法律人 LawPlayer logo

資料由法律人 LawPlayer整理提供·กฎหมายไทย / LawPlayer จากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

adminRule

คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 23/2560 เรื่อง มาตรการแก้ไขปัญหาความต่อเนื่องของผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ (ฉบับ Update ล่าสุด)

เลขที่
วันที่ประกาศ
จำนวนมาตรา
21
มาตรา อารัมภบท

คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ

คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ

ที่ ๒๓/๒๕๖๐

เรื่อง มาตรการแก้ไขปัญหาความต่อเนื่องของผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ

ตามที่ได้มีคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติให้งดเว้นการสรรหาและเลือกบุคคลเพื่อดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กรรมการการเลือกตั้ง ผู้ตรวจการแผ่นดิน กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ และกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เพื่อรอความชัดเจนเกี่ยวกับกระบวนการสรรหาและคัดเลือกผู้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวในช่วงระหว่างรอผลการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ประกอบกับที่ผ่านมาได้มีการกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการสรรหาและเลือกกรรมการตรวจเงินแผ่นดินและผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินเป็นการเฉพาะขึ้น เพื่อแก้ไขข้อขัดข้องทางกฎหมายให้สามารถดำเนินการต่อไปได้อย่างเหมาะสม นั้น

โดยที่ในปัจจุบันร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยได้รับความเห็นชอบในการออกเสียงประชามติเป็นที่เรียบร้อยแล้วและอยู่ระหว่างรอการประกาศใช้ แต่การจัดทำกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญเพื่อกำหนดรายละเอียดเกี่ยวกับศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญยังคงต้องใช้ระยะเวลาดำเนินการอีกระยะหนึ่ง แต่เนื่องจากผู้ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญบางรายใกล้จะพ้นวาระการดำรงตำแหน่ง ประกอบกับโดยผลของประกาศของคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่มีมาก่อนหน้านี้จะทำให้คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินและผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินต้องพ้นจากตำแหน่งในระยะเวลาอันใกล้นี้ ซึ่งหากไม่มีการเตรียมการและสรรหาผู้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวไว้ล่วงหน้าอาจส่งผลกระทบให้องค์กรดังกล่าวไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างต่อเนื่อง ทำให้กลไกการตรวจสอบถ่วงดุลการใช้อำนาจหรือการทำหน้าที่ของรัฐไม่อาจเป็นไปอย่างเหมาะสมและถูกต้องตามครรลองของกฎหมาย ตลอดจนการดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ กรณีจึงมีความจำเป็นต้องกำหนดมาตรการและกลไกรองรับการทำหน้าที่และการสรรหาบุคคลเพื่อดำรงตำแหน่งสำคัญในช่วงเปลี่ยนผ่านในระหว่างรอให้มีการตรากฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้อง เพื่อประโยชน์ในการปฏิรูปองค์กรตามรัฐธรรมนูญภายหลังจากมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๔๔ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติโดยความเห็นชอบของคณะรักษาความสงบแห่งชาติจึงมีคำสั่ง ดังต่อไปนี้

มาตรา ข้อ ๑

ข้อ ๑ ในคำสั่งนี้

“ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ” ให้หมายความรวมถึงประธานศาลรัฐธรรมนูญ

“กรรมการตรวจเงินแผ่นดิน” ให้หมายความรวมถึงประธานกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน

มาตรา ข้อ ๒

ข้อ ๒ ให้ยกเลิกคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๔๐/๒๕๕๙ เรื่อง ยกเลิกประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๔๘/๒๕๕๗ ลงวันที่ ๑๓ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๕๙

มาตรา ข้อ ๓

ข้อ ๓ ให้งดเว้นการสรรหาและการเลือกกรรมการการเลือกตั้ง ผู้ตรวจการแผ่นดิน และกรรมการสิทธิมนุษยชน จนกว่ากฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการนั้นซึ่งออกตามความในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับใหม่จะมีผลใช้บังคับ หรือจนกว่าจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น

