ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย
ที่ สนส. 14/2551
เรื่อง หลักเกณฑ์การบริหารความเสี่ยงสําหรับธุรกรรมอนุพันธ์
อื่นๆ - 1. เหตุผลในการออกประกาศ
ในการอนุญาตให้ธนาคารพาณิชย์ทําธุรกรรมอนุพันธ์นั้น ธนาคารแห่งประเทศไทย มีหลักการสําคัญที่ใช้ในการพิจารณาข้อหนึ่งคือ ธนาคารพาณิชย์จะต้องสามารถบริหารความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากการทําธุรกรรมดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งในประกาศฉบับนี้ได้กําหนดหลักการและรายละเอียดในทางปฏิบัติในการบริหารความเสี่ยงสําหรับธุรกรรมอนุพันธ์ให้ธนาคารพาณิชย์ใช้เป็นแนวทางในการถือปฏิบัติ โดยเป็นหน้าที่หลักของคณะกรรมการธนาคารและผู้บริหารระดับสูงของธนาคารพาณิชย์ที่จะต้องดูแลให้ธนาคารพาณิชย์มีระบบในการบริหารความเสี่ยงที่เหมาะสม สอดคล้องกับลักษณะความซับซ้อนและปริมาณธุรกรรมที่ทําและมีการปฏิบัติตามประกาศฉบับนี้ โดยเคร่งครัด
เดิมธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนดหลักเกณฑ์ในการบริหารความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพไว้ในประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยที่เกี่ยวข้องกับการอนุญาตการทําธุรกรรมอนุพันธ์แต่ละฉบับ จึงทําให้มีการกล่าวถึงซ้ํา ๆ กันไว้ในประกาศแต่ละฉบับ นอกจากนั้น แนวทางในการบริหารความเสี่ยงของประกาศแต่ละฉบับก็อาจมีความแตกต่างกัน ขึ้นกับช่วงเวลาในการออกประกาศฉบับนั้น ๆ ดังนั้น ธนาคารแห่งประเทศไทยจึงได้รวบรวมหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารความเสี่ยงสําหรับธุรกรรมอนุพันธ์ทุกประเภทไว้ในประกาศฉบับนี้ เพื่อความชัดเจนและง่ายแก่การอ้างอิง โดยมีหลักการและเนื้อหาสาระที่ใกล้เคียงกับประกาศเดิม แต่จะให้ความสําคัญกับหน้าที่และความรับผิดชอบของคณะกรรมการธนาคาร และผู้บริหารระดับสูงมากขึ้นในการดูแลให้ธนาคารพาณิชย์มีระบบในการบริหารความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพ เหมาะสมกับลักษณะ ปริมาณ และความซับซ้อนของการทําธุรกรรมของธนาคารพาณิชย์ และให้มีการอนุมัติระเบียบผลิตภัณฑ์ (Product Program) ที่มีการพิจารณาธุรกรรมในลักษณะที่ครบวงจร เพื่อมุ่งเน้นไปสู่การกํากับดูแลความเสี่ยง (Risk Based Supervision) อย่างเต็มรูปแบบ
อื่นๆ - 2. อํานาจตามกฎหมาย
อาศัยอํานาจตามความในมาตรา 36 และมาตรา 84 แห่งพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนดหลักเกณฑ์การบริหารความเสี่ยงสําหรับธุรกรรมอนุพันธ์ตามกรอบที่กําหนดในประกาศนี้ ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของหลักเกณฑ์ในการอนุญาตให้ธนาคารพาณิชย์ทําธุรกรรมอนุพันธ์
อื่นๆ - 3. ขอบเขตการบังคับใช้
ประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับกับธนาคารพาณิชย์ตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจสถาบันการเงินทุกธนาคาร ยกเว้นธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อย
อื่นๆ - 4. เนื้อหา
4.1 ในประกาศฉบับนี้
