法律人 LawPlayer logo

資料由法律人 LawPlayer整理提供·กฎหมายไทย / LawPlayer จากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

subsidiary

พระราชกฤษฎีกา ตั้งอธิบดีผู้พิพากษาภาค พ.ศ. 2497 (ฉบับ Update ล่าสุด)

เลขที่
วันที่ประกาศ
จำนวนมาตรา
14
มาตรา อารัมภบท

พระราชกฤษฎีกา

พระราชกฤษฎีกา

ตั้งอธิบดีผู้พิพากษาภาค

พ.ศ. ๒๔๙๗

ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.

ให้ไว้ ณ วันที่ ๒๗ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๙๗

เป็นปีที่ ๙ ในรัชกาลปัจจุบัน

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า

โดยที่เป็นการสมควรกำหนดจำนวน สำนักงาน และเขตอำนาจของอธิบดีผู้พิพากษาภาค

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๙๕ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๔๗๕ แก้ไขเพิ่มเติม พุทธศักราช ๒๔๙๕ และมาตรา ๑๓ แห่งพระธรรมนูญศาลยุติธรรม ซึ่งได้แก้ไขเพิ่มเติมครั้งสุดท้ายโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญศาลยุติธรรม (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๔๙๗ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชกฤษฎีกาขึ้นไว้ ดังต่อไปนี้

มาตรา ๑

มาตรา ๑ พระราชกฤษฎีกานี้เรียกว่า “พระราชกฤษฎีกาตั้งอธิบดีผู้พิพากษาภาค พ.ศ. ๒๔๙๗”

มาตรา ๒

มาตรา ๒[๑] พระราชกฤษฎีกานี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

มาตรา ๓

มาตรา ๓ ให้ยกเลิกพระราชกฤษฎีกาตั้งข้าหลวงยุติธรรม พ.ศ. ๒๔๙๗

มาตรา ๔

มาตรา ๔[๒] ให้มีอธิบดีผู้พิพากษาภาค ๙ ตำแหน่ง มีสำนักงานอยู่ ณ จังหวัด ดังต่อไปนี้

(๑) อธิบดีผู้พิพากษาภาค ๑ มีสำนักงานอยู่ ณ กรุงเทพมหานคร

(๒) อธิบดีผู้พิพากษาภาค ๒ มีสำนักงานอยู่ ณ จังหวัดชลบุรี

(๓) อธิบดีผู้พิพากษาภาค ๓ มีสำนักงานอยู่ ณ จังหวัดนครราชสีมา

(๔) อธิบดีผู้พิพากษาภาค ๔ มีสำนักงานอยู่ ณ จังหวัดขอนแก่น

(๕) อธิบดีผู้พิพากษาภาค ๕ มีสำนักงานอยู่ ณ จังหวัดเชียงใหม่

(๖) อธิบดีผู้พิพากษาภาค ๖ มีสำนักงานอยู่ ณ จังหวัดพิษณุโลก

(๗) อธิบดีผู้พิพากษาภาค ๗ มีสำนักงานอยู่ ณ จังหวัดนครปฐม

(๘) อธิบดีผู้พิพากษาภาค ๘ มีสำนักงานอยู่ ณ จังหวัดนครศรีธรรมราช

(๙) อธิบดีผู้พิพากษาภาค ๙ มีสำนักงานอยู่ ณ จังหวัดสงขลา

มาตรา ๕

มาตรา ๕[๓] ให้อธิบดีผู้พิพากษาภาค ๑ มีเขตอำนาจในจังหวัดพระนครและจังหวัดธนบุรี (เฉพาะศาลแขวงและศาลจังหวัดมีนบุรี) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จังหวัดลพบุรี จังหวัดชัยนาท จังหวัดสิงห์บุรี จังหวัดอ่างทอง จังหวัดสระบุรี จังหวัดปทุมธานี จังหวัดนนทบุรี และจังหวัดสมุทรปราการ

มาตรา ๖

มาตรา ๖[๔] ให้อธิบดีผู้พิพากษาภาค ๒ มีเขตอำนาจในจังหวัดฉะเชิงเทรา จังหวัดนครนายก จังหวัดปราจีนบุรี จังหวัดชลบุรี จังหวัดระยอง จังหวัดตราด และจังหวัดจันทบุรี

มาตรา ๗

มาตรา ๗[๕] ให้อธิบดีผู้พิพากษาภาค ๓ มีเขตอำนาจในจังหวัดนครราชสีมาจังหวัดชัยภูมิ จังหวัดบุรีรัมย์ จังหวัดสุรินทร์ จังหวัดศรีสะเกษจังหวัดอุบลราชธานี และจังหวัดยโสธร

