ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย
ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย
เรื่อง
การอนุญาตให้ธนาคารพาณิชย์ประกอบกิจการ
การให้บริการทางการเงินตามหลักชาริอะฮ์
(Shariah
Banking Services)
๑.
เหตุผลในการออกประกาศ
ตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยได้มีหนังสือที่
ธปท.ง.(ว) ๕๕๔/๒๕๔๑ เรื่อง การประกอบกิจการธนาคารปลอดดอกเบี้ย (Interest-Free
Units) ลงวันที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๑ ไปแล้วนั้น
ปรากฏว่าข้อความในหนังสือดังกล่าวอาจก่อให้เกิดความรู้สึกโน้มเอียงว่า
เป็นบริการที่จัดทำขึ้นเพื่อผู้นับถือศาสนาอิสลามโดยเฉพาะซึ่งโดยหลักการแล้ว
บริการดังกล่าวจะตกอยู่ภายใต้บริการทางการเงินตามหลักชาริอะฮ์ (Shariah
Banking Services) จึงสมควรยกเลิกหนังสือฉบับเดิมและออกประกาศฉบับใหม่เพื่อปรับปรุงข้อความให้สมบูรณ์แบบมากขึ้น
๒.
อำนาจตามกฎหมาย
ธนาคารแห่งประเทศไทยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๙
ทวิ แห่งพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. ๒๕๐๕ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์
(ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๒๒
อนุญาตให้ธนาคารพาณิชย์ประกอบกิจการการให้บริการทางการเงินตามหลักชาริอะฮ์ (Shariah
Banking Services) ตามข้อกำหนดในประกาศนี้
๓.
ขอบเขตการบังคับใช้
ประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับกับธนาคารพาณิชย์ตามกฎหมาย
ว่าด้วยการธนาคารพาณิชย์ทุกธนาคาร ยกเว้นกิจการวิเทศธนกิจ
๔.
เนื้อหา
๔.๑ ให้ยกเลิกหนังสือที่ ธปท.ง(ว) ๕๕๔/๒๕๔๑
เรื่อง การประกอบกิจการธนาคารปลอดดอกเบี้ย (Interest-Free Units)
ลงวันที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๑
๔.๒ กิจการการให้บริการทางการเงินตามหลักชาริอะฮ์
(Shariah Banking Services) หมายวามว่า
กิจการธนาคารตามหลักชาริอะฮ์ ซึ่งธนาคารพาณิชย์สามารถให้บริการได้
ตามความหมายของการธนาคารพาณิชย์ในมาตรา ๔ แห่งกฎหมายการธนาคารพาณิชย์
และธุรกิจที่เกี่ยวกับหรือเนื่องจากการธนาคารพาณิชย์หรือธุรกิจอันเป็นประเพณีที่ธนาคารพาณิชย์พึงกระทำ
และธุรกิจทำนองเดียวกันตามความในมาตรา ๙ ทวิแห่งกฎหมายการธนาคารพาณิชย์
๔.๓
ธนาคารพาณิชย์อาจประกอบกิจการการให้บริการทางการเงินตามหลักชาริอะฮ์
เป็นแผนกหนึ่งต่างหากในสำนักงานธนาคารพาณิชย์ได้
เมื่อได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย
๔.๔ ในการพิจารณาอนุญาต
จะพิจารณาจากฐานะการดำเนินงานของธนาคารพาณิชย์และความพร้อมในการประกอบธุรกิจ
ทั้งด้านบุคลากรและการจัดการทั้งนี้
