ข้อ ๑๒
ให้ส่วนราชการในสังกัดองค์การบริหารส่วนตำบลจัดประเภทข้อมูลข่าวสารที่อยู่ในความรับผิดชอบให้เป็นไปตามกฎหมายข้อมูลข่าวสารของราชการ
กฎหมายอื่นและระเบียบของราชการ ดังนี้
(๑) ข้อมูลข่าวสารที่ลงพิมพ์ในราชกิจจานุเบกษา
ได้แก่
(๑.๑) โครงสร้างและการจัดองค์กรในการดำเนินงาน
(๑.๒)
สรุปอำนาจหน้าที่ที่สำคัญและวิธีการดำเนินงาน
(๑.๓) สถานที่ติดต่อเพื่อขอรับข้อมูลข่าวสาร
หรือคำแนะนำในการติดต่อกับหน่วยงานของรัฐ
(๑.๔) กฎ มติคณะรัฐมนตรี ข้อบังคับ คำสั่ง
หนังสือเวียน ระเบียบ แบบแผน นโยบาย หรือการตีความ ทั้งนี้
เฉพาะที่จัดให้มีขึ้นโดยมีสภาพอย่างกฎ
เพื่อให้มีผลเป็นการทั่วไปต่อเอกชนที่เกี่ยวข้อง
(๒) ข้อมูลข่าวสารที่ต้องจัดให้ประชาชนตรวจดูได้
ได้แก่
(๒.๑)
ผลการพิจารณาหรือคำวินิจฉัยที่มีผลโดยตรงต่อเอกชน
รวมทั้งความเห็นแย้งและคำสั่งที่เกี่ยวข้องในการพิจารณาวินิจฉัยดังกล่าว
(๒.๒)
นโยบายหรือการติดตามที่ไม่เข้าข่ายต้องลงพิมพ์ในราชกิจจานุเบกษาตามข้อ ๑๒ (๑.๔)
(๒.๓) แผนงาน โครงการ
และงบประมาณรายจ่ายประจำปีที่กำลังดำเนินการ
(๒.๔)
คู่มือหรือคำสั่งเกี่ยวกับวิธีปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งมีผลกระทบถึงสิทธิหน้าที่ของเอกชน
(๒.๕) สิ่งพิมพ์
ข้อมูลข่าวสารที่ได้มีการจัดพิมพ์เพื่อให้แพร่หลายตามจำนวนพอสมควรแล้ว
และได้มีการลงพิมพ์ในราชกิจจานุเบกษา
(๒.๖) สัญญาสัมปทาน
สัญญาที่มีลักษณะเป็นการผูกขาด ตัดตอน
หรือสัญญาร่วมทุนกับเอกชนในการจัดทำบริการสาธารณะ
(๒.๗) มติคณะรัฐมนตรี หรือมติคณะกรรมการที่แต่งตั้งโดยกฎหมายหรือโดยมติคณะรัฐมนตรี
ทั้งนี้ ให้ระบุชื่อรายงานทางวิชาการ รายงานข้อเท็จจริง
หรือข้อมูลข่าวสารที่นำมาใช้ในการพิจารณาไว้ด้วย
(๓) ข้อมูลข่าวสารอื่น ได้แก่
(๓.๑)
ประกาศประกวดราคาและประกาศสอบราคาของหน่วยงานของรัฐที่หัวหน้าส่วนราชการลงนามแล้ว
เป็นข้อมูลข่าวสารที่หน่วยงานของรัฐต้องจัดไว้ให้ประชาชนเข้าตรวจดูได้ ทั้งนี้
มีกำหนดระยะเวลาไม่น้อยกว่า ๑ ปี นับแต่วันประกาศ
(๓.๒)
ให้ส่วนงานที่รับผิดชอบจัดทำสรุปผลการพิจารณาการจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานเป็นรายเดือนทุก
ๆ เดือน โดยให้มีรายละเอียดเกี่ยวกับงานที่จัดซื้อ จัดจ้าง วงเงินงบประมาณ
วิธีซื้อหรือจ้าง
รายชื่อผู้เข้าเสนอราคาและราคาที่เสนอผู้ได้รับการคัดเลือกและราคา
และเหตุผลที่คัดเลือกผู้เสนอราคารายนั้นโดยสรุป
เพื่อเป็นดัชนีสำหรับการตรวจดูของประชาชน
(๔) ข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล
ส่วนราชการของรัฐจะเปิดเผยข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลที่อยู่ในความควบคุมดูแลของตนต่อหน่วยงานของรัฐแห่งอื่น
