法律人 LawPlayer logo

資料由法律人 LawPlayer整理提供·กฎหมายไทย / LawPlayer จากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

adminRule

ระเบียบคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานว่าด้วยการพัสดุของสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน พ.ศ. 2553

เลขที่
วันที่ประกาศ
จำนวนมาตรา
53
มาตรา อารัมภบท

ระเบียบคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน

ระเบียบคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน

ว่าด้วยการพัสดุของสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน

พ.ศ. ๒๕๕๓[๑]

เพื่อให้การดำเนินการด้านการพัสดุเป็นไปอย่างรัดกุม คล่องตัว และมีประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๓๓ (๗) แห่งพระราชบัญญัติการประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. ๒๕๕๐ อันเป็นกฎหมายที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา ๒๙ ประกอบกับมาตรา ๓๓ มาตรา ๔๑ มาตรา ๔๒ และมาตรา ๔๓ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานจึงวางระเบียบไว้ ดังต่อไปนี้

มาตรา ข้อ ๑

ข้อ ๑ ระเบียบนี้เรียกว่า “ระเบียบคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานว่าด้วยการพัสดุของสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน พ.ศ. ๒๕๕๓”

มาตรา ข้อ ๒

ข้อ ๒ ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศเป็นต้นไป

มาตรา ข้อ ๓

ข้อ ๓ ให้ยกเลิกระเบียบคณะกรรมการกำ กับกิจการพลังงานว่าด้วยการพัสดุของสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน พ.ศ. ๒๕๕๑ และให้ใช้ระเบียบนี้แทน

มาตรา ข้อ ๔

ข้อ ๔ ในระเบียบนี้

“คณะกรรมการ” หมายความว่า คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน

“ประธานกรรมการ” หมายความว่า ประธานกรรมการกำกับกิจการพลังงาน

“เลขาธิการ” หมายความว่า เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน

“สำนักงาน” หมายความว่า สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน

“หัวหน้าเจ้าหน้าที่พัสดุ” หมายความว่า ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารงานองค์กร หรือพนักงานที่ได้รับการแต่งตั้งจากเลขาธิการให้เป็นหัวหน้าเจ้าหน้าที่พัสดุ แล้วแต่กรณี

“เจ้าหน้าที่พัสดุ” หมายความว่า พนักงานที่ได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติงานด้านการจัดซื้อพัสดุ การจ้าง หรือการบริหารพัสดุของสำนักงาน หรือพนักงานอื่นที่ได้รับมอบหมายจากเลขาธิการให้มีหน้าที่หรือปฏิบัติงานเกี่ยวกับการพัสดุตามระเบียบนี้

“พัสดุ” หมายความว่า วัสดุ ครุภัณฑ์ ที่ดิน สิ่งปลูกสร้างตามหลักการจำแนกประเภทรายจ่าย และให้หมายความรวมถึงสิทธิต่าง ๆ ในหรือที่เกี่ยวข้องกับวัสดุ ครุภัณฑ์ ที่ดิน สิ่งปลูกสร้างตามหลักการจำแนกประเภทรายจ่าย

“วัสดุ” หมายความว่า สิ่งของที่มีสภาพการใช้สิ้นเปลืองหรือเสื่อมสภาพเพราะการใช้งานโดยมีอายุการใช้งานน้อยกว่า ๑ ปี หรือเป็นสิ่งของที่มีราคาต่อหน่วยต่ำกว่า ๒๐,๐๐๐ บาท

“ครุภัณฑ์” หมายความว่า สิ่งของที่มีสภาพคงทนมีอายุการใช้งานตั้งแต่ ๑ ปี ขึ้นไปสามารถเคลื่อนย้ายได้ และมีราคาต่อหน่วยตั้งแต่ ๒๐,๐๐๐ บาทขึ้นไป ซึ่งรวมถึงค่าใช้จ่ายที่ต้องชำระพร้อมกัน เช่น ค่าขนส่ง ค่าภาษี ค่าประกันภัย ค่าติดตั้ง

“การพัสดุ” หมายความว่า การจัดทำเอง การจัดซื้อพัสดุ การจ้าง การจ้างที่ปรึกษา การเช่า การจำหน่ายพัสดุ การให้ยืม การจัดหาประโยชน์ในพัสดุ การประกันภัย และการควบคุมและหมายความรวมถึงการดำเนินการอื่นใดที่กำหนดไว้ในระเบียบ

“การจัดซื้อพัสดุ” หมายความว่า การจัดซื้อพัสดุทุกชนิด ทั้งที่มีการติดตั้ง การทดลองและการบริการที่เกี่ยวเนื่องอื่น ๆ

“การจ้าง” หมายความว่า การจ้างทำของ และการรับขน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และการจ้างเหมาบริการ และการจ้างโฆษณา แต่ไม่รวมถึงการจ้างแรงงาน และการจ้างที่ปรึกษา

“การจ้างที่ปรึกษา” หมายความว่า การจ้างบริการจากบุคคลธรรมดา หรือนิติบุคคล เพื่อให้คำปรึกษาหรือแนะนำในด้านวิศวกรรม สถาปัตยกรรม กฎหมาย เศรษฐศาสตร์ การเงิน สิ่งแวดล้อม วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สาธารณสุข การออกแบบ การควบคุมงาน หรือด้านอื่นใดตามที่คณะกรรมการกำหนด

“การเช่า” หมายความว่า การเช่าอสังหาริมทรัพย์ การเช่าสังหาริมทรัพย์ การเช่าซื้อ การเช่าแบบลีสซิ่ง (Leasing) และการเช่า ซึ่งรวมการให้บริการ

“การจำหน่ายพัสดุ” หมายความว่า การขาย การให้ การแลกเปลี่ยน การแปรสภาพและการทำลายพัสดุ

มาตรา ข้อ ๕

ข้อ ๕ หลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการพัสดุใดที่มิได้กำหนดไว้ในระเบียบนี้ให้ปฏิบัติตามมติคณะกรรมการ

ให้เลขาธิการมีอำนาจออกประกาศกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการพัสดุเพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติตามระเบียบนี้หรือมติคณะกรรมการ

มาตรา ข้อ ๖

ข้อ ๖ ให้ประธานกรรมการรักษาการตามระเบียบนี้ และมีอำนาจวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับการปฏิบัติตามระเบียบนี้

บททั่วไป

มาตรา ข้อ ๗

ข้อ ๗ ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับกับการดำเนินการเกี่ยวกับการพัสดุของสำนักงาน โดยใช้เงินงบประมาณรายจ่ายของสำนักงาน

การดำเนินการเกี่ยวกับการพัสดุให้ดำเนินการตามแผนการดำเนินงาน และแผนการใช้งบประมาณรายจ่ายของสำนักงาน

มาตรา ข้อ ๘

ข้อ ๘ การดำเนินการเกี่ยวกับการพัสดุให้เป็นไปตามนโยบายการพัสดุ ดังต่อไปนี้

(๑) การดำเนินการเกี่ยวกับการพัสดุให้รีบดำเนินการตามแผนการดำเนินงาน และแผนการใช้งบประมาณรายจ่ายของสำนักงานภายในเวลาที่กำหนด

(๒) การดำเนินการพัสดุต้องดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลตามหลักธรรมาภิบาลโดยเปิดเผย โปร่งใส ตรวจสอบได้โดยมีการเก็บเอกสารการดำเนินการจัดซื้อพัสดุ การจ้าง และการบริหารพัสดุอย่างเป็นระบบเพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบ

(๓) ต้องสนับสนุนส่งเสริมการใช้พัสดุที่ผลิตในประเทศไทยและกิจการของคนไทยเป็นอันดับแรก

