法律人 LawPlayer logo

資料由法律人 LawPlayer整理提供·กฎหมายไทย / LawPlayer จากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

adminRule

ข้อบังคับบรรษัทตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัย ว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุของบรรษัท พ.ศ. 2561

เลขที่
วันที่ประกาศ
จำนวนมาตรา
123
มาตรา อารัมภบท

ข้อบังคับบรรษัทตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัย

ว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุของบรรษัท พ.ศ. ๒๕๖๑[๑]

โดยที่เป็นการสมควรให้มีการปรับปรุงข้อบังคับบรรษัทตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัย ว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุของบรรษัทให้มีความสอดคล้องกับกฎหมายว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. ๒๕๖๐ เพื่อให้เหมาะสมกับการบริหารงานจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารงานพัสดุของบรรษัท ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๗ แห่งพระราชกำหนดบรรษัทตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัย พ.ศ. ๒๕๔๐ คณะกรรมการบรรษัทตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัย จึงออกข้อบังคับไว้ ดังต่อไปนี้

มาตรา ข้อ ๑

ข้อ ๑ ข้อบังคับนี้เรียกว่า "ข้อบังคับบรรษัทตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัย ว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุของบรรษัท พ.ศ. ๒๕๖๑"

มาตรา ข้อ ๒

ข้อ ๒ ข้อบังคับนี้ให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ประกาศเป็นต้นไป

มาตรา ข้อ ๓

ข้อ ๓ ให้ยกเลิก

(๑) ข้อบังคับบรรษัทตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัย ฉบับที่ ๗ ว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. ๒๕๕๐

(๒) ข้อบังคับบรรษัทตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัย ฉบับที่ ๗ ว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. ๒๕๕๐ แก้ไขครั้งที่ ๑ วันที่ ๒๕ มกราคม ๒๕๕๓

(๓) ข้อบังคับบรรษัทตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัย ฉบับที่ ๗ ว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. ๒๕๕๐ แก้ไขครั้งที่ ๒ วันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๕๕

(๔) ข้อบังคับบรรษัทตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัย ฉบับที่ ๗ ว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. ๒๕๕๐ แก้ไขครั้งที่ ๓ วันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙

มาตรา ข้อ ๔

ข้อ ๔ บรรดากฎ ระเบียบ ข้อบังคับ คำสั่ง หรือประกาศอื่นใดในส่วนที่กำหนดไว้แล้วในข้อบังคับนี้ หรือซึ่งขัดหรือแย้งกับข้อบังคับนี้ ให้ใช้ข้อบังคับนี้แทน

มาตรา ข้อ ๕

ข้อ ๕ ในข้อบังคับนี้

“บรรษัท” หมายความว่า บรรษัทตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัย

“คณะกรรมการ” หมายความว่า คณะกรรมการบรรษัทตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัย

“คณะกรรมการบริหาร” หมายความว่า คณะกรรมการบริหารบรรษัทตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัย

“กรรมการและผู้จัดการ” หมายความว่า ผู้จัดการตามพระราชกำหนดบรรษัทตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัย พ.ศ. ๒๕๔๐ และที่แก้ไขเพิ่มเติม

“ผู้บังคับบัญชา” หมายความว่า ผู้บังคับบัญชาระดับผู้อำนวยการขึ้นไป

“พนักงาน” หมายความว่า พนักงานตามข้อบังคับบรรษัท ฉบับที่ ๑ ว่าด้วยการพนักงาน พ.ศ. ๒๕๔๘ และที่แก้ไขเพิ่มเติม

“ลูกจ้าง” หมายความว่า บุคคลซึ่งบรรษัทจ้างไว้เป็นการชั่วคราว โดยมีกำหนดระยะเวลาการจ้างฝ่ายทรัพยากรบุคคล

“เจ้าหน้าที่” หมายความว่า พนักงานหรือลูกจ้าง ผู้มีหน้าที่เกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุบรรษัท หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายจากกรรมการและผู้จัดการให้ปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุของบรรษัท

“หัวหน้าเจ้าหน้าที่” หมายความว่า พนักงานผู้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารสูงสุดในฝ่ายงานที่มีหน้าที่โดยตรงเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุ หรือผู้ที่ได้รับแต่งตั้งหรือมอบหมายจากกรรมการและผู้จัดการให้ปฏิบัติหน้าที่เป็นหัวหน้าเจ้าหน้าที่

“หน่วยงานที่ขอซื้อขอจ้าง” หมายความว่า หน่วยงานของบรรษัทในระดับฝ่ายงานหรือเทียบเท่าฝ่ายงานตามโครงสร้างองค์กรของบรรษัท ที่มีความจำเป็นต้องใช้พัสดุ

“การจัดซื้อจัดจ้าง” หมายความว่า การดำเนินการเพื่อให้ได้มาซึ่งพัสดุโดยการซื้อ จ้าง เช่า แลกเปลี่ยนหรือโดยนิติกรรมอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง

“การจัดซื้อจัดจ้างที่เกี่ยวกับการพาณิชย์โดยตรง” หมายความว่า การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุเพื่อประกอบธุรกิจดังนี้

(๑) ธุรกิจหลัก ได้แก่

(๑.๑) การรับโอนสินเชื่อของสถาบันการเงิน ผู้ประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ หรือผู้ประกอบการที่ให้สินเชื่อโดยการรับจำนองอสังหาริมทรัพย์ ให้เช่าซื้อ หรือให้เช่าแบบลิสซิ่ง

(๑.๒) การบริหารสินเชื่อ เช่น การจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม การประเมินราคาทรัพย์หลักประกัน การจ้างบริหารจัดการสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ (NPL) และทรัพย์สินรอการขาย (NPA) รวมถึงการจัดการดูแลรักษาสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ (NPL) และทรัพย์สินรอการขาย (NPA) การดำเนินคดีและบังคับคดีตามกฎหมาย การจ้างบริหารหรือจ้างเหมาบริการเพื่อสนับสนุนงานธุรกรรมสินเชื่อ เช่น งานจัดเก็บข้อมูล งานพิมพ์และส่งเอกสารสินเชื่อ งานศูนย์บริการลูกค้า (Call Center) การจ้างบันทึกข้อมูล การจ้างบริการจัดเก็บเอกสารสิทธิ และเอกสารทรัพย์หลักประกัน

(๑.๓) การออกหลักทรัพย์และตราสารทางการเงินตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ และกฎหมายว่าด้วยนิติบุคคลเฉพาะกิจเพื่อการแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ เช่น การจ้างที่ปรึกษาทางการเงิน การจ้างที่ปรึกษาทางกฎหมาย การจ้างผู้แทนผู้ถือหลักทรัพย์ การจ้างผู้จัดการ จัดจำหน่าย/ผู้ค้าหลักทรัพย์ การจ้างนายทะเบียนหลักทรัพย์ การจ้างจัดอันดับเครดิต การจ้างพิมพ์หนังสือชี้ชวน

(๒) ธุรกิจเสริม คือ การจัดหาเพื่อการโฆษณาประชาสัมพันธ์ กิจกรรมทางการตลาดและการขาย

“เช่า” ให้หมายความว่า เช่า เช่าซื้อ เช่าแบบลีสซิ่ง

“พัสดุ” หมายความว่า สินค้า งานบริการ งานก่อสร้าง งานจ้างที่ปรึกษา และงานจ้างออกแบบหรือควบคุมงานก่อสร้าง รวมทั้งการดำเนินการอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง

“สินค้า” หมายความว่า วัสดุ ครุภัณฑ์ ที่ดิน สิ่งปลูกสร้าง และทรัพย์สินอื่นใด รวมทั้งงานบริการที่รวมอยู่ในสินค้านั้นด้วย แต่มูลค่าของงานบริการต้องไม่สูงกว่ามูลค่าของสินค้านั้น

“วัสดุ” หมายความว่า สิ่งของซึ่งโดยสภาพย่อมสิ้นเปลือง เปลี่ยนหรือเสื่อมสภาพง่าย หรือสิ่งของที่ซื้อมาเพื่อการบำรุงรักษาทรัพย์สินหรือสิ่งของ รวมถึงของที่มีลักษณะคงทนถาวร แต่มีราคาหน่วยหนึ่ง ไม่เกิน ๒๐,๐๐๐ บาท เช่น

(๑) เครื่องเขียนแบบพิมพ์

(๑.๑) เครื่องเขียน เช่น ดินสอ ไส้ดินสอ ดินสอสี ปากกา หมึกปากกา ปากกาเคมี ปากกาเน้นข้อความ หมึกเติมปากกา ไม้บรรทัด หมึกเติมแท่นประทับตรายาง ลวดเสียบกระดาษ แผ่นรองตัด ป้ายสติ๊กเกอร์ ตาไก่กันขาด ที่แขวนตรายาง ตรายาง แท่นประทับตรายาง ยางลบ น้ำยาลบคำผิด น้ำยาเติมน้ำยาลบคำผิด คลิป เข็มหมุด เป๊ก โฟม อินเด็กซ์คั่นแฟ้ม น้ำยาลบกระดาษไข แฟ้ม สมุด คัตเตอร์ กรรไกร แปรงลบกระดาน พู่กันและสี แผ่นใส กรอบแผ่นใส ขาไฟล์ ลิ้นแฟ้ม ตะแกรงวางเอกสาร ที่เย็บกระดาษ ลวดเย็บกระดาษ เครื่องเจาะกระดาษ เคมีนับธนบัตร กาว สก๊อตเทป เทปกาวย่น แท่นตัด สก๊อตเทป เหล็กฉากกั้นหนังสือ เหล็กเสียบบิล กระดาษคาร์บอน กระดูกงู เป็นต้น

(๒) เอกสารและแบบพิมพ์

(๒.๑) กระดาษต่างๆ ทะเบียนรับ-ส่งหนังสือทั่วไป การ์ด ซองจดหมาย ซองเอกสาร แบบพิมพ์ และแบบฟอร์มต่าง ๆ เช่น นามบัตร เช็ค ดราฟท์ กระดาษหัวจดหมาย สลิป วารสาร/เอกสารภายในสำหรับพนักงาน เป็นต้น

(๒.๒) อุปกรณ์ในการพิมพ์ การถ่ายเอกสาร การอัดสำเนา การพิมพ์เขียว เช่น ผ้าหมึกพิมพ์ดีด หมึกโรเนียว ตัวพิมพ์ บล็อก เพลท ตัวเรียงพิมพ์ กระดาษ น้ำยาเคมี ผงหมึก เป็นต้น

(๒.๓) แถบบันทึกเสียง หรือภาพ (ภาพยนตร์ วีดีโอ แผ่นซีดี) ที่บันทึกแล้วและยังไม่บันทึกรูปสีหรือขาวดำที่ได้จากการล้าง อัดหรือขยาย ฟิล์ม ฟิล์มสไลด์ ไมโครฟิล์ม รวมทั้งค่าล้างและค่าอัดภาพถ่ายดาวเทียม

(๓) วัสดุสิ้นเปลืองคอมพิวเตอร์ เช่น เครื่องเขียนแบบพิมพ์ที่ใช้กับคอมพิวเตอร์ เช่น แผ่นหรือจานบันทึกข้อมูล ผ้าหมึกเครื่องพิมพ์ คอมพิวเตอร์ ตลับหมึกสำหรับเครื่องพิมพ์ น้ำยาล้าง ดิสก์ไดร์ฟ เป็นต้น

“ครุภัณฑ์” หมายความว่า สิ่งของซึ่งตามปกติ มีลักษณะคงทนถาวร มีอายุการใช้งานนานเกินกว่า ๑ ปี และมีราคาต่อหน่วยเกินกว่า ๒๐,๐๐๐ บาท เช่น

(๔) เครื่องใช้สำนักงาน

(๔.๑) อุปกรณ์ประจำสำนักงาน เช่น เครื่องคิดเลข เครื่องพิมพ์ดีด เครื่องปรุเช็ค เครื่องพิมพ์เช็ค (Cash Box) บอร์ดประกาศ (White Board) เครื่องทำลายเอกสาร เครื่องเจาะกระดาษและเข้าเล่มเครื่องเย็บกระดาษ (ใหญ่) เครื่องเจาะกระดาษ (ใหญ่) Auto Number เครื่องนับธนบัตร เครื่องบันทึกเงินสด เครื่องตัดกระดาษ เป็นต้น

(๔.๒) อุปกรณ์สื่อสาร เช่น เครื่องโทรศัพท์ เครื่องโทรสาร ตู้สาขาโทรศัพท์ โทรศัพท์เคลื่อนที่ วิทยุสื่อสาร เป็นต้น

(๔.๓) โสตทัศนูปกรณ์ เช่น โทรทัศน์ วีดีโอ วิทยุ - เทป กล้องถ่ายวีดีโอ กล้องถ่ายรูป เครื่องฉายภาพข้ามศีรษะ เครื่องฉายภาพทึบแสง จอรับภาพ ไมโครโฟน เครื่องขยายเสียง ลำโพง เครื่องฉายสไลด์ โคมไฟถ่ายภาพและวีดีโอ สายอากาศหรือเสาอากาศสำหรับวิทยุ หรือโทรทัศน์ เป็นต้น

(๔.๔) อุปกรณ์เครื่องครัว เช่น เครื่องต้มกาแฟ ตู้เย็น ตู้แช่อาหาร เตาไมโครเวฟ กระติกน้ำร้อน เครื่องทำน้ำเย็น หม้อหุงข้าว กาต้มน้ำไฟฟ้า ถังแช่เย็น เครื่องกรองน้ำ กระติกน้ำแข็ง เครื่องดูดควัน เป็นต้น

(๔.๕) อุปกรณ์ทำความสะอาด เช่น เครื่องดูดฝุ่น เป็นต้น

(๔.๖) อื่น ๆ เช่น รถเข็นเอกสาร รถเข็นอาหาร เครื่องฟอกอากาศ บันไดอเนกประสงค์ ถังดับเพลิง พัดลม กระเป๋าเอกสาร ชุดเครื่องมือ กระเป๋าใส่เครื่องมือ ไขควงไฟฟ้า โคมไฟฟ้า กล้องส่องทางไกล เป็นต้น