ธนาคารพาณิชย์ที่ยื่นคำขอจะต้องมีส่วนของผู้ถือหุ้นกรณีธนาคารพาณิชย์ไทยหรือสินทรัพย์ตามมาตรา
๖ กรณีสาขาธนาคารต่างประเทศไม่น้อยกว่า ๑,๐๐๐ ล้านบาท และในคำขออนุญาต
จะต้อมีรายละเอียดอย่างน้อยดังต่อไปนี้
(๑)
สาขาที่จะประกอบกิจการให้บริการทางการเงินหลักชาริอะฮ์
(๒) ทุนดำเนินการเบื้องต้น และวิธีการจัดหา
(๓) ประเภทของเงินฝาก ประเภทเงินให้สินเชื่อ
รวมถึงแนวทางการลงทุนลูรกิจต่างๆ ที่จะให้บริการ รวมทั้งรายละเอียด วิธีปฏิบัติ
การจัดสรรและการจ่ายผลประโยชน์ที่จะได้รับ
(๔)
วิธีการแบ่งแยกเงินทุนของกิจการออกต่างหากจากกิจการธนาคารพาณิชย์ตามปกติ
(๕) ข้อกำหนดในเรื่องการใช้สายงานสนับสนุนต่างๆ
ของธนาคารพาณิชย์เพื่อประโยชน์ของกิจการการให้บริการทางการเงินตามหลักชาริอะฮ์
รวมทั้งการจัดสรรค่าใช้จ่าย เช่น การจัดหาบุคลากร การฝึกอบรมพนักงาน
การตรวจสอบกิจการภายใน และระบบคอมพิวเตอร์ เป็นต้น
(๖) เกณฑ์เกี่ยวกับการบัญชี การรับรูรายได้
ค่าใช้จ่าย และการจัดทำงบการเงินและเอกสารประกอบ
(๗) ขั้นตอน วิธีการดำเนินงานในแต่ละวัน เช่น
การจัดทำเอกสารหลักฐาน การลงบัญชี การกำหนดรหัสบัญชี และการใช้คอมพิวเตอร์
รวมทั้งการออกงบทดลองรายวัน เป็นต้น
๔.๕ ธนาคารพาณิชย์ต้องแจ้งสำนักงานที่ให้บริการ
และวันเปิดทำการกิจการการให้บริการทางการเงินตามหลักชาริอะฮ์ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยทราบล่วงหน้าเป็นเวลาไม่น้อยกว่า
๗ วัน ก่อนวันที่จะเริ่มประกอบกิจการ
๔.๖
ในการประกอบกิจการการให้บริการทางการเงินตามหลักชาริอะฮ์ธนาคารพาณิชย์ต้องจัดสรรเงินที่ได้รับจากการขายหุ้นเพิ่มทุนมาใช้เป็นทุนดำเนินการเบื้องต้น
และเงินทุนของกิจการนี้ต้องปราศจากดอกเบี้ย นอกจากนี้ กิจการการให้บริการทางการเงินตามหลักชาริอะฮ์จะกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินอื่นที่มิใช่ระบบปราศจากดอกเบี้ยไม่ได้
๔.๗ ธนาคารพาณิชย์ต้องแบ่งแยกทรัพย์สิน หนี้สิน
และภาระผูกพันรวมทั้งระบบบัญชีของกิจการการให้บริการทางการเงินตามหลักชาริอะฮ์ออกต่างหากจากกิจการธนาคารพาณิชย์ปกติ
เสมือนหนึ่งเป็นคนละนิติบุคคล
๔.๘
ธนาคารพาณิชย์ต้องประกาศเรื่องการจ่ายหรือการคิดค่าตอบแทนของการดำเนินการต่างๆ
ของกิจการการให้บริการทางการเงินตามหลักชาริอะฮ์ อาทิ
วิธีคำนวณค่าตอบแทนสำหรับเงินฝากแต่ละประเภท
รวมทั้งกรณีที่ผู้ฝากเงินขอถอนเงินก่อนครบกำหนด และการคิดค่าธรรมเนียต่างๆ
ให้ลูกค้าทราบ และแจ้งธนาคารแห่งประเทศไทย ทำนองเดียวกับการจ่ายดอกเบี้ย ส่วนลด
และค่าธรรมเนียมของกิจการธนาคารพาณิชย์ตามปกติ
๔.๙
กำไรของกิจการการให้บริการทางการเงินตามหลักชาริอะฮ์ก่อนการจัดสรรให้แก่ผู้ฝากเงินหรือผู้ร่วมลงทุน
จะต้องมีการรับรู้รายได้รายจ่ายต่างๆ ครบถ้วนถูกต้อง