(๔) ต้องคำนึงถึงความคุ้มค่าของเงิน โดยเปรียบเทียบทางเลือกต่าง ๆ เพื่อให้ได้พัสดุที่มีคุณภาพดี เหมาะสม และเกิดประโยชน์จากการใช้งานมากที่สุด และได้ผลลัพธ์คุ้มค่า

(๕) ต้องดำเนินการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ตามพระราชบัญญัติการประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. ๒๕๕๐ อย่างประหยัด คุ้มค่า มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล และต้องดำเนินการด้วยความสุจริต ทันเวลา ที่ต้องใช้งาน และสามารถติดตามประเมินผลการปฏิบัติงานได้

(๖) ต้องดำเนินการกับผู้ประกอบการ หรือคู่สัญญาทุกรายด้วยความเสมอภาคทั้งในด้านการให้ข้อมูลข่าวสาร และการพิจารณาเพื่อไม่ก่อให้เกิดการได้เปรียบเสียเปรียบระหว่างบุคคลหรือนิติบุคคลเหล่านั้น

มาตรา ข้อ ๙

ข้อ ๙ เลขาธิการอาจมอบอำนาจให้แก่ผู้ดำรงตำแหน่งใดก็ได้เพื่อดำเนินการตามระเบียบนี้โดยให้คำนึงถึงระดับ ตำแหน่ง หน้าที่ และความรับผิดชอบของผู้ที่จะได้รับมอบอำนาจเป็นสำคัญ

อำนาจอนุมัติ

มาตรา ข้อ ๑๐

ข้อ ๑๐ การอนุมัติการจัดซื้อพัสดุ การจ้าง การจ้างที่ปรึกษา หรือการเช่า ให้เป็นไปตามกรณี ดังต่อไปนี้

(๑) ให้เลขาธิการมีอำนาจอนุมัติการจัดซื้อพัสดุ การจ้าง การจ้างที่ปรึกษา หรือการเช่าในกรณี ดังต่อไปนี้

(ก) วิธีประกาศเชิญชวนทั่วไป ภายในวงเงินไม่เกิน ๕๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท

(ข) วิธีคัดเลือก ภายในวงเงินไม่เกิน ๕๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท

(ค) วิธีเฉพาะเจาะจง ภายในวงเงินไม่เกิน ๒๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท

(๒) ให้คณะกรรมการมีอำนาจอนุมัติการจัดซื้อพัสดุ การจ้าง การจ้างที่ปรึกษา หรือการเช่าในกรณี ดังต่อไปนี้

(ก) วิธีประกาศเชิญชวนทั่วไป ในวงเงินเกินกว่า ๕๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท

(ข) วิธีคัดเลือกในวงเงินเกินกว่า ๕๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท

(ค) วิธีเฉพาะเจาะจง ในวงเงินเกินกว่า ๒๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท

การจัดซื้อพัสดุและการจ้าง

มาตรา ข้อ ๑๑

ข้อ ๑๑ ระเบียบในหมวดนี้ให้ใช้บังคับกับการจัดซื้อพัสดุหรือการจ้าง ยกเว้นการจ้างที่ปรึกษา

มาตรา ข้อ ๑๒

ข้อ ๑๒ การจัดซื้อพัสดุหรือการจ้าง กระทำได้โดย ๓ วิธี ดังต่อไปนี้

(๑) วิธีประกาศเชิญชวนทั่วไป ได้แก่ การที่สำนักงานเชิญชวนให้ผู้ประกอบการทั่วไปที่มีคุณสมบัติถูกต้องตามเงื่อนไขที่สำนักงานกำหนดเข้ายื่นข้อเสนอ

(๒) วิธีคัดเลือก ได้แก่ การที่สำนักงานเชิญชวนเฉพาะผู้ประกอบการที่มีคุณสมบัติตรงตามที่กำหนดซึ่งต้องไม่น้อยกว่าสามรายให้เข้ายื่นข้อเสนอ

(๓) วิธีเฉพาะเจาะจง ได้แก่ การที่สำนักงานเชิญชวนผู้ประกอบการที่มีคุณสมบัติตรงตามที่กำหนดรายใดรายหนึ่งให้เข้ายื่นข้อเสนอหรือให้เข้ามาเจรจาต่อรองราคากับสำนักงานโดยตรง

เลขาธิการโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการอาจออกประกาศหรือระเบียบเกี่ยวกับวิธีและขั้นตอนการจัดซื้อพัสดุหรือการจ้างเพิ่มเติมก็ได้ เช่น วิธีการจัดหาด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์

มาตรา ข้อ ๑๓

ข้อ ๑๓ การจัดซื้อพัสดุหรือการจ้างให้สำนักงานเลือกใช้วิธีประกาศเชิญชวนทั่วไป เว้นแต่

(๑) กรณีดังต่อไปนี้ ให้ใช้วิธีคัดเลือก

(ก) ใช้วิธีประกาศเชิญชวนทั่วไปแล้ว แต่ไม่มีผู้ยื่นข้อเสนอหรือข้อเสนอนั้นไม่ได้รับการคัดเลือก

(ข) มีความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องใช้พัสดุนั้นอันเนื่องมาจากเกิดเหตุการณ์ที่ไม่อาจคาดหมายได้ ซึ่งหากใช้วิธีประกาศเชิญชวนทั่วไปจะทำให้ไม่ทันต่อความต้องการใช้พัสดุ

(ค) เป็นพัสดุที่โดยลักษณะของการใช้งานหรือมีข้อจำกัดทางเทคนิคที่จำเป็นต้องระบุยี่ห้อเป็นการเฉพาะ

(๒) กรณีดังต่อไปนี้ ให้ใช้วิธีเฉพาะเจาะจง

(ก) ใช้วิธีประกาศเชิญชวนทั่วไปหรือวิธีคัดเลือกแล้ว แต่ไม่มีผู้ยื่นข้อเสนอหรือข้อเสนอนั้นไม่ได้รับการคัดเลือก

(ข) การจัดซื้อพัสดุหรือการจ้างที่มีการผลิต จำหน่าย หรือให้บริการทั่วไป และมีวงเงินในการจัดซื้อพัสดุหรือการจ้างครั้งหนึ่งไม่เกินวงเงิน ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท

(ค) การจัดซื้อพัสดุหรือการจ้างที่มีผู้ประกอบการซึ่งมีคุณสมบัติโดยตรงเพียงรายเดียวหรือการจัดซื้อพัสดุหรือการจ้างจากผู้ประกอบการซึ่งเป็นตัวแทนจำหน่ายหรือตัวแทนผู้ให้บริการเพียงรายเดียวในประเทศไทยและไม่มีพัสดุอื่นที่จะใช้ทดแทนได้

(ง) มีความจำเป็นต้องใช้พัสดุนั้นโดยฉุกเฉิน เนื่องจากอุบัติภัยหรือธรรมชาติพิบัติภัย

(จ) การจัดซื้อพัสดุหรือการจ้างที่จำเป็นเร่งด่วน หากล่าช้าอาจทำให้เกิดความเสียหายแก่สำนักงาน

(ฉ) เป็นพัสดุที่เกี่ยวพันกับพัสดุที่ได้จัดซื้อพัสดุหรือการจ้างไว้ก่อนแล้ว และมีความจำเป็นต้องจัดซื้อหรือการจ้างเพิ่มเติม เพื่อความสมบูรณ์หรือต่อเนื่องในการใช้พัสดุหรืองานจ้างนั้นและให้รวมถึงการต่อสัญญาซื้อหรือการต่อสัญญาจ้าง