"ธนาคารพาณิชย์" หมายความว่า ธนาคารพาณิชย์ตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 แต่ไม่รวมธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อย
"คณะกรรมการธนาคาร" หมายความว่า คณะกรรมการของธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในประเทศหรือคณะผู้บริหารที่มีอํานาจหน้าที่ความรับผิดชอบที่เกี่ยวข้องในกรณีของสาขาธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศ
4.2 หลักเกณฑ์ในการประกอบธุรกิจ
ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ออกประกาศอนุญาตให้ธนาคารพาณิชย์ทําธุรกรรมอนุพันธ์หลายประเภท ตามรายละเอียดในเอกสารแนบ 1 ซึ่งกําหนดให้ธนาคารพาณิชย์ที่ประกอบธุรกิจดังกล่าวปฏิบัติตามหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการบริหารความเสี่ยง ดังนี้
4.2.1 หลักการ
(1) คณะกรรมการธนาคารและผู้บริหารระดับสูงมีหน้าที่ในการดูแลให้ธนาคารพาณิชย์บริหารความเสี่ยงสําหรับธุรกรรมนุพันธ์ที่มีประสิทธิภาพ เหมาะสมกับลักษณะปริมาณ และความซับซ้อนของการทําธุรกรรมของธนาคารพาณิชย์ เพื่อมุ่งเน้นไปสู่การกํากับดูแลความเสี่ยง (Risk Based Supervision) อย่างเต็มรูปแบบ โดยในการพิจารณาประสิทธิภาพของระบบบริหารความเสี่ยง คณะกรรมการธนาคารจะต้องนําผลการจัดระดับความเสี่ยงรวมด้านตลาด และด้านปฏิบัติการ ที่ได้รับจากการตรวจสอบประจําปีของธนาคารแห่งประเทศไทยมาพิจารณาประกอบด้วยและจะต้องไม่มีข้อสังเกตในเรื่องธรรมาภิบาล และการปฏิบัติตามดําสั่งการของธนาคารแห่งประเทศไทยอย่างมีนัยสําคัญด้วย
(2) ในการอนุมัติให้ธนาคารพาณิชย์ทําธุรกรรมอนุพันธ์ใด คณะกรรมการธนาคารต้องพิจารณาลักษณะโครงสร้างของธุรกรรม ความเสี่ยงและการบริหารความเสี่ยงในด้านต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งประเด็นอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการทําธุรกรรมดังกล่าว ในลักษณะที่ครบวงจรครอบคลุมประเด็นสําคัญ ๆ ทั้งหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การกําหนดราคาและการประเมินมูลค่ายุติธรรมของธุรกรรมอนุพันธ์นั้นๆ
(3) คณะกรรมการธนาคารจะต้องพิจารณาอนุมัติการทําธุรกรรมอย่างระมัดระวัง โดยให้สอดคล้องกับทิศทางและเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ของธนาคารพาณิชย์ รวมทั้งให้เหมาะสมกับฐานะการเงินและเงินกองทุนของธนาคารพาณิชย์
(4) ธนาคารพาณิชย์ต้องจัดให้มีระบบงานเพื่อให้คณะกรรมการธนาคารและผู้บริหารระดับสูงสามารถติดตาม และควบคุมดูแล การทําธุรกรรมและการบริหารความเสี่ยงได้อย่างสม่ําเสมอ ทันต่อเวลา
4.2.2 บทบาทหน้าที่ของคณะกรรมการธนาคารและผู้บริหาร คณะกรรมการธนาคารมีบทบาทและหน้าที่ ดังต่อไปนี้
(1) คณะกรรมการธนาคารจะต้องเข้าใจลักษณะธุรกรรมและความเสี่ยงที่เกี่ยวข้อง และจะต้องเป็นผู้กําหนดและอนุมัตินโยบายซึ่งรวมถึงกลยุทธ์ในการทําธุรกรรมการบริหารความเสี่ยง การควบคุมภายในและการตรวจสอบ อย่างชัดเจนเป็นลายลักษณ์อักษรรวมทั้งจะต้องเป็นผู้อนุมัติระเบียบผลิตภัณฑ์ (Product Program) สําหรับธุรกรรมอนุพันธ์ประเภทใหม่ก่อนที่ธนาคารพาณิชย์จะเริ่มทําธุรกรรมนั้น ๆ