(๕) เครื่องตกแต่งและติดตั้ง

(๕.๑) อุปกรณ์ที่ไม่สามารถถอนหรือเคลื่อนย้ายได้สะดวกง่ายดาย เช่น เครื่องปรับอากาศ แท่นอ่านหนังสือที่วางหนังสือพิมพ์ โต๊ะ เก้าอี้ ชุดรับแขก ชั้นวางเอกสาร ตู้เก็บเอกสาร ตู้นิรภัย ตู้ดัชนี ฉากทึบ ขาฉาก เสาสำหรับจัดคิวลูกค้า เป็นต้น

(๕.๒) อุปกรณ์ตกแต่งและติดตั้งสำนักงาน เช่น Partition พรมปูพื้น ม่านปรับแสง

(๕.๓) อุปกรณ์ที่มีลักษณะตกแต่งโดยสภาพ เช่น นาฬิกาแขวน นาฬิกาตั้งโต๊ะ รูปภาพ ภาพเขียน แจกัน เชิงเทียน ต้นไม้ประดิษฐ์ กระจกเงา พระบรมฉายาลักษณ์ แผ่นป้ายชื่อสำนักงานหรือหน่วยงานหรือแผ่นป้ายต่าง ๆ พระพุทธรูป พระบรมรูปจำลอง

(๖) คอมพิวเตอร์

(๖.๑) เครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องพิมพ์ รวมทั้งอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง เช่น มอนิเตอร์ เมนบอร์ด อุปกรณ์สำรองไฟฟ้า อุปกรณ์สำรองข้อมูล เป็นต้น

(๖.๒) อุปกรณ์สื่อสาร เช่น Modem Router เป็นต้น

(๖.๓) อุปกรณ์เครือข่าย เช่น Network Switch ตู้ Rack Hub

(๖.๔) อื่น ๆ เช่น เครื่องแยกกระดาษ Bar Code Reader เครื่องวัดสัญญาณสื่อสาร Scanner เป็นต้น

(๗) โปรแกรมคอมพิวเตอร์ จำนวนเงินที่จ่ายไปทั้งหมด เพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิในการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ ที่มีราคาหน่วยหนึ่ง ตั้งแต่ ๒๐,๐๐๐ บาทขึ้นไป

(๘) ยานพาหนะ ยานพาหนะที่ใช้สำหรับกิจการของบรรษัท เช่น รถยนต์ประจำตำแหน่ง รถยนต์ประจำบรรษัท เป็นต้น

“งานบริการ” หมายความว่า งานจ้างบริการ งานจ้างเหมาบริการ งานจ้างทำของ และการรับขนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์จากบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล แต่ไม่หมายความรวมถึงการจ้างลูกจ้างของบรรษัท การรับขนในการเดินทางไปปฏิบัติงานของบรรษัท งานจ้างที่ปรึกษา งานจ้างออกแบบหรือควบคุมงานก่อสร้างและการจ้างแรงงานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

“งานก่อสร้าง” หมายความว่า งานก่อสร้างอาคาร งานก่อสร้างสาธารณูปโภค หรือสิ่งปลูกสร้างอื่นใด การซ่อมแซม ต่อเติม ปรับปรุง และรื้อถอน หรือการกระทำอื่นที่มีลักษณะทำนองเดียวกันต่ออาคารสาธารณูปโภค หรือสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว รวมทั้งงานบริการที่รวมอยู่ในงานก่อสร้างนั้นด้วย แต่มูลค่าของงานบริการต้องไม่สูงกว่ามูลค่าของงานก่อสร้างนั้น

“อาคาร” หมายความว่า สิ่งปลูกสร้างถาวรที่บุคคลอาจเข้าอยู่หรือใช้สอยได้ เช่น อาคารที่ทำการบรรษัท หรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นที่มีลักษณะทำนองเดียวกัน รวมทั้งสิ่งก่อสร้างอื่น ๆ ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อประโยชน์ใช้สอยสำหรับอาคารที่ทำการบรรษัทนั้น ๆ เช่น เสาธง รั้ว ท่อระบายน้ำ หอถังน้ำ ถนน ประปา ไฟฟ้า หรือสิ่งอื่น ๆ ซึ่งเป็นส่วนประกอบของตัวอาคาร เช่น เครื่องปรับอากาศ ลิฟท์ หรือเครื่องเรือน

“สาธารณูปโภค” หมายความว่า งานอันเกี่ยวกับการประปา การไฟฟ้า การสื่อสาร การโทรคมนาคม การระบายน้ำ การขนส่งทางท่อ ทางน้ำ ทางบก ทางอากาศ หรือทางราง หรือการอื่นที่เกี่ยวข้องซึ่งดำเนินการระดับพื้นดิน ใต้พื้นดิน หรือเหนือพื้นดิน

“งานจ้างที่ปรึกษา” หมายความว่า งานจ้างบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลเพื่อเป็นผู้ให้คำปรึกษาหรือแนะนำแก่บรรษัท เช่น ในด้านวิศวกรรม สถาปัตยกรรม กฎหมาย เศรษฐศาสตร์ การเงิน การคลัง สิ่งแวดล้อม วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สาธารณสุข ศิลปวัฒนธรรม การศึกษาวิจัย หรือด้านอื่นที่อยู่ในภารกิจของบรรษัท

“งานจ้างออกแบบหรืองานควบคุมงานก่อสร้าง” หมายความว่า งานจ้างบริการจากบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลเพื่อออกแบบหรือควบคุมงานก่อสร้าง

“การบริหารพัสดุ” หมายความว่า การเก็บ การบันทึก การเบิกจ่าย การยืม การตรวจสอบ การบำรุงรักษา และการจำหน่ายพัสดุ

“ราคากลาง” หมายความว่า ราคาเพื่อใช้เป็นฐานสำหรับเปรียบเทียบราคาที่ผู้ยื่นข้อเสนอได้ยื่นเสนอไว้ซึ่งสามารถจัดซื้อจัดจ้างได้จริงตามลำดับ ดังต่อไปนี้

(๑) ราคาที่ได้มาจากการคำนวณตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการราคากลางตามกฎหมายว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐกำหนด

(๒) ราคาที่ได้มาจากฐานข้อมูลราคาอ้างอิงของพัสดุที่กรมบัญชีกลางจัดทำ

(๓) ราคามาตรฐานที่สำนักงบประมาณหรือหน่วยงานกลางอื่นกำหนด

(๔) ราคาที่ได้มาจากการสืบราคาจากท้องตลาด

(๕) ราคาที่เคยซื้อหรือจ้างครั้งหลังสุดภายในระยะเวลาสองปีงบประมาณ

(๖) ราคาอื่นใดตามหลักเกณฑ์ วิธีการ หรือแนวทางปฏิบัติของบรรษัท

ในกรณีที่มีราคาตาม (๑) ให้ใช้ราคาตาม (๑) ก่อน

ในกรณีที่ไม่มีราคาตาม (๑) แต่มีราคาตาม (๒) หรือ (๓) ให้ใช้ราคาตาม (๒) หรือ (๓) ก่อน โดยจะใช้ราคาใดตาม (๒) หรือ (๓) ให้คำนึงถึงประโยชน์ของบรรษัทเป็นสำคัญ

ในกรณีที่ไม่มีราคาตาม (๑) (๒) และ (๓) ให้ใช้ราคาตาม (๔) (๕) หรือ (๖) โดยจะใช้ราคาใดตาม (๔) (๕) หรือ (๖) ให้คำนึงถึงประโยชน์ของบรรษัทเป็นสำคัญ

“หน่วยงานของรัฐ” หมายความว่า ราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ องค์การมหาชน องค์กรอิสระ องค์กรตามรัฐธรรมนูญ หน่วยธุรการของศาล มหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ หน่วยงานสังกัดรัฐสภาหรือในกำกับรัฐสภา หน่วยงานอิสระของรัฐ และหน่วยงานอื่นตามที่กฎหมายบัญญัติ

“ผู้มีอำนาจอนุมัติ” หมายความว่า คณะกรรมการ คณะกรรมการบริหาร กรรมการและผู้จัดการหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการ คณะกรรมการบริหาร หรือกรรมการและผู้จัดการให้มีอำนาจอนุมัติการซื้อ การจ้าง การจ้างที่ปรึกษา การจ้างออกแบบและควบคุมงาน การจำหน่ายพัสดุ หรือการสั่งการใด ๆ ตามที่กำหนดไว้ในข้อบังคับนี้

“ผู้เสนอราคาที่มีผลประโยชน์ร่วมกัน” หมายความว่า บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลที่เข้าเสนอราคาขายในการซื้อพัสดุของหน่วยงานของรัฐ หรือเข้าเสนอราคาเพื่อรับจ้างทำพัสดุ หรือเข้าเสนองานเพื่อรับจ้างเป็นที่ปรึกษา หรือรับจ้างออกแบบและควบคุมงาน ให้แก่ หน่วยงานของรัฐใดเป็นผู้มีส่วนได้เสียไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมในกิจการของบุคคลธรรมดา หรือนิติบุคคลอื่นที่เข้าเสนอราคาหรือเข้าเสนองานให้แก่ หน่วยงานของรัฐนั้นในคราวเดียวกัน การมีส่วนได้เสียไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมของบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลดังกล่าวข้างต้น ได้แก่ การที่บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลดังกล่าวมีความสัมพันธ์กันในลักษณะดังต่อไปนี้

(๑) มีความสัมพันธ์กันในเชิงบริหาร โดยผู้จัดการ หุ้นส่วนผู้จัดการ กรรมการและผู้จัดการ ผู้บริหารหรือผู้มีอำนาจในการดำเนินงานในกิจการของบุคคลธรรมดาหรือของนิติบุคคลอีกรายหนึ่งหรือหลายรายที่เสนอราคาหรือเสนองานให้แก่หน่วยงานของรัฐในคราวเดียวกัน

(๒) มีความสัมพันธ์กันในเชิงทุนโดยผู้เป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนสามัญหรือผู้เป็นหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิดในห้างหุ้นส่วนจำกัด หรือผู้ถือหุ้นรายใหญ่ในบริษัทจำกัด หรือบริษัทมหาชนจำกัดเป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนสามัญหรือห้างหุ้นส่วนจำกัด หรือเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ในบริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชนจำกัดอีกรายหนึ่ง หรือหลายรายที่เสนอราคาหรือเสนองานให้แก่บรรษัทนั้นในคราวเดียวกัน

ทั้งนี้ “ผู้ถือหุ้นรายใหญ่” ให้หมายความว่า ผู้ถือหุ้นซึ่งถือหุ้นเกินกว่าร้อยละยี่สิบห้าในกิจการนั้นหรือในอัตราอื่นตามที่คณะกรรมการวินิจฉัยเห็นสมควรประกาศกำหนดสำหรับกิจการบางประเภทหรือบางขนาด

(๓) มีความสัมพันธ์กันในลักษณะไขว้กันระหว่าง (๑) และ (๒) โดยผู้จัดการ หุ้นส่วนผู้จัดการ กรรมการและผู้จัดการ ผู้บริหาร หรือผู้มีอำนาจในการดำเนินงานในกิจการของบุคคลธรรมดาหรือของนิติบุคคลรายหนึ่งเป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนสามัญหรือห้างหุ้นส่วนจำกัด หรือเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ในบริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชนจำกัดอีกรายหนึ่งหรือหลายรายที่เข้าเสนอราคาหรือเสนองานให้แก่หน่วยงานของรัฐนั้นในคราวเดียวกันหรือในนัยกลับกัน

การดำรงตำแหน่ง การเป็นหุ้นส่วน หรือการเข้าถือหุ้นดังกล่าวข้างต้นของคู่สมรส หรือบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะของบุคคลใน (๑) (๒) หรือ (๓) ให้ถือว่าเป็นการดำรงตำแหน่ง การเป็นหุ้นส่วนหรือการถือหุ้นของบุคคลดังกล่าว

ในกรณีบุคคลใดใช้ชื่อบุคคลอื่นเป็นผู้จัดการ หุ้นส่วนผู้จัดการ กรรมการและผู้จัดการ ผู้บริหาร ผู้เป็นหุ้นส่วน หรือผู้ถือหุ้น โดยที่ตนเองเป็นผู้ใช้อำนาจในการบริหารที่แท้จริงหรือเป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นที่แท้จริงของห้างหุ้นส่วน หรือบริษัทจำกัด หรือบริษัทมหาชนจำกัด แล้วแต่กรณี และห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทจำกัด หรือบริษัทมหาชนจำกัดที่เกี่ยวข้องได้เข้าเสนอราคาหรือเสนองานให้แก่หน่วยงานของรัฐนั้นในคราวเดียวกันให้ถือว่าผู้เสนอราคาหรือผู้เสนองานนั้นมีความสัมพันธ์กันตาม (๑) (๒) หรือ (๓) แล้วแต่กรณี

“การขัดขวางการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม” หมายความว่า การที่ผู้เสนอราคาหรือผู้เสนองานรายหนึ่งหรือหลายรายกระทำการอย่างใด ๆ อันเป็นการขัดขวาง หรือเป็นอุปสรรค หรือไม่เปิดโอกาสให้มีการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรมในการเสนอราคา หรือเสนองานต่อหน่วยงานของรัฐ ไม่ว่าจะกระทำโดยการสมยอมกัน หรือโดยการให้ ขอให้ หรือรับว่าจะให้ เรียก รับ หรือยอมจะรับเงิน หรือทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด หรือใช้กำลังประทุษร้าย หรือข่มขู่ว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย หรือแสดงเอกสารอันเป็นเท็จ หรือกระทำการใดโดยทุจริต ทั้งนี้ โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะแสวงหาประโยชน์ในระหว่างผู้เสนอราคา หรือผู้เสนองานด้วยกัน หรือเพื่อให้ประโยชน์แก่ผู้เสนอราคา หรือผู้เสนองานรายหนึ่งรายใดเป็นผู้มีสิทธิทำสัญญากับหน่วยงานของรัฐนั้น หรือเพื่อหลีกเลี่ยงการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม หรือเพื่อให้เกิดความได้เปรียบหน่วยงานของรัฐ โดยมิใช่เป็นไปในทางการประกอบธุรกิจปกติ