(ช) เป็นพัสดุที่จะขายทอดตลาดให้ส่วนราชการ หน่วยงานตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการส่วนท้องถิ่น หน่วยงานอื่นซึ่งมีกฎหมายบัญญัติให้มีฐานะเป็นราชการบริหารส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจ องค์การระหว่างประเทศ หรือหน่วยงานของต่างประเทศ

(ซ) เป็นพัสดุที่เป็นที่ดินและสิ่งก่อสร้างซึ่งจำเป็นต้องซื้อ หรือการเช่าเฉพาะแห่ง

(ฌ) เป็นการจัดซื้อพัสดุหรือการจ้างจากหน่วยงานราชการหรือรัฐวิสาหกิจ ซึ่งเป็นผู้ผลิตและหรือจำหน่ายพัสดุหรือเป็นผู้รับจ้างงานนั้น

(ญ) พัสดุที่ต้องการจัดซื้อพัสดุหรือการจ้างมีคุณลักษณะเฉพาะเป็นพิเศษหรือซับซ้อนหรือต้องผลิต ก่อสร้าง หรือให้บริการโดยผู้ประกอบการที่มีฝีมือโดยเฉพาะ หรือมีความชำนาญเป็นพิเศษหรือมีทักษะสูง และผู้ประกอบการนั้นมีจำนวนจำกัด

(ฎ) เป็นพัสดุที่จำเป็นต้องซื้อโดยตรงจากต่างประเทศหรือดำเนินการโดยผ่านองค์การระหว่างประเทศ

(ฏ) เป็นงานจ้างซ่อมพัสดุที่จำเป็นต้องถอดตรวจให้ทราบความชำรุดเสียหายเสียก่อนจึงจะประมาณค่าซ่อมได้ เช่น งานจ้างซ่อมเครื่องจักร เครื่องมือกล เครื่องยนต์ เครื่องไฟฟ้าหรือเครื่องอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น

(ฐ) งานประชาสัมพันธ์ ในวงเงินไม่เกินกว่า ๕๐๐,๐๐๐ บาท ซึ่งมีความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการให้ทันต่อเหตุการณ์และมีระยะเวลาดำเนินการอันจำกัด

มาตรา ข้อ ๑๔

ข้อ ๑๔ การจัดซื้อพัสดุหรือการจ้างตามวิธีตามข้อ ๑๒ ให้เจ้าหน้าที่พัสดุ จัดทำรายงานการขออนุมัติการจัดซื้อพัสดุหรือการจ้าง พร้อมทั้งการขออนุมัติแต่งตั้งคณะกรรมการดำเนินการจัดซื้อพัสดุหรือการจ้าง และคณะกรรมการตรวจรับพัสดุหรือตรวจการจ้างเสนอเลขาธิการ หรือคณะกรรมการ แล้วแต่กรณี เพื่อประกอบการพิจารณาอนุมัติ

รายงานการขออนุมัติการจัดซื้อพัสดุหรือการจ้าง ต้องประกอบด้วยเหตุผลและความจำเป็นรายละเอียดของพัสดุที่จัดซื้อหรือการจ้าง วงเงินการจัดซื้อพัสดุหรือการจ้าง วิธีการจัดซื้อพัสดุหรือการจ้าง และรายละเอียดอื่นที่จำเป็น แล้วแต่กรณี

มาตรา ข้อ ๑๕

ข้อ ๑๕ การซื้อพัสดุหรือการจ้างที่มีวงเงินจัดซื้อหรือจัดจ้างไม่เกิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท ให้ยกเว้นวิธีการตามข้อ ๑๒ โดยให้ขออนุมัติความเห็นชอบจากเลขาธิการก่อนการดำเนินการและเมื่อเลขาธิการอนุมัติให้ความเห็นชอบแล้วให้เจ้าหน้าที่พัสดุติดต่อตกลงราคากับผู้ขายหรือผู้รับจ้างรายหนึ่งรายใดให้ส่งมอบพัสดุ หรือเรียกให้เข้าดำเนินการทันที แล้วแต่กรณี เมื่อได้ดำเนินการแล้ว ให้รายงานผลการดำเนินการต่อเลขาธิการ และให้ถือว่ารายงานดังกล่าวเป็นการจัดซื้อจัดจ้างและการตรวจรับสมบูรณ์แล้ว

มาตรา ข้อ ๑๖

ข้อ ๑๖ การจัดซื้อพัสดุหรือการจ้างในกรณีมีความจำเป็นเร่งด่วน ซึ่งหากล่าช้าอาจเกิดความเสียหายแก่การดำเนินงานของสำนักงาน และไม่อาจดำเนินการขออนุมัติการจัดซื้อพัสดุหรือการจ้างตามปกติตามข้อ ๑๔ ต่อเลขาธิการหรือคณะกรรมการ แล้วแต่กรณี ให้เลขาธิการหรือคณะกรรมการแล้วแต่กรณีสั่งการให้มีการจัดหาซื้อพัสดุหรือการจ้างได้ และให้ถือว่าการดำเนินการดังกล่าวเป็นการขออนุมัติแล้ว

มาตรา ข้อ ๑๗

ข้อ ๑๗ การจัดซื้อพัสดุหรือการจ้างในกรณีฉุกเฉินที่เกิดขึ้นโดยมิได้คาดหมายไว้ก่อนและไม่อาจดำเนินการตามปกติได้ทัน ซึ่งหากไม่รีบดำเนินการใด ๆ จะทำให้เกิดความเสียหายแก่การดำเนินการของสำนักงานและมีวงเงินจัดซื้อจัดจ้างไม่เกิน ๓๐,๐๐๐ บาท ให้ยกเว้นไม่ต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และวิธีการในการจัดซื้อพัสดุหรือการจ้างตามปกติตามข้อ ๑๒ ข้อ ๑๓ ข้อ ๑๔ ข้อ ๑๘ และข้อ ๑๙ ได้ โดยให้เจ้าหน้าที่พัสดุหรือผู้ปฏิบัติงานของหน่วยงานที่เกิดเหตุสามารถเรียกให้ผู้ขายหรือผู้รับจ้างรายใดรายหนึ่งให้ส่งมอบพัสดุหรือเรียกให้ผู้รับจ้างรายใดรายหนึ่งเข้าดำเนินการทันที แล้วแต่กรณี เมื่อได้ดำเนินการแล้ว ให้รายงานขอความเห็นชอบและอนุมัติต่อเลขาธิการและเมื่อเลขาธิการได้ให้ความเห็นชอบและอนุมัติแล้ว ให้ถือว่ารายงานดังกล่าวเป็นการจัดซื้อจัดจ้างและการตรวจรับสมบูรณ์แล้ว

มาตรา ข้อ ๑๘

ข้อ ๑๘ การพิจารณาคัดเลือกผู้ยื่นข้อเสนอตามวิธีการจัดซื้อพัสดุหรือการจ้างตามข้อ ๑๒ ให้คณะกรรมการดำเนินการจัดซื้อพัสดุหรือการจ้าง คัดเลือกด้วยความรอบคอบเป็นประโยชน์ต่อการใช้งานหรือการจ้าง โดยคำนึงถึงประโยชน์ของสำนักงานเป็นสำคัญ ทั้งนี้ อาจไม่ต้องถือราคาต่ำสุดในการพิจารณาคัดเลือก โดยให้ระบุเหตุผลในการดำเนินการให้ชัดเจน

มาตรา ข้อ ๑๙

ข้อ ๑๙ ให้คณะกรรมการดำเนินการจัดซื้อพัสดุหรือการจ้าง จัดทำรายงานผลการพิจารณาคัดเลือกตามข้อ ๑๘ และความเห็น พร้อมด้วยเอกสารที่ได้รับไว้ทั้งหมดต่อเลขาธิการ เพื่อพิจารณาอนุมัติจัดทำข้อตกลงหรือสัญญาต่อไป โดยเสนอผ่านหัวหน้าเจ้าหน้าที่พัสดุ

มาตรา ข้อ ๒๐

ข้อ ๒๐ ในการจัดซื้อพัสดุหรือการจ้าง ห้ามแบ่งแยกการจัดซื้อพัสดุหรือการจ้างออกเป็นส่วน ๆ หรือทำการจัดซื้อพัสดุหรือการจ้างซ้ำกันหลายครั้งในช่วงเวลาใกล้กัน โดยมีเจตนาหลีกเลี่ยงวิธีการจัดซื้อพัสดุหรือการจ้างที่มีความรัดกุม หรือหลีกเลี่ยงอำนาจอนุมัติภายในวงเงินที่สูงกว่ายกเว้นกรณีที่เป็นการจัดซื้อพัสดุหรือการจ้างงานในคราวเดียวกัน หรือโครงการเดียวกัน หรือภายในพื้นที่ทำงานเดียวกัน อาจแบ่งงานออกได้เป็นส่วน ๆ เพื่อให้สอดคล้องกับตารางแผนการดำเนินงานโดยใช้วิธีการจัดซื้อพัสดุหรือการจ้างตามอำนาจและวงเงินของส่วนงานที่แบ่งไว้

การจัดซื้อพัสดุหรือการจ้างงานในคราวเดียวกัน หรือโครงการเดียวกัน หรือภายในพื้นที่ทำงานเดียวกันตามวรรคหนึ่ง จะต้องได้รับอนุมัติจากเลขาธิการหรือคณะกรรมการ แล้วแต่กรณี ก่อน

มาตรา ข้อ ๒๑

ข้อ ๒๑ คณะกรรมการดำเนินการจัดซื้อพัสดุหรือการจ้าง ประกอบด้วยประธานกรรมการ ๑ คน และกรรมการไม่น้อยกว่า ๒ คน มีหน้าที่ ดังต่อไปนี้

(๑) พิจารณาข้อเสนอทุกราย และเจรจาต่อรองราคาเพื่อให้ได้ราคาที่เหมาะสม แล้วให้พิจารณาเงื่อนไขที่จะกำหนดในข้อตกลงหรือสัญญา

(๒) จัดทำรายงานผลการพิจารณาคัดเลือกการจัดซื้อพัสดุหรือการจ้าง และความเห็นพร้อมด้วยเอกสารที่ได้รับมาทั้งหมด เสนอต่อเลขาธิการ เพื่อพิจารณาอนุมัติจัดทำข้อตกลงหรือสัญญาต่อไปโดยเสนอผ่านหัวหน้าเจ้าหน้าที่พัสดุ

การเสนอบุคคลเพื่อเป็นกรรมการในคณะกรรมการดำเนินการจัดซื้อพัสดุหรือการจ้างในกรณีจำเป็นเพื่อประโยชน์ในการดำเนินการจัดซื้อพัสดุหรือการจ้าง ซึ่งมีลักษณะพิเศษหรือมีเทคนิคซับซ้อน อาจเสนอบุคคลผู้มีความเชี่ยวชาญซึ่งมิใช่พนักงานหรือลูกจ้างของสำนักงานก็ได้

การจ้างที่ปรึกษา

มาตรา ข้อ ๒๒

ข้อ ๒๒ การจ้างที่ปรึกษา กระทำได้ ๒ วิธี ดังต่อไปนี้

(๑) การจ้างที่ปรึกษาโดยวิธีคัดเลือก ได้แก่ การจ้างที่ปรึกษาโดยการคัดเลือกที่ปรึกษาที่มีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะทำงานนั้นให้เหลือน้อยราย และเชิญชวนที่ปรึกษาที่ได้รับการคัดเลือกให้เหลือน้อยรายดังกล่าวยื่นข้อเสนอเข้ารับงาน เพื่อพิจารณาคัดเลือกให้ได้รายที่ดีที่สุด

(๒) การจ้างที่ปรึกษาโดยวิธีเฉพาะเจาะจง ได้แก่ การจ้างที่ปรึกษาที่สำนักงานตกลงจ้างรายใดรายหนึ่ง ซึ่งเคยทราบหรือเคยเห็นความสามารถและผลงานแล้ว และเป็นผู้ให้บริการที่เชื่อถือได้

มาตรา ข้อ ๒๓

ข้อ ๒๓ การดำเนินการจ้างที่ปรึกษาโดยวิธีคัดเลือกให้ดำเนินการ ดังต่อไปนี้

(๑) ให้เจ้าหน้าที่พัสดุ จัดทำรายงานการขออนุมัติการจ้างที่ปรึกษา พร้อมทั้งการอนุมัติแต่งตั้งคณะกรรมการดำเนินการจ้างที่ปรึกษาโดยวิธีคัดเลือกเสนอเลขาธิการหรือคณะกรรมการ แล้วแต่กรณี เพื่อประกอบการพิจารณาอนุมัติ

รายงานการขออนุมัติการจ้างที่ปรึกษา ต้องประกอบด้วยเหตุผลและความจำเป็น ขอบเขตการดำเนินงาน วงเงินจ้าง วิธีการจ้าง และรายละเอียดอื่นที่จำเป็น แล้วแต่กรณี

(๒) ให้คณะกรรมการดำเนินการจ้างที่ปรึกษา จัดหารายชื่อของที่ปรึกษาที่มีคุณสมบัติเหมาะสมมากรายที่สุด

(ก) ที่ปรึกษาต่างประเทศให้ขอรายชื่อจากสถาบันการเงิน หรือองค์การระหว่างประเทศ หรือลงประกาศในหนังสือพิมพ์ แจ้งไปยังสมาคมหรือสถาบันอาชีพ หรือสถานทูตที่เกี่ยวข้อง หรือขอความร่วมมือจากส่วนราชการ หรือรัฐวิสาหกิจต่าง ๆ ซึ่งเคยดำเนินการจ้างที่ปรึกษาในงานประเภทเดียวกัน

(ข) ที่ปรึกษาไทย ให้ขอรายชื่อที่ปรึกษาหรือตรวจสอบข้อมูลรายชื่อจากเว็บไซต์ศูนย์ข้อมูลที่ปรึกษากระทรวงการคลัง หรือขอรายชื่อที่ปรึกษาไทยจากส่วนราชการ หรือรัฐวิสาหกิจต่าง ๆ ซึ่งเคยดำเนินการจ้างที่ปรึกษาในงานประเภทเดียวกัน

กรณีสำนักงานมีรายชื่อที่ปรึกษาที่มีคุณสมบัติที่เหมาะสมอยู่แล้วอาจพิจารณาคัดเลือกให้เหลือน้อยราย โดยไม่ต้องดำเนินการตามวรรคหนึ่งก็ได้

(๓) ให้คณะกรรมการดำเนินการจ้างที่ปรึกษาโดยวิธีคัดเลือก ทำหน้าที่พิจารณาคัดเลือกที่ปรึกษาให้เหลือไม่เกิน ๖ ราย เสนอเลขาธิการเพื่อพิจารณา และให้สำนักงานออกหนังสือเชิญชวนที่ปรึกษาที่ได้คัดเลือกไว้ เพื่อยื่นข้อเสนอเข้ารับงานตามวิธีใดวิธีหนึ่ง ดังต่อไปนี้

(ก) ยื่นข้อเสนอด้านเทคนิคและข้อเสนอด้านราคาพร้อมกันโดยแยกเป็น ๒ ซอง

(ข) ยื่นข้อเสนอด้านเทคนิคเพียงซองเดียว

(๔) ให้คณะกรรมการดำเนินการจ้างที่ปรึกษาโดยวิธีคัดเลือก พิจารณาข้อเสนอด้านเทคนิคของที่ปรึกษาทุกรายและจัดลำดับ และให้พิจารณาข้อเสนอด้านราคาดังนี้