มาตรา ข้อ ๔

ข้อ ๔ เมื่อมีกรณีที่ผู้ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญซึ่งดำรงตำแหน่งอยู่ในวันก่อนวันที่คำสั่งนี้มีผลใช้บังคับพ้นจากตำแหน่ง หรือจะพ้นจากตำแหน่งตามวาระภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่คำสั่งนี้มีผลใช้บังคับ ให้ดำเนินการคัดเลือกหรือสรรหาบุคคลเพื่อดำรงตำแหน่งดังกล่าวแทนให้แล้วเสร็จภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ตำแหน่งดังกล่าวว่างลง หรือนับแต่วันที่คำสั่งนี้มีผลใช้บังคับ แล้วแต่กรณี

มาตรา ข้อ ๕

ข้อ ๕ การคัดเลือกหรือสรรหาบุคคลให้ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญให้พิจารณาจากบุคคลที่มีความรับผิดชอบสูง มีความกล้าหาญในการปฏิบัติหน้าที่ มีพฤติกรรมทางจริยธรรมเป็นตัวอย่างที่ดีของสังคม ตลอดจนมีทัศนคติที่เหมาะสมในการปฏิบัติหน้าที่ให้เกิดผลสำเร็จ ซึ่งจะต้องพิจารณาให้สอดคล้องกับการปฏิบัติตามหน้าที่และอำนาจของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ

นอกจากที่กำหนดไว้ในวรรคหนึ่งแล้ว ผู้ได้รับการคัดเลือกหรือสรรหาเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญต้องมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้

(๑) มีสัญชาติไทยโดยการเกิด

(๒) มีอายุไม่ต่ำกว่าสี่สิบห้าปี แต่ไม่ถึงหกสิบแปดปีในวันที่ได้รับการคัดเลือกหรือวันสมัครเข้ารับการสรรหา

(๓) สำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีหรือเทียบเท่า

(๔) มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์

(๕) มีสุขภาพที่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

มาตรา ข้อ ๖

ข้อ ๖ ผู้ได้รับการคัดเลือกหรือสรรหาเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญต้องไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังต่อไปนี้

(๑) เป็นหรือเคยเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญหรือผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระใด

(๒) ติดยาเสพติดให้โทษ

(๓) เป็นบุคคลล้มละลายหรือเคยเป็นบุคคลล้มละลายทุจริต

(๔) เป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใด ๆ

(๕) เป็นภิกษุ สามเณร นักพรต หรือนักบวช

(๖) อยู่ในระหว่างถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งไม่ว่าคดีนั้นถึงที่สุดแล้วหรือไม่

(๗) วิกลจริตหรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ

(๘) อยู่ระหว่างถูกระงับการใช้สิทธิรับสมัครเลือกตั้งเป็นการชั่วคราวหรือถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง

(๙) ต้องคำพิพากษาให้จำคุกและถูกคุมขังอยู่โดยหมายของศาล

(๑๐) เคยถูกสั่งให้พ้นจากราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจเพราะทุจริตต่อหน้าที่ หรือถือว่ากระทำการทุจริตหรือประพฤติมิชอบในวงราชการ

(๑๑) เคยต้องคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอันถึงที่สุดให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินเพราะร่ำรวยผิดปกติ หรือเคยต้องคำพิพากษาอันถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุกเพราะกระทำความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต

(๑๒) เคยต้องคำพิพากษาอันถึงที่สุดว่ากระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการหรือต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม หรือกระทำความผิดตามกฎหมายว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ หรือความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ที่กระทำโดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญา ความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน กฎหมายว่าด้วยยาเสพติดในความผิดฐานเป็นผู้ผลิต นำเข้า ส่งออก หรือผู้ค้า กฎหมายว่าด้วยการพนันในความผิดฐานเป็นเจ้ามือหรือเจ้าสำนัก กฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ หรือกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินในความผิดฐานฟอกเงิน

(๑๓) เคยต้องคำพิพากษาอันถึงที่สุดว่ากระทำการอันเป็นการทุจริตในการเลือกตั้ง

(๑๔) อยู่ในระหว่างต้องห้ามมิให้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

(๑๕) เคยพ้นจากตำแหน่งเพราะศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ามีการเสนอ การแปรญัตติ หรือการกระทำด้วยประการใด ๆ ที่มีผลให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือกรรมาธิการมีส่วนไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมในการใช้งบประมาณรายจ่าย

(๑๖) เคยพ้นจากตำแหน่งเพราะศาลฎีกาหรือศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีคำพิพากษาว่าเป็นผู้มีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ หรือกระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ หรือจงใจปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย หรือฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง

(๑๗) เคยได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่ในความผิดอันได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ

(๑๘) เป็นหรือเคยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา ข้าราชการการเมือง หรือสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นในระยะสิบปีก่อนเข้ารับการคัดเลือกหรือสรรหา

(๑๙) เป็นหรือเคยเป็นสมาชิกหรือผู้ดำรงตำแหน่งอื่นของพรรคการเมืองในระยะสิบปีก่อนเข้ารับการคัดเลือกหรือสรรหา

(๒๐) เป็นข้าราชการซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำ

(๒๑) เป็นพนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่น หรือกรรมการหรือที่ปรึกษาของหน่วยงานของรัฐหรือรัฐวิสาหกิจ

(๒๒) เป็นผู้ดำรงตำแหน่งใดในห้างหุ้นส่วนบริษัท หรือองค์การที่ดำเนินธุรกิจโดยมุ่งหาผลกำไร หรือรายได้มาแบ่งปันกัน หรือเป็นลูกจ้างของบุคคลใด

(๒๓) เป็นผู้ประกอบวิชาชีพอิสระ

ผู้เคยได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญหรือผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระมาแล้วไม่ว่าตามรัฐธรรมนูญ กฎหมาย หรือคำสั่งใด ให้ถือเป็นผู้มีลักษณะต้องห้ามตาม (๑)[๑]

มาตรา ข้อ ๗

ข้อ ๗ ในกรณีที่ผู้ซึ่งพ้นจากตำแหน่งหรือจะพ้นจากตำแหน่งเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่จะต้องได้รับการคัดเลือกโดยที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา หรือที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด แล้วแต่กรณี ให้ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาหรือที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด แล้วแต่กรณี เป็นผู้ดำเนินการคัดเลือกหรือสรรหาบุคคลเพื่อดำรงตำแหน่งแทนให้แล้วเสร็จภายในสี่สิบห้าวันนับแต่วันที่ตำแหน่งดังกล่าวว่างลง หรือนับแต่วันที่คำสั่งนี้มีผลใช้บังคับ แล้วแต่กรณี

การคัดเลือกหรือสรรหาบุคคลตามวรรคหนึ่ง ให้พิจารณาดังนี้

(๑) กรณีตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่จะต้องได้รับเลือกโดยที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ให้พิจารณาคัดเลือกจากผู้พิพากษาในศาลฎีกาซึ่งดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกามาแล้วไม่น้อยกว่าสามปี

(๒) กรณีตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่จะต้องได้รับเลือกโดยที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ให้พิจารณาคัดเลือกจากตุลาการศาลปกครองสูงสุดซึ่งดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าตุลาการศาลปกครองสูงสุดมาแล้วไม่น้อยกว่าห้าปี

ทั้งนี้ ให้มีการสัมภาษณ์หรือให้มีการแสดงความคิดเห็นในเรื่องที่เกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญเพื่อประกอบการพิจารณาด้วย

การคัดเลือกให้ใช้วิธีการลงคะแนนโดยเปิดเผย และผู้ซึ่งได้รับการคัดเลือกต้องได้รับคะแนนเสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนผู้พิพากษาในศาลฎีกา หรือตุลาการในศาลปกครองสูงสุดทั้งหมดที่มีอยู่ แล้วแต่กรณี โดยในกรณีของศาลฎีกาให้รวมถึงผู้พิพากษาอาวุโสด้วย

การรับสมัครและวิธีการคัดเลือก ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ประธานศาลฎีกาหรือประธานศาลปกครองสูงสุด แล้วแต่กรณี เป็นผู้กำหนด ทั้งนี้ ในกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามของผู้ที่จะได้รับการคัดเลือกหรือสรรหาตามข้อนี้ ให้คณะกรรมการสรรหาตามข้อ ๙ เป็นผู้มีหน้าที่และอำนาจในการวินิจฉัย และให้นำความในข้อ ๙ วรรคหก มาใช้บังคับกับการวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาด้วยโดยอนุโลม[๒]