“องค์กรกลาง” หมายความว่า องค์กรกลางตามกฎหมายว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ

“พ.ร.บ. การจัดซื้อจัดจ้างฯ” หมายความว่า พระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. ๒๕๖๐ และที่แก้ไขเพิ่มเติม

“ระเบียบ” หมายความว่า ระเบียบที่เกี่ยวข้องซึ่งออกตามความใน พ.ร.บ. การจัดซื้อจัดจ้างฯ และที่แก้ไขเพิ่มเติม

“กฎกระทรวง” หมายความว่า กฎกระทรวงที่เกี่ยวข้องซึ่งออกตามความใน พ.ร.บ. การจัดซื้อจัดจ้างฯ และที่แก้ไขเพิ่มเติม

“ประกาศ” หมายความว่า ประกาศที่เกี่ยวข้องซึ่งออกตามความใน พ.ร.บ. การจัดซื้อจัดจ้างฯ และที่แก้ไขเพิ่มเติม

“กฎหมายว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ” หมายความว่า หลักเกณฑ์รายละเอียดวิธีการและขั้นตอนการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐตามที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างฯ ระเบียบ กฎกระทรวง ประกาศ

มาตรา ข้อ ๖

ข้อ ๖ เพื่อให้การปฏิบัติงานเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุ โดยใช้งบประมาณของบรรษัทให้เกิดความคุ้มค่า โปร่งใส มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล และตรวจสอบได้ตามภารกิจของบรรษัท และป้องกันปัญหาการทุจริต จึงกำหนดให้บรรษัททำการจัดซื้อจัดจ้างตามหลักเกณฑ์ วิธีการและขั้นตอนดังนี้

(๑) การจัดซื้อจัดจ้างที่เกี่ยวกับการพาณิชย์โดยตรง ให้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการและขั้นตอนตามที่กำหนดไว้ในข้อบังคับนี้ และระเบียบ คำสั่ง ประกาศ ที่กรรมการและผู้จัดการกำหนด

เพื่อให้การจัดซื้อจัดจ้างที่เกี่ยวกับการพาณิชย์โดยตรงของบรรษัทในต่างประเทศหรือหน่วยงานของบรรษัทที่ตั้งอยู่ในต่างประเทศเกิดความยืดหยุ่นและมีความคล่องตัว ให้ดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุดังกล่าวทั้งหมดหรือบางส่วนตามธรรมเนียมปฏิบัติหรือจารีตประเพณีแห่งท้องถิ่นโดยกำหนดให้ทำการจัดซื้อจัดจ้างด้วยวิธีการตามที่กำหนดไว้ในข้อบังคับนี้ โดยได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการ

การจัดซื้อจัดจ้างที่เกี่ยวกับการพาณิชย์โดยตรงซึ่งข้อบังคับนี้มิได้กำหนดไว้ให้นำกฎหมายว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐมาใช้บังคับโดยอนุโลม

(๒) การจัดซื้อจัดจ้างที่ไม่ใช่การจัดซื้อจัดจ้างที่เกี่ยวกับการพาณิชย์โดยตรง ให้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการและขั้นตอนตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ ยกเว้นกรณีที่กำหนดไว้ในหมวด ๑

มาตรา ข้อ ๗

ข้อ ๗ ให้กรรมการและผู้จัดการเป็นผู้รักษาการตามข้อบังคับนี้ และให้มีอำนาจวินิจฉัยตีความปัญหาเกี่ยวกับการปฏิบัติตามข้อบังคับและให้มีอำนาจหน้าที่ดังนี้

(๑) ออกระเบียบ ประกาศ คำสั่งเพื่อกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติเพื่อประโยชน์ต่อการปฏิบัติตามข้อบังคับนี้ โดยไม่ขัดหรือแย้งกับข้อบังคับนี้ โดยความเห็นชอบจากคณะกรรมการ

(๒) เสนอแนะการแก้ไขปรับปรุงข้อบังคับต่อคณะกรรมการ

(๓) ดำเนินการอื่นใดตามที่ข้อบังคับนี้กำหนด หรือตามที่คณะกรรมการมอบหมายภายใต้ขอบเขตข้อบังคับนี้

การจัดซื้อจัดจ้าง

บททั่วไป

มาตรา ข้อ ๘

ข้อ ๘ การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุของบรรษัทต้องก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่บรรษัท และต้องสอดคล้องกับหลักการ ดังต่อไปนี้

(๑) คุ้มค่า โดยพัสดุที่จัดซื้อจัดจ้างต้องมีคุณภาพหรือคุณลักษณะที่ตอบสนองวัตถุประสงค์ในการใช้งานของบรรษัท มีราคาที่เหมาะสม และมีแผนการบริหารพัสดุที่เหมาะสมและชัดเจน

(๒) โปร่งใส โดยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุต้องกระทำโดยเปิดเผย เปิดโอกาสให้มีการแข่งขันอย่างเป็นธรรม มีการปฏิบัติต่อผู้ประกอบการทุกรายโดยเท่าเทียมกัน มีระยะเวลาที่เหมาะสม และเพียงพอต่อการยื่นข้อเสนอ มีหลักฐานการดำเนินงานชัดเจน และมีการเปิดเผยข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุในทุกขั้นตอน

(๓) มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล โดยต้องมีการวางแผนการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุล่วงหน้าเพื่อให้การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุเป็นไปอย่างต่อเนื่องและมีกำหนดเวลาที่เหมาะสมโดยมีการประเมินและเปิดเผยผลสัมฤทธิ์ของการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุ

(๔) ตรวจสอบได้ โดยมีการเก็บข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุอย่างเป็นระบบเพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบ

การปฏิบัติเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุของบรรษัทต้องเป็นตามแนวทางที่กำหนดไว้ในวรรคหนึ่งข้างต้น

หากการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุของบรรษัทไม่เป็นไปตามหลักการดังกล่าว แต่ไม่มีผลต่อการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุอย่างมีนัยสำคัญ หรือเกิดจากกรณีเร่งด่วน หรือมีเหตุผลหรือความจำเป็นอื่น การจัดซื้อจัดจ้างนั้นย่อมไม่เสียไป

ให้ใช้หลักการตามวรรคหนึ่งเป็นแนวทางในการปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการนโยบาย คณะกรรมการวินิจฉัย คณะกรรมการราคากลาง คณะกรรมการ ค.ป.ท. และคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ตามที่กำหนดใน พ.ร.บ. การจัดซื้อจัดจ้างฯ โดยอนุโลม

มาตรา ข้อ ๙

ข้อ ๙ การกำหนดคุณลักษณะเฉพาะของพัสดุที่จะทำการจัดซื้อจัดจ้างของบรรษัทให้คำนึงถึงคุณภาพ เทคนิค และวัตถุประสงค์การจัดซื้อจัดจ้างนั้น และห้ามมิให้กำหนดคุณลักษณะเฉพาะของพัสดุให้ใกล้เคียงกับยี่ห้อใดยี่ห้อหนึ่ง หรือของผู้ขายรายใดรายหนึ่งโดยเฉพาะ เว้นแต่พัสดุที่จะทำการจัดซื้อจัดจ้างตามวัตถุประสงค์นั้นมียี่ห้อเดียว หรือจะต้องใช้อะไหล่ของยี่ห้อใดก็ให้ระบุยี่ห้อนั้นได้

มาตรา ข้อ ๑๐

ข้อ ๑๐ ห้ามมิให้บรรษัทเปิดเผยข้อเสนอของผู้ยื่นข้อเสนอในส่วนที่เป็นสาระสำคัญและเป็นข้อมูลทางเทคนิคของผู้ยื่นข้อเสนอ ซึ่งอาจก่อให้เกิดการได้เปรียบเสียเปรียบระหว่างผู้ยื่นข้อเสนอด้วยกันต่อผู้ซึ่งมิได้เกี่ยวข้องกับการจัดซื้อจัดจ้างครั้งนั้นหรือต่อผู้ยื่นข้อเสนอรายอื่น เว้นแต่เป็นการเปิดเผยข้อมูลต่อผู้มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายหรือดำเนินการตามกฎหมาย

มาตรา ข้อ ๑๑

ข้อ ๑๑ ในการจัดซื้อจัดจ้าง ผู้ที่มีหน้าที่ดำเนินการต้องไม่เป็นผู้มีส่วนได้เสียกับผู้ยื่นข้อเสนอหรือคู่สัญญาในงานนั้น

ในกรณีที่ปรากฏในภายหลังว่าผู้ที่มีหน้าที่ดำเนินการตามวรรคหนึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสียกับผู้ยื่นข้อเสนอหรือคู่สัญญาในขั้นตอนหนึ่งขั้นตอนใดของการจัดซื้อจัดจ้าง หรือเป็นกรรมการในคณะกรรมการซื้อหรือจ้าง แต่ไม่มีผลต่อการจัดซื้อจัดจ้างอย่างมีนัยสำคัญ การจัดซื้อจัดจ้างนั้นย่อมไม่เสียไป

มาตรา ข้อ ๑๒

ข้อ ๑๒ เพื่อให้การจัดซื้อจัดจ้างเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและไม่เกิดความเสียหายต่อบรรษัท ในกรณีที่บรรษัทได้ทำการจัดซื้อจัดจ้างขั้นตอนหนึ่งขั้นตอนใดผิดพลาดหรือผิดเล็กน้อย และไม่มีผลต่อการจัดซื้อจัดจ้างอย่างมีนัยสำคัญ การจัดซื้อจัดจ้างนั้นย่อมไม่เสียไป

การจัดทำแผนการจัดซื้อจัดจ้าง

มาตรา ข้อ ๑๓

ข้อ ๑๓ เมื่อบรรษัทได้รับความเห็นชอบวงเงินงบประมาณที่จะใช้ในการจัดซื้อจัดจ้างจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือผู้มีอำนาจในการพิจารณางบประมาณแล้ว ให้ส่วนงานหรือฝ่ายงานที่มีหน้าที่และความรับผิดชอบงานเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างของบรรษัทตามโครงสร้างองค์กร หรือฝ่ายงานที่ได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติงานดังกล่าว มีหน้าที่ในการจัดทำแผนการจัดซื้อจัดจ้างประจำปีของบรรษัท สำหรับการจัดซื้อจัดจ้างที่มีวงเงินตั้งแต่ ๕๐๐,๐๐๐ บาทขึ้นไป โดยผ่านหัวหน้าเจ้าหน้าที่ตามลำดับชั้นเสนอกรรมการและผู้จัดการเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบแผนการจัดซื้อจัดจ้างประจำปี

แผนการจัดซื้อจัดจ้างประจำปีตามวรรคหนึ่งให้ประกอบด้วยรายการอย่างน้อย ดังต่อไปนี้

(๑) ชื่อโครงการที่จะจัดซื้อจัดจ้าง

(๒) วงเงินที่จะจัดซื้อจัดจ้างโดยประมาณ

(๓) ระยะเวลาที่คาดว่าจะจัดซื้อจัดจ้าง

หลักเกณฑ์ วิธีการ และรายละเอียดการจัดทำแผนการจัดซื้อจัดจ้างตามวรรคหนึ่ง และการเปลี่ยนแปลงแผน ให้เป็นไปตามที่กรรมการและผู้จัดการเห็นสมควร

มาตรา ข้อ ๑๔

ข้อ ๑๔ การจัดซื้อจัดจ้างที่ได้รับงบประมาณและกำหนดอยู่ในแผนการจัดซื้อจัดจ้างประจำปีแล้ว ให้ดำเนินการขออนุมัติจากผู้มีอำนาจอนุมัติและดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างตามวิธีการ ขั้นตอนที่กำหนดไว้ในข้อบังคับนี้ต่อไป

สำหรับการจัดซื้อจัดจ้างที่ไม่ได้รับอนุมัติงบประมาณไว้หรือได้รับอนุมัติงบประมาณไว้ไม่เพียงพอ หรือไม่ได้กำหนดไว้ในแผนการจัดซื้อจัดจ้างประจำปี ให้เสนอขออนุมัติจัดซื้อจัดจ้างจากคณะกรรมการ

ผู้มีอำนาจอนุมัติการจัดซื้อจัดจ้างและการจ่ายเงิน

มาตรา ข้อ ๑๕

ข้อ ๑๕ การอนุมัติการจัดซื้อจัดจ้าง ให้เป็นอำนาจของผู้ดำรงตำแหน่งและภายในวงเงิน ดังต่อไปนี้

(๑) กรรมการและผู้จัดการ วงเงินไม่เกิน ๒๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท

(๒) คณะกรรมการบริหาร วงเงินเกิน ๒๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท แต่ไม่เกิน ๕๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท

(๓) คณะกรรมการ วงเงินเกิน ๕๐,๐๐๐,๐๐๐ บาทขึ้นไป

มาตรา ข้อ ๑๖

ข้อ ๑๖ การอนุมัติการจ่ายเงินในแต่ละงวดงานของการจัดซื้อจัดจ้างที่ได้รับการอนุมัติ โดยผู้มีอำนาจอนุมัติตามข้อ ๑๕ แล้ว ให้เป็นอำนาจของผู้ดำรงตำแหน่งและภายในวงเงิน ดังต่อไปนี้

(๑) กรรมการและผู้จัดการ วงเงินไม่เกิน ๑๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท

(๒) คณะกรรมการบริหาร วงเงินเกิน ๑๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท แต่ไม่เกิน ๒๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท

(๓) คณะกรรมการ วงเงินเกิน ๒๐,๐๐๐,๐๐๐ บาทขึ้นไป

กรรมการและผู้จัดการอาจมอบอำนาจเป็นลายลักษณ์อักษรให้รองกรรมการผู้จัดการ หรือผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ มีอำนาจตาม (๑) ภายในวงเงินที่กรรมการและผู้จัดการกำหนดก็ได้ ทั้งนี้ โดยให้คำนึงถึงระดับตำแหน่งหน้าที่และความรับผิดชอบของผู้ที่ได้รับมอบอำนาจเป็นสำคัญ และเมื่อมีการมอบอำนาจดังกล่าวแล้ว ผู้รับมอบอำนาจมีหน้าที่ต้องรับมอบอำนาจนั้น และจะมอบอำนาจนั้นให้แก่พนักงานผู้ดำรงตำแหน่งอื่นต่อไปไม่ได้

