ข้อ ๕ สถานพินิจต้องคุ้มครองสิทธิของเด็กหรือเยาวชนตามสิทธิอันพึงมีและต้องไม่ลิดรอนเสรีภาพของเด็กหรือเยาวชนโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือโดยพลการ การควบคุมเด็กหรือเยาวชนไว้ในสถานควบคุมจะกระทำได้ต่อเมื่อกรณีมีความจำเป็นที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงและจะต้องมีระยะเวลาสั้นที่สุดอย่างเหมาะสม
การพิจารณาคำร้องขอปล่อยชั่วคราวเด็กหรือเยาวชนนั้น ผู้อำนวยการจะต้องพิจารณาความจำเป็นในการเอาตัวเด็กหรือเยาวชนไว้โดยพิจารณาชั่งน้ำหนักระหว่างประโยชน์ของรัฐในการรักษาความสงบเรียบร้อยกับสิทธิขั้นพื้นฐานของบุคคลและอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กและให้พึงพิจารณาข้อเหล่านี้ประกอบ
(๑) ความหนักเบาแห่งข้อหาและพฤติการณ์แห่งคดี
(๒) การสืบเสาะที่ได้ดำเนินการไปแล้ว
(๓) โอกาสที่เด็กหรือเยาวชนจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน
(๔) โอกาสที่เด็กหรือเยาวชนจะกลับไปกระทำความผิดอีก
(๕) ความปลอดภัยของเด็กหรือเยาวชนภายหลังได้รับการปล่อยชั่วคราว
(๖) ภัยอันตรายหรือความเสียหายที่อาจเกิดจากการปล่อยชั่วคราว
(๗) โอกาสที่เด็กหรือเยาวชนจะหลบหนี
(๘) ความน่าเชื่อของนายประกัน หรือหลักประกัน
การปล่อยชั่วคราวในคดีที่มีอัตราโทษอย่างสูงให้จำคุกไม่เกินสามปี จะมีโทษปรับหรือไม่ก็ตาม ให้ผู้อำนวยการมีอำนาจปล่อยชั่วคราวโดยไม่มีประกัน[๒]
การปล่อยชั่วคราวในคดีที่มีอัตราโทษอย่างสูงให้จำคุกเกินสามปี แต่ไม่เกินห้าปีจะมีโทษปรับหรือไม่ก็ตาม ให้ผู้อำนวยการมีอำนาจปล่อยชั่วคราวโดยมีประกันแต่ไม่ต้องวางหลักประกัน[๓]
การปล่อยชั่วคราวในคดีที่มีอัตราโทษอย่างสูงให้จำคุกเกินห้าปี จะมีโทษปรับหรือไม่ก็ตาม ผู้อำนวยการจะกำหนดวงเงินตามสัญญาประกันหรือเรียกหลักประกันสูงเกินควรแก่กรณีมิได้[๔]