(ก) ในกรณีการยื่นข้อเสนอตามวิธีตาม (๓) (ก) ให้เปิดซองข้อเสนอด้านราคาของที่ปรึกษาที่มีข้อเสนอด้านเทคนิคที่ดีที่สุดและเจรจาต่อรองให้ได้ราคาที่เหมาะสม

(ข) ในกรณีการยื่นข้อเสนอตามวิธีตาม (๓) (ข) ให้เชิญที่ปรึกษาที่มีข้อเสนอด้านเทคนิคที่ดีที่สุดยื่นข้อเสนอด้านราคา และเจรจาต่อรองให้ได้ราคาที่เหมาะสม

การพิจารณาข้อเสนอด้านราคา กรณีที่การเจรจาต่อรองราคาตามวรรคหนึ่งเพื่อให้ได้ราคาที่เหมาะสมไม่ได้ผล ให้ยกเลิกการเจรจากับที่ปรึกษารายนั้น แล้วเปิดซองข้อเสนอด้านราคาของที่ปรึกษาที่มีข้อเสนอด้านเทคนิคที่ดีที่สุดรายถัดไป หรือเชิญที่ปรึกษาที่มีข้อเสนอด้านเทคนิคที่ดีที่สุดรายถัดไปให้ยื่นข้อเสนอด้านราคา แล้วแต่กรณี และเจรจาต่อรองให้ได้ราคาที่เหมาะสม

(๕) เมื่อเจรจาได้ราคาที่เหมาะสมแล้ว ให้คณะกรรมการดำเนินการจ้างที่ปรึกษาโดยวิธีคัดเลือก พิจารณาเงื่อนไขต่าง ๆ ที่จะกำหนดในข้อตกลงหรือสัญญา

(๖) ให้คณะกรรมการดำเนินการจ้างที่ปรึกษาโดยวิธีคัดเลือก รายงานผลการพิจารณาและความเห็นพร้อมด้วยเอกสารที่ได้รับไว้ทั้งหมดต่อเลขาธิการ เพื่อพิจารณาอนุมัติจัดทำข้อตกลงหรือสัญญาต่อไป โดยเสนอผ่านหัวหน้าเจ้าหน้าที่พัสดุ

(๗) ให้เจ้าหน้าที่พัสดุส่งคืนซองข้อเสนอด้านราคาให้แก่ที่ปรึกษารายอื่นที่ได้ยื่นไว้โดยไม่เปิดซอง ในกรณีการยื่นข้อเสนอตามวิธีตาม (๓) (ก) หลังจากคณะกรรมการดำเนินการจ้างที่ปรึกษาโดยวิธีคัดเลือกได้พิจารณาคัดเลือกที่ปรึกษารายหนึ่งให้ทำข้อตกลงหรือสัญญาแล้ว

มาตรา ข้อ ๒๔

ข้อ ๒๔ การจ้างที่ปรึกษาโดยวิธีคัดเลือกตามข้อ ๒๒ (๑) กรณีเป็นงานที่ไม่ยุ่งยาก ซับซ้อน และมีที่ปรึกษาซึ่งสามารถทำงานนั้นได้เป็นการทั่วไป หรือมีที่ปรึกษาที่มีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะทำงานนั้น ให้อยู่ในดุลยพินิจของเลขาธิการที่จะออกหนังสือเชิญชวนที่ปรึกษาที่ได้คัดเลือกไว้ ยื่นข้อเสนอเพื่อเข้ารับงานโดยให้ดำเนินการตามวิธี ดังต่อไปนี้

(๑) ให้ที่ปรึกษายื่นข้อเสนอด้านเทคนิคและข้อเสนอด้านราคาพร้อมกัน โดยแยกเป็น ๒ ซอง

(๒) ให้คณะกรรมการดำเนินการจ้างที่ปรึกษาโดยวิธีคัดเลือก พิจารณาข้อเสนอด้านเทคนิคของที่ปรึกษาทุกราย และจัดลำดับ

(๓) ให้คณะกรรมการดำเนินการจ้างที่ปรึกษาโดยวิธีคัดเลือก เปิดซองราคาของผู้ที่ได้รับการจัดลำดับไว้อันดับหนึ่งถึงอันดับสามตาม (๒) พร้อมกันแล้วเลือกรายที่เสนอราคาต่ำที่สุดมาเจรจาต่อรองราคาเป็นลำดับแรก

(๔) ในกรณีที่ไม่อาจดำเนินการตาม (๓) เพื่อได้ราคาที่เหมาะสมให้ยกเลิก แล้วให้เจรจากับรายที่เสนอราคาต่ำรายถัดไปตามลำดับ เมื่อเจรจาได้ผลประการใด ให้ดำเนินการตามข้อ ๒๓ (๕) (๖) และ (๗)

การดำเนินการจ้างที่ปรึกษาโดยวิธีการคัดเลือกตามวรรคหนึ่ง อาจดำเนินการคัดเลือกด้วยการพิจารณาทั้งด้านเทคนิคและด้านการเงิน (Quality and Cost Based Selection) โดยให้ดำเนินการตามวิธี ดังต่อไปนี้

(๑) ให้ที่ปรึกษายื่นข้อเสนอด้านเทคนิคและข้อเสนอด้านราคาพร้อมกัน โดยแยกเป็น ๒ ซอง

(๒) ให้คณะกรรมการดำเนินการจ้างที่ปรึกษาโดยวิธีคัดเลือก พิจารณาข้อเสนอด้านเทคนิคของที่ปรึกษาทุกราย และรายงานสรุปผลการพิจารณาข้อเสนอด้านเทคนิคเสนอต่อเลขาธิการเพื่อขอความเห็นชอบในการดำเนินการขั้นต่อไป

(๓) ให้สำนักงานออกหนังสือแจ้งให้ที่ปรึกษาทุกรายที่ข้อเสนอด้านเทคนิคผ่านเกณฑ์การคัดเลือกทราบผล พร้อมทั้งแจ้งกำหนดวันเปิดซองราคา

(๔) ให้คณะกรรมการดำเนินการจ้างที่ปรึกษาโดยวิธีคัดเลือก เปิดซองราคาของที่ปรึกษาทุกรายที่ผ่านเกณฑ์การคัดเลือก และคำนวณคะแนนเฉลี่ยทั้งด้านเทคนิคและด้านราคา แล้วเลือกที่ปรึกษาที่ได้คะแนนเฉลี่ยสูงสุดมาเจรจาต่อรองราคาเป็นลำดับแรก

(๕) ในกรณีที่ไม่อาจดำเนินการตาม (๔) เพื่อได้ราคาที่เหมาะสมให้ยกเลิก แล้วให้เจรจากับรายที่ได้คะแนนเฉลี่ยสูงสุดรายถัดไปตามลำดับ เมื่อเจรจาได้ผลประการใด ให้ดำเนินการตามข้อ ๒๓ (๕) (๖) และ (๗)

มาตรา ข้อ ๒๕

ข้อ ๒๕ การจ้างที่ปรึกษาโดยวิธีคัดเลือกเป็นรายบุคคลตามข้อ ๒๒ (๑) กรณีที่ไม่ต้องยื่นข้อเสนอด้านเทคนิค ให้ดำเนินการคัดเลือกที่ปรึกษาที่มีคุณสมบัติเหมาะสม และพิจารณาจัดลำดับเมื่อสามารถจัดลำดับได้แล้ว ให้เชิญรายที่เหมาะสมที่สุดมาเสนอราคาค่าจ้างเพื่อเจรจาต่อรองราคาตามลำดับ