หน่วยงานที่ขอซื้อขอจ้างจะต้องรายงานความคืบหน้าการจ่ายเงินให้กับผู้มีอำนาจอนุมัติการจัดซื้อจัดจ้างทราบ เมื่อมีการจ่ายเงินงวดงานคิดเป็นอัตราร้อยละ ๕๐ อัตราร้อยละ ๗๕ และอัตราร้อยละ ๑๐๐ ของวงเงินการจัดซื้อจัดจ้าง

ผู้มีหน้าที่ปฏิบัติและรับผิดชอบ

กระบวนการจัดซื้อหรือจ้างแต่ละขั้นตอน

มาตรา ข้อ ๑๗

ข้อ ๑๗ ผู้มีหน้าที่ปฏิบัติและรับผิดชอบกระบวนการจัดซื้อหรือจ้างแต่ละขั้นตอน ดังต่อไปนี้

(๑) หน่วยงานที่ขอซื้อหรือจ้าง มีหน้าที่ดังนี้

(๑.๑) เป็นผู้จัดทำรายงานการขอซื้อหรือจ้าง โดยผ่านการตรวจพิจารณาจากหัวหน้าเจ้าหน้าที่เสนอขออนุมัติตามลำดับชั้นถึงผู้มีอำนาจอนุมัติ

(๑.๒) เป็นผู้จัดทำร่างขอบเขตของงานหรือรายละเอียดคุณลักษณะเฉพาะของพัสดุโดยผ่านการตรวจพิจารณาจากหัวหน้าเจ้าหน้าที่

(๑.๓) ให้หน่วยงานที่ขอซื้อหรือจ้างต้องจัดให้มีการบันทึกรายงานผลการพิจารณารายละเอียดวิธีการและขั้นตอนการจัดซื้อหรือจ้างและจัดเก็บไว้อย่างเป็นระบบ เพื่อประโยชน์ในการตรวจดูข้อมูลเมื่อมีการร้องขอ การจัดทำบันทึกรายงานผลการพิจารณา รายละเอียดวิธีการและขั้นตอนการจัดซื้อหรือจ้าง และร้องขอเพื่อตรวจดูบันทึกรายงานดังกล่าวให้เป็นไปตามที่ข้อบังคับนี้และระเบียบกำหนด

(๑.๔) ให้หน่วยงานที่ขอซื้อหรือจ้างมีหน้าที่รับผิดชอบในการเป็นผู้ประสานงานหรือบริหารจัดการงานใด ๆ เพื่อให้การซื้อหรือการจ้างนั้นสำเร็จเป็นไปตามวัตถุประสงค์ตามที่กำหนดไว้

(๒) คณะกรรมการซื้อหรือจ้างที่กรรมการและผู้จัดการแต่งตั้งตามที่กำหนดในหมวด ๒ ส่วนที่ ๓ เป็นผู้จัดทำบันทึกรายงานผลการพิจารณาคัดเลือก โดยผ่านการตรวจพิจารณาจากหัวหน้าเจ้าหน้าที่เพื่อเสนอความเห็นต่อกรรมการและผู้จัดการ

(๓) ให้ส่วนงานหรือฝ่ายงานที่มีหน้าที่และความรับผิดชอบงานเกี่ยวกับงานการจัดซื้อจัดจ้างของบรรษัทตามโครงสร้างองค์กรหรือฝ่ายงานที่ได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติงานดังกล่าวเป็นผู้ประกาศเผยแพร่เอกสาร หนังสือที่เกี่ยวข้องกับการจัดซื้อจัดจ้าง ตามวิธีที่กำหนดในข้อบังคับนี้

ทั้งนี้ เพื่อให้การจัดซื้อหรือการจัดจ้างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลยิ่งขึ้น กรรมการและผู้จัดการมีอำนาจมอบหมายให้พนักงานหรือฝ่ายงานใดในบรรษัทมีหน้าที่และความรับผิดชอบตามที่กำหนดไว้ใน (๑) (๒) และ (๓) ก็ได้

การจัดซื้อจัดจ้างที่เกี่ยวกับการพาณิชย์โดยตรง

บททั่วไป

มาตรา ข้อ ๑๘

ข้อ ๑๘ ในกรณีที่มีการจัดซื้อจัดจ้างเพื่อจัดทำพัสดุเอง ให้กรรมการและผู้จัดการแต่งตั้งผู้ควบคุมรับผิดชอบในการจัดทำเองนั้น และแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจการปฏิบัติงานโดยมีคุณสมบัติและหน้าที่เช่นเดียวกับคณะกรรมการตรวจรับพัสดุ เว้นแต่จะมีหน่วยงานที่มีผู้รับผิดชอบโดยเฉพาะอยู่แล้ว

มาตรา ข้อ ๑๙

ข้อ ๑๙ การแบ่งซื้อหรือแบ่งจ้างโดยลดวงเงินที่จะจัดซื้อจัดจ้างในครั้งเดียวกัน เพื่อให้วิธีการซื้อหรือจ้าง หรืออำนาจในการสั่งซื้อสั่งจ้างเปลี่ยนแปลงไปจะกระทำมิได้ กรณีใดจะเป็นการแบ่งซื้อหรือแบ่งจ้างให้พิจารณาถึงวัตถุประสงค์ในการซื้อหรือจ้างครั้งนั้น และความคุ้มค่าของบรรษัทเป็นสำคัญ

การมีส่วนร่วมของภาคประชาชน และผู้ประกอบการในการป้องกันการทุจริต

มาตรา ข้อ ๒๐

ข้อ ๒๐ เพื่อให้เกิดความโปร่งใสในการจัดซื้อจัดจ้างของบรรษัท บรรษัทอาจจัดให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมในการสังเกตการณ์ขั้นตอนหนึ่งขั้นตอนใดของการจัดซื้อจัดจ้างของบรรษัทก็ได้

มาตรา ข้อ ๒๑

ข้อ ๒๑ ในการดำเนินการตามข้อ ๒๐ บรรษัทอาจกำหนดให้มีการจัดทำข้อตกลงคุณธรรมตามโครงการความร่วมมือป้องกันการทุจริตในการจัดซื้อจัดจ้างก็ได้

ข้อตกลงคุณธรรมตามวรรคหนึ่ง ให้จัดทำข้อตกลงร่วมกันระหว่างบรรษัทและผู้ประกอบการที่จะยื่นข้อเสนอ โดยบรรษัทและผู้ประกอบการที่จะยื่นข้อเสนอต้องตกลงกันว่าจะไม่กระทำการทุจริตในการจัดซื้อจัดจ้าง และให้มีผู้สังเกตการณ์ซึ่งมีความรู้ ความเชี่ยวชาญ หรือประสบการณ์ที่จำเป็นต่อโครงการจัดซื้อจัดจ้างนั้น ๆ เข้าร่วมสังเกตการณ์ในการจัดซื้อจัดจ้างตั้งแต่ขั้นตอนการจัดทำร่างขอบเขตของงานหรือรายละเอียดของพัสดุที่จะทำการจัดซื้อจัดจ้างและร่างเอกสารเชิญชวนจนถึงขั้นตอนสิ้นสุดโครงการ โดยสังเกตการณ์ต้องมีความเป็นกลางและไม่เป็นผู้มีส่วนได้เสียในโครงการการจัดซื้อจัดจ้างนั้น

แนวทางและวิธีการในการดำเนินงานโครงการแบบของข้อตกลงคุณธรรม การคัดเลือกผู้สังเกตการณ์ให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการประกาศกำหนด

คณะกรรมการซื้อหรือจ้าง

มาตรา ข้อ ๒๒

ข้อ ๒๒ ยกเว้นกรณีที่ข้อบังคับนี้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่น ในการดำเนินการซื้อหรือจ้างแต่ละครั้ง ให้กรรมการและผู้จัดการแต่งตั้งคณะกรรมการซื้อหรือจ้างขึ้น เพื่อปฏิบัติการตามข้อบังคับนี้ พร้อมกับกำหนดระยะเวลาในการพิจารณาของคณะกรรมการ แล้วแต่กรณี คือ

(๑) คณะกรรมการซื้อหรือจ้างโดยวิธีตรวจสอบราคา

(๒) คณะกรรมการซื้อหรือจ้างโดยวิธีขึ้นทะเบียนผู้รับจ้าง

(๓) คณะกรรมการซื้อหรือจ้างโดยวิธีตกลงราคา

(๔) คณะกรรมการดำเนินการจ้างที่ปรึกษาโดยวิธีตกลง

(๕) คณะกรรมการดำเนินการจ้างที่ปรึกษาโดยวิธีคัดเลือก

(๖) คณะกรรมการตรวจรับพัสดุ

ให้คณะกรรมการซื้อหรือจ้างแต่ละคณะ รายงานผลการพิจารณาต่อกรรมการและผู้จัดการภายในระยะเวลาที่กำหนด ถ้ามีเหตุที่ทำให้การรายงานล่าช้า ให้เสนอกรรมการและผู้จัดการพิจารณาขยายเวลาให้ตามความจำเป็น

มาตรา ข้อ ๒๓

ข้อ ๒๓ คณะกรรมการซื้อหรือจ้างตามข้อ ๒๒ แต่ละคณะประกอบด้วย ประธานกรรมการ ๑ คน และกรรมการอย่างน้อย ๒ คน ซึ่งแต่งตั้งจากพนักงาน ลูกจ้างประจำ โดยให้คำนึงถึงลักษณะหน้าที่และความรับผิดชอบของผู้ที่ได้รับแต่งตั้งเป็นสำคัญ

ในกรณีจำเป็นหรือเพื่อประโยชน์ของบรรษัทจะแต่งตั้งบุคคลอื่นร่วมเป็นกรรมการด้วยก็ได้ แต่จำนวนกรรมการที่เป็นบุคคลอื่นนั้นจะต้องไม่มากกว่าจำนวนกรรมการตามวรรคหนึ่ง

ในการซื้อหรือจ้างครั้งเดียวกัน ห้ามแต่งตั้งผู้ที่เป็นกรรมการซื้อหรือจ้างเป็นกรรมการตรวจรับพัสดุ

คณะกรรมการซื้อหรือจ้างและคณะกรรมการตรวจรับแต่ละคณะ ควรแต่งตั้งผู้ชำนาญการหรือผู้ทรงคุณวุฒิเกี่ยวกับงานซื้อหรือจ้างนั้น ๆ เข้าร่วมเป็นกรรมการด้วย

มาตรา ข้อ ๒๔

ข้อ ๒๔ การประชุมของคณะกรรมการแต่ละคณะ ต้องมีกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมด ให้ประธานกรรมการและกรรมการแต่ละคนมีเสียงหนึ่งในการลงมติ โดยประธานกรรมการต้องอยู่ด้วยทุกครั้งในการประชุม หากประธานกรรมการไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้กรรมการและผู้จัดการแต่งตั้งประธานกรรมการคนใหม่เป็นประธานกรรมการแทน

มติของคณะกรรมการให้ถือเสียงข้างมาก ถ้าคะแนนเสียงเท่ากันให้ประธานกรรมการออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด เว้นแต่คณะกรรมการตรวจรับพัสดุให้ถือมติเอกฉันท์

กรรมการของคณะใดไม่เห็นด้วยกับมติของคณะกรรมการ ให้ทำบันทึกความเห็นแย้งไว้ด้วย ประธานกรรมการและกรรมการจะต้องไม่เป็นผู้มีส่วนได้เสียกับผู้ยื่นข้อเสนอหรือคู่สัญญาในการซื้อหรือจ้างครั้งนั้น ทั้งนี้ การมีส่วนได้เสียในเรื่องซึ่งที่ประชุมพิจารณาของประธานกรรมการและกรรมการให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง

หากประธานกรรมการหรือกรรมการทราบว่า ตนเป็นผู้มีส่วนได้เสียกับผู้ยื่นข้อเสนอหรือคู่สัญญาในการซื้อหรือจ้างครั้งนั้น ให้ประธานกรรมการหรือกรรมการผู้นั้นลาออกจากการเป็นประธานกรรมการหรือกรรมการในคณะกรรมการที่ตนได้รับการแต่งตั้งนั้น และให้รายงานกรรมการและผู้จัดการทราบเพื่อสั่งการตามที่เห็นสมควรต่อไป

กระบวนการซื้อหรือจ้าง

๔.๑ บททั่วไป

มาตรา ข้อ ๒๕

ข้อ ๒๕ ในการซื้อหรือจ้างแต่ละวิธี ให้ผู้มีหน้าที่หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายตามที่กำหนดไว้ในข้อ ๑๗ (๑) ต้องจัดทำรายงานขอซื้อหรือขอจ้างเสนอกรรมการและผู้จัดการ และผู้มีอำนาจอนุมัติจัดซื้อจัดจ้างตามลำดับ เพื่อขอความเห็นชอบโดยเสนอผ่านหัวหน้าเจ้าหน้าที่ตามรายการดังต่อไปนี้

(๑) เหตุผลและความจำเป็นที่ต้องจัดซื้อหรือจ้าง

(๒) ขอบเขตของงานหรือรายละเอียดคุณลักษณะเฉพาะของพัสดุหรือแบบรูปรายการงานก่อสร้างที่จะซื้อหรือจ้าง แล้วแต่กรณี

(๓) ราคากลางของพัสดุที่จะซื้อหรือจ้าง

(๔) วงเงินที่จะซื้อหรือจ้าง โดยให้ระบุวงเงินงบประมาณ ถ้าไม่มีวงเงินดังกล่าวให้ระบุวงเงินที่ประมาณว่าจะซื้อหรือจ้างในครั้งนั้น

(๕) กำหนดเวลาที่ต้องการใช้พัสดุนั้นหรือให้งานนั้นแล้วเสร็จ

(๖) วิธีที่จะซื้อหรือจ้างและเหตุผลที่ต้องซื้อหรือจ้างโดยวิธีนั้น

(๗) หลักเกณฑ์การพิจารณาคัดเลือกข้อเสนอ

(๘) ข้อเสนออื่น ๆ เช่น การขออนุมัติแต่งตั้งคณะกรรมการต่าง ๆ ที่จำเป็นในการซื้อหรือจ้างการออกประกาศและเอกสารเชิญชวน หรือหนังสือเชิญชวน

