ข้อ ๑๙ ระบบการระบายน้ำ
๑๙.๑
การระบายน้ำที่ผ่านการใช้จากกิจกรรมต่าง ๆ
และน้ำฝนจากพื้นที่ภายในโครงการโดยใช้ท่อ รางระบายน้ำหรือคูคลอง
ต้องได้รับการออกแบบอย่างถูกต้องตามหลักวิศวกรรม
๑๙.๒
ปริมาณของน้ำทิ้งที่ออกจากระบบการระบายน้ำและระบบบำบัดน้ำเสียไปสู่แหล่งรองรับน้ำทิ้ง
(คูคลองหรือทางน้ำสาธารณะอื่นใด) ต้องไม่ให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินข้างเคียง
๑๙.๓
การระบายน้ำออกจากโครงการจะต้องได้รับอนุญาตหรือยินยอมจากผู้ดูแลรับผิดชอบแหล่งรองรับน้ำทิ้งนั้น
ๆ
๑๙.๔
ความสามารถในการรองรับปริมาณน้ำของระบบการระบายน้ำ
(๑)
ปริมาณน้ำฝน ใช้เกณฑ์ปริมาณฝนตกปกติ โดยเฉลี่ยในคาบอุบัติไม่น้อยกว่า ๕ ปี
ของท้องถิ่นนั้น
และสัมประสิทธิ์การไหลนองของน้ำฝนเฉลี่ยของที่ดินแปลงย่อยต้องมีค่าไม่ต่ำกว่า ๐.๖
(๒)
ปริมาณน้ำไหลซึมเข้าระบบท่อระบายน้ำต่อวัน ต้องไม่ต่ำกว่า ๒๐ ลูกบาศก์เมตร
ต่อความยาวท่อระบายน้ำ ๑ กิโลเมตร
หรือค่าอื่นตามข้อมูลที่อ้างอิงซึ่งต้องเชื่อถือได้ในทางวิชาการ
โดยต้องสอดคล้องกับประเภทวัสดุของท่อรางระบายน้ำหรือคูคลอง
๑๙.๕
ระบบการระบายน้ำประกอบด้วย
(๑)
ท่อระบายน้ำ และบ่อพัก (พร้อมฝา) หรือรางระบายน้ำ หรือคูคลอง
(๒)
บ่อสูบหรือสถานีสูบ (ถ้ามี) ภายในต้องมีเครื่องสูบน้ำ
ตะแกรงดักขยะและบริเวณตักเศษดินทราย
(๓)
บ่อตรวจคุณภาพน้ำทิ้งรวมของโครงการ โดยมีตะแกรงดักขยะ
(๔)
แหล่งรองรับน้ำทิ้งจากการระบายน้ำ และจากระบบบำบัดน้ำเสีย (ถ้ามี)
(๕)
กรณีที่ระดับน้ำสูงสุดของแหล่งรองรับน้ำทิ้งสูงกว่าระดับท่อน้ำบ่อสูบหรือสถานีสูบน้ำ
ให้ก่อสร้างบานประตูระบายน้ำ เปิด - ปิด
๑๙.๖
รายการคำนวณ (ที่ต้องประกอบแผนผังระบบการระบายน้ำ)
(๑)
พื้นที่รองรับน้ำฝนหรือพื้นที่ระบายน้ำฝนลงสู่ท่อหรือรางระบายน้ำหรือคูคลอง (ในหน่วยตารางเมตร)
(๒)
ปริมาณน้ำที่จะเข้าสู่ท่อ หรือรางระบายน้ำ หรือคูคลอง
(ในหน่วยลูกบาศก์เมตรต่อวินาที)
(๓)
ขนาดของท่อ หรือรางระบายน้ำ หรือคูคลองแต่ละบริเวณ
(๔)
ระดับความลาดเอียงของท่อ หรือรางระบายน้ำ หรือคูคลอง
(๕)
ความเร็วของการไหลของน้ำในท่อ หรือรางระบายน้ำ หรือคูคลอง
(๖)
ความลึกของท้องท่อ หรือรางระบายน้ำ หรือคูคลอง
รายการทั้งหมดนี้ต้องจัดทำขึ้นตามมาตรฐานทางวิศวกรรม
และสอดคล้องกับรายการคำนวณทางวิชาการที่สามารถตรวจสอบความเพียงพอ
และความมั่นคงแข็งแรงของวัสดุที่ใช้ในระบบได้โดยผู้คำนวณออกแบบต้องลงนามพร้อมใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุม
๑๙.๗
กรณีการใช้ระบบท่อระบายน้ำจะต้องจัดทำแผนผังระบบท่อระบายน้ำและการจัดทำรายการคำนวณทางวิชาการ
(๑)
ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางภายในของท่อระบายน้ำขนาดเล็กที่สุด ไม่ต่ำกว่า ๔๐ เซนติเมตร
ยกเว้นในกรณีเลือกใช้ระบบระบายน้ำเสียแยกจากระบบระบายน้ำฝน
(๒)
วัสดุที่เป็นท่อระบายน้ำต้อง
ก.