การดำเนินการจ้างที่ปรึกษาโดยวิธีคัดเลือกตามวรรคหนึ่งให้นำการดำเนินการจ้างที่ปรึกษาตามข้อ ๒๓ มาใช้บังคับโดยอนุโลม

มาตรา ข้อ ๒๖

ข้อ ๒๖ ให้คณะกรรมการดำเนินการจ้างที่ปรึกษาโดยวิธีคัดเลือก ประกอบด้วยประธานกรรมการจำนวน ๑ คน และกรรมการจำนวนไม่น้อยกว่า ๒ คน มีหน้าที่ ดังต่อไปนี้

(๑) กำหนดหลักเกณฑ์การพิจารณาคัดเลือก

(๒) พิจารณาข้อเสนอด้านเทคนิคของที่ปรึกษาทุกรายและจัดลำดับ

(๓) พิจารณาข้อเสนอด้านราคา และเจรจาต่อรองราคาเพื่อให้ได้ราคาที่เหมาะสม แล้วให้พิจารณาเงื่อนไขที่จะกำหนดในข้อตกลงหรือสัญญา

(๔) จัดทำรายงานผลการพิจารณาการจัดจ้างที่ปรึกษาโดยวิธีคัดเลือกเสนอต่อเลขาธิการเพื่อพิจารณาอนุมัติจัดทำข้อตกลงหรือสัญญาต่อไป โดยเสนอผ่านหัวหน้าเจ้าหน้าที่พัสดุ

(๕) กำกับงานจ้างที่ปรึกษา โดยถือขอบเขตการดำเนินงาน คุณภาพและระยะเวลาส่งมอบงานจ้างที่ปรึกษาให้ถูกต้องตามที่กำหนดในข้อตกลงหรือสัญญาเป็นหลัก ทั้งนี้ ให้รวมถึงงานจ้างที่ปรึกษาที่มีคุณภาพสูงกว่ากำหนดและเป็นประโยชน์ต่อสำนักงาน โดยที่ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม

(๖) จัดทำรายงานผลการตรวจรับงานจ้างที่ปรึกษา และหลักฐานการตรวจรับเสนอต่อเลขาธิการ เพื่อพิจารณาอนุมัติเบิกจ่ายต่อไป โดยเสนอผ่านหัวหน้าเจ้าหน้าที่พัสดุ

(๗) จัดทำรายงานเสนอต่อเลขาธิการ เพื่อพิจารณาอนุมัติ ในกรณีที่มีความจำเป็นต้องแก้ไขข้อตกลงหรือสัญญา ยกเลิกสัญญา งด หรือลดหย่อนการปรับ โดยเสนอผ่านหัวหน้าเจ้าหน้าที่พัสดุ

การเสนอบุคคลเพื่อเป็นกรรมการในคณะกรรมการดำเนินการจ้างที่ปรึกษาโดยวิธีคัดเลือกในกรณีจำเป็นเพื่อประโยชน์ในการจ้างที่ปรึกษา ซึ่งมีลักษณะพิเศษหรือมีเทคนิคซับซ้อน อาจเสนอบุคคลผู้มีความเชี่ยวชาญซึ่งมิใช่พนักงานของสำนักงานก็ได้

มาตรา ข้อ ๒๗

ข้อ ๒๗ การจ้างที่ปรึกษาโดยวิธีเฉพาะเจาะจง ให้กระทำได้ในกรณีใดกรณีหนึ่ง ดังต่อไปนี้

(๑) การจ้างที่มีค่างานจ้างไม่เกิน ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท

(๒) การจ้างเพื่อทำงานต่อเนื่องจากงานที่ได้ทำอยู่แล้ว

(๓) การจ้างในกรณีที่ทราบแน่ชัดว่าผู้เชี่ยวชาญในงานที่จะให้บริการตามที่ต้องการมีจำนวนจำกัดไม่เหมาะสมที่จะดำเนินการด้วยวิธีคัดเลือก และเป็นการจ้างที่มีค่างานจ้างไม่เกิน ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท

(๔) การจ้างส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการส่วนท้องถิ่น หน่วยงานอื่นซึ่งมีกฎหมายบัญญัติให้มีฐานะเป็นราชการบริหารส่วนท้องถิ่นหรือหน่วยงานอื่นใดที่มีกฎหมายหรือมติคณะรัฐมนตรีให้การสนับสนุน ให้ดำเนินการจ้างได้โดยตรง

(๕) การจ้างที่ต้องกระทำโดยเร่งด่วน หากล่าช้าอาจจะทำให้เกิดความเสียหายแก่สำนักงานและมีความจำเป็นที่จะต้องดำเนินการจ้างโดยวิธีเฉพาะเจาะจงก็ให้กระทำได้ โดยเลขาธิการจะต้องทำรายงานชี้แจงเหตุผลและความจำเป็นของการจ้างให้คณะกรรมการทราบโดยมิชักช้า ซึ่งต้องไม่เกิน ๑๕ วัน นับแต่วันที่ได้มีการจ้าง ในกรณีที่คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่าการจ้างดังกล่าวไม่เป็นกรณีเร่งด่วน ให้คณะกรรมการมีอำนาจแก้ไขข้อตกลง หรือสัญญาการจ้างให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์การจ้างที่ปรึกษาที่กำหนดไว้ในระเบียบนี้ได้ ทั้งนี้ การทำสัญญาจ้างโดยอาศัยเหตุเร่งด่วนนี้สำนักงานจะต้องกำหนดเป็นเงื่อนไขไว้ในสัญญาด้วยว่าสัญญาจ้างดังกล่าวจะมีผลสมบูรณ์ก็ต่อเมื่อคณะกรรมการให้ความเห็นชอบแล้ว

ในกรณีการจ้างโดยอาศัยเหตุตาม (๒) ที่เป็นการจ้างที่มีค่างานจ้างเกินวงเงินจ้างที่ได้ทำอยู่แล้วหรือ (๓) ที่เป็นการจ้างที่มีค่างานจ้างเกินวงเงินขั้นสูง คณะกรรมการอาจกำหนดให้เลขาธิการทำรายงานชี้แจงเหตุผลเพื่อทราบก็ได้

มาตรา ข้อ ๒๘

ข้อ ๒๘ การดำเนินการจ้างที่ปรึกษาโดยวิธีเฉพาะเจาะจง ให้ดำเนินการดังต่อไปนี้

(๑) ให้เจ้าหน้าที่พัสดุจัดทำรายงานการขออนุมัติการจ้างที่ปรึกษาพร้อมทั้งการขออนุมัติแต่งตั้งคณะกรรมการดำเนินการจ้างที่ปรึกษาโดยวิธีเฉพาะเจาะจงเสนอเลขาธิการหรือคณะกรรมการ แล้วแต่กรณี เพื่อประกอบการพิจารณาอนุมัติ

รายงานการขออนุมัติจ้างที่ปรึกษา ต้องประกอบด้วยเหตุผลและความจำเป็น ขอบเขตการดำเนินงาน วงเงินจ้าง วิธีการจ้าง และรายละเอียดอื่นที่จำเป็น แล้วแต่กรณี

(๒) ให้สำนักงานออกหนังสือเชิญชวนที่ปรึกษาที่ได้ตกลงจะว่าจ้าง เพื่อยื่นข้อเสนอทางด้านเทคนิคและข้อเสนอด้านราคาพร้อมกันโดยแยกเป็น ๒ ซอง

(๓) ให้คณะกรรมการดำเนินการจ้างที่ปรึกษาและการตรวจรับโดยวิธีเฉพาะเจาะจงพิจารณาข้อเสนอด้านเทคนิคและข้อเสนอด้านราคา ทั้งนี้ ให้มีการเจรจาต่อรองราคาเพื่อให้ได้ราคาที่เหมาะสม