การซื้อหรือจ้างกรณีจำเป็นเร่งด่วนอันเนื่องมาจากเกิดเหตุการณ์ที่ไม่อาจคาดหมายได้ หรือกรณีมีความจำเป็นต้องใช้พัสดุนั้นโดยฉุกเฉิน ซึ่งไม่อาจทำรายงานตามปกติได้ ผู้มีหน้าที่หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายในการปฏิบัติงานนั้นจะทำรายงานตามวรรคหนึ่ง เฉพาะรายการที่เห็นว่าจำเป็นก็ได้

มาตรา ข้อ ๒๖

ข้อ ๒๖ เมื่อกรรมการและผู้จัดการให้ความเห็นชอบตามรายงานขอซื้อหรือขอจ้างที่เสนอตามข้อ ๒๕ แล้ว ให้ผู้มีหน้าที่หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายดำเนินการตามวิธีซื้อหรือจ้างนั้นต่อไปได้

๔.๒ วิธีการซื้อหรือจ้าง

(ไม่รวมการจ้างที่ปรึกษา)

มาตรา ข้อ ๒๗

ข้อ ๒๗ การซื้อหรือจ้าง กระทำได้ ๓ วิธีดังนี้

(๑) วิธีตรวจสอบราคา

(๒) วิธีขึ้นทะเบียนผู้รับจ้าง

(๓) วิธีตกลงราคา

การซื้อหรือจ้างโดยวิธีตรวจสอบราคา

มาตรา ข้อ ๒๘

ข้อ ๒๘ การซื้อหรือจ้างโดยวิธีตรวจสอบราคา ได้แก่ การซื้อหรือจ้างโดยการเชิญชวนเฉพาะผู้ประกอบการที่มีคุณสมบัติตรงตามเงื่อนไขที่บรรษัทกำหนด ซึ่งต้องไม่น้อยกว่าสามรายให้เข้ายื่นข้อเสนอ เว้นแต่ในงานนั้นมีผู้ประกอบการที่มีคุณสมบัติตรงตามที่กำหนดน้อยกว่าสามราย ซึ่งกระทำได้ในกรณีใดกรณีหนึ่งดังต่อไปนี้

(๑) การซื้อหรือจ้างครั้งหนึ่ง ซึ่งมีวงเงินเกิน ๕๐๐,๐๐๐ บาท

(๒) ใช้วิธีประกาศเชิญชวนทั่วไปแล้ว แต่ไม่มีผู้ยื่นข้อเสนอ หรือข้อเสนอนั้นไม่ได้รับการคัดเลือก

(๓) พัสดุที่ต้องการซื้อหรือจ้างมีคุณลักษณะเฉพาะเป็นพิเศษหรือซับซ้อนหรือต้องผลิต จำหน่าย ก่อสร้าง หรือให้บริการโดยผู้ประกอบการที่มีฝีมือโดยเฉพาะ หรือมีความชำนาญเป็นพิเศษหรือมีทักษะสูง และผู้ประกอบการนั้นมีจำนวนจำกัด

(๔) มีความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องใช้พัสดุนั้นอันเนื่องมาจากเกิดเหตุการณ์ที่ไม่อาจคาดหมายได้

(๕) เป็นพัสดุที่โดยลักษณะของการใช้งานหรือมีข้อจำกัดทางเทคนิคที่จำเป็นต้องระบุยี่ห้อเป็นการเฉพาะ

(๖) เป็นงานจ้างซ่อมพัสดุที่จำเป็นต้องถอดตรวจให้ทราบความชำรุดเสียหายเสียก่อนจึงจะประมาณค่าซ่อมได้ เช่น งานจ้างซ่อมเครื่องจักร เครื่องมือกล เครื่องยนต์ เครื่องไฟฟ้า หรือเครื่องอิเล็กทรอนิกส์

มาตรา ข้อ ๒๙

ข้อ ๒๙ เมื่อกรรมการและผู้จัดการให้ความเห็นชอบรายงานขอซื้อหรือขอจ้างตามข้อ ๒๕ แล้วให้คณะกรรมการซื้อหรือจ้างโดยวิธีตรวจสอบราคา ดำเนินการดังต่อไปนี้

(๑) จัดทำหนังสือเชิญชวนผู้ประกอบการที่มีคุณสมบัติตรงตามเงื่อนไขที่กำหนดไม่น้อยกว่าสามรายให้เข้ายื่นข้อเสนอ เว้นแต่ในงานนั้นมีผู้ประกอบการที่มีคุณสมบัติตรงตามที่กำหนดน้อยกว่าสามรายโดยให้คำนึงถึงการไม่มีผลประโยชน์ร่วมกันของผู้ที่เข้ายื่นข้อเสนอ พร้อมจัดทำบัญชีรายชื่อผู้ประกอบการที่คณะกรรมการซื้อหรือจ้างโดยวิธีตรวจสอบราคามีหนังสือเชิญชวน

(๒) ในการยื่นซองข้อเสนอ ผู้ยื่นข้อเสนอจะต้องผนึกซองจ่าหน้าถึงประธานคณะกรรมการซื้อหรือจ้างโดยวิธีตรวจสอบราคาครั้งนั้นและส่งถึงบรรษัทผู้ดำเนินการซื้อหรือจ้าง โดยยื่นโดยตรงต่อบรรษัทพร้อมรับรองเอกสารหลักฐานที่ยื่นมาพร้อมกับซองว่าเอกสารดังกล่าวถูกต้องและเป็นความจริงทุกประการ

ให้เจ้าหน้าที่ลงรับโดยไม่เปิดซองพร้อมระบุวันและเวลาที่รับซอง ในกรณีที่ผู้ยื่นข้อเสนอมายื่นซองโดยตรง ให้ออกใบรับให้แก่ผู้ยื่นข้อเสนอ และให้ส่งมอบซองเสนอราคาทั้งหมด และเอกสารหลักฐานต่าง ๆ ที่ได้รับไว้ต่อคณะกรรมการซื้อหรือจ้างโดยวิธีตรวจสอบราคาครั้งนั้น เพื่อดำเนินการต่อไป

(๓) เมื่อถึงกำหนดวัน เวลาการรับซองข้อเสนอ ให้รับซองข้อเสนอของผู้ยื่นข้อเสนอเฉพาะรายที่คณะกรรมการซื้อหรือจ้างโดยวิธีตรวจสอบราคาได้มีหนังสือเชิญชวนเท่านั้น พร้อมจัดทำบัญชีรายชื่อผู้มายื่นข้อเสนอ เมื่อพ้นกำหนดเวลารับซองข้อเสนอ ห้ามรับเอกสารหลักฐานต่าง ๆ และพัสดุตัวอย่างตามเงื่อนไขที่กำหนดในหนังสือเชิญชวนเพิ่มเติมจากผู้ยื่นข้อเสนอ เว้นแต่กรณีการซื้อหรือจ้างใดมีรายละเอียดที่มีความจำเป็นโดยสภาพของการซื้อหรือจ้างที่จะต้องให้ผู้ยื่นข้อเสนอนำตัวอย่างพัสดุมาแสดงเพื่อทดลอง หรือทดสอบหรือนำเสนองาน หรือให้ผู้ยื่นข้อเสนอนำเอกสารหรือรายละเอียดมาส่งภายหลังจากวันยื่นซองข้อเสนอ

(๔) เมื่อถึงกำหนดเวลาการเปิดซองข้อเสนอ ให้คณะกรรมการซื้อหรือจ้างโดยวิธีตรวจสอบราคา ดำเนินการเปิดซองข้อเสนอและตรวจสอบเอกสารหลักฐานต่าง ๆ ของผู้ยื่นข้อเสนอทุกรายแล้ว ให้กรรมการทุกคนลงลายมือซื่อกำกับไว้ในใบเสนอราคาและเอกสารประกอบการเสนอราคาของผู้ยื่นข้อเสนอทุกแผ่นและให้ดำเนินการ ดังต่อไปนี้

(๔.๑) ตรวจสอบการมีผลประโยชน์ร่วมกัน และเอกสารหลักฐานการเสนอราคาต่าง ๆ และพัสดุตัวอย่าง (ถ้ามี) หรือพิจารณาการนำเสนองานของผู้ยื่นข้อเสนอทุกราย แล้วคัดเลือกผู้ยื่นข้อเสนอที่ไม่มีผลประโยชน์ร่วมกันและยื่นเอกสารการเสนอราคาครบถ้วน ถูกต้อง มีคุณสมบัติและข้อเสนอทางด้านเทคนิคหรือเสนอพัสดุที่มีรายละเอียดคุณลักษณะเฉพาะครบถ้วน ถูกต้อง ตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในหนังสือเชิญชวน

ในกระบวนการพิจารณา คณะกรรมการซื้อหรือจ้างโดยวิธีตรวจสอบราคาอาจสอบถามข้อเท็จจริงเพิ่มเติมจากผู้ยื่นข้อเสนอรายใดก็ได้ แต่จะให้ผู้ยื่นข้อเสนอรายใดเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญที่เสนอไว้แล้วมิได้ และหากคณะกรรมการซื้อหรือจ้างโดยวิธีตรวจสอบราคาเห็นว่าผู้ยื่นข้อเสนอรายใดมีคุณสมบัติไม่ครบถ้วนตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในหนังสือเชิญชวน ให้คณะกรรมการซื้อหรือจ้างโดยวิธีตรวจสอบราคาตัดรายชื่อของผู้ยื่นข้อเสนอรายนั้นออกจากการเป็นผู้ยื่นข้อเสนอในครั้งนั้น

ในกรณีที่ผู้ยื่นข้อเสนอรายใดเสนอเอกสารทางเทคนิคหรือรายละเอียดคุณลักษณะเฉพาะของพัสดุที่จะซื้อหรือจ้างไม่ครบถ้วน หรือเสนอรายละเอียดแตกต่างไปจากเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในหนังสือเชิญชวนในส่วนที่มิใช่สาระสำคัญและความแตกต่างนั้นไม่มีผลทำให้เกิดการได้เปรียบเสียเปรียบต่อผู้ยื่นข้อเสนอรายอื่นหรือเป็นการผิดพลาดเล็กน้อยให้พิจารณาผ่อนปรนการตัดสิทธิ์ผู้ยื่นข้อเสนอรายนั้น

(๔.๒) พิจารณาคัดเลือกพัสดุหรือคุณสมบัติของผู้ยื่นข้อเสนอที่ถูกต้องตาม (๔.๑) และพิจารณาคัดเลือกข้อเสนอตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในหนังสือเชิญชวน โดยให้จัดเรียงลำดับผู้ที่เสนอราคาต่ำสุดหรือได้คะแนนรวมสูงสุดไม่เกิน ๓ ราย

ในกรณีที่ผู้ยื่นข้อเสนอรายที่คัดเลือกไว้ไม่ยอมเข้าทำสัญญาหรือข้อตกลงกับบรรษัทในเวลาที่กำหนดตามหนังสือเชิญชวน ให้คณะกรรมการซื้อหรือจ้างโดยวิธีตรวจสอบราคา พิจารณาผู้ที่เสนอราคาต่ำรายถัดไป หรือผู้ที่ได้คะแนนรวมสูงรายถัดไปตามลำดับ แล้วแต่กรณี

(๕) จัดทำรายงานผลการพิจารณาและความเห็นพร้อมด้วยเอกสารที่ได้รับไว้ทั้งหมดเสนอกรรมการและผู้จัดการผ่านหัวหน้าเจ้าหน้าที่เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ ทั้งนี้ รายงานผลการพิจารณาดังกล่าวให้ประกอบด้วยรายการอย่างน้อย ดังต่อไปนี้

(๕.๑) รายการพัสดุที่จะซื้อหรือจ้าง

(๕.๒) รายชื่อผู้ยื่นข้อเสนอ ราคาที่เสนอ และข้อเสนอของผู้ยื่นข้อเสนอทุกราย

(๕.๓) รายชื่อผู้ยื่นข้อเสนอที่ผ่านการคัดเลือกว่าไม่เป็นผู้มีผลประโยชน์ร่วมกัน

(๕.๔) หลักเกณฑ์การพิจารณาคัดเลือกข้อเสนอ พร้อมเกณฑ์การให้คะแนน

(๕.๕) ผลการพิจารณาคัดเลือกข้อเสนอและการให้คะแนนข้อเสนอของผู้ยื่นข้อเสนอทุกรายพร้อมเหตุผลสนับสนุนในการพิจารณา

มาตรา ข้อ ๓๐

ข้อ ๓๐ หากปรากฏว่ามีผู้ยื่นข้อเสนอเพียงรายเดียวหรือมีผู้ยื่นข้อเสนอหลายรายแต่ถูกต้องตรงตามเงื่อนไขที่กำหนดในหนังสือเชิญชวนเพียงรายเดียว ให้คณะกรรมการซื้อหรือจ้างโดยวิธีตรวจสอบราคาเสนอกรรมการและผู้จัดการผ่านหัวหน้าเจ้าหน้าที่ เพื่อยกเลิกการจัดซื้อจัดจ้างครั้งนั้น และให้ดำเนินการซื้อจัดจ้าง โดยวิธีตรวจสอบราคาใหม่ แต่หากกรรมการและผู้จัดการพิจารณาแล้วเห็นว่าการจัดซื้อจัดจ้างโดยวิธีตรวจสอบราคาใหม่อาจไม่ได้ผลดี จะสั่งให้ดำเนินการซื้อหรือจ้างโดยวิธีตกลงราคา ตามข้อ ๓๘ (๑๓) ก็ได้ หรือถ้าคณะกรรมการซื้อหรือจ้างโดยวิธีตรวจสอบราคาพิจารณาแล้วเห็นว่า มีเหตุผลสมควรซื้อหรือจ้างผู้ยื่นข้อเสนอรายเดียวนั้น ก็ให้ดำเนินการต่อไป

