法律人 LawPlayer logo

資料由法律人 LawPlayer整理提供·กฎหมายไทย / LawPlayer จากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

adminRule

ประกาศคณะกรรมการ ก.ล.ต. ที่ กจ. 8/2553 เรื่อง การกำหนดลักษณะขาดความน่าไว้วางใจของกรรมการและผู้บริหารของบริษัท

เลขที่
วันที่ประกาศ
จำนวนมาตรา
13
มาตรา อารัมภบท

ประกาศคณะกรรมการกํากับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์

ที่ กจ. 8/2553

เรื่อง การกําหนดลักษณะขาดความน่าไว้วางใจของ

กรรมการและผู้บริหารของบริษัท

อาศัยอํานาจตามความในมาตรา 14 มาตรา 89/3 และมาตรา 89/6 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2551 อันเป็นพระราชบัญญัติที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจํากัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา 29 ประกอบกับมาตรา 33 มาตรา 34 มาตรา 41 มาตรา 43 มาตรา 44 และมาตรา 64 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้กระทําได้โดยอาศัยอํานาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย คณะกรรมการ ก.ล.ต. ออกข้อกําหนดไว้ดังต่อไปนี้

มาตรา ข้อ ๑

ข้อ ๑ ในประกาศนี้

(1) คําว่า “บริษัท” “บริษัทย่อย” และ “ผู้บริหาร” ให้มีความหมายเช่นเดียวกับบทนิยามของคําดังกล่าวที่กําหนดไว้ตามหมวด 3/1 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535

(2) “สถาบันการเงิน” หมายความว่า กิจการที่ประกอบธุรกิจดังต่อไปนี้

(ก) ธนาคารพาณิชย์ ธุรกิจเงินทุน ธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์

(ข) ธุรกิจหลักทรัพย์

(ค) ธุรกิจสัญญาซื้อขายล่วงหน้า

(ง) ธุรกิจประกันภัย

(จ) ธุรกิจสถาบันการเงินของรัฐที่มีกฎหมายเฉพาะจัดตั้งขึ้น

(3) “คณะกรรมการ” หมายความว่า คณะกรรมการที่สํานักงานแต่งตั้งขึ้นเพื่อให้ความเห็นต่อสํานักงานเกี่ยวกับการปฏิบัติตามประกาศนี้

(4) “ลักษณะขาดความน่าไว้วางใจ” หมายความว่า ลักษณะที่แสดงถึงการขาดความเหมาะสมที่จะได้รับความไว้วางใจให้บริหารกิจการที่มีมหาชนเป็นผู้ถือหุ้น

มาตรา ข้อ ๒

ข้อ ๒ ประกาศนี้ไม่ใช้บังคับกับกรรมการและผู้บริหารของบริษัทต่างประเทศที่มีหุ้นเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

มาตรา ข้อ ๓

ข้อ ๓ กรรมการและผู้บริหารของบริษัทต้องไม่มีลักษณะขาดความน่าไว้วางใจ ดังต่อไปนี้

(1) มีความบกพร่องในด้านความสามารถตามกฎหมาย หรืออยู่ระหว่างถูกดําเนินการตามกฎหมายเกี่ยวกับการกํากับดูแลตลาดทุน ตามที่กําหนดไว้ในข้อ 4 เป็นลักษณะขาดความน่าไว้วางใจกลุ่มที่ 1

(2) มีประวัติการบริหารงานที่มีลักษณะหลอกลวง ฉ้อโกง หรือทุจริตเกี่ยวกับทรัพย์สิน ตามที่กําหนดไว้ในข้อ 5 เป็นลักษณะขาดความน่าไว้วางใจกลุ่มที่ 2

(3) มีเหตุอันควรเชื่อว่ามีพฤติกรรมในการปฏิบัติต่อผู้ถือหุ้น บริษัท หรือตลาดทุนโดยรวม ในเรื่องที่มีนัยสําคัญ ตามที่กําหนดไว้ในข้อ 6 เป็นลักษณะขาดความน่าไว้วางใจกลุ่มที่ 3