(๔) เมื่อเจรจาได้ราคาที่เหมาะสมแล้ว ให้คณะกรรมการดำเนินการจ้างที่ปรึกษาโดยวิธีเฉพาะเจาะจง พิจารณาเงื่อนไขต่าง ๆ ที่จะกำหนดในข้อตกลงหรือสัญญา

(๕) ให้คณะกรรมการดำเนินการจ้างที่ปรึกษาและการตรวจรับโดยวิธีเฉพาะเจาะจง รายงานผลการพิจารณา และความเห็นพร้อมด้วยเอกสารที่ได้รับไว้ทั้งหมดต่อเลขาธิการ เพื่อพิจารณาอนุมัติจัดทำข้อตกลงหรือสัญญาต่อไป โดยเสนอผ่านหัวหน้าเจ้าหน้าที่พัสดุ

มาตรา ข้อ ๒๙

ข้อ ๒๙ คณะกรรมการดำเนินการจ้างที่ปรึกษาโดยวิธีเฉพาะเจาะจง ประกอบด้วยประธานกรรมการจำนวน ๑ คน และกรรมการจำนวนไม่น้อยกว่า ๒ คน มีหน้าที่ ดังต่อไปนี้

(๑) พิจารณาข้อเสนอด้านเทคนิคของที่ปรึกษา

(๒) พิจารณาอัตราค่าจ้างและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับบริการที่จะจ้างและเจรจาต่อรอง

(๓) พิจารณาเงื่อนไขที่จะกำหนดในข้อตกลงหรือสัญญา

(๔) จัดทำรายงานผลการพิจารณาและความเห็นพร้อมด้วยเอกสารที่ได้รับไว้ทั้งหมดต่อเลขาธิการ เพื่อพิจารณาอนุมัติจัดทำข้อตกลงหรือสัญญาต่อไป โดยเสนอผ่านหัวหน้าเจ้าหน้าที่พัสดุ

(๕) ตรวจรับงานจ้างที่ปรึกษา โดยถือขอบเขตการดำเนินงาน คุณภาพและระยะเวลาส่งมอบงานจ้างที่ปรึกษาให้ถูกต้องตามที่กำหนดในข้อตกลงหรือสัญญาเป็นหลัก ทั้งนี้ ให้รวมถึงงานจ้างที่ปรึกษาที่มีคุณภาพสูงกว่ากำหนดและเป็นประโยชน์ต่อสำนักงาน โดยที่ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม

(๖) รายงานผลการตรวจรับงานจ้างที่ปรึกษา และหลักฐานการตรวจรับเสนอต่อเลขาธิการเพื่อพิจารณาอนุมัติเบิกจ่ายต่อไป โดยเสนอผ่านหัวหน้าเจ้าหน้าที่พัสดุ

(๗) จัดทำรายงานเสนอต่อเลขาธิการ เพื่อพิจารณาอนุมัติ ในกรณีที่มีความจำเป็นต้องแก้ไขข้อตกลงหรือสัญญา ยกเลิกสัญญา งด หรือลดหย่อนการปรับ โดยเสนอผ่านหัวหน้าเจ้าหน้าที่พัสดุ

การเสนอบุคคลเพื่อเป็นกรรมการในคณะกรรมการดำเนินการจ้างที่ปรึกษาและการตรวจรับโดยวิธีเฉพาะเจาะจง ในกรณีจำเป็นเพื่อประโยชน์ในการจ้างที่ปรึกษาและการตรวจรับ ซึ่งมีลักษณะพิเศษหรือมีเทคนิคซับซ้อน อาจเสนอบุคคลผู้มีความเชี่ยวชาญซึ่งมิใช่พนักงานของสำนักงานก็ได้

การตรวจรับการจัดซื้อพัสดุ การจ้าง และการจ้างที่ปรึกษา

มาตรา ข้อ ๓๐

ข้อ ๓๐ การตรวจรับการจัดซื้อพัสดุหรือการจ้าง ให้ดำเนินการโดยคณะกรรมการตรวจรับพัสดุหรือตรวจการจ้างซึ่งเลขาธิการหรือคณะกรรมการ แล้วแต่กรณี อนุมัติแต่งตั้งตามข้อ ๑๔ ซึ่งจะต้องมิใช่คณะกรรมการดำเนินการจัดซื้อพัสดุหรือการจ้าง

กรณีจัดซื้อพัสดุหรือการจ้างมีลักษณะพิเศษหรือมีเทคนิคซับซ้อน อาจเสนอให้มีบุคคลผู้มีความเชี่ยวชาญซึ่งมิใช่พนักงานหรือลูกจ้างของสำนักงานเป็นกรรมการในคณะกรรมการตรวจรับพัสดุหรือตรวจการจ้างก็ได้ หรือกรณีการจัดซื้อพัสดุหรือการจ้าง มีวงเงินไม่เกิน ๕๐,๐๐๐ บาท หรือเป็นการส่งมอบพัสดุหรืองานจ้างเป็นงวดซึ่งมีราคาแต่ละงวดไม่เกิน ๕๐,๐๐๐ บาท หรือการส่งมอบพัสดุที่มีการตรวจรับเพียงครั้งเดียว แต่มีระยะเวลาการใช้พัสดุหลายงวด อาจเสนออนุมัติแต่งตั้งเจ้าหน้าที่พัสดุหนึ่งคน เป็นผู้ตรวจรับพัสดุหรือตรวจการจ้างก็ได้

มาตรา ข้อ ๓๑

ข้อ ๓๑ ให้คณะกรรมการตรวจรับพัสดุหรือตรวจการจ้างตามข้อ ๑๔ ประกอบด้วยประธานกรรมการ ๑ คน และกรรมการไม่น้อยกว่า ๒ คน ทำหน้าที่ ดังต่อไปนี้

(๑) ตรวจรับพัสดุหรืองานจ้าง โดยถือข้อกำหนด คุณภาพและระยะเวลาส่งมอบพัสดุหรืองานจ้างให้ถูกต้องตามที่กำหนดในข้อตกลงหรือสัญญาเป็นหลัก ทั้งนี้ ให้รวมถึงการส่งมอบพัสดุหรืองานจ้างที่มีคุณภาพสูงกว่ากำหนดและเป็นประโยชน์ต่อสำนักงาน โดยที่ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม

(๒) รายงานผลการตรวจรับการส่งมอบพัสดุหรืองานจ้าง และหลักฐานการตรวจรับเสนอต่อเลขาธิการ เพื่อพิจารณาอนุมัติเบิกจ่ายต่อไป โดยเสนอผ่านหัวหน้าเจ้าหน้าที่พัสดุ

(๓) จัดทำรายงานเสนอขออนุมัติต่อเลขาธิการ เพื่อพิจารณาอนุมัติ ในกรณีที่มีความจำเป็นต้องแก้ไขข้อตกลงหรือสัญญา ยกเลิกสัญญา งด หรือลดหย่อนการปรับ โดยเสนอผ่านหัวหน้าเจ้าหน้าที่พัสดุ

มาตรา ข้อ ๓๒

ข้อ ๓๒ การตรวจรับการจ้างที่ปรึกษา ให้ดำเนินการโดยคณะกรรมการตามข้อ ๒๓ (๒) หรือข้อ ๒๘ (๑) เป็นผู้ตรวจรับการจ้างที่ปรึกษา แล้วแต่กรณี