มาตรา ข้อ ๘

ข้อ ๘ ในกรณีที่ผู้ซึ่งพ้นจากตำแหน่งหรือจะพ้นจากตำแหน่งเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นผู้ทรงคุณวุฒิสาขานิติศาสตร์ หรือเป็นผู้ทรงคุณวุฒิสาขารัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ หรือสังคมศาสตร์อื่น ให้ดำเนินการคัดเลือกหรือสรรหาบุคคลเพื่อดำรงตำแหน่งแทนให้แล้วเสร็จภายในสี่สิบห้าวันนับแต่วันที่ตำแหน่งดังกล่าวว่างลง หรือนับแต่วันที่คำสั่งนี้มีผลใช้บังคับ แล้วแต่กรณี

การพิจารณาคัดเลือกหรือสรรหาบุคคลตามวรรคหนึ่ง ให้พิจารณาดังนี้

(๑) ในกรณีที่จะต้องแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิแทนในส่วนของผู้ทรงคุณวุฒิสาขานิติศาสตร์หรือผู้ทรงคุณวุฒิสาขารัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์ ให้พิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาวิชานั้น ๆ ซึ่งดำรงตำแหน่งหรือเคยดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ของมหาวิทยาลัยในประเทศไทยมาแล้วเป็นเวลาไม่น้อยกว่าห้าปี และยังมีผลงานทางวิชาการเป็นที่ประจักษ์

(๒) ในกรณีที่ยังมีผู้ทรงคุณวุฒิสาขานิติศาสตร์ หรือผู้ทรงคุณวุฒิสาขารัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์อยู่ในตำแหน่ง อย่างน้อยด้านละหนึ่งคน ให้พิจารณาแต่งตั้งเป็นผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งรับหรือเคยรับราชการในตำแหน่งไม่ต่ำกว่าอธิบดีหรือหัวหน้าส่วนราชการหรือเทียบเท่า หรือดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่ารองอัยการสูงสุดมาแล้วไม่น้อยกว่าห้าปี

ทั้งนี้ ให้มีการสัมภาษณ์หรือให้มีการแสดงความคิดเห็นในเรื่องที่เกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญเพื่อประกอบการพิจารณาด้วย

มาตรา ข้อ ๙

ข้อ ๙ ให้มีคณะกรรมการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญผู้ทรงคุณวุฒิตามข้อ ๘ ประกอบด้วย

(๑) ประธานศาลฎีกา เป็นประธานกรรมการ

(๒) ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เป็นกรรมการ

(๓) ประธานศาลปกครองสูงสุด เป็นกรรมการ

(๔) บุคคลซึ่งองค์กรอิสระแต่งตั้งองค์กรละหนึ่งคน เป็นกรรมการ

ให้เลขาธิการวุฒิสภาเป็นเลขานุการของคณะกรรมการสรรหา และให้สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาปฏิบัติหน้าที่เป็นหน่วยงานธุรการของคณะกรรมการสรรหา

ให้องค์กรอิสระเสนอชื่อบุคคลเพื่อแต่งตั้งเป็นกรรมการตาม (๔) ภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา โดยให้คัดเลือกจากบุคคลที่มีความเป็นกลาง ซื่อสัตย์สุจริต และมีความเข้าใจในหลักการของรัฐธรรมนูญ และจะต้องเป็นผู้ที่มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามข้อ ๕ และข้อ ๖ ด้วย ตลอดจนต้องไม่เคยปฏิบัติหน้าที่ใด ๆ ในศาลรัฐธรรมนูญหรือองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ

ในกรณีที่กรรมการสรรหาตาม (๔) มีไม่ครบไม่ว่าด้วยเหตุใด ให้คณะกรรมการสรรหาประกอบด้วยกรรมการสรรหาเท่าที่มีอยู่ และให้ดำเนินการคัดเลือกหรือสรรหาต่อไปได้จนแล้วเสร็จ

การคัดเลือกให้ใช้วิธีการลงคะแนนโดยเปิดเผย และผู้ซึ่งได้รับการคัดเลือกต้องได้รับคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวนกรรมการสรรหาที่มีอยู่

การรับสมัครและวิธีการคัดเลือกให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการสรรหาเป็นผู้กำหนด ทั้งนี้ ในกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามของผู้ที่จะได้รับการคัดเลือกหรือสรรหาตามข้อนี้ ให้คณะกรรมการสรรหาเป็นผู้มีหน้าที่และอำนาจในการวินิจฉัย ซึ่งจะต้องวินิจฉัยให้แล้วเสร็จก่อนสิ้นสุดกระบวนการคัดเลือกหรือสรรหา ทั้งนี้ คำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาให้ถือเป็นที่สุด