รวมทั้งได้หักหนี้สูญตั้งสำรองเผื่อการเสื่อมค่าของสินทรัพย์ไว้ครบถ้วนถูกต้องแล้ว
๔.๑๐
ธนาคารพาณิชย์ต้องจัดให้มีที่ปรึกษาของกิจการให้บริการทางการเงินตามหลักชาริอะฮ์
ซึ่งต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถทางด้านการศาสนาอิสลามอย่างน้อย ๑ คน
และแจ้งให้ธนาคารแห่งประเทศไทยทราบทุกครั้งที่มีการแต่งตั้งหรือเปลี่ยนแปลง
๔.๑๑
หากธนาคารพาณิชย์ประสงค์จะให้กิจการการให้บริการทางการเงินตามหลักชาริอะฮ์
เสนอบริการใดๆ เพิ่มเติมจากที่ได้รับอนุญาตไว้ตอนเปิดดำเนินการครั้งแรก
จะต้องได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทยก่อนทุกครั้ง
๔.๑๒
การประกอบกิจการการให้บริการทางการเงินตามหลักชาริอะฮ์ถือเป็นสาขาและหรือแผนกหนึ่งต่างหากในกิจการธนาคารพาณิชย์ที่ต้องถือปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ต่างๆ
ที่เกี่ยวข้องภายใต้ขอบเขตของพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. ๒๕๐๕
ที่แก้ไขแล้ว อาทิ ธนาคารพาณิชย์ต้องนับรวมทรัพย์สินหนี้สิน
และภาระผูกพันของกิจการการให้บริการทางการเงินตามหลักชาริอะฮ์
เพื่อการปฏิบัติตามกฎหมายการธนาคารพาณิชย์ในทุกเรื่อง อาทิ
ความเพียงพอของกองทุนการดำรงสินทรัพย์สภาพคล่อง การลงทุนในกิจการตามมาตรา ๑๒ (๕)
เป็นต้น และรวมทั้งการนำส่งกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินด้วย
ทั้งนี้
ธนาคารพาณิชย์ต้องจัดทำงบทดลองของกิจการการให้บริการทางการเงินหลักชาริอะฮ์แยกต่างหากเป็นงบย่อยรายสาขาและบงรวมของกิจการรวมทั้ง
ให้รายงานฐานะการดำเนินงานของกิจการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของรายงานของธนาคารพาณิชย์ด้วย
๔.๑๓
ธนาคารพาณิชย์ที่ได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการะนาคารปลอดดอกเบี้ย (Interest-Free
Units) อยู่แล้ว ภายใต้หลักเกณฑ์และเงื่อนไขตามหนังสือ ที่
ธปท.ง(ว) ๕๕๔/๒๕๔๑ เรื่อง การประกอบกิจการธนาคารปลอดดอกเบี้ย (Interest-Free
Units) ลงวันที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๑
ให้ประกอบกิจการนั้นได้ต่อไป โดยให้ถือปฏิบัติตามประกาศนี้แทน
และให้เปลี่ยนชื่อจากกิจการธนาคารปลอดดอกเบี้ย เป็น กิจการการให้บริการทางการเงินตามหลักชาริอะฮ์
(Shariah Banking Services)
๕.
วันเริ่มต้นบังคับใช้
ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป[๑]
ประกาศ
ณ วันที่ ๑๐ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๖
หม่อมราชวงศืปรีดิยาธร
เทวกุล
ผู้ว่าการ
ธนาคารแห่งประเทศไทย
อัมภิญา/พิมพ์
๖
กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑
[๑]
ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒๐/ตอนพิเศษ ๑๓๔ ง/หน้า ๓๑/๒๐ พฤศจิกายน ๒๕๔๖