ทั้งนี้ ในการเปลี่ยนแปลงนโยบายซึ่งรวมถึงกลยุทธ์ข้างต้นรวมทั้งระเบียบผลิตภัณฑ์ คณะกรรมการธนาคารจะต้องให้ความเห็นชอบก่อนทุกครั้ง
(2) คณะกรรมการธนาคารจะต้องนําผลการจัดระดับความเสี่ยงรวมด้านตลาดและด้านปฏิบัติการ ที่ได้รับจากการตรวจสอบประจําปีของธนาคารแห่งประเทศไทยมาพิจารณาประกอบในการพิจารณาอนุญาตขอบเขตและลักษณะของธุรกรรมอนุพันธ์ รวมทั้งความมีประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงเพื่อรองรับการทําธุรกรรมด้วย ทั้งนี้ จะต้องไม่มีข้อสังเกตในเรื่องธรรมาภิบาลและการปฏิบัติตามคําสั่งการของธนาคารแห่งประเทศไทยอย่างมีนัยสําคัญด้วย
(3) คณะกรรมการธนาคารและผู้บริหาระต้องให้ความสําคัญ และส่งเสริมในเรื่องการพิจารณาความเหมาะสมของลูกค้า (Client Suitability Analysis) และดูแลให้มีการปฏิบัติตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยมาตรฐานขั้นต่ําในการดูแลลูกค้าสําหรับการทําธุรกรรมอนุพันธ์ อย่างเคร่งครัด
(4) คณะกรรมการธนาคารจะต้องกําหนดให้มีคณะกรรมการย่อย เช่น คณะกรรมการบริหารความเสี่ยงและคณะกรรมการตรวจสอบ รวมทั้งผู้บริหารระดับสูง ดูแลการทําธุรกรรมอนุพันธ์ ซึ่งคณะกรรมการย่อยหรือผู้บริหารระดับสูงจะต้องมีความรู้ความเข้าใจในธุรกรรมดังกล่าวและความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องเป็นอย่างดี และจะต้องควบคุมดูแลการทําธุรกรรมดังกล่าวให้เป็นไปตามน โยบายซึ่งรวมถึงกลยุทธ์ที่ได้รับความเห็นชอบแล้วอย่างใกล้ชิด และให้ความสําคัญในการบริหารความเสี่ยงที่เกิดจากการทําธุรกรรมดังกล่าวด้วย
(5) ตามหลักการของการอนุญาตธุรกรรมอนุพันธ์ ธนาคารพาณิชย์ที่ทําธุรกรรมอนุพันธ์จะต้องมีฐานะและเงินกองทุนเพียงพอที่จะรองรับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงของตัวแปรด้านตลาดรวมถึงปัจจัยที่เกี่ยวข้องต่างๆ และความเสี่ยงด้านคู่สัญญา จากธุรกรรมอนุพันธ์ทั้งในภาวะปกติและภาวะที่ตลาดผันผวนสูง ทั้งนี้ คณะกรรมการธนาคารต้องกําหนดวิธีการในการพิจารณาฐานะและความเพียงพอของเงินกองทุนก่อนเข้าทําธุรกรรม และผู้บริหารระดับสูงที่เกี่ยวข้องจะต้องดูแลให้มีการปฏิบัติตามวิธีการที่กล่าวก่อนเข้าทําธุรกรรมอนุพันธ์ด้วย
4.2.3 นโยบายและกลยุทธ์ในการทําธุรกรรม ธนาคารพาณิชย์ต้องกําหนดนโยบายและกลยุทธ์ในการทําธุรกรรมให้ครอบคลุมขอบเขต ลักษณะ และปริมาณหรือเพดานสูงสุดของธุรกรรมอนุพันธ์ ที่ได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการธนาคาร โดยอาจแบ่งเป็นประเภทต่างๆ ตามความเหมาะสม เช่น ประเภทธุรกรรม ประเภทตัวเปรหรือสินทรัพย์อ้างอิงที่ได้รับอนุญาต สกุลเงิน ระยะเวลา ประเภทของคู่สัญญา จํานวนเงินขั้นสูงหรือขั้นต่ํา โดยจะต้องพิจารณาฐานะการเงิน และเงินกองทุน รวมทั้งความพร้อมของระบบ บุคลากร ในการรองรับการทําธุรกรรมและการบริหารความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องประกอบด้วย