เป็นวัสดุที่ทนทานต่อการกัดกร่อนของน้ำเสียและน้ำฝนได้
ข.
รับน้ำหนักจากพื้นที่ด้านบน และยานพาหนะที่สัญจรผ่านได้โดยไม่เสียหาย
(๓)
ระดับความลาดเอียงของท่อระบายน้ำ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ๔๐ เซนติเมตร ต้องลาดเอียงไม่ต่ำกว่า
๑ : ๕๐๐ และของท่อระบายน้ำที่มีขนาดใหญ่กว่าต้องลาดเอียงไม่ต่ำกว่า ๑ : ๑๐๐๐
ระดับความเอียงลาดนี้ต้องต่อเนื่องกันไปตลอดทั้งระบบการระบายน้ำ
(๔)
การกำหนดประเภทเครื่องสูบน้ำ ปริมาตรบ่อสูบ
หรือสถานีสูบน้ำและระดับน้ำที่เครื่องสูบน้ำเริ่มหรือหยุดทำงาน
ให้เป็นไปตามหลักวิชาการ
โดยระดับน้ำสูงสุดที่เครื่องสูบน้ำเริ่มทำงานต้องไม่เกินระดับกึ่งหนึ่งของท่อน้ำเข้า
(๕)
แนวระบบระบายน้ำ ต้องไม่พาดผ่านทางน้ำ หรือแหล่งน้ำสาธารณประโยชน์
นอกจากมีระบบพิเศษเพื่อการส่งน้ำไปได้
โดยไม่ปนเปื้อนกับน้ำในทางน้ำหรือแหล่งน้ำสาธารณประโยชน์
(๖)
บ่อพักท่อระบายน้ำ
ต้องจัดให้มีประจำทุกแปลงย่อยและต้องแยกท่อระบายน้ำเข้าบ่อพักออกจากกัน
และระยะห่างระหว่างบ่อพักต้องไม่เกิน ๑๕.๐๐ เมตร
โดยต้องมีทุกจุดที่มีการเปลี่ยนขนาดท่อ และจุดบรรจบของท่อหรือรางระบายน้ำ แต่ ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามมาตรฐานของจังหวัดปราจีนบุรี
(๗)
กรณีพื้นที่ทำการจัดสรรที่ดินมีระดับสูงต่ำต่างกัน ให้แสดง
ก.
เส้นชั้นความสูงต่ำของพื้นที่ลงในแผนผังแสดงแนวเส้นท่อระบายน้ำ โดยมีช่วงห่างทุกระดับความสูง
๑.๐๐ เมตร หรือน้อยกว่า
ข.
ระดับของพื้นที่ที่จะปรับแต่ง โดยการขุดหรือถมจากระดับเดิม
(๘)
ต้องแสดงแหล่งรองรับน้ำทิ้งให้ชัดเจนในแผนผัง
หากใช้ลำรางสาธารณะเป็นทางระบายน้ำให้แสดงภาพความกว้าง
ความลึกของลำรางจากบริเวณที่จัดสรรไปจนถึงแหล่งรองรับน้ำทิ้ง
ในกรณีแยกระบบระบายน้ำเสียออกจากระบบระบายน้ำฝนให้แสดงแบบรายละเอียดและรายการคำนวณทางวิชาการของทั้งสองระบบแยกจากกัน
แต่ละระบบต้องมีรายละเอียดต่าง ๆ
ตามข้อต้นทั้งหมดรวมทั้งระดับและรูปตัดของทุกจุดที่มีการตัดผ่าน
หรือบรรจบกันของระบบทั้งสอง