มาตรา ข้อ ๔

ข้อ ๔ ให้กรณีดังต่อไปนี้เป็นลักษณะขาดความน่าไว้วางใจกลุ่มที่ 1

(1) เป็นบุคคลล้มละลาย หรือ

(2) เป็นคนไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ หรือ

(3) อยู่ระหว่างถูกกล่าวโทษโดยสํานักงาน หรืออยู่ระหว่างถูกดําเนินคดี

อันเนื่องจากกรณีที่สํานักงานกล่าวโทษ หรือเคยต้องคําพิพากษาถึงที่สุดให้จําคุก ไม่ว่าศาลจะมีคําพิพากษาให้รอการลงโทษหรือไม่ และพ้นโทษจําคุกหรือพ้นจากการรอลงโทษมาแล้วไม่ถึงสามปี ทั้งนี้ เฉพาะในความผิดตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือกฎหมายว่าด้วยสัญญาซื้อขายล่วงหน้า ตามที่ระบุในบัญชีท้ายประกาศนี้

มาตรา ข้อ ๕

ข้อ ๕ ให้กรณีดังต่อไปนี้เป็นลักษณะขาดความน่าไว้วางใจกลุ่มที่ 2

(1) อยู่ระหว่างถูกกล่าวโทษโดยหน่วยงานที่กํากับดูแลสถาบันการเงินไม่ว่าในประเทศหรือต่างประเทศ หรืออยู่ระหว่างถูกดําเนินคดีอันเนื่องจากกรณีที่หน่วยงานดังกล่าวกล่าวโทษ หรืออยู่ระหว่างถูกหน่วยงานดังกล่าว ห้ามเป็นกรรมการหรือผู้บริหารของสถาบันการเงิน หรือเคยต้องคําพิพากษาถึงที่สุดให้จําคุก ไม่ว่าศาลจะมีคําพิพากษาให้รอการลงโทษหรือไม่ และพ้นโทษจําคุกหรือพ้นจากการรอลงโทษมาแล้วไม่ถึงสามปี ทั้งนี้ เฉพาะในมูลเหตุเนื่องจากการบริหารงานที่มีลักษณะหลอกลวง ฉ้อโกง หรือทุจริตเกี่ยวกับทรัพย์สิน และทําให้เกิดความเสียหายไม่ว่าจะต่อสถาบันการเงินที่บุคคลนั้นเป็นกรรมการหรือผู้บริหาร หรือต่อลูกค้า หรือ

(2) เคยต้องคําพิพากษาถึงที่สุดให้จําคุก ไม่ว่าศาลจะมีคําพิพากษาให้รอการลงโทษหรือไม่ และพ้นโทษจําคุกหรือพ้นจากการรอลงโทษมาแล้วไม่ถึงสามปี ทั้งนี้ ในความผิดอาญาแผ่นดินเกี่ยวกับการบริหารงานที่มีลักษณะหลอกลวง ฉ้อโกง หรือทุจริตเกี่ยวกับทรัพย์สิน หรือ

(3) เป็นผู้ที่ศาลมีคําสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินตามกฎหมายเกี่ยวกับการป้องกันและปราบปรามการทุจริต กฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือกฎหมายอื่นในลักษณะเดียวกัน และยังไม่พ้นสามปีนับแต่วันที่ศาลมีคําสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน

มาตรา ข้อ ๖

ข้อ ๖ ให้กรณีที่มีเหตุอันควรเชื่อว่ามีพฤติกรรมดังต่อไปนี้เป็นลักษณะขาดความน่าไว้วางใจกลุ่มที่ 3

(1) มีพฤติกรรมกระทําการ หรือละเว้นกระทําการโดยไม่สุจริต หรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงในการทําธุรกรรมของบริษัทหรือบริษัทย่อย และเป็นเหตุให้บริษัทหรือผู้ถือหุ้นได้รับความเสียหาย หรือเป็นเหตุให้ตนหรือบุคคลอื่นได้รับประโยชน์โดยมิชอบ หรือ