4.2.4 การจัดทําระเบียบผลิตภัณฑ์ (Product Program) ธนาคารพาณิชย์ต้องจัดทําระเบียบผลิตภัณฑ์ (Product Program) สําหรับธุรกรรมอนุพันธ์ทุกประเภทก่อนทําธุรกรรม โดยระเบียบผลิตภัณฑ์ที่กล่าวจะต้องลงนามให้ความเห็นโดยหัวหน้าฝ่ายงานหรือสายงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด และผ่านการอนุมัติของคณะกรรมการธนาคารก่อนเริ่มทําธุรกรรมนั้น ๆ ซึ่งรายละเอียดที่ต้องกําหนด ได้แก่
(1) ลักษณะและโครงสร้างของธุรกรรม
(2) ความเสี่ยงและการบริหารความเสี่ยงที่เกี่ยวข้อง
(3) ลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย และการพิจารณาความเหมาะสมของลูกค้า"
(4) รายละเอียดขั้นตอนในการทําธุรกรรม กรณีที่มีประเด็นที่แตกต่างจากขั้นตอนการปฏิบัติที่กําหนดไว้ในข้อ 42.8
(5) วิธีการกําหนดราคาและการประเมินมูลค่ายุติธรรมของธุรกรรม
(6) อํานาจในการอนุมัติของผู้บริหารแต่ละระดับ
(7) วิธีการบันทึกบัญชีของรายการดังกล่าว ระบบวิธีการทางภาษีอากร
(8) วิธีการหรือแนวทางในการปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ของธนาคารแห่งประเทศไทยที่เกี่ยวข้อง
(9) การจัดทํารายงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งขั้นตอนการรายงานและการปฏิบัติกรณีเกิดความเสียหายเกินกว่าเพดานที่กําหนดด้วย
(10) ประเด็นทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมดังกล่าว
(11) ข้อมูลอื่น ๆ ที่จําเป็น
4.2.5 นโยบายและกลยุทธ์การบริหารความเสี่ยง ธนาคารพาณิชย์จะต้องกําหนดนโยบายและกลยุทธ์การบริหารความเสี่ยงซึ่งครอบคลุมเรื่องต่อไปนี้
(1) การจัดโครงสร้างองค์กรที่ส่งเสริมให้เกิดการบริหาร (วัด ติดตาม บริหาร และควบคุม) ความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีหน่วยงานในการบริหารความเสี่ยงที่เป็นอิสระจากหน่วยงานที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงทั้งในด้านการจัดโครงสร้างองค์กรและในทางปฏิบัติ
(2) การระบุประเภทความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากการทําธุรกรรมให้ครบถ้วนทุกประเภท และกําหนดประเภทของความเสี่ยงที่ธนาคารพาณิชย์อาจมี โดยพิจารณาความพร้อมในการบริหารและรองรับความเสี่ยงดังกล่าว การกําหนดนโยบายให้มีการปิดความเสี่ยงที่ไม่มีระบบบริหารความเสี่ยงรองรับหรือที่ธนาคารพาณิชย์ไม่สามารถบริหารความเสี่ยงนั้น ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ ในการพิจารณาความเสี่ยงในการทําธุรกรรม ธนาคารพาณิชย์จะต้องพิจารณาข้อมูลและวิเคราะห์ความเสี่ยงที่เกิดจากประเภท โครงสร้างธุรกรรมโดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงสร้างที่ไม่เป็นมาตรฐานหรือมีการ Leverage ความเสี่ยง ปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ ตัวแปร สินทรัพย์อ้างอิงแต่ละตัวหรือกลุ่มของสินทรัพย์อ้างอิง คู่สัญญา การประเมินค่าสหสัมพันธ์ต่าง ๆ (Correlation) รวมทั้งค่าสหสัมพันธ์ของสินทรัพย์หรือตัวแปรที่ต้องการป้องกันความเสี่ยงกับคู่สัญญาซึ่งอาจมีผลให้การป้องกันความเสี่ยงดังกล่าวไม่มีประสิทธิภาพ ความเสี่ยงคงเหลือที่เกิดจากความไม่สอดคล้องกันของการป้องกันความเสี่ยง (ถ้ามี) และการเข้าถึงเครื่องมือในการบริหารความเสี่ยงด้วย สําหรับการทําธุรกรรมที่อ้างอิงตัวแปรที่เกิดจากผลการดําเนินการใด ๆ เช่น การทําธุรกรรมเงินฝากหรือเงินกู้ยืมที่มีอนุพันธ์แฝงอ้างอิงตัวแปรที่เป็นผลการดําเนินงานของกองทุนรวม ธนาคารพาณิชย์จะต้องมีขั้นตอนและวิธีการในการวิเคราะห์และประเมินกลยุทธ์และการตัดสินใจลงทุนที่เหมาะสม
(3) การกําหนดให้มีระบบงานในการรองรับการบริหารความเสี่ยงทุกประเภทที่ธนาคารพาณิชย์มีอย่างครบถ้วน มีประสิทธิภาพ เหมาะสม สอดคล้องกับมาตรฐานของธนาคารแห่งประเทศไทยที่กําหนดตามข้อ 4.2.6 สามารถสะท้อนและรองรับการวัด บริหารติดตาม และควบคุม ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากการทําธุรกรรมตามความซับซ้อนของธุรกรรม ได้อย่างถูกต้อง แม่นยํา รวมทั้งติดตามดูแลให้มีการนําไปใช้ในการบริหารและควบคุมความเสี่ยงในทางปฏิบัติ
(4) ธนาคารพาณิชย์จะต้องมีการกําหนดหลักเกณฑ์วิธีการที่ใช้ในการประเมินมูลค่ายุติธรรม (Mark to Market) ที่เหมาะสม ชัดเจน และสะท้อนมูลค่าตลาดที่แท้จริงและมีการประเมินมูลค่ายุติธรรมของยอดคงค้าง ณ ทุกสิ้นวันทําการ ตามหลักเกณฑ์ดังนี้
(4.1) ในการประเมินมูลค่ายุติธรรม ธนาคารพาณิชย์จะต้องปฏิบัติตามมาตรฐานการบัญชีไทยในเรื่องที่เกี่ยวข้อง ซึ่งในขณะที่ขังไม่มีมาตรฐานการบัญชีดังกล่าว ให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติตามมาตรฐานการบัญชีระหว่างประเทศ ซึ่งสรุปได้ตามเอกสารแนบ 2 ทั้งนี้ ในการประเมินมูลค่ายุติธรรม ธนาคารพาณิชย์จะต้องเลือกใช้ราคาที่เหมาะสมกับฐานะที่ถือครองอยู่ เช่น กรณีธนาคารพาณิชย์เป็นผู้ลงทุนในตราสาร ก็ควรจะต้องเลือกใช้ราคาเสนอซื้อในการประเมินมูลค่ายุติธรรม เป็นต้น จนกว่ามาตรฐานการบัญชีจะกําหนดเป็นอย่างอื่น
(4.2) ในกรณีธนาคารพาณิชย์ประเมินมูลค่ายุติธรรมโดยใช้เทคนิคการประเมินมูลค่าตามวิธีการในข้อ 2.3-2.5 ของเอกสารแนบ 2 เทคนิคดังกล่าวจะต้องมีผู้เชี่ยวชาญที่เป็นอิสระให้การรับรองด้วย โดยผู้เชี่ยวชาญอิสระดังกล่าวอาจจะเป็นบุคคลหรือหน่วยงานภายในหรือภายนอกธนาคารพาณิชย์ก็ได้ แต่จะต้องเป็นอิสระจากหน่วยงานที่ทําหน้าที่พัฒนาเทคนิคหรือแบบจําลองดังกล่าว และหน่วยงานที่เป็นผู้ใช้เทคนิคหรือแบบจําลองดังกล่าวอย่างไรก็ดี ในกรณีที่ธนาคารแห่งประเทศไทยตรวจสอบวิธีการที่ใช้ในการประเมินมูลค่ายุติธรรมที่กล่าวของธนาคารพาณิชย์ใดแล้วพบว่าธนาคารพาณิชย์ยังถือปฏิบัติไม่รัดกุมหรือไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ ธนาคารแห่งประเทศไทยอาจพิจารณาสั่งการให้ดําเนินการเพิ่มเติมตามความเหมาะสม
(4.3) สําหรับธุรกรรมอนุพันธ์ที่ใช้ป้องกันความเสี่ยงของฐานะในบัญชีเพื่อการธนาคาร (Banking Book) และธุรกรรมอนุพันธ์ที่ธนาคารพาณิชย์ได้บริหารความเสี่ยงแบบ Back-to-Back ซึ่งไม่มีความเสี่ยงด้านตลาดเหลืออยู่นั้น ธนาคารแห่งประเทศไทยผ่อนผันให้ธนาคารพาณิชย์ประเมินมูลค่ายุติธรรมของธุรกรรมอนุพันธ์ข้างต้นนั้นในทุกวันสิ้นเดือนแทน