ในกรณีที่ไม่มีผู้ยื่นข้อเสนอหรือมีแต่ไม่ถูกต้องตรงตามเงื่อนไขที่กำหนดในหนังสือเชิญชวนให้เสนอกรรมการและผู้จัดการผ่านหัวหน้าเจ้าหน้าที่เพื่อยกเลิกกระบวนการคัดเลือกครั้งนั้น และจะดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างใหม่ โดยวิธีตกลงราคาตามข้อ ๓๘ ก็ได้

มาตรา ข้อ ๓๑

ข้อ ๓๑ ถ้าปรากฏว่า ราคาของผู้ยื่นข้อเสนอที่คณะกรรมการซื้อหรือจ้างโดยวิธีตรวจสอบราคาเห็นควรซื้อหรือจ้างยังสูงกว่าวงเงินที่จะซื้อหรือจ้าง ให้คณะกรรมการซื้อหรือจ้างโดยวิธีการตรวจสอบราคา เรียกผู้ยื่นข้อเสนอรายนั้นมาต่อรองราคา โดยให้คณะกรรมการซื้อหรือจ้างโดยวิธีตรวจสอบราคาดำเนินการดังนี้

(๑) กรณีที่ใช้เกณฑ์ราคาในการพิจารณาคัดเลือก

(๑.๑) ให้คณะกรรมการซื้อหรือจ้างโดยวิธีตรวจสอบราคา และแจ้งให้ผู้ยื่นข้อเสนอที่คณะกรรมการซื้อหรือจ้างโดยวิธีตรวจสอบราคาเห็นสมควรซื้อหรือจ้างเพื่อต่อรองราคาให้ต่ำที่สุดเท่าที่จะทำได้ หากผู้ยื่นข้อเสนอรายนั้นยอมลดราคาโดยยื่นข้อเสนอราคาใหม่แล้ว ราคาที่เสนอใหม่ไม่สูงกว่าวงเงินที่จะซื้อหรือจ้าง หรือสูงกว่าแต่ส่วนที่สูงกว่านั้นไม่เกินร้อยละสิบของวงเงินที่จะซื้อหรือจ้างหรือต่อรองราคาแล้วไม่ยอมลดอีก แต่ส่วนที่สูงกว่านั้นไม่เกินร้อยละสิบของวงเงินที่จะซื้อหรือจ้าง ถ้าเห็นว่าราคาดังกล่าวเป็นราคาที่เหมาะสม ก็ให้เสนอซื้อหรือจ้างจากผู้ยื่นเสนอราคารายนั้น

(๑.๒) ถ้าดำเนินการตามที่กล่าวใน (๑.๑) ข้างต้นแล้วไม่ได้ผล ให้คณะกรรมการซื้อจ้างโดยวิธีตรวจสอบราคาแจ้งให้ผู้ยื่นข้อเสนอทุกรายให้ยื่นข้อเสนอราคาใหม่ภายในกำหนดระยะเวลาอันสมควร หากรายใดไม่ยื่นข้อเสนอราคาใหม่ให้ถือว่ารายนั้นยื่นตามข้อเสนอราคาตามที่เสนอไว้เดิม หากผู้ยื่นข้อเสนอราคาต่ำสุดในครั้งใหม่นี้เสนอราคาไม่สูงกว่าวงเงินที่จะซื้อหรือจ้างหรือสูงกว่า แต่ส่วนที่สูงกว่านั้นไม่เกินร้อยละสิบของวงเงินที่จะซื้อหรือจ้าง ถ้าเห็นว่าราคาดังกล่าวเป็นราคาที่เหมาะสมก็ให้เสนอซื้อหรือจ้างจากผู้ยื่นข้อเสนอรายนั้น

(๑.๓) ถ้าดำเนินการตามที่กล่าวใน (๑.๑) ข้างต้นแล้วไม่ได้ผล ให้คณะกรรมการซื้อหรือจ้างโดยวิธีตรวจสอบราคาเสนอความเห็นต่อกรรมการและผู้จัดการผ่านหัวหน้าเจ้าหน้าที่เพื่อประกอบการใช้ดุลยพินิจว่าจะยกเลิกการจัดซื้อหรือจ้าง หรือขอเงินเพิ่มเติมหรือลดรายการ ลดจำนวน หรือลดเนื้องาน แต่หากการดำเนินการดังกล่าวนั้น ทำให้ลำดับของผู้ยื่นข้อเสนอเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมถือว่าก่อให้เกิดการได้เปรียบเสียเปรียบระหว่างผู้ยื่นข้อเสนอ ให้ยกเลิกการซื้อหรือการจ้างในครั้งนั้น แต่หากกรรมการและผู้จัดการพิจารณาแล้วเห็นว่า การดำเนินการซื้อหรือจ้างใหม่โดยวิธีตรวจสอบราคาอาจไม่ได้ผลดีจะสั่งให้ดำเนินการซื้อหรือจ้างโดยวิธีตกลงราคา ตามข้อ ๓๘ (๑๓) ก็ได้ เว้นแต่จะดำเนินการซื้อหรือจ้างโดยวิธีตกลงราคาด้วยเหตุอื่น ให้เริ่มกระบวนการซื้อหรือจ้างใหม่ โดยการจัดทำรายงานขอซื้อหรือขอจ้างตามข้อ ๒๕

(๒) กรณีใช้เกณฑ์ราคาประกอบเกณฑ์อื่น

(๒.๑) หากปรากฏว่า ราคาของผู้ที่ได้คะแนนรวมสูงสุด สูงกว่าวงเงินที่จะซื้อหรือจ้างให้คณะกรรมการซื้อหรือจ้างโดยวิธีตรวจสอบแจ้งให้ผู้ยื่นข้อเสนอที่คณะกรรมการซื้อหรือจ้างโดยวิธีตรวจสอบราคาเห็นสมควรซื้อหรือจ้างเพื่อต่อรองราคาให้ต่ำที่สุดเท่าที่จะทำได้ หากผู้ยื่นข้อเสนอรายนั้นยอมลดราคา โดยยื่นข้อเสนอราคาใหม่แล้ว ราคาที่เสนอใหม่ไม่สูงกว่าวงเงินที่จะซื้อหรือจ้าง หรือสูงกว่า แต่ส่วนที่สูงกว่านั้นไม่เกินร้อยละสิบของวงเงินที่จะซื้อหรือจ้าง หรือต่อรองราคาแล้วไม่ยอมลดอีก แต่ส่วนที่สูงกว่านั้นไม่เกินร้อยละสิบของวงเงินที่จะซื้อหรือจ้าง ถ้าเห็นว่าราคาดังกล่าวเป็นราคาที่เหมาะสม ก็ให้เสนอซื้อหรือจ้างจากผู้ยื่นเสนอราคารายนั้น

(๒.๒) ให้คณะกรรมการซื้อหรือจ้างโดยวิธีตรวจสอบเสนอความเห็นต่อกรรมการและผู้จัดการผ่านหัวหน้าเจ้าหน้าที่เพื่อประกอบการใช้ดุลยพินิจว่า จะขอเงินเพิ่มเติม หรือยกเลิกการจัดซื้อหรือจ้างในครั้งนั้นและดำเนินการซื้อหรือจ้างโดยวิธีตรวจสอบราคาใหม่ แต่หากกรรมการและผู้จัดการพิจารณาแล้วเห็นว่าการดำเนินการซื้อหรือจ้างโดยวิธีตรวจสอบราคาใหม่อาจไม่ได้ผลดี จะสั่งให้ดำเนินการซื้อหรือจ้างโดยวิธีตกลงราคาตามข้อ ๓๘ (๑๓) ก็ได้ เว้นแต่จะดำเนินการซื้อหรือจ้างโดยวิธีตกลงราคาด้วยเหตุอื่น ให้เริ่มกระบวนการซื้อหรือจ้างใหม่ โดยการจัดทำรายงานขอซื้อหรือขอจ้างตามข้อ ๒๕

มาตรา ข้อ ๓๒

ข้อ ๓๒ ในกรณีการจ้างตามข้อ ๒๘ (๖) หากไม่สามารถดำ เนินการตามปกติได้ ให้คณะกรรมการซื้อหรือจ้างโดยวิธีตรวจสอบราคาแจ้งให้ผู้ประกอบการยื่นซองข้อเสนอด้านเทคนิคเพื่อพิจารณาให้เป็นไปตามความต้องการก่อนพิจารณาด้านราคา แล้วให้คณะกรรมการจัดซื้อจัดจ้าง โดยวิธีตรวจสอบราคาพิจารณาคัดเลือกข้อเสนอด้านเทคนิคที่ดีที่สุดแล้วจัดลำดับ หลังจากนั้นให้เชิญผู้ที่ยื่นข้อเสนอด้านเทคนิคที่ดีที่สุดมายื่นข้อเสนอด้านราคาและเจรจาต่อรองราคาที่เหมาะสม หากเจรจาไม่ได้ผลให้เจรจากับผู้ยื่นข้อเสนอด้านเทคนิคที่ดีที่สุดรายถัดไป

หากดำเนินการตามวรรคหนึ่งแล้วไม่ได้ผล ให้เสนอความเห็นต่อกรรมการและผู้จัดการผ่านหัวหน้าเจ้าหน้าที่เพื่อพิจารณายกเลิกการจ้างในครั้งนั้นและจะสั่งให้ดำเนินการใหม่โดยวิธีตกลงราคาตามข้อ ๓๘ (๑๓) ก็ได้

มาตรา ข้อ ๓๓

ข้อ ๓๓ คณะกรรมการซื้อหรือจ้างโดยวิธีตรวจสอบราคาจัดทำรายงานผลการพิจารณาและความเห็นพร้อมด้วยเอกสารที่ได้รับไว้ทั้งหมดเสนอกรรมการและผู้จัดการผ่านหัวหน้าเจ้าหน้าที่เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ ทั้งนี้ รายงานผลการพิจารณาดังกล่าว อย่างน้อยต้องประกอบด้วยรายการ ดังต่อไปนี้

(๑) รายการพัสดุที่จะซื้อหรือจ้าง

(๒) รายชื่อผู้ยื่นข้อเสนอราคาที่เสนอ และข้อเสนอของผู้ยื่นข้อเสนอทุกราย

(๓) รายชื่อผู้ยื่นข้อเสนอที่ผ่านการคัดเลือกว่าไม่เป็นผู้มีผลประโยชน์ร่วมกัน

(๔) หลักเกณฑ์ในการพิจารณาคัดเลือกข้อเสนอพร้อมเกณฑ์การให้คะแนน

(๕) ผลการพิจารณาคัดเลือกข้อเสนอและการให้คะแนนข้อเสนอของผู้ยื่นข้อเสนอทุกราย พร้อมเหตุผลสนับสนุนในการพิจารณา

มาตรา ข้อ ๓๔

ข้อ ๓๔ เมื่อกรรมการและผู้จัดการให้ความเห็นชอบรายงานผลการพิจารณาและผู้มีอำนาจอนุมัติสั่งซื้อสั่งจ้างแล้ว ให้หัวหน้าเจ้าหน้าที่ประกาศผลผู้ชนะการซื้อหรือจ้างในระบบเครือข่ายสารสนเทศของบรรษัท และให้ปิดประกาศโดยเปิดเผย ณ สถานที่ปิดประกาศของบรรษัทด้วย และแจ้งให้ผู้เสนอราคาทุกรายทราบเป็นหนังสือหรือผ่านทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (E-mail)

การลงนามในสัญญาจัดซื้อหรือจ้างจะกระทำได้ต่อเมื่อได้ดำเนินการตามวรรคหนึ่งเรียบร้อยแล้ว

มาตรา ข้อ ๓๕

ข้อ ๓๕ ก่อนการลงนามสัญญา บรรษัทอาจประกาศยกเลิกการซื้อหรือจ้างที่ได้ดำเนินการไปแล้วในกรณี ดังต่อไปนี้

(๑) บรรษัทไม่ได้รับการจัดสรรเงินงบประมาณที่จะใช้ในการซื้อหรือจ้าง หรือเงินงบประมาณที่ได้รับการจัดสรรไม่เพียงพอที่จะทำการซื้อหรือจ้างนั้นต่อไป

(๒) มีการกระทำที่เข้าลักษณะผู้ยื่นข้อเสนอที่ชนะการจัดซื้อหรือจ้าง หรือที่ได้รับการคัดเลือกมีผลประโยชน์ร่วมกัน หรือมีส่วนได้เสียกับผู้ยื่นข้อเสนอรายอื่น หรือขัดขวางการแข่งขันอย่างเป็นธรรมหรือสมยอมกันกับผู้ยื่นข้อเสนอรายอื่นหรือเจ้าหน้าที่ในการเสนอราคาหรือส่อว่ากระทำการทุจริตอื่นใดในการเสนอราคา ทั้งนี้ ตามที่กรรมการและผู้จัดการกำหนด

(๓) การทำการซื้อหรือจัดจ้างต่อไปอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่บรรษัทหรือกระทบต่อประโยชน์สาธารณะ

(๔) กรณีอื่นในทำนองเดียวกับ (๑) (๒) หรือ (๓) ทั้งนี้ ตามที่บรรษัทเห็นสมควร

การยกเลิกการซื้อหรือจ้างตามวรรคหนึ่งเป็นเอกสิทธิของบรรษัท ผู้ยื่นข้อเสนอในการซื้อหรือจ้างที่ถูกยกเลิกนั้นจะเรียกร้องค่าเสียหายใด ๆ จากบรรษัทไม่ได้

เมื่อมีการยกเลิกการซื้อหรือจ้าง ให้บรรษัทแจ้งให้ผู้ประกอบการที่ยื่นข้อเสนอทุกรายให้ทราบถึงเหตุผลที่ต้องยกเลิกการซื้อหรือจ้างครั้งนั้น

ในกรณีที่เป็นผู้ยื่นข้อเสนอตั้งแต่สองรายขึ้นไป มิให้ถือว่าบรรษัทมีผลประโยชน์ร่วมกันหรือมีส่วนได้เสียกับหน่วยงานของรัฐอื่นตาม (๒)

ประกาศตามวรรคหนึ่ง ให้ประกาศในระบบเครือข่ายสารสนเทศของบรรษัทตามวิธีการที่บรรษัทกำหนด และให้ปิดประกาศโดยเปิดเผย ณ สถานที่ปิดประกาศของบรรษัท