มาตรา ข้อ ๑๐

ข้อ ๑๐ เมื่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด หรือคณะกรรมการสรรหา แล้วแต่กรณี ได้ดำเนินการคัดเลือกหรือสรรหาแล้วเสร็จ ให้เสนอรายชื่อไปยังสภานิติบัญญัติแห่งชาติเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบต่อไป โดยให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณาให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับรายชื่อ ทั้งนี้ ในกรณีที่ได้รับความเห็นชอบจะต้องได้รับคะแนนเสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกที่มีอยู่

เมื่อมีผู้ได้รับความเห็นชอบจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติแล้ว และเมื่อรวมกับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญซึ่งยังดำรงตำแหน่งแล้วมีจำนวนไม่น้อยกว่าเจ็ดคน ให้ผู้ที่ได้รับความเห็นชอบดังกล่าวประชุมร่วมกับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่ยังอยู่ในตำแหน่งเพื่อเลือกกันเองให้คนหนึ่งเป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญแล้วแจ้งผลให้ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติทราบ เพื่อนำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงแต่งตั้งประธานศาลรัฐธรรมนูญและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ

ในกรณีที่ทรงโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งแล้วแต่ยังมีผู้ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญไม่ครบตามจำนวนที่กำหนด ให้ถือว่าศาลรัฐธรรมนูญประกอบด้วยตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเท่าที่มีอยู่ และให้ดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจไปพลางก่อนได้ และให้ดำเนินการคัดเลือกหรือสรรหาให้ครบถ้วนต่อไป

ผู้ที่ได้รับความเห็นชอบจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติให้เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ โดยที่ยังมิได้พ้นจากตำแหน่งตามข้อ ๖ (๒๐) (๒๑) และ (๒๒) หรือยังประกอบวิชาชีพตามข้อ ๖ (๒๓)ต้องแสดงหลักฐานว่าได้ลาออกจากตำแหน่งหรือเลิกประกอบวิชาชีพดังกล่าวต่อประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติภายในเวลาที่ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติกำหนด ซึ่งต้องเป็นเวลาก่อนที่จะนำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงแต่งตั้ง ทั้งนี้ ในกรณีที่ไม่ได้แสดงหลักฐานภายในกำหนดเวลาดังกล่าวให้ถือว่าผู้นั้นสละสิทธิ และให้ดำเนินการคัดเลือกหรือสรรหาใหม่

มาตรา ข้อ ๑๑

ข้อ ๑๑ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญซึ่งได้รับแต่งตั้งตามคำสั่งนี้ให้มีวาระการดำรงตำแหน่งเจ็ดปีนับแต่วันที่พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้ง และให้ดำรงตำแหน่งได้เพียงวาระเดียว

มาตรา ข้อ ๑๒

ข้อ ๑๒[๓] เมื่อมีกรณีที่ผู้ดำรงตำแหน่งกรรมการตรวจเงินแผ่นดินซึ่งดำรงตำแหน่งอยู่ในวันก่อนวันที่คำสั่งนี้มีผลใช้บังคับพ้นจากตำแหน่ง หรือจะพ้นจากตำแหน่งตามวาระภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่คำสั่งนี้มีผลใช้บังคับ ไม่ว่าจะเป็นการพ้นจากตำแหน่งตามรัฐธรรมนูญ กฎหมาย หรือคำสั่งใด หรือมีกรณีที่จะต้องคัดเลือกหรือสรรหาบุคคลเพื่อดำรงตำแหน่งกรรมการตรวจเงินแผ่นดินเพื่อให้ครบจำนวนตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ ให้ดำเนินการสรรหาหรือคัดเลือกบุคคลเพื่อดำรงตำแหน่งดังกล่าวแทนตำแหน่งที่ว่างหรือให้ครบจำนวนตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ แล้วแต่กรณี ให้แล้วเสร็จภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่คำสั่งนี้มีผลใช้บังคับ