(5) การกําหนดเพดานความเสี่ยงต่าง ๆ เพื่อควบคุมความเสี่ยงให้อยู่ในระดับที่ยอมรับได้ เหมาะสมกับกลยุทธ์ ฐานะการเงิน และเงินกองทุน ของธนาคารพาณิชย์เองรวมทั้งสอดคล้องกับระบบบริหารความเสี่ยงที่ธนาคารพาณิชย์ใช้ เช่น Stop loss limit, Delta limit, Gamma limit, Vega limit, Correlation risk limit ตลอดจนเพดานที่เกี่ยวข้องกับการกระจุกตัวต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น การกระจุกตัวในสินทรัพย์อ้างอิงประเภทใดประเภทหนึ่ง หรือผู้ออกสินทรัพย์อ้างอิงรายใดรายหนึ่ง หรืออุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่ง หรือภูมิภาคใดภูมิภาคหนึ่งด้วยโดยธนาคารพาณิชย์จะต้องมีหน่วยงานที่เป็นอิสระจากหน่วยงานที่ก่อให้เกิดความเสี่ยง ที่มีบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถเพียงพอที่จะสามารถทําหน้าที่ประเมิน ติดตาม ควบคุมตรวจสอบดูแลการบริหารความเสี่ยงโดยรวมของธนาคารพาณิชย์นั้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ
(6) การรายงานต่อคณะกรรมการธนาคารผ่านทางคณะกรรมการบริหารความเสี่ยงอย่างสม่ําเสมอ สําหรับกรณีของสาขาธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศ หน่วยงานบริหารความเสี่ยงดังกล่าวอาจตั้งอยู่ในสํานักงานภูมิภาคก็ได้ โดยจะต้องมีการรายงานต่อหน่วยงานในประเทศที่ได้รับมอบหมายจากสํานักงานใหญ่ฯ อย่างสม่ําเสมอด้วย
4.2.6 ระบบงานที่ใช้ในการบริหารความเสี่ยง ธนาคารพาณิชย์จะต้องมีระบบงานที่ใช้ในการบริหารความเสี่ยงที่เหมาะสม สอดคล้องกับลักษณะความเสี่ยง และความซับซ้อนของธุรกรรมอนุพันธ์ของธนาคารพาณิชย์ โดยระบบที่กล่าวจะต้อง
(1) สามารถสะท้อนและรองรับความเสี่ยงทั้งหมดที่เกิดขึ้นจากการทําธุรกรรมอนุพันธ์ได้อย่างชัดเจน ถูกต้องและแม่นยํา ทั้งความเสี่ยงที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของตัวแปรด้านตลาด (อัตราดอกเบี้ย อัตราแลกเปลี่ยน ราคาตราสารทุน ราคาตราสารหนี้ ราคาสินค้า โภคภัณฑ์ เป็นต้น) ความเสี่ยงจากการทําธุรกรรม Options เช่น Delta, Vega, Gamma, Theta, Rhoและ Higher Order Greeks ความเสี่ยงในการกระจุกตัวของราคาใช้สิทธิและวันครบกําหนดความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง และความเสี่ยงด้านเครดิตทั้งที่เกิดจากสินทรัพย์อ้างอิงและที่เกิดจากคู่สัญญาทั้ง Pre-settlement และ Settlement risk เป็นต้น รวมทั้งมีระบบข้อมูลเพื่อใช้ในการวิเคราะห์และคาดการณ์ทิศทางและแนวโน้มของตัวเปรที่ใช้อ้างอิง และปัจจัยเสี่ยงต่างๆ และสามารถคํานวณความอ่อนไหวของอัตราผลตอบแทนต่อตัวแปรและปัจจัยเสี่ยงต่างๆ