(2) มีพฤติกรรมในการเปิดเผย หรือเผยแพร่ข้อมูล หรือข้อความเกี่ยวกับบริษัท หรือบริษัทย่อยอันเป็นเท็จที่อาจทําให้สําคัญผิด หรือโดยปกปิดข้อความจริงที่ควรบอกให้แจ้งในสาระสําคัญซึ่งอาจมีผลกระทบต่อการตัดสินใจของผู้ถือหุ้น ผู้ลงทุน หรือผู้ที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะโดยการสั่งการ การมีส่วนรับผิดชอบ หรือมีส่วนร่วมในการจัดทํา เปิดเผย หรือเผยแพร่ข้อมูลหรือข้อความนั้น หรือโดยการกระทําหรือละเว้นการกระทําอื่นใด ทั้งนี้ เว้นแต่พิสูจน์ได้ว่าโดยตําแหน่ง ฐานะ หรือหน้าที่ของตน ไม่อาจล่วงรู้ถึงความเป็นเท็จของข้อมูลหรือข้อความดังกล่าว หรือการขาดข้อเท็จจริงที่ควรต้องแจ้งนั้น หรือ

(3) มีพฤติกรรมที่เป็นการกระทําอันไม่เป็นธรรมหรือการเอาเปรียบผู้ลงทุนในการซื้อขายหลักทรัพย์หรือสัญญาซื้อขายล่วงหน้า หรือมีหรือเคยมีส่วนร่วมหรือสนับสนุนการกระทําดังกล่าว

ให้การทําธุรกรรมดังต่อไปนี้ของบริษัทหรือบริษัทย่อย ไม่ว่าจะเป็นการสั่งการ การอนุมัติ การสนับสนุน การได้รับประโยชน์ หรือการมีส่วนร่วมอย่างมีนัยสําคัญในลักษณะอื่นใดเข้าลักษณะการมีพฤติกรรมไม่สุจริตตามวรรคหนึ่ง (1) เว้นแต่จะพิสูจน์ได้เป็นประการอื่น

(1) ธุรกรรมที่มิได้กระทําในลักษณะเดียวกับที่วิญญูชนผู้ประกอบธุรกิจจะพึงกระทํากับคู่สัญญาทั่วไปในสถานการณ์เดียวกัน และไม่เป็นไปเพื่อประโยชน์ของบริษัทหรือบริษัทย่อยเป็นสําคัญ หรือมีลักษณะไปในทางเอื้อประโยชน์แก่ตนหรือบุคคลอื่น

(2) ธุรกรรมที่ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กําหนดตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์เกี่ยวกับการทํารายการที่เกี่ยวโยงกัน หรือการทํารายการที่มีนัยสําคัญที่เข้าข่ายเป็นการได้มาหรือจําหน่ายไปซึ่งทรัพย์สิน

มาตรา ข้อ ๗

ข้อ ๗ การมีลักษณะขาดความน่าไว้วางใจของกรรมการหรือผู้บริหารตามข้อ 4 ข้อ 5 และข้อ 6 ให้มีผลตามระยะเวลาดังต่อไปนี้

(1) ลักษณะขาดความน่าไว้วางใจกลุ่มที่ 1 ให้มีผลเมื่อศาลมีคําสั่งหรือคําพิพากษาในเรื่องที่กําหนด หรือเมื่อสํานักงานได้มีหนังสือกล่าวโทษบุคคลนั้นต่อพนักงานสอบสวน แล้วแต่กรณี และมีผลไปจนกว่าบุคคลนั้นจะพ้นจากการมีลักษณะดังกล่าว

(2) ลักษณะขาดความน่าไว้วางใจกลุ่มที่ 2 ให้มีผลเมื่อปรากฏข้อเท็จจริงที่มีลักษณะตามข้อ 5 ต่อสํานักงาน และสํานักงานได้มีหนังสือแจ้งบุคคลที่ถูกพิจารณาและบริษัทที่บุคคลนั้นเป็นกรรมการหรือผู้บริหารให้ทราบถึงการมีลักษณะดังกล่าวแล้ว และมีผลไปจนกว่าบุคคลนั้นจะพ้นจากการมีลักษณะดังกล่าว

(3) ลักษณะขาดความน่าไว้วางใจกลุ่มที่ 3 ให้มีผลตั้งแต่วันที่ระบุไว้ในหนังสือของสํานักงานซึ่งแจ้งบุคคลที่ถูกพิจารณาและบริษัทที่บุคคลนั้นเป็นกรรมการหรือผู้บริหารให้ทราบถึงการมีลักษณะเข้ากรณีที่กําหนดตามข้อ 6 แล้ว และมีผลไปจนกว่าจะพ้นเงื่อนไข หรือระยะเวลาที่สํานักงานกําหนด ซึ่งต้องไม่เกินสิบปี ทั้งนี้ ในการกําหนดระยะเวลาดังกล่าวให้คํานึงถึงความร้ายแรงของพฤติกรรมของผู้ถูกพิจารณาเป็นสําคัญ