การซื้อหรือจ้างโดยวิธีขึ้นทะเบียนผู้รับจ้าง

มาตรา ข้อ ๓๖

ข้อ ๓๖ การซื้อหรือจ้างโดยวิธีขึ้นทะเบียนผู้รับจ้าง เป็นการซื้อหรือจ้างในงานที่มีความต่อเนื่องและมีลักษณะเป็นงานประจำ ซึ่งต้องการซื้อหรือจ้างจากผู้ผลิตหรือผู้มีอาชีพจำหน่ายพัสดุหรือผู้ให้บริการในจำนวนที่มากกว่า ๑ ราย ในการซื้อหรือจ้างในครั้งนั้น ๆ โดยนำวิธีการซื้อหรือจ้างโดยวิธีตรวจสอบราคา มาอนุโลมใช้ในการซื้อหรือจ้างโดยวิธีขึ้นทะเบียนผู้รับจ้าง ในกรณีดังต่อไปนี้

(๑) ในงานที่มีความต่อเนื่องและมีลักษณะเป็นงานประจำของบรรษัท เช่น งานจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม งานประเมินราคาหลักประกัน งานดูแลเก็บรักษาเอกสารเกี่ยวกับธุรกรรมของบรรษัท งานจ้างพิมพ์และจัดส่งเอกสารให้กับลูกค้า งานติดตามและทวงถามหนี้ และงานดำเนินคดีและบังคับคดี เป็นต้น

ทั้งนี้ โดยให้กรรมการและผู้จัดการเป็นผู้กำหนดงานที่มีลักษณะดังกล่าวข้างต้น

(๒) มีกำหนดระยะเวลาในการขึ้นทะเบียนครั้งละไม่เกิน ๓ ปี และในแต่ละปีต้องมีการประเมินผู้ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นตามมาตรฐานที่บรรษัทกำหนด โดยบรรษัทจะใช้ผลการประเมินประกอบการพิจารณาในการส่งงานให้ผู้ที่ได้รับการขึ้นทะเบียน กรณีผู้ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนมีผลการประเมินไม่เป็นไปตามมาตรฐานที่บรรษัทกำหนด บรรษัทขอสงวนสิทธิในการยกเลิกสัญญาได้ภายในระยะเวลาอันสมควร โดยบรรษัทจะแจ้งผลการประเมินให้ผู้ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนทราบเป็นลายลักษณ์อักษรทุกราย

ทั้งนี้ ต้องกำหนดเงื่อนไขดังกล่าวในวรรคแรกไว้ในขอบเขตของงาน (Terms of Reference) และสัญญาที่เกี่ยวข้องกับการซื้อหรือจ้างด้วย

มาตรา ข้อ ๓๗

ข้อ ๓๗ วิธีการซื้อหรือจ้างโดยวิธีขึ้นทะเบียนผู้รับจ้าง ให้นำหลักเกณฑ์และวิธีการในการซื้อหรือจ้างโดยวิธีตรวจสอบราคา มาใช้บังคับโดยอนุโลม การพิจารณาคัดเลือกให้คณะกรรมการซื้อหรือจ้างโดยวิธีขึ้นทะเบียนผู้รับจ้าง พิจารณาเลือกผู้ยื่นข้อเสนอที่ผ่านหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนดในหนังสือเชิญชวน

การซื้อหรือจ้างโดยวิธีตกลงราคา

มาตรา ข้อ ๓๘

ข้อ ๓๘ การซื้อหรือจ้างโดยวิธีตกลงราคา ได้แก่ การซื้อหรือจ้างโดยการเชิญชวนผู้ประกอบการที่มีคุณสมบัติตรงตามเงื่อนไขที่บรรษัทกำหนดรายใดรายหนึ่งให้เข้ายื่นข้อเสนอ หรือให้เข้ามาเจรจาต่อรองราคารวมทั้งการจัดซื้อจัดจ้างพัสดุกับผู้ประกอบการโดยตรง ซึ่งกระทำได้ในกรณีใดกรณีหนึ่งดังต่อไปนี้

(๑) การซื้อหรือจ้างครั้งหนึ่ง ซึ่งมีวงเงินไม่เกิน ๕๐๐,๐๐๐ บาท

(๒) เป็นการซื้อหรือจ้างจากส่วนราชการ องค์กรของรัฐ รัฐวิสาหกิจ ซึ่งเป็นผู้ผลิตหรือจัดหาพัสดุนั้นมาจำหน่ายเอง

(๓) การซื้อหรือจ้างที่มีผู้ประกอบการซึ่งมีคุณสมบัติโดยตรงเพียงรายเดียว หรือจัดซื้อจัดจ้างพัสดุจากผู้ประกอบการซึ่งเป็นตัวแทนจำหน่าย หรือตัวแทนผู้ให้บริการโดยชอบด้วยกฎหมายเพียงรายเดียวในประเทศไทย และไม่มีพัสดุอื่นที่จะใช้ทดแทนได้

(๔) มีความจำเป็นต้องใช้พัสดุนั้นโดยฉุกเฉิน เนื่องจากอุบัติภัย หรือภัยธรรมชาติ หรือเกิดโรคติดต่ออันตรายตามกฎหมายว่าด้วยโรคติดต่อ และการซื้อหรือจ้างโดยวิธีอื่นอาจก่อให้เกิดความล่าช้า และอาจทำให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรง

(๕) พัสดุที่จะทำการซื้อหรือจ้างเป็นพัสดุที่เกี่ยวพันกับพัสดุที่ได้ทำการซื้อหรือจ้างไว้ก่อนแล้ว และมีความจำเป็นต้องทำการซื้อหรือจ้างเพิ่มเติม เพื่อความสมบูรณ์หรือต่อเนื่องในการใช้พัสดุนั้นโดยมูลค่าของพัสดุที่ทำการซื้อหรือจ้างเพิ่มเติมนั้นจะต้องไม่สูงกว่าพัสดุที่ได้ทำการซื้อหรือจ้างไว้ก่อนแล้ว

(๖) เป็นพัสดุที่จะขายทอดตลาดโดยหน่วยงานของรัฐ องค์การระหว่างประเทศ หรือหน่วยงานของต่างประเทศ

(๗) เป็นพัสดุที่เป็นที่ดิน หรือสิ่งปลูกสร้างซึ่งจำเป็นต้องซื้อเฉพาะแห่ง

(๘) สามารถตกลงราคากับผู้มีอาชีพขาย หรือรับจ้างบริการนั้นได้เท่ากับราคาครั้งสุดท้ายของพัสดุที่เคยซื้อหรือจ้างภายใน ๑ ปี

(๙) เป็นพัสดุที่จะต้องซื้อหรือจ้างตามเงื่อนไข หรือข้อกำหนดของผู้ให้เช่าที่ทำการสำนักงานแก่บรรษัท

(๑๐) เป็นพัสดุเพื่อใช้ในงานของบรรษัทที่ต้องปกปิดเป็นความลับ

(๑๑) เป็นพัสดุที่จำเป็นต้องซื้อหรือจ้างโดยตรงจากต่างประเทศหรือดำเนินการโดยผ่านองค์การระหว่างประเทศ

(๑๒) เป็นพัสดุที่โดยลักษณะของพัสดุนั้นต้องอาศัยผู้มีฝีมือโดยเฉพาะหรือผู้มีความชำนาญเป็นพิเศษ กรณีรัฐออกกฎกระทรวงให้พัสดุใดเป็นพัสดุที่รัฐต้องการส่งเสริมหรือสนับสนุน ให้บรรษัททำการซื้อหรือจ้างพัสดุนั้นก่อน

(๑๓) กรณีที่ใช้วิธีตรวจสอบราคาแล้ว แต่ไม่มีผู้ยื่นขอเสนอหรือมีผู้ยื่นข้อเสนอหลายราย แต่ไม่มีผู้ยื่นข้อเสนอที่ถูกต้องตรงตามเงื่อนไขที่กำหนด หรือมีผู้ยื่นข้อเสนอที่ถูกต้องตรงตามเงื่อนไขที่กำหนดเพียงรายเดียว

(๑๔) กรณีอื่นตามที่กฎกระทรวงกำหนดให้จัดซื้อจัดจ้างโดยวิธีเฉพาะเจาะจง

กรรมการและผู้จัดการอาจออกระเบียบเพื่อกำหนดรายละเอียดอื่นของการจัดซื้อจัดจ้างพัสดุตามวรรคหนึ่งเพิ่มเติมได้ตามความจำเป็น เพื่อประโยชน์ในการดำเนินการ

มาตรา ข้อ ๓๙

ข้อ ๓๙ เมื่อกรรมการและผู้จัดการให้ความเห็นชอบรายงานขอซื้อขอจ้างตามข้อ ๒๕ แล้วให้คณะกรรมการซื้อหรือจ้างโดยวิธีตกลงราคา ดำเนินการดังต่อไปนี้

(๑) จัดทำหนังสือเชิญชวนผู้ประกอบการที่มีคุณสมบัติตรงตามเงื่อนไขที่บรรษัทกำหนดรายใดรายหนึ่งให้เข้ายื่นข้อเสนอหรือให้เข้ามาเจรจาต่อรองราคา โดยให้ดำเนินการดังต่อไปนี้

(๑.๑) กรณีตามข้อ ๓๘ (๓) และ (๔) ให้เชิญผู้ประกอบการที่มีอาชีพขายหรือรับจ้างนั้นโดยตรงมายื่นเสนอราคา หากเห็นว่าราคาที่เสนอนั้นยังสูงกว่าราคาในท้องถิ่น หรือราคาที่ประมาณได้ หรือราคาที่คณะกรรมการซื้อหรือจ้างโดยวิธีตกลงราคาเห็นสมควร ให้ต่อรองราคาลงเท่าที่จะทำได้

(๑.๒) กรณีตามข้อ ๓๘ (๕) ให้เจรจากับผู้ประกอบการรายเดิมตามสัญญาหรือข้อตกลงซึ่งยังไม่สิ้นสุดระยะเวลาส่งมอบ เพื่อขอให้มีการซื้อหรือจ้างตามรายละเอียดและราคาที่ต่ำกว่าหรือราคาเดิมภายใต้เงื่อนไขที่ดีกว่าหรือเงื่อนไขเดิม โดยคำนึงถึงราคาต่อหน่วยตามสัญญาเดิม (ถ้ามี) เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อบรรษัท

(๑.๓) กรณีตามข้อ ๓๘ (๖) ให้ดำเนินการโดยวิธีเจรจาตกลงราคา

(๑.๔) กรณีตามข้อ ๓๘ (๗) ให้เชิญเจ้าของที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างโดยตรงมาเสนอราคา หากเห็นว่าราคาที่เสนอนั้นยังสูงกว่าราคาในท้องตลาด หรือราคาที่คณะกรรมการซื้อหรือจ้างเห็นสมควรให้ต่อรองราคาเท่าที่จะทำได้

(๑.๕) กรณีตามข้อ ๓๘ (๒) (๘) (๙) (๑๑) (๑๒) (๑๓) ให้ดำเนินการโดยเจรจาต่อรองราคาตามที่คณะกรรมการซื้อหรือจ้างเห็นสมควร

(๒) จัดทำรายงานผลการพิจารณา โดยให้นำความในข้อ ๓๓ มาใช้บังคับโดยอนุโลม

มาตรา ข้อ ๔๐

ข้อ ๔๐ กรณีตามข้อ ๓๘ (๑) (๘) (๑๐) ให้ผู้มีหน้าที่หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายเจรจาตกลงราคากับผู้ประกอบการนั้นโดยตรง แล้วจัดทำรายงานผลการพิจารณาและความเห็นพร้อมเอกสารที่ได้รับไว้ทั้งหมดเสนอกรรมการและผู้จัดการผ่านหัวหน้าเจ้าหน้าที่เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบในการซื้อหรือจ้างได้ ภายในวงเงินที่ได้รับความเห็นชอบจากกรรมการและผู้จัดการตามข้อ ๒๕

การซื้อหรือจ้างตามวรรคหนึ่ง ในกรณีที่มีความจำเป็นเร่งด่วนที่เกิดขึ้นโดยไม่ได้คาดหมายไว้ก่อนและไม่อาจดำเนินการตามปกติได้ทัน ให้ผู้มีหน้าที่หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายในการปฏิบัติงานนั้นดำเนินการไปก่อนแล้วรีบรายงานขอความเห็นชอบต่อกรรมการและผู้จัดการ และเมื่อกรรมการและผู้จัดการให้ความเห็นชอบแล้ว ให้ถือว่ารายงานดังกล่าวเป็นหลักฐานการตรวจรับโดยอนุโลม

มาตรา ข้อ ๔๑

ข้อ ๔๑ ให้นำความในข้อ ๓๔ มาใช้บังคับกับการประกาศผลผู้ได้รับการคัดเลือกโดยวิธีตกลงราคาโดยอนุโลม

๔.๓ การพิจารณาคัดเลือกข้อเสนอ (ไม่รวมการจ้างที่ปรึกษา)

มาตรา ข้อ ๔๒

ข้อ ๔๒ การพิจารณาคัดเลือกข้อเสนอในการจัดซื้อจัดจ้าง (ไม่รวมการจ้างที่ปรึกษา) ให้กรรมการซื้อหรือจ้างดำเนินการโดยพิจารณาถึงประโยชน์ของบรรษัท และวัตถุประสงค์ของการใช้งานเป็นสำคัญโดยให้คำนึงถึงเกณฑ์ราคา และพิจารณาเกณฑ์อื่นประกอบด้วย ดังต่อไปนี้

(๑) ต้นทุนของพัสดุนั้นตลอดอายุการใช้งาน

(๒) มาตรฐานของสินค้าหรือบริการ

(๓) บริการหลังการขาย

(๔) พัสดุที่รัฐต้องการส่งเสริมหรือสนับสนุน

(๕) การประเมินผลการปฏิบัติงานของผู้ประกอบการ

(๖) ข้อเสนอด้านเทคนิคหรือข้อเสนออื่น ในกรณีที่กำหนดให้มีการยื่นข้อเสนอด้านเทคนิคหรือข้อเสนออื่นก่อน