(2) มีการนําไปใช้ในการบริหารและควบคุมความเสี่ยงในทางปฏิบัติโดยมีการเลือกใช้วิธีบริหารความเสี่ยงที่เหมาะสมกับความเสี่ยงที่ธนาคารพาณิชย์มี เช่น Delta /Gamma / Vega Hedging, Dynamic/Static Replication Portfolio เป็นต้น ซึ่งธนาคารพาณิชย์ต้องมีหน่วยงานที่รับผิดชอบในการวิเคราะห์ ทบทวน และปรับอัตราส่วน (Re-Balance) ฐานะในตัวแปรแต่ละประเภท (Asset Allocation) ให้มีความเหมาะสมและสอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจทิศทางของภาวะตลาดเงิน ตลาดอัตราแลกเปลี่ยน ตลาดทุน ตลาดตราสารหนี้ ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ตลอดจนมีการควบคุมระดับความเสี่ยงให้อยู่ภายในเพดานความเสี่ยงตามนโยบายที่กําหนดโดยคณะกรรมการธนาคาร
(3) สามารถบริหารการลงทุนในลักษณะ Portfolio Model ที่สามารถวิเคราะห์จัดสรรอัตราส่วนการลงทุนในตัวแปรแต่ละประเภท (Asset Allocation) ซึ่งครอบคลุมค่าสหสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรแต่ละประเภทด้วย เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากการทําธุรกรรมโดยแบบจําลองจะต้องสามารถวัดและคาดการณ์ผลตอบแทนจากการลงทุนในตัวแปรแต่ละประเภท และผลตอบแทนที่ได้จากการลงทุนในลักษณะ Portfolio ได้อย่างน้อยทุกวัน
(4) มีการทดสอบประสิทธิภาพ ความถูกต้องและแม่นยําของระบบบริหารความเสี่ยงภายในระยะเวลาที่เหมาะสม เช่น มีการทดสอบ Back Test และมีการทดสอบ Stress Test ของแบบจําลอง Value at Risk อย่างสม่ําเสมอ
ทั้งนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยผ่อนผันให้ธนาคารพาณิชย์ที่ยังไม่สามารถทําตามข้อกําหนดข้อ (1) - (4) ข้างต้นได้อย่างครบถ้วนเฉพาะกรณีที่ธนาคารพาณิชย์บริหารความเสี่ยงธุรกรรมอนุพันธ์แบบ Back to Back เท่านั้น แต่ธนาคารพาณิชย์จะต้องมีแนวทางที่เหมาะสมชัดเจน ในการประเมิน ติดตาม บริหาร และควบคุม ความเสี่ยงของคู่สัญญา
4.2.7 นโยบายการควบคุมภายในและตรวจสอบ ธนาคารพาณิชย์ต้องกําหนดนโยบายการควบคุมภายในและตรวจสอบ ซึ่งครอบคลุมถึงเรื่องต่อไปนี้
(1) การจัดโครงสร้างองค์กรที่ส่งเสริมให้เกิดการบริหาร (วัด ติดตาม บริหาร และควบคุม) ความเสี่ยง และการควบคุมภายในและตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพ มีการแบ่งแยกหน้าที่ และการจัดโครงสร้างองค์กร สายบังคับบัญชา ที่เหมาะสมและชัดเจน
(2) การกําหนดให้คณะกรรมการบ่อยหรือคณะผู้บริหารระดับสูงกําหนดรายละเอียดขั้นตอนการปฏิบัติในการทําธุรกรรมตามข้อ 4.2.8 และจัดทําระเบียบและวิธีปฏิบัติในการควบคุมภายใน อย่างชัดเจนเป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อให้เกิดความรัดกุมในการปฏิบัติงานและช่วยในการติดตามดูแลการปฏิบัติงานให้สอดคล้องกับนโยบายและกลยุทธ์ที่ได้รับความเห็นชอบที่กล่าว
(3) การตรวจสอบการปฏิบัติตามขั้นตอนการปฏิบัติโดยหน่วยงานอิสระ ตามระเบียบวิธีการ และความถี่ที่กําหนด
(4) การรายงานการติดตามการปฏิบัติตามระบบการควบคุมภายในทั้งในกรณีปกติอย่างสม่ําเสมอ และกรณีที่พบการปฏิบัติที่ไม่รัดกุม ซึ่งต้องรายงานเพื่อพิจารณากําหนดแนวทางแก้ไขปรับปรุง และป้องกันปัญหาในอนาคตอย่างต่อเนื่อง โดยจัดทํารายงานการตรวจสอบภายในเสนอต่อคณะกรรมการตรวจสอบ หรือหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายจากสํานักงานใหญ่ในกรณีของสาขาธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศโดยหน่วยงานดังกล่าวอาจตั้งอยู่ในสํานักงานภูมิภาคก็ได้