มาตรา ข้อ ๑๓

ข้อ ๑๓ การคัดเลือกหรือสรรหาบุคคลให้ดำรงตำแหน่งกรรมการตรวจเงินแผ่นดินให้พิจารณาจากบุคคลที่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ มีความรู้ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์เกี่ยวกับการตรวจเงินแผ่นดิน กฎหมาย บัญชี การตรวจสอบภายใน การเงินการคลัง และด้านอื่นที่เป็นประโยชน์ต่อการตรวจเงินแผ่นดิน ทั้งนี้ เป็นเวลาไม่น้อยกว่าสิบปี โดยต้องมีคุณสมบัติตามข้อ ๕ และไม่มีลักษณะต้องห้ามตามข้อ ๖ ทั้งนี้ ให้มีการสัมภาษณ์หรือให้มีการแสดงความคิดเห็นในเรื่องที่เกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินเพื่อประกอบการพิจารณาด้วย

มาตรา ข้อ ๑๔

ข้อ ๑๔ ให้นำความในข้อ ๙ และข้อ ๑๐ มาใช้บังคับกับการดำเนินการเพื่อให้ได้มาซึ่งกรรมการตรวจเงินแผ่นดินด้วยโดยอนุโลม

เพื่อประโยชน์ในการดำเนินการตามวรรคหนึ่ง ให้กรรมการสรรหาตามข้อ ๙ (๔) ประกอบด้วยบุคคลซึ่งศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระที่มิใช่คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินแต่งตั้งองค์กรละหนึ่งคน[๔]

มาตรา ข้อ ๑๕

ข้อ ๑๕ กรรมการตรวจเงินแผ่นดินซึ่งได้รับแต่งตั้งตามคำสั่งนี้ให้มีวาระการดำรงตำแหน่งเจ็ดปีนับแต่วันที่พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้ง และให้ดำรงตำแหน่งได้เพียงวาระเดียว

มาตรา ข้อ ๑๖

ข้อ ๑๖ ในระหว่างที่ยังไม่มีการแต่งตั้งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ หรือกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ตามที่กำหนดไว้ในคำสั่งนี้ ให้ผู้ซึ่งดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ หรือกรรมการตรวจเงินแผ่นดินซึ่งพ้นจากตำแหน่งตามวาระอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะมีการแต่งตั้งบุคคลมาดำรงตำแหน่งแทน

มาตรา ข้อ ๑๗

ข้อ ๑๗ ให้มีผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งตามคำแนะนำของสภานิติบัญญัติแห่งชาติโดยได้รับการเสนอชื่อจากคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน

ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามเช่นเดียวกับกรรมการตรวจเงินแผ่นดินตามที่กำหนดในข้อ ๑๓

ผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินต้องได้รับความเห็นชอบจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติเท่าที่มีอยู่ และในกรณีที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติไม่เห็นชอบ ให้คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินพิจารณาเสนอชื่อบุคคลใหม่ให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณาให้ความเห็นชอบต่อไป

เมื่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติให้ความเห็นชอบแล้ว ให้ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาตินำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงแต่งตั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และให้ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ ทั้งนี้ ให้นำความในข้อ ๑๐ วรรคท้าย มาใช้บังคับกับผู้ได้รับความเห็นชอบจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติให้เป็นผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินด้วยโดยอนุโลม

การพ้นจากตำแหน่งของผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินตามคำสั่งนี้ให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๔๒

มาตรา ข้อ ๑๘

ข้อ ๑๘ ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินซึ่งได้รับแต่งตั้งตามคำสั่งนี้ให้มีวาระการดำรงตำแหน่งหกปีนับแต่วันที่พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้ง และให้ดำรงตำแหน่งได้เพียงวาระเดียว

มาตรา ข้อ ๑๙

ข้อ ๑๙ ให้ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินซึ่งดำรงตำแหน่งอยู่ในวันก่อนวันที่คำสั่งนี้มีผลใช้บังคับอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะครบวาระการดำรงตำแหน่งตามที่กำหนดไว้ในประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๗๑/๒๕๕๗ ลงวันที่ ๒๗ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๕๗ โดยให้งดเว้นการใช้บังคับบทบัญญัติตามมาตรา ๓๔ (๒) แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๔๒ และเมื่อผู้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินพ้นจากตำแหน่งแล้ว ให้คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินดำเนินการคัดเลือกหรือสรรหาบุคคลเพื่อดำรงตำแหน่งดังกล่าวแทนและเสนอชื่อไปยังสภานิติบัญญัติแห่งชาติให้แล้วเสร็จภายในหกสิบวันนับแต่วันที่พ้นจากตำแหน่ง