๔.๔ วิธีการจ้างที่ปรึกษา

มาตรา ข้อ ๔๓

ข้อ ๔๓ การจ้างที่ปรึกษาที่เป็นนิติบุคคล ให้จ้างที่ปรึกษาไทยเป็นที่ปรึกษาหลัก (Lead Firm) ในการดำเนินงาน ยกเว้นกรณีผู้มีอำนาจอนุมัติเห็นควรให้จ้างที่ปรึกษาที่ไม่ใช่ที่ปรึกษาไทยได้

การจ้างที่ปรึกษาที่มิใช่นิติบุคคล ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์หรือวิธีการที่ผู้มีอำนาจอนุมัติกำหนด เว้นแต่ข้อบังคับนี้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่น

มาตรา ข้อ ๔๔

ข้อ ๔๔ การจ้างที่ปรึกษาในส่วนนี้ ไม่รวมถึงการจ้างบุคคลมาทำหน้าที่ให้คำปรึกษาซึ่งเป็นการจ้างงานบริการที่กรรมการและผู้จัดการเห็นสมควรจ้าง เพื่อให้ความเห็นหรือดำเนินการเฉพาะด้านที่มีความเชี่ยวชาญของบุคคลดังกล่าว โดยมุ่งความสำเร็จของงานเป็นสำคัญ ซึ่งต้องดำเนินการ ดังต่อไปนี้

(๑) บุคคลที่จะมาทำหน้าที่ให้คำปรึกษาที่กรรมการและผู้จัดการจะจัดจ้างต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญหรือประสบการณ์ในด้านที่จะเป็นประโยชน์ต่อกิจการของบรรษัท เช่น ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ การบริหารความเสี่ยง กฎหมาย การกำกับดูแลกิจการที่ดี การพัฒนาผู้ประกอบการการตลาดหรือลูกค้าสัมพันธ์ วินัยพนักงาน บัญชีและภาษี การตรวจสอบ เป็นต้น โดยจะต้องปฏิบัติงานในด้านที่เกี่ยวข้องเป็นระยะเวลาต่อเนื่องไม่น้อยกว่า ๕ ปีก่อนวันที่ได้จัดจ้าง

(๒) บุคคลที่จะจัดจ้างเป็นที่ปรึกษาจะต้องไม่มีธุรกรรมกับบรรษัท หรือเป็นพนักงานหรือกรรมการของบรรษัท

(๓) ให้กรรมการและผู้จัดการสามารถจัดจ้างที่ปรึกษาในด้านต่าง ๆ ตามที่กำหนดใน (๑) ได้ไม่เกิน ๖ คน โดยให้ระบุสาขาความเชี่ยวชาญหรือประสบการณ์ และหากมีความจำเป็นต้องจัดจ้างที่ปรึกษาเกินกว่า ๖ คน ให้เสนอคณะกรรมการพิจารณาให้ความเห็นชอบ

(๔) ให้ที่ปรึกษาของบรรษัทที่กรรมการและผู้จัดการจัดจ้างได้รับอัตราค่าตอบแทนตามที่คณะกรรมการกำหนด

มาตรา ข้อ ๔๕

ข้อ ๔๕ งานจ้างที่ปรึกษากระทำได้ ๒ วิธี คือ

(๑) วิธีคัดเลือก

(๒) วิธีตกลง

การจ้างที่ปรึกษาโดยวิธีคัดเลือก

มาตรา ข้อ ๔๖

ข้อ ๔๖ การจ้างที่ปรึกษาโดยวิธีคัดเลือก ได้แก่ การจ้างโดยการเชิญชวนที่ปรึกษาที่มีคุณสมบัติตรงตามเงื่อนไขที่กำหนด ซึ่งต้องไม่น้อยกว่าสามรายให้เข้ายื่นข้อเสนอ เว้นแต่ในงานนั้นมีที่ปรึกษาที่มีคุณสมบัติตรงตามที่กำหนดน้อยกว่าสามราย ให้กระทำได้ในกรณีที่ไม่เข้าเงื่อนไขในการจ้างที่ปรึกษาโดยวิธีตกลง ตามข้อ ๕๒

มาตรา ข้อ ๔๗

ข้อ ๔๗ เมื่อกรรมการและผู้จัดการให้ความเห็นชอบรายงานขอจ้างที่ปรึกษาตามข้อ ๒๕ แล้ว ให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบขอรายชื่อที่ปรึกษาในสาขางานที่จะจ้างจากเว็บไซต์ (Website) ศูนย์ข้อมูลที่ปรึกษา กระทรวงการคลัง หากไม่มีข้อมูลให้จัดจ้างที่ปรึกษาจากที่อื่นได้ แล้วมอบให้คณะกรรมการดำเนินงานจ้างที่ปรึกษาโดยวิธีคัดเลือก เพื่อดำเนินการต่อไป

มาตรา ข้อ ๔๘

ข้อ ๔๘ ให้คณะกรรมการดำเนินงานจ้างที่ปรึกษาโดยวิธีคัดเลือก ดำเนินการดังนี้

(๑) จัดทำหนังสือเชิญชวนที่ปรึกษาที่มีคุณสมบัติตรงตามที่กำหนดให้เข้ายื่นข้อเสนอต่อบรรษัทไม่น้อยกว่าสามราย เว้นแต่ในงานนั้นมีที่ปรึกษาที่มีคุณสมบัติตรงตามที่กำหนดน้อยกว่าสามราย ให้เข้ายื่นข้อเสนอ โดยให้คำนึงถึงการไม่มีผลประโยชน์ร่วมกันของผู้ที่เข้ายื่นข้อเสนอพร้อมจัดทำบัญชีรายชื่อที่ปรึกษาที่คณะกรรมการดำเนินงานจ้างที่ปรึกษา โดยวิธีคัดเลือกมีหนังสือเชิญชวนไปด้วย

(๒) การยื่นซองข้อเสนอและการรับซองข้อเสนอ ให้ดำเนินการตามข้อ ๒๙ (๒) โดยอนุโลม

(๓) เมื่อถึงกำหนดวัน เวลาการรับซองข้อเสนอ ให้รับซองข้อเสนอของที่ปรึกษาเฉพาะรายที่คณะกรรมการดำเนินงานจ้างที่ปรึกษา โดยวิธีคัดเลือกมีหนังสือเชิญชวนเท่านั้น พร้อมจัดทำบัญชีรายชื่อที่ปรึกษาที่มายื่นข้อเสนอ เมื่อพ้นกำหนดเวลารับซองข้อเสนอ ห้ามรับเอกสารหลักฐานต่าง ๆ ตามเงื่อนไขที่กำหนดในหนังสือเชิญชวนเพิ่มเติมจากที่ปรึกษา

(๔) เมื่อถึงกำหนดวัน เวลาการเปิดซองข้อเสนอ ให้เปิดซองข้อเสนอและเอกสารหลักฐานต่าง ๆ ของที่ปรึกษาทุกราย แล้วให้กรรมการทุกคนลงลายมือชื่อกำกับไว้ในเอกสารประกอบการยื่นข้อเสนอทุกแผ่น

(๕) ตรวจสอบการมีผลประโยชน์ร่วมกัน และเอกสารหลักฐานต่าง ๆ ของที่ปรึกษาแล้วคัดเลือกที่ปรึกษาที่ไม่มีผลประโยชน์ร่วมกันและยื่นเอกสารครบถ้วน ถูกต้อง มีคุณสมบัติและข้อเสนอเป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในหนังสือเชิญชวน

ในกระบวนการพิจารณาอาจสอบถามข้อเท็จจริงเพิ่มเติมจากที่ปรึกษารายใดก็ได้ แต่จะให้ที่ปรึกษารายใดเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญที่เสนอไว้แล้วมิได้ และหากคณะกรรมการดำเนินงานจ้างที่ปรึกษาโดยวิธีคัดเลือกเห็นว่า ที่ปรึกษารายใดมีคุณสมบัติไม่ครบถ้วนตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในหนังสือเชิญชวนให้คณะกรรมการดำเนินงานจ้างที่ปรึกษา โดยวิธีคัดเลือกตัดรายชื่อของที่ปรึกษารายนั้นออกจากการคัดเลือกในครั้งนั้น

ในกรณีที่ปรึกษารายใดเสนอเอกสารไม่ครบถ้วน หรือเสนอรายละเอียดแตกต่างไปจากเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในหนังสือเชิญชวนในส่วนที่มิใช่สาระสำคัญ และความแตกต่างนั้นไม่มีผลทำให้เกิดการได้เปรียบเสียเปรียบต่อที่ปรึกษารายอื่นหรือเป็นการผิดพลาดเล็กน้อย ให้พิจารณาผ่อนปรนการตัดสิทธิ์ที่ปรึกษารายนั้นและพิจารณาในขั้นตอนต่อไป

(๖) พิจารณาคัดเลือกข้อเสนอของที่ปรึกษารายที่ถูกต้องตาม (๕) และผ่านเกณฑ์ด้านคุณภาพที่กำหนดและจัดลำดับ และให้พิจารณาคัดเลือกผู้ชนะหรือผู้ได้รับการคัดเลือกตามหลักเกณฑ์ดังนี้

(๖.๑) กรณีงานจ้างที่ปรึกษาที่เป็นไปตามมาตรฐานของบรรษัทหรืองานที่ซับซ้อนให้คัดเลือกจากรายที่ได้คะแนนรวมด้านคุณภาพและด้านราคามากที่สุด

(๖.๒) กรณีงานจ้างที่ปรึกษาที่มีความซับซ้อนมากให้คัดเลือกรายที่ได้คะแนนด้านคุณภาพมากที่สุด

ในกรณีที่ปรึกษารายที่คัดเลือกไว้ไม่ยอมเข้าทำสัญญาหรือข้อตกลงกับบรรษัทในเวลาที่กำหนด ให้คณะกรรมการดำเนินงานจ้างที่ปรึกษา โดยวิธีคัดเลือกพิจารณาที่ปรึกษาที่ได้คะแนนมากที่สุดลำดับถัดไปตาม (๖.๑) หรือ (๖.๒) แล้วแต่กรณี

(๗) ในกรณีที่มีที่ปรึกษาได้คะแนนเท่ากันหลายรายให้ดำเนินการดังนี้

(๗.๑) กรณีตาม (๖.๑) ให้พิจารณาผู้ที่ได้รับคะแนนด้านคุณภาพมากที่สุด

(๗.๒) กรณีตาม (๖.๒) ให้พิจารณาผู้ที่เสนอราคาต่ำสุด

(๘) จัดทำรายงานผลการพิจารณาและความเห็นพร้อมด้วยเอกสารที่ได้รับไว้ทั้งหมดเสนอกรรมการและผู้จัดการผ่านหัวหน้าเจ้าหน้าที่เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ ทั้งนี้ รายงานผลการพิจารณาดังกล่าวอย่างน้อยต้องประกอบด้วยรายการ ดังต่อไปนี้

(๘.๑) รายละเอียดงานจ้างที่ปรึกษา

(๘.๒) รายชื่อที่ปรึกษา วงเงินที่เสนอ และข้อเสนอของที่ปรึกษาทุกราย

(๘.๓) รายชื่อที่ปรึกษาที่ผ่านการคัดเลือกว่า ไม่เป็นผู้มีผลประโยชน์ร่วมกัน

(๘.๔) หลักเกณฑ์การพิจารณาคัดเลือกข้อเสนอ พร้อมเกณฑ์การให้คะแนน

(๘.๕) ผลการพิจารณาคัดเลือกข้อเสนอและการให้คะแนนข้อเสนอของที่ปรึกษาทุกรายพร้อมเหตุผลสนับสนุนในการพิจารณา

มาตรา ข้อ ๔๙

ข้อ ๔๙ เมื่อคณะกรรมการดำเนินงานจ้างที่ปรึกษา โดยวิธีคัดเลือกได้พิจารณาตามข้อ ๔๘ (๕) (๖) และ (๗) แล้ว ปรากฏว่ามีที่ปรึกษาเข้ายื่นข้อเสนอเพียงรายเดียว หรือมีที่ปรึกษาเข้ายื่นข้อเสนอหลายรายแต่ผ่านการคัดเลือกเพียงรายเดียว ให้เสนอกรรมการและผู้จัดการผ่านหัวหน้าเจ้าหน้าที่เพื่อยกเลิกการคัดเลือกครั้งนั้น แต่ถ้าคณะกรรมการดำเนินงานจ้างที่ปรึกษาโดยวิธีคัดเลือกพิจารณาแล้วเห็นว่า มีเหตุผลสมควรที่จะดำเนินการต่อไปโดยไม่ต้องยกเลิกการคัดเลือก ให้คณะกรรมการดำเนินงานจ้างที่ปรึกษาโดยวิธีคัดเลือกเจรจาต่อรองกับที่ปรึกษารายนั้น

ในกรณีที่ไม่มีที่ปรึกษารายใดเข้ายื่นข้อเสนอ หรือข้อเสนอนั้นไม่ได้รับการคัดเลือกให้เสนอกรรมการและผู้จัดการผ่านหัวหน้าเจ้าหน้าที่เพื่อพิจารณายกเลิกการจ้างในครั้งนั้น แต่หากกรรมการและผู้จัดการพิจารณาแล้วเห็นว่า การดำเนินการคัดเลือกใหม่อาจไม่ได้ผลดี จะสั่งให้ดำเนินการจ้างที่ปรึกษาโดยวิธีตกลงตามข้อ ๕๒ (๗) ก็ได้ เว้นแต่จะดำเนินการจ้างที่ปรึกษาโดยวิธีตกลงด้วยเหตุอื่น โดยให้เริ่มกระบวนการจ้างใหม่ โดยการจัดทำรายงานขอจ้างตามข้อ ๒๕

123 มาตรา

อ้างอิงกฎหมายนี้

ข้อบังคับบรรษัทตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัย ว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุของบรรษัท พ.ศ. 2561 (Office of the Council of State). Retrieved via LawPlayer, https://lawplayer.com/th/act/pythainlp_85525652743825cd

ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).

Thai official texts excluded from copyright (Copyright Act B.E. 2537 s.7);開放資料層 CC BY 署名

本頁資料來源:สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (OCS)·整理提供:法律人 LawPlayer· lawplayer.com