก (outsourcing) เพื่อลดต้นทุนการดําเนินงานและเพิ่มความคล่องตัวในการประกอบธุรกิจให้มีประสิทธิภาพ ให้สามารถใช้บริการได้เฉพาะในส่วนของงานที่ไม่ใช่งานหลักที่เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ (strategic function) โดยให้ถือปฏิบัติตามเอกสารแนบ 2 ด้วย

5.4.5 การบริหารจัดการความเสี่ยง

ผู้ประกอบธุรกิจต้องจัดให้มีระบบการบริหารจัดการความเสี่ยงในการให้บริการบัตรเครดิต ดังนี้

(1) ระบบการพิจารณาคุณสมบัติของผู้ยื่นขอบัตรเครดิต เพื่อใช้ในการอนุมัติและกําหนดวงเงินบัตรเครดิตตามระดับความสามารถในการชําระหนี้

(2) ระบบการเรียกเก็บหนี้ เพื่อใช้ในการเตือนให้ทราบเมื่อผู้บริโภคเริ่มมีปัญหาในการชําระหนี้หรือไม่สามารถชําระหนี้ได้ตามข้อตกลง ตลอดจนาลยุทธ์ในการเรียกเก็บหนี้ในกรณีต่าง ๆ

(3) ระบบการติดตามพฤติกรรมในการใช้จ่ายและการชําระหนี้ของผู้บริโภคแต่ละราย เพื่อใช้ในการทบทวนหรือเปลี่ยนแปลงวงเงินให้เหมาะสมกับพฤติกรรมและรูปแบบการใช้บัตรของผู้บริโภคแต่ละราย

(4) ระบบสารสนเทศเพื่อการบริหาร เพื่อใช้ในการกําหนดและทบทวนนโยบายและแผนงานเกี่ยวกับการให้บริการบัตรเครดิต

5.4.6 การดูแลผู้บริโภค

ให้ผู้ประกอบธุรกิจถือปฏิบัติตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยการบริหารจัดการด้านการให้บริการแก่ลูกค้าอย่างเป็นธรรม (Market conduct) และถือปฏิบัติเพิ่มเติมในเรื่องการเปิดเผยข้อมูลอัตราดอกเบี้ย เบี้ยปรับ ค่าปรับ ค่าบริการ ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่าย การเรียกให้ชําระหนี้และการติดตามทวงถามให้ชําระหนี้ การเปลี่ยนประเภทหนี้ การปฏิบัติและการจัดการเกี่ยวกับข้อมูลของผู้บริโภค และการปฏิบัติเมื่อมีข้อร้องเรียน โดยรายละเอียดให้เป็นไปตามที่กําหนดในเอกสารแนบ 3

ทั้งนี้ ห้ามผู้ประกอบธุรกิจออกบัตรเครดิต โดยมิได้รับการร้องขอจากผู้ขอมีบัตรหรือผู้บริโภคก่อน (pre-approved)

5.4.7 การจัดทํา จัดเก็บ และจัดส่งข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์

ผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตที่มิใช่สถาบันการเงินสามารถจัดทํา จัดเก็บและจัดส่งข้อมูลต่าง ๆ ตามหลักเกณฑ์ฉบับนี้ ตลอดจนเปิดเผยข้อมูลต่าง ๆ แก่ผู้บริโภคเป็นการทั่วไปหรือเปลี่ยนแปลงการแจ้งข้อมูลต่าง ๆ ให้แก่ผู้บริโภคในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ได้ โดยนําหลักเกณฑ์ตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยการจัดทํา จัดเก็บ และจัดส่งข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ของสถาบันการเงินมาใช้โดยอนุโลม

5.4.8 การย้ายหรือปีดสํานักงานสาขา

ให้ผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตที่มิใช่สถาบันการเงินแจ้งการย้ายหรือปิดสํานักงานสาขา' โดยรายงานในรูปแบบและตามระยะเวลาที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนด และให้ประกาศกําหนดการย้ายหรือปิดสํานักงานสาขาล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 15 วัน โดยอย่างน้อยต้องประกาศไว้ในที่เปิดเผย ณ สํานักงานสาขานั้น ๆ และในช่วงเวลาดําเนินการดังกล่าว ผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตที่มิใช่สถาบันการเงินต้องกําหนดแนวทางการดําเนินการเพื่ออํานวยความสะดวกให้ผู้บริโภคตามความเหมาะสม

5.5 การรายงานข้อมูลต่อธนาคารแห่งประเทศไทย

5.5.1 ผู้ประกอบธุรกิจต้องจัดทําและจัดส่งแบบรายงานในรูปแบบและตามระยะเวลาที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนด รวมถึงจัดทําและจัดส่งรายงานและข้อมูลอื่นเพิ่มเติมเป็นรายกรณีตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยร้องขอ

5.5.2 ผู้ประกอบธุรกิจต้องจัดทําแบบรายงานค่าธรรมเนียมบริการทางการเงินตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนด

5.5.3 ผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตที่มิใช่สถาบันการเงินต้องจัดส่งงบการเงินประจําปีที่ผ่านการตรวจสอบของผู้สอบบัญชีและลงนามรับรองความถูกต้องโดยกรรมการผู้มีอํานาจกระทําการแทนของผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตที่มิใช่สถาบันการเงินมายังธนาคารแห่งประเทศไทยภายใน 180 วันนับจากวันสิ้นงวดบัญชี

5.6 การขออนุญาตธนาคารแห่งประเทศไทย

ธนาคารแห่งประเทศไทยอาจพิจารณาผ่อนผันการปฏิบัติตามหลักเกณฑ์หรือเงื่อนไขเกี่ยวกับการใช้บริการจากผู้ให้บริการภายนอก (outsourcing) และการรายงานข้อมูลต่อธนาคารแห่งประเทศไทยที่กําหนดในประกาศฉบับนี้เป็นรายกรณีได้ โดยผู้ประกอบธุรกิจต้องขออนุญาตผ่อนผันโดยแสดงเหตุผลและความจําเป็นมายังธนาคารแห่งประเทศไทยตามที่กําหนดในคู่มือประชาชนและในการพิจารณาผ่อนผันดังกล่าว ธนาคารแห่งประเทศไทยอาจกําหนดหลักเกณฑ์หรือเงื่อนไขอื่นเพิ่มเติมด้วยก็ได้

5.7 การกําหนดหลักเกณฑ์หรือเงื่อนไขในลักษณะอื่นเป็นการทั่วไป

ในกรณีเหตุจําเป็นที่ส่งผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจหรือกระทบต่อการให้บริการตามปกติของผู้ประกอบธุรกิจ ธนาคารแห่งประเทศไทยอาจพิจารณาผ่อนผันหลักเกณฑ์หรือเงื่อนไขเกี่ยวกับการกําหนดวงเงินบัตรเครดิต การผ่อนชําระหนี้ขั้นต่ําในแต่ละงวด การยกเลิกการใช้บัตรและบัญชีเครดิตของผู้บริโภคกรณีเปลี่ยนประเภทหนี้ การปฏิบัติเมื่อมีเรื่องร้องเรียนจากผู้บริโภคและการประกาศกําหนดการย้ายหรือปิดสํานักงานสาขาที่กําหนดในประกาศฉบับนี้เป็นการทั่วไปได้โดยในการพิจารณาผ่อนผันดังกล่าว ธนาคารแห่งประเทศไทยอาจกําหนดหลักเกณฑ์หรือเงื่อนไขอื่นเพิ่มเติมให้ต้องปฏิบัติด้วยก็ได้

5.8 การกําหนดเงื่อนไขเพิ่มเติม สั่งให้แก้ไข ระงับ หรือเพิกถอนการอนุญาต

ในกรณีผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตที่มิใช่สถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทยอาจสั่งการให้แก้ไข หรือระงับการดําเนิ่นงานในธุรกิจบัตรเครดิตทั้งหมดหรือบางส่วนเป็นการชั่วคราวโดยธนาคารแห่งประเทศไทยอาจกําหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ หรือเงื่อนไขอื่น ๆ ให้ผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตที่มีใช่สถาบันการเงินปฏิบัติด้วยก็ได้ รวมทั้งอาจเสนอความเห็นต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเพื่อพิจารณาเพิกถอนการอนุญาตได้

ทั้งนี้ ในกรณีที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสั่งเพิกถอนการอนุญาตให้ผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตที่มิใช่สถาบันการเงินส่งคืนใบอนุญาตต่อธนาคารแห่งประเทศไทยภายใน 15 วัน

5.9 บทเฉพาะกาล

สําหรับหนี้ที่เกิดจากการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ประกาศนี้มีผลบังคับใช้และมีการกําหนดระยะเวลาการผ่อนชําระไว้อย่างชัดเจน ผู้ประกอบธุรกิจสามารถเรียกเก็บอัตรารวมสูงสุดของดอกเบี้ย เบี้ยปรับ ค่าปรับ ค่าบริการ และค่าธรรมเนียมใด ๆ ได้ตามอัตราที่กําหนดตามสัญญาหรือข้อตกลงนั้นได้จนกว่าจะมีการชําระหนี้ดังกล่าวเสร็จสิ้น

อื่นๆ - 6. วันเริ่มต้นบังคับใช้

ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2563 เป็นต้นไป

ผู้มีอํานาจลงนาม - ประกาศ ณ วันที่ 31 กรกฎาคม 2563

(นายวิรไท สันติประภพ)

ผู้ว่าการ

ธนาคารแห่งประเทศไทย

1 มาตรา

อ้างอิงกฎหมายนี้

ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ สนส. 11/2563 เรื่อง การกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการประกอบธุรกิจบัตรเครดิต (Office of the Council of State). Retrieved via LawPlayer, https://lawplayer.com/th/act/pythainlp_7be8da97cad66d80

ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).

Thai official texts excluded from copyright (Copyright Act B.E. 2537 s.7);開放資料層 CC BY 署名

本頁資料來源:สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (OCS)·整理提供:法律人 LawPlayer· lawplayer.com