4.2.8 ขั้นตอนการปฏิบัติในการทําธุรกรรม ธนาคารพาณิชย์ต้องมีขั้นตอนการปฏิบัติในการทําธุรกรรมที่ชัดเจนเป็นลายลักษณ์อักษร โดยมีรายละเอียดของการปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับการทําธุรกรรมอนุพันธ์ตั้งแต่เริ่มขออนุมัติจากคณะกรรมการธนาคารไปจนถึงการติดตามบริหารความเสี่ยงธุรกรรมอนุพันธ์นั้น ๆ จนสิ้นสุดสัญญา โดยมีรายละเอียด ดังนี้
(1) ขั้นตอนและวิธีปฏิบัติในการขออนุญาตทําธุรกรรมจากคณะกรรมการธนาคาร
(2) รายละเอียดในการพิจารณาฐานะการเงินและเงินกองทุนว่าเพียงพอที่จะรองรับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงของตัวแปรด้านตลาดและปัจจัยที่เกี่ยวข้องหรือความเสี่ยงด้านคู่สัญญาจากธุรกรรมอนุพันธ์ทั้งในภาวะปกติและภาวะที่ตลาดมีความผันผวนสูงตามวิธีการที่กําหนดโดยคณะกรรมการธนาคาร
(3) ขั้นตอนการทําธุรกรรม เช่น การวิเคราะห์ความเสี่ยงของธุรกรรมการจัดทําการวิเคราะห์ความเหมาะสมของคู่สัญญาในการเข้าทําธุรกรรม การตรวจสอบภาระ (Underlying) ของลูกค้า การตรวจสอบความเสี่ยงของคู่สัญญาก่อนและหลังการเข้าทําธุรกรรมการตรวจสอบระดับความเสี่ยงปัจจุบันของธนาคารพาณิชย์ที่เกี่ยวข้องกับการทําธุรกรรมการตรวจสอบเพดานคงเหลือก่อนทําธุรกรรม การอนุมัติการทําธุรกรรมโดยบุคคลที่มีอํานาจตามลําดับขั้น การให้ข้อมูลลูกค้า การบันทึกธุรกรรมลงในระบบงาน การตรวจสอบความถูกต้องของการทําธุรกรรม การยืนยันธุรกรรม และการจัดทําเอกสารหลักฐานและลงนามโดยผู้มีอํานาจดําเนินการ เป็นต้น
(4) ขั้นตอนในการบริหารความเสี่ยงต่าง ๆ ซึ่งธนาคารพาณิชย์จะต้องมีแนวทางในการรองรับการประเมินราคายุติธรรม และความเสี่ยงต่าง ๆ สภาพคล่องของสภาวะตลาดในการบริหารความเสี่ยงของธุรกรรมนั้น ๆ รวมทั้งความเสี่ยงที่ธนาคารพาณิชย์อาจไม่สามารถออกจากฐานะที่ธนาคารพาณิชย์ถืออยู่ได้อย่างรวดเร็วจนทําให้ราคาอาจมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากได้ และการควบคุมระดับความเสี่ยงให้อยู่กายใต้เพดานที่กําหนด การรายงานต่อคณะกรรมการบริหารความเสี่ยง และคณะกรรมการธนาคาร ทั้งกรณีปกติที่ทําอย่างสม่ําเสมอ และกรณีเกินเพดานความเสี่ยงที่กําหนดไว้ ขั้นตอนการปฏิบัติกรณีที่เกิดการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยต่าง ๆ ไปในทิศทางที่เป็นผลลบกับธนาคารพาณิชย์ โดยอาจพิจารณาในลักษณะผลกระทบต่อ Portfolio โดยรวมก็ได้
4.2.9 บุคลากร ธนาคารพาณิชย์ต้องมีบุคลากรในแต่ละส่วนงานที่เกี่ยวข้องได้แก่ หน่วยงานที่ก่อให้เกิดความเสี่ยง หน่วยงานบริหารความเสี่ยง หน่วยงานด้านปฏิบัติการและหน่วยงานควบคุมภายในที่เพียงพอที่จะรองรับการประกอบธุรกรรมอย่างมีประสิทธิภาพและครบวงจร โดยบุคลากรดังกล่าวจะต้องมีความรู้ ความเข้าใจ ความสามารถและประสบการณ์เพียงพอ
อื่นๆ - 5. วันเริ่มต้นบังคับใช้
ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
ผู้มีอํานาจลงนาม - ประกาศ ณ วันที่ 3 สิงหาคม 2551
(นางธาริษา วัฒนเกส)
ผู้ว่าการ
ธนาคารแห่งประเทศไทย