ในระหว่างที่ยังไม่มีการแต่งตั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินตามข้อ ๑๗ ให้หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติแต่งตั้งรองผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินคนหนึ่งทำหน้าที่รักษาการแทนไปพลางก่อนจนกว่าจะแต่งตั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินคนใหม่แล้วเสร็จ

มาตรา ข้อ ๒๐

ข้อ ๒๐ ในกรณีเห็นสมควรนายกรัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรีอาจเสนอให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติแก้ไขเปลี่ยนแปลงคำสั่งนี้ได้

ให้หน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ในคำสั่งนี้เพื่อให้การทำหน้าที่ขององค์กรอิสระเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ในกรณีที่ไม่สามารถดำเนินการในส่วนใดได้ภายในระยะเวลาที่กำหนดตามคำสั่งนี้ ให้เลขาธิการวุฒิสภารายงานหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติเพื่อพิจารณาอนุมัติให้ขยายระยะเวลาดำเนินการได้ตามความจำเป็นและเหมาะสม[๕]

มาตรา ข้อ ๒๑

ข้อ ๒๑[๖] คำสั่งนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

สั่ง ณ วันที่ ๕ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๖๐

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา

หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ

คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๒๕/๒๕๖๐ เรื่อง แก้ไขเพิ่มเติมคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๒๓/๒๕๖๐[๗]

บทเฉพาะกาล

มาตรา ข้อ ๖

ข้อ ๖ การนับระยะเวลาสำหรับการสรรหาคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๒๓/๒๕๖๐ เรื่อง มาตรการแก้ไขปัญหาความต่อเนื่องของผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ลงวันที่ ๕ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๖๐ ที่แก้ไขเพิ่มเติมโดยข้อ ๓ ของคำสั่งนี้ ให้เริ่มนับตั้งแต่วันที่คำสั่งนี้มีผลใช้บังคับเป็นต้นไป

มาตรา ข้อ ๗

ข้อ ๗ ในกรณีที่เห็นสมควรนายกรัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรีอาจเสนอให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติเปลี่ยนแปลงคำสั่งนี้ได้

มาตรา ข้อ ๘

ข้อ ๘ คำสั่งนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

พิมพ์มาดา/จัดทำ

๑๒ มิถุนายน ๒๕๖๐

[๑] ข้อ ๖ วรรคสอง เพิ่มโดยคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๒๕/๒๕๖๐ เรื่อง แก้ไขเพิ่มเติมคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๒๓/๒๕๖๐

[๒] ข้อ ๗ วรรคสี่ แก้ไขเพิ่มเติมโดยคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๒๕/๒๕๖๐ เรื่อง แก้ไขเพิ่มเติมคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๒๓/๒๕๖๐

[๓] ข้อ ๑๒ แก้ไขเพิ่มเติมโดยคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๒๕/๒๕๖๐ เรื่อง แก้ไขเพิ่มเติมคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๒๓/๒๕๖๐

[๔] ข้อ ๑๔ วรรคสอง เพิ่มโดยคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๒๕/๒๕๖๐ เรื่อง แก้ไขเพิ่มเติมคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๒๓/๒๕๖๐

[๕] ข้อ ๒๐ วรรคสอง เพิ่มโดยคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๒๕/๒๕๖๐ เรื่อง แก้ไขเพิ่มเติมคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๒๓/๒๕๖๐

[๖] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๓๔/ตอนพิเศษ ๙๘ ง/หน้า ๓๒/๕ เมษายน ๒๕๖๐

[๗] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๓๔/ตอนพิเศษ ๑๓๔ ง/หน้า ๕๑/๑๗ พฤษภาคม ๒๕๖๐

21 มาตรา

อ้างอิงกฎหมายนี้

คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 23/2560 เรื่อง มาตรการแก้ไขปัญหาความต่อเนื่องของผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ (ฉบับ Update ล่าสุด) (Office of the Council of State). Retrieved via LawPlayer, https://lawplayer.com/th/act/pythainlp_869a04af814cbe5c

ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).

Thai official texts excluded from copyright (Copyright Act B.E. 2537 s.7);開放資料層 CC BY 署名

本頁資料來源:สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (OCS)·整理提供:法律人 LawPlayer· lawplayer.com