มาตรา ๑ พระราชบัญญัตินี้ ให้เรียกว่า
กฎอัยการศึก พ.ศ. ๒๔๕๗
ใช้พระราชบัญญัติที่ใดเมื่อใดต้องประกาศ
มาตรา
๒[๒] เมื่อเวลามีเหตุอันจำเป็นเพื่อรักษาความเรียบร้อยปราศจากภัย
ซึ่งจะมีมาจากภายนอกหรือภายในราชอาณาจักรแล้ว
จะได้มีประกาศพระบรมราชโองการให้ใช้กฎอัยการศึกทุกมาตราหรือแต่บางมาตรา
หรือข้อความส่วนใดส่วนหนึ่งของมาตรา ตลอดจนการกำหนดเงื่อนไขแห่งการใช้บทบัญญัตินั้นบังคับในส่วนหนึ่งส่วนใดของราชอาณาจักรหรือตลอดทั่วราชอาณาจักร
และถ้าได้ประกาศใช้เมื่อใด หรือ ณ ที่ใดแล้ว
บรรดาข้อความในพระราชบัญญัติหรือบทกฎหมายใด ๆ
ซึ่งขัดกับความของกฎอัยการศึกที่ให้ใช้บังคับต้องระงับ และใช้บทบัญญัติของกฎอัยการศึกที่ให้ใช้บังคับนั้นแทน
ลักษณะประกาศ
มาตรา
๓
ถ้าไม่ได้ประกาศใช้กฎอัยการศึกทั่วพระราชอาณาจักร
ในประกาศนั้นจะได้แสดงให้ปรากฏว่า มณฑลใด ตำบลใด หรือเขตใดใช้กฎอัยการศึก
ผู้มีอำนาจใช้กฎอัยการศึก
มาตรา
๔ เมื่อมีสงครามหรือจลาจลขึ้น ณ
แห่งใดให้ผู้บังคับบัญชาทหาร ณ ที่นั้น ซึ่งมีกำลังอยู่ใต้บังคับไม่น้อยกว่าหนึ่งกองพัน
หรือเป็นผู้บังคับบัญชาในป้อมหรือที่มั่นอย่างใด ๆ
ของทหารมีอำนาจประกาศใช้กฎอัยการศึก เฉพาะในเขตอำนาจหน้าที่ของกองทหารนั้นได้
แต่จะต้องรีบรายงานให้รัฐบาลทราบโดยเร็วที่สุด
เมื่อเลิกต้องประกาศ
มาตรา
๕ การที่จะเลิกใช้กฎอัยการศึกแห่งใดนั้น
จะเป็นไปได้ต่อมีประกาศกระแสพระบรมราชโองการเสมอ
อำนาจทหารเมื่อประกาศใช้กฎอัยการศึก
มาตรา
๖[๓] ในเขตที่ประกาศใช้กฎอัยการศึก
ให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารมีอำนาจเหนือเจ้าหน้าที่ฝ่ายพลเรือนในส่วนที่เกี่ยวกับการยุทธ
การระงับปราบปราม หรือการรักษาความสงบเรียบร้อย และเจ้าหน้าที่ฝ่ายพลเรือนต้องปฏิบัติตามความต้องการของเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหาร
อำนาจศาลทหาร
และอำนาจศาลพลเรือน เมื่อประกาศใช้กฎอัยการศึก
มาตรา
๗[๔] ในเขตที่ประกาศใช้กฎอัยการศึก
ศาลพลเรือนคงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีได้อย่างปกติ เว้นแต่คดีที่อยู่ในอำนาจของศาลอาญาศึก
และผู้มีอำนาจประกาศใช้กฎอัยการศึกมีอำนาจประกาศให้ศาลทหารพิจารณาพิพากษาคดีอาญาซึ่งการกระทำผิดเกิดขึ้นในเขตที่ประกาศใช้กฎอัยการศึกและในระหว่างที่ใช้กฎอัยการศึกตามที่ระบุไว้ในบัญชีต่อท้ายพระราชบัญญัตินี้ทุกข้อ
หรือแต่บางข้อ และหรือบางส่วนของข้อใดข้อหนึ่งได้ ทั้งมีอำนาจในการแก้ไขเพิ่มเติม
หรือยกเลิกประกาศดังกล่าวนั้นด้วย
ประกาศให้ศาลทหารมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีตามความในวรรคแรก
ให้มีผลบังคับเฉพาะคดีที่การกระทำผิดเกิดขึ้นตั้งแต่วันเวลาที่ระบุไว้ในประกาศ
วันเวลาที่ระบุนั้นจะเป็นวันเวลาที่ออกประกาศนั้นหรือภายหลังก็ได้
ประกาศเช่นว่านี้ให้โฆษณาในราชกิจจานุเบกษาด้วย
นอกจากกรณีดังกล่าวแล้ว
ถ้าคดีอาญาใดที่เกิดขึ้นในเขตที่ประกาศใช้กฎอัยการศึกมีเหตุพิเศษเกี่ยวกับความมั่นคงของประเทศ
หรือความสงบเรียบร้อยของประชาชน ผู้บัญชาการทหารสูงสุดจะสั่งให้พิจารณาพิพากษาคดีอาญานั้นในศาลทหารก็ได้
มาตรา
๗ ทวิ[๕] ประกาศให้ศาลทหารมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอาญาตามความในมาตรา
๗ นั้น
จะให้ศาลทหารในทุกท้องที่หรือแต่บางท้องที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอาญาตามที่กล่าวในมาตรานั้นเท่ากันหรือมากน้อยกว่ากันก็ได้
มาตรา
๗ ตรี[๖] เมื่อได้เลิกใช้กฎอัยการศึกแล้ว
ให้ศาลทหารคงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอาญาที่ยังคงค้างอยู่ในศาลนั้น
และให้มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอาญาที่ยังมิได้ฟ้องร้องในระหว่างเวลาที่ใช้กฎอัยการศึกนั้นด้วย
เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารมีอำนาจ
มาตรา
๘ เมื่อประกาศใช้กฎอัยการศึกในตำบลใด, เมืองใด, มณฑลใด, เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารมีอำนาจเต็มที่จะตรวจค้น, ที่จะเกณฑ์, ที่จะห้าม, ที่จะยึด, ที่จะเข้าอาศัย, ที่จะทำลายหรือเปลี่ยนแปลงสถานที่, และที่จะขับไล่
การตรวจค้น
มาตรา
๙[๗] การตรวจค้นนั้น ให้มีอำนาจที่จะตรวจค้น
ดังต่อไปนี้
(๑)
ที่จะตรวจ ค้น บรรดาสิ่งซึ่งจะเกณฑ์ หรือต้องห้าม หรือต้องยึด หรือจะต้อง
เข้าอาศัย หรือมีไว้ในครอบครองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ทั้งมีอำนาจที่จะตรวจค้นได้ไม่ว่าที่ตัวบุคคล ในยานพาหนะ เคหะสถาน สิ่งปลูกสร้าง
หรือที่ใด ๆ และไม่ว่าเวลาใด ๆ ทั้งสิ้น
(๒)
ที่จะตรวจข่าวสาร จดหมาย โทรเลข หีบ ห่อ
หรือสิ่งอื่นใดที่ส่งหรือมีไปมาถึงกันในเขตที่ประกาศใช้กฎอัยการศึก
(๓)
ที่จะตรวจหนังสือ สิ่งพิมพ์ หนังสือพิมพ์ ภาพโฆษณา บทหรือคำประพันธ์
การเกณฑ์