มาตรา ข้อ ๘

ข้อ ๘ การมีลักษณะขาดความน่าไว้วางใจในช่วงระยะเวลาตามข้อ 7 เป็นผลให้บุคคลพ้นจากการเป็นกรรมการหรือผู้บริหารของบริษัท และจะดํารงตําแหน่งดังกล่าวในบริษัทต่อไปไม่ได้ ทั้งนี้ ตามมาตรา 89/4 และมาตรา 89/6 วรรคสอง แล้วแต่กรณี

มาตรา ข้อ ๙

ข้อ ๙ ในการพิจารณาการมีลักษณะขาดความน่าไว้วางใจกลุ่มที่ 3 หากเป็นพฤติกรรมที่มีลักษณะดังต่อไปนี้ สํานักงานอาจไม่ยกขึ้นเป็นเหตุในการพิจารณาลักษณะขาดความน่าไว้วางใจของบุคคลนั้นได้

(1) มีลักษณะไม่ร้ายแรง หรือ

(2) เกิดขึ้นมาแล้วเกินกว่าสิบปี นับถึงวันที่ปรากฏข้อเท็จจริงต่อสํานักงาน

มาตรา ข้อ ๑๐

ข้อ ๑๐ ในการพิจารณาความร้ายแรงของพฤติกรรมที่มีผลกระทบต่อการมีลักษณะขาดความน่าไว้วางใจกลุ่มที่ 3 และการกําหนดระยะเวลาการมีลักษณะขาดความน่าไว้วางใจ ให้สํานักงานนําปัจจัยดังต่อไปนี้มาใช้ประกอบการพิจารณา

(1) บทบาทความเกี่ยวข้อง และพฤติกรรมของบุคคลที่ถูกพิจารณา

(2) การลงโทษที่บุคคลนั้นได้รับไปแล้ว

(3) ผลกระทบหรือความเสียหายต่อบริษัทหรือผู้ถือหุ้นโดยรวม หรือผลประโยชน์ที่เกี่ยวเนื่องกับข้อเท็จจริงหรือพฤติกรรมที่พิจารณา

(4) การแก้ไขหรือการดําเนินการอื่นที่เป็นประโยชน์ต่อบริษัท ผู้ถือหุ้นโดยรวม หรือตลาดทุนโดยรวม เพื่อแก้ไข เยียวยา หรือป้องกันมิให้เกิดข้อเท็จจริงหรือพฤติกรรมทํานองเดียวกันนั้นซ้ําอีก

(5) พฤติกรรมอื่นของผู้ถูกพิจารณาที่เป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติงานหรือขัดขวางการปฏิบัติงานของสํานักงาน

(6) ประวัติหรือพฤติกรรมในอดีตอื่นใดที่แสดงถึงความไม่เหมาะสมที่จะเป็นกรรมการหรือผู้บริหารของบริษัท

มาตรา ข้อ ๑๑

ข้อ ๑๑ ให้สํานักงานด้วยความเห็นชอบของคณะกรรมการ ก.ล.ต. แต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นคณะหนึ่งเพื่อทําหน้าที่ในการพิจารณาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน รวมทั้งเสนอความเห็นต่อสํานักงานเกี่ยวกับการพิจารณาสั่งให้บุคคลมีลักษณะขาดความน่าไว้วางใจกลุ่มที่ 3 ตลอดจนพิจารณาให้ความเห็นต่อสํานักงานในเรื่องใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติตามประกาศนี้

ให้คณะกรรมการตามวรรคหนึ่งประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิจํานวนไม่เกินห้าคนซึ่งไม่เป็นเลขาธิการหรือพนักงานของสํานักงาน โดยในจํานวนนี้อย่างน้อยต้องเป็นผู้ทรงคุณวุฒิด้านกฎหมาย และด้านการเงินหรือการบัญชี ด้านละหนึ่งคน และผู้ทรงคุณวุฒิด้านการบริหารธุรกิจซึ่งแต่งตั้งจากรายชื่อบุคคลที่สมาคมบริษัทจดทะเบียนไทยเป็นผู้เสนออีกหนึ่งคน

