ข้อ ๓ ให้ยกเลิกความในข้อ ๑๓ แห่งกฎ ก.ร.
ฉบับที่ ๑๕ (พ.ศ. ๒๕๓๘) ออกตามความในพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายรัฐสภา พ.ศ.
๒๕๑๘ ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการอุทธรณ์การถูกลงโทษ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
ข้อ ๑๓ เมื่อ
ก.ร.ได้พิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์และมีมติตามข้อ ๑๒ และข้อ ๑๒ ทวิ เป็นประการใดแล้ว
ให้เลขานุการ ก.ร.แจ้งให้ประธานวุฒิสภา ประธานสภาผู้แทนราษฎรเลขาธิการวุฒิสภา
เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร หรือหัวหน้าส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นตามมาตรา ๖
(๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดระเบียบปฏิบัติราชการฝ่ายรัฐสภา พ.ศ. ๒๕๑๘ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติจัดระเบียบปฏิบัติราชการฝ่ายรัฐสภา
(ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๕ แล้วแต่กรณี ทราบหรือดำเนินการให้เป็นไปตามมติ ก.ร.
โดยเร็วพร้อมทั้งแจ้งให้ผู้อุทธรณ์ทราบเป็นหนังสือโดยเร็วด้วย
มติของ ก.ร.ให้เป็นที่สุด
ในกรณีที่สั่งให้ผู้อุทธรณ์กลับเข้ารับราชการให้นำมาตรา
๕๗ มาใช้บังคับโดยอนุโลม
ให้ไว้ ณ วันที่ ๑๗ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๑
วันมูหะมัดนอร์ มะทา
ประธานรัฐสภา
ประธาน ก.ร.
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้กฎ ก.ร. ฉบับนี้ คือ
เพื่อปรับปรุง กฎ ก.ร. ฉบับที่ ๑๕ (พ.ศ. ๒๕๓๘)
ออกตามความในพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายรัฐสภา พ.ศ. ๒๕๑๘ ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการอุทธรณ์การถูกลงโทษ
โดยเพิ่มกรณีผู้ที่ถูกลงโทษทางวินัยในความผิดที่ได้กระทำร่วมกันกับผู้อุทธรณ์แต่ไม่ได้ใช้สิทธิอุทธรณ์
และผลการพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์เป็นคุณแก่ผู้อุทธรณ์
ให้ผู้ที่ไม่ได้ใช้สิทธิอุทธรณ์ได้รับการพิจารณาการลงโทษ ให้มีผลในทางที่เป็นคุณเช่นเดียวกับผู้อุทธรณ์
ประภาศรี/ผู้จัดทำ
๓
พฤศจิกายน ๒๕๕๑
[๑] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม
๑๑๕/ตอนที่ ๑๕ ก/หน้า ๙๐/๒๔ มีนาคม ๒๕๔๑