หรือผู้อื่น
โดยปราศจากความยินยอมเป็นหนังสือของเจ้าของข้อมูลที่ให้ไว้ล่วงหน้าหรือในขณะนั้นมิได้
เว้นแต่เป็นการเปิดเผย ดังต่อไปนี้
(๔.๑) ต่อเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานเพื่อนำไปใช้ตามอำนาจหน้าที่ของหน่วยงาน
(๔.๒)
เป็นการใช้ข้อมูลตามปกติภายในวัตถุประสงค์ของการจัดให้มีระบบข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลนั้น
(๔.๓) ต่อหน่วยงานของรัฐที่ทำงานด้านการวางแผน
หรือการสถิติ หรือสำมะโนต่าง ๆ ซึ่งมีหน้าที่ต้องรักษาข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลไว้ไม่ให้เปิดเผยต่อไปยังผู้อื่น
(๔.๔) เป็นการให้เพื่อประโยชน์ในการศึกษา วิจัย
โดยไม่ระบุชื่อหรือส่วนที่ทำให้รู้ว่าเป็นข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลที่เกี่ยวกับบุคคลใด
(๔.๕) ต่อหอจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศิลปากร
หรือหน่วยงานอื่นของรัฐเพื่อการตรวจดูคุณค่าในการเก็บรักษา
(๔.๖) ต่อเจ้าหน้าที่ของรัฐเพื่อการป้องกันการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย
การสืบสวน การสอบสวน หรือการฟ้องคดี ไม่ว่าเป็นคดีประเภทใดก็ตาม
(๔.๗)
เป็นการให้ซึ่งจำเป็นเพื่อการป้องกันหรือระงับอันตรายต่อชีวิตหรือสุขภาพของบุคคล
(๔.๘) ต่อศาล และเจ้าหน้าที่ของรัฐ
หรือหน่วยงานของรัฐ หรือบุคคลที่มีอำนาจตามกฎหมายที่จะขอข้อเท็จจริงดังกล่าว
(๔.๙)
กรณีอื่นตามที่คณะกรรมการข้อมูลข่าวสารกำหนด
การเปิดเผยข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลตาม (๔.๑) -
(๔.๙) ให้มีการจัดทำบัญชีแสดงการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล
และเก็บรักษาไว้กับเจ้าหน้าที่ผู้ควบคุมดูแลข้อมูลข่าวสารดังกล่าว
ให้เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบในการควบคุม
ดูแลข้อมูลข่าวสารจัดเก็บรวบรวมบัญชีหรือสำเนาบัญชีแสดงการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลให้เป็นระบบ
กำกับไว้กับข้อมูลข่าวสารนั้นเพื่อความสะดวกในการเก็บรักษาของหน่วยงานของรัฐ
และตรวจสอบของบุคคลที่ขอตรวจดูข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลที่เกี่ยวกับตน
กรณีที่บัญชีแสดงการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลมีส่วนที่เห็นควรไม่เปิดเผยแก่ผู้ขอตรวจดู
หรือยืมอยู่ด้วย
เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบจะตัดรายการใดออกจากรายการในบัญชีที่จะเปิดเผยก็ได้ แต่อย่างน้อยต้องคงรายการที่แสดงลำดับที่
วัน เดือน ปีที่ขอตรวจดูหรือขอยืมไว้
และให้แสดงเหตุผลที่ไม่เปิดเผยไว้ในช่องหมายเหตุด้วย