ให้คณะกรรมการเลือกกรรมการคนหนึ่งเป็นประธานกรรมการ และให้สํานักงานแต่งตั้งพนักงานของสํานักงานคนหนึ่งเป็นเลขานุการ

กรรมการรายใดมีส่วนได้เสียในเรื่องที่พิจารณาในลักษณะที่อาจมีผลกระทบต่อการให้ความเห็นอย่างเป็นกลาง ให้ผู้นั้นแจ้งการมีส่วนได้เสียนั้นและห้ามมิให้เข้าร่วมพิจารณาในเรื่องดังกล่าว

มาตรา ข้อ ๑๒

ข้อ ๑๒ ในการแจ้งบุคคลใดว่ามีลักษณะขาดความน่าไว้วางใจกลุ่มที่ 3 สํานักงานจะกระทําได้ต่อเมื่อได้ดําเนินการอย่างน้อยดังต่อไปนี้

(1) เปิดโอกาสให้ผู้ถูกพิจารณามีโอกาสชี้แจงข้อเท็จจริง

(2) เสนอข้อเท็จจริง รวมทั้งคําชี้แจงของผู้ถูกพิจารณา (ถ้ามี) ให้คณะกรรมการพิจารณา และหากคณะกรรมการประสงค์จะให้ผู้ถูกพิจารณาชี้แจงเพิ่มเติม ให้สํานักงานจัดให้มีการชี้แจงเช่นนั้น

(3) ได้รับความเห็นของคณะกรรมการด้วยมติไม่น้อยกว่าสามในสี่ของจํานวนกรรมการที่เข้าร่วมประชุมว่าบุคคลที่ถูกพิจารณามีลักษณะขาดความน่าไว้วางใจ รวมทั้งความเห็นเกี่ยวกับการกําหนดระยะเวลาให้บุคคลดังกล่าวมีลักษณะขาดความน่าไว้วางใจ

(4) แจ้งผลการพิจารณาเบื้องต้นให้ผู้ถูกพิจารณาทราบเพื่อให้โอกาสชี้แจง หรือโต้แย้งอีกครั้งภายในระยะเวลาที่กําหนด

ในการปฏิบัติอื่นใดนอกจากที่ระบุไว้ในวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539

มาตรา ข้อ ๑๓

ข้อ ๑๓ ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2553 เป็นต้นไป

ผู้มีอํานาจลงนาม - ประกาศ ณ วันที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2553

(นายวิจิตร สุพินิจ)

ประธานกรรมการ

คณะกรรมการกํากับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์

หมายเหตุ - เหตุผลในการออกประกาศฉบับนี้ คือ เพื่อกําหนดลักษณะที่แสดงถึงการขาดความเหมาะสที่จะได้รับความไว้วางใจให้เป็นกรรมการหรือผู้บริหารของบริษัทที่เสนอขายหุ้นต่อประชาชนหรือบริษัทจดทะเบียน รวมทั้งกระบวนการและขั้นตอนในการพิจารณาลักษณะที่ขาดความเหมาะสม ทั้งนี้ เพื่อมิให้มีการแต่งตั้งบุคคลที่มีลักษณะไม่เหมาะสมดํารงตําแหน่งที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่การบริหารจัดการกิจการที่มีมหาชนเป็นผู้ถือหุ้น จึงจําเป็นต้องออกประกาศนี้

13 มาตรา

อ้างอิงกฎหมายนี้

ประกาศคณะกรรมการ ก.ล.ต. ที่ กจ. 8/2553 เรื่อง การกำหนดลักษณะขาดความน่าไว้วางใจของกรรมการและผู้บริหารของบริษัท (Office of the Council of State). Retrieved via LawPlayer, https://lawplayer.com/th/act/pythainlp_862cf728dc75692f

ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).

Thai official texts excluded from copyright (Copyright Act B.E. 2537 s.7);開放資料層 CC BY 署名

本頁資料來源:สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (OCS)·整理提供:法律人 LawPlayer· lawplayer.com