มาตรา ๘

มาตรา ๘[๖] ให้อธิบดีผู้พิพากษาภาค ๔ มีเขตอำนาจในจังหวัดขอนแก่น จังหวัดอุดรธานี จังหวัดหนองคาย จังหวัดเลย จังหวัดสกลนคร จังหวัดนครพนม จังหวัดมุกดาหาร จังหวัดมหาสารคาม จังหวัดร้อยเอ็ด และจังหวัดกาฬสินธุ์

มาตรา ๙

มาตรา ๙[๗] ให้อธิบดีผู้พิพากษาภาค ๕ มีเขตอำนาจในจังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดลำปาง จังหวัดแม่ฮ่องสอน จังหวัดเชียงราย จังหวัดพะเยา จังหวัดน่าน จังหวัดลำพูน และจังหวัดแพร่

มาตรา ๑๐

มาตรา ๑๐[๘] ให้อธิบดีผู้พิพากษาภาค ๖ มีเขตอำนาจในจังหวัดพิษณุโลก จังหวัดสุโขทัย จังหวัดอุตรดิตถ์ จังหวัดตาก จังหวัดกำแพงเพชร จังหวัดพิจิตร จังหวัดเพชรบูรณ์ จังหวัดนครสวรรค์ และจังหวัดอุทัยธานี

มาตรา ๑๑

มาตรา ๑๑ ให้อธิบดีผู้พิพากษาภาค ๗ มีเขตอำนาจในจังหวัดนครปฐม จังหวัดราชบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี จังหวัดกาญจนบุรี จังหวัดเพชรบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดสมุทรสาคร และจังหวัดสมุทรสงคราม

มาตรา ๑๒

มาตรา ๑๒ ให้อธิบดีผู้พิพากษาภาค ๘ มีเขตอำนาจในจังหวัดนครศรีธรรมราช จังหวัดชุมพร จังหวัดสุราษฎร์ธานี จังหวัดระนอง จังหวัดกระบี่ จังหวัดพังงา และจังหวัดภูเก็ต

มาตรา ๑๓

มาตรา ๑๓ ให้อธิบดีผู้พิพากษาภาค ๙ มีเขตอำนาจในจังหวัดสงขลา จังหวัดตรัง จังหวัดพัทลุง จังหวัดสตูล จังหวัดปัตตานี จังหวัดยะลา และจังหวัดนราธิวาส

มาตรา ๑๔

มาตรา ๑๔ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมรักษาการตามพระราชกฤษฏีกานี้

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

จอมพล ป. พิบูลสงคราม

นายกรัฐมนตรี

หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ คือ เพื่อเปลี่ยนเรียกชื่อตำแหน่ง “ข้าหลวงยุติธรรม” เป็น “อธิบดีผู้พิพากษาภาค” ตามพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญศาลยุติธรรม (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๔๙๗

พระราชกฤษฎีกาตั้งอธิบดีผู้พิพากษาภาค (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๔๙๘[๙]

หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ คือ โดยที่เขตการปกครองบางภาคได้เปลี่ยนแปลงไปโดยพระราชกฤษฎีกาเปลี่ยนแปลงเขตภาค ๑ ภาค ๒ ภาค ๕ และภาค ๖ พ.ศ. ๒๔๙๘ จึงจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงเขตอำนาจอธิบดีผู้พิพากษาภาคบางภาคให้รับกับเขตการปกครองใหม่นั้นด้วย

พระราชกฤษฎีกาตั้งอธิบดีผู้พิพากษาภาค (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๐๘[๑๐]

หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกานี้ คือ เนื่องจากได้พิจารณาเห็นสมควรย้ายที่ตั้งสำนักงานอธิบดีผู้พิพากษาภาค ๘ จากจังหวัดอุดรธานีไปอยู่ ณ จังหวัดขอนแก่น จึงจำเป็นต้องตราพระราชกฤษฎีกานี้ขึ้น

ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๗๓[๑๑]

ข้อ ๒ ให้ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้มีผลใช้บังคับเช่นเดียวกับพระราชกฤษฎีกาที่ออกตามความในมาตรา ๑๓ แห่งพระธรรมนูญศาลยุติธรรม ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญศาลยุติธรรม( ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๔๙๗

พระราชกฤษฎีกาตั้งอธิบดีผู้พิพากษาภาค (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๒๐[๑๒]

หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ คือ โดยที่เป็นการสมควรย้ายสำนักงานอธิบดีผู้พิพากษาภาค ๒ จากจังหวัดฉะเชิงเทราไปอยู่ ณ จังหวัดชลบุรี ประกอบกับได้มีกฎหมายจัดตั้งจังหวัดพะเยาขึ้น สมควรกำหนดให้จังหวัดพะเยาอยู่ในเขตอำนาจอธิบดีผู้พิพากษาภาค ๕ ซึ่งในการนี้จะต้องกำหนดสำนักงานอธิบดีผู้พิพากษาภาค ๒ และเขตอำนาจอธิบดีผู้พิพากษาภาค ๕ เสียใหม่ จึงจำเป็นต้องตราพระราชกฤษฎีกานี้ขึ้น

พระราชกฤษฎีกาตั้งอธิบดีผู้พิพากษาภาค (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๕๒๕[๑๓]

หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ คือ โดยที่ได้มีกฎหมายจัดตั้งจังหวัดมุกดาหารขึ้น สมควรกำหนดให้จังหวัดมุกดาหารอยู่ในเขตอำนาจอธิบดีผู้พิพากษาภาค ๔ ซึ่งในการนี้จะต้องกำหนดเขตอำนาจอธิบดีผู้พิพากษาภาค ๔ เสียใหม่ จึงจำเป็นต้องตราพระราชกฤษฎีกานี้

พระราชกฤษฎีกาตั้งอธิบดีผู้พิพากษาภาค (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๕๒๙[๑๔]

หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ คือโดยที่เป็นการสมควรย้ายสำนักงานอธิบดีผู้พิพากษาภาค ๔ จากจังหวัดนครศรีธรรมราชไปอยู่ ณ จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งในการนี้จะต้องกำหนดสำนักงานอธิบดีผู้พิพากษาภาค ๔ เสียใหม่ จึงจำเป็นต้องตราพระราชกฤษฎีกานี้

วิภา/ผู้จัดทำ

๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๓

พัสสน/ตรวจ

๑๘ มกราคม ๒๕๕๑

[๑] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๗๑/ตอนที่ ๖๙/ฉบับพิเศษ หน้า ๑/๒๗ ตุลาคม ๒๔๙๗

[๒] มาตรา ๔ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกฤษฎีกาตั้งอธิบดีผู้พิพากษาภาค (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๕๒๙

[๓] มาตรา ๕ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกฤษฎีกาตั้งอธิบดีผู้พิพากษาภาค (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๔๙๘

[๔] มาตรา ๖ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกฤษฎีกาตั้งอธิบดีผู้พิพากษาภาค (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๔๙๘

[๕] มาตรา ๗ แก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ ๗๓

[๖] มาตรา ๘ แก้ไขเพิ่มเติมพระราชกฤษฎีกาตั้งอธิบดีผู้พิพากษาภาค (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๕๒๕

[๗]

บทเฉพาะกาล

มาตรา ๙

มาตรา ๙ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกฤษฎีกาตั้งอธิบดีผู้พิพากษาภาค (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๒๐

[๘]

มาตรา ๑๐

มาตรา ๑๐ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกฤษฎีกาตั้งอธิบดีผู้พิพากษาภาค (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๔๙๘

[๙] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๗๒/ตอนที่ ๘๕/หน้า ๑๕๕๖/๑ พฤศจิกายน ๒๔๙๘

[๑๐] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๘๒/ตอนที่ ๖๑/หน้า ๕๘๓/๓ สิงหาคม ๒๕๐๘

[๑๑] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๘๙/ตอนที่ ๒๑/ฉบับพิเศษหน้า ๘/๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๑๕

[๑๒] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๙๔/ตอนที่ ๙๑ /ฉบับพิเศษ หน้า ๕/๓๐ กันยายน ๒๕๒๐

[๑๓] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๙๙/ตอนที่ ๑๓๗ /ฉบับพิเศษ หน้า ๑/๒๖ กันยายน ๒๕๒๕

[๑๔] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๐๔/ตอนที่ ๑๕๗/หน้า ๒๓๘/๑๓ สิงหาคม ๒๕๓๐

14 มาตรา

อ้างอิงกฎหมายนี้

พระราชกฤษฎีกา ตั้งอธิบดีผู้พิพากษาภาค พ.ศ. 2497 (ฉบับ Update ล่าสุด) (Office of the Council of State). Retrieved via LawPlayer, https://lawplayer.com/th/act/pythainlp_8a5d4d2825df2465

ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).

Thai official texts excluded from copyright (Copyright Act B.E. 2537 s.7);開放資料層 CC BY 署名

本頁資料來源:สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (OCS)·整理提供:法律人 LawPlayer· lawplayer.com