การเช่า

มาตรา ข้อ ๓๓

ข้อ ๓๓ การเช่า อัตราค่าเช่า รวมทั้งค่าบริการอื่นเกี่ยวกับการเช่าให้เลขาธิการดำเนินการได้ตามความจำเป็นและเหมาะสม ในกรณีที่มีความจำเป็นต้องจ่ายค่าเช่าล่วงหน้า ให้จ่ายได้ไม่เกินร้อยละ ๒๐ ของค่าเช่าทั้งสัญญา กรณีการเช่าซึ่งมีระยะเวลาเกิน ๑ ปี ให้เสนอคณะกรรมการพิจารณาอนุมัติ

การเช่าให้นำวิธีการและขั้นตอนการจัดซื้อพัสดุหรือการจ้างตามหมวด ๓ มาใช้บังคับโดยอนุโลม

ข้อผูกพันการจัดซื้อพัสดุ การจ้าง การจ้างที่ปรึกษา และการเช่า

มาตรา ข้อ ๓๔

ข้อ ๓๔ การจัดซื้อพัสดุ การจ้าง การจ้างที่ปรึกษา หรือการเช่าทุกครั้ง จะต้องมีข้อตกลงหรือสัญญาไว้ต่อกัน

การจัดซื้อพัสดุ การจ้าง การจ้างที่ปรึกษา หรือการเช่าที่มีวงเงินเกิน ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาทให้ทำเป็นหนังสือสัญญา

สัญญาต้องทำตามแบบที่สำนักงานกำหนด การทำสัญญารายใดถ้าจำเป็นต้องมีข้อความหรือรายการแตกต่างไปจากสัญญาที่สำนักงานกำหนด โดยมีสาระสำคัญตามที่กำหนดไว้ในตัวอย่างสัญญาของสำนักงานและไม่ทำให้สำนักงานเสียเปรียบ ก็ให้กระทำได้ เว้นแต่เลขาธิการเห็นว่าจะมีปัญหาในทางเสียเปรียบหรือไม่รัดกุมพอ ก็ให้ส่งร่างสัญญานั้นไปให้สำนักงานอัยการสูงสุดพิจารณาก่อน

ในกรณีจำเป็นต้องทำสัญญาเป็นภาษาต่างประเทศ ให้ทำเป็นภาษาอังกฤษ แต่ต้องมีคำแปลตัวสัญญาและเอกสารแนบท้ายสัญญาเป็นภาษาไทยไว้ด้วย

ในกรณีจัดซื้อประกันภัยให้ถือว่ากรมธรรม์เป็นหนังสือสัญญา

มาตรา ข้อ ๓๕

ข้อ ๓๕ การกำหนดเงื่อนไขในข้อตกลงหรือสัญญาจะต้องไม่ทำให้สำนักงานเสียเปรียบ รวมทั้งให้มีเงื่อนไขการปรับกรณีส่งมอบล่าช้ากว่ากำหนดในอัตราระหว่างร้อยละ ๐.๑๕ - ๐.๒๕ ต่อวัน ของราคาการจัดซื้อพัสดุ การจ้าง การจ้างที่ปรึกษา หรือการเช่า ที่ยังไม่ได้รับมอบและจะกำหนดจำนวนเงินค่าปรับสูงสุดไว้ด้วยก็ได้ และในกรณีที่กำหนดไว้ จำนวนเงินค่าปรับสูงสุดต้องไม่น้อยกว่าร้อยละ ๑๐ ของราคาการจัดซื้อพัสดุ การจ้าง การจ้างที่ปรึกษา หรือการเช่า

ให้คณะกรรมการ มีอำนาจใช้ดุลยพินิจไม่กำหนดเงื่อนไขการปรับสำหรับการจัดซื้อพัสดุ การจ้าง การจ้างที่ปรึกษา หรือการเช่า ตามวรรคหนึ่งได้ตามที่เห็นสมควร

มาตรา ข้อ ๓๖

ข้อ ๓๖ การลงนาม การแก้ไขเปลี่ยนแปลงรายละเอียดของข้อตกลงหรือสัญญาของการจัดซื้อพัสดุ การจ้าง การจ้างที่ปรึกษา หรือการเช่าโดยไม่เพิ่มวงเงินในสัญญาและไม่ทำให้สำนักงานเสียประโยชน์ ให้เป็นอำนาจของเลขาธิการหรือคณะกรรมการ แล้วแต่กรณี

เลขาธิการหรือคณะกรรมการ แล้วแต่กรณี มีสิทธิบอกเลิกข้อตกลงหรือสัญญา ในกรณีมีเหตุอันเชื่อได้ว่าคู่สัญญาไม่สามารถดำเนินการตามเงื่อนไขในข้อตกลงหรือสัญญาได้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาที่กำหนด หรือมีเหตุที่ทำให้ผิดข้อตกลงหรือสัญญาในข้อสาระสำคัญ

ในกรณีที่จะต้องมีการปรับตามข้อตกลงหรือสัญญา ให้เลขาธิการหรือคณะกรรมการ แล้วแต่กรณี พิจารณาผ่อนปรนการบอกเลิกสัญญาได้เท่าที่จำเป็น

การงดหรือลดหย่อนค่าปรับ หรือการขยายเวลาทำการตามข้อตกลงหรือข้อสัญญาให้เป็นอำนาจของเลขาธิการหรือคณะกรรมการ แล้วแต่กรณี ที่จะพิจารณาได้เฉพาะกรณีเกิดจากความผิดของสำนักงาน หรือเหตุสุดวิสัย

มาตรา ข้อ ๓๗

ข้อ ๓๗ การทำสัญญาจะต้องให้ผู้ขาย ผู้รับจ้างวางหลักประกันในอัตราไม่ต่ำกว่าร้อยละ ๕ ของราคาตามสัญญา สำหรับสัญญาการจ้างที่ปรึกษาให้หักเงินที่จะจ่ายแต่ละครั้งในอัตราไม่ต่ำกว่าร้อยละ ๕ เป็นเงินประกัน

กรณีที่หน่วยงานราชการหรือรัฐวิสาหกิจเป็นคู่สัญญาไม่ต้องวางหลักประกันสัญญา

กรณีสัญญาเช่าอสังหาริมทรัพย์ผู้ให้เช่าไม่ต้องวางหลักประกันสัญญา

การจัดซื้อพัสดุหรือการจ้างด้วยวิธีประกาศเชิญชวนทั่วไป จะต้องให้ผู้เสนอราคาวางหลักประกันซองพร้อมกับการยื่นซองเสนอราคา ในอัตราไม่ต่ำกว่าร้อยละ ๕ ของวงเงินที่ใช้ในการจัดซื้อพัสดุหรือการจ้างครั้งนั้น

หลักประกันซองหรือหลักประกันสัญญา ได้แก่

(๑) เช็คที่ธนาคารเป็นผู้สั่งจ่าย ซึ่งเป็นเช็คลงวันที่ที่ใช้เช็คนั้นชำระต่อเจ้าหน้าที่หรือก่อนวันนั้นไม่เกิน ๓ วันทำการ

(๒) หนังสือค้ำประกันของธนาคารที่ประกอบธุรกิจในราชอาณาจักรไทย

(๓) พันธบัตรรัฐบาลไทย

มาตรา ข้อ ๓๘

ข้อ ๓๘ ให้สำนักงานคืนหลักประกัน ให้แก่ผู้เสนอราคา คู่สัญญา หรือผู้ค้ำประกันตามหลักเกณฑ์ดังนี้

(๑) หลักประกันซอง ให้คืนให้แก่ผู้เสนอราคาหรือผู้ค้ำประกันได้ต่อเมื่อได้ทำสัญญาหรือข้อตกลง หรือผู้เสนอราคาได้พ้นจากข้อผูกพันแล้ว

(๒) หลักประกันสัญญาให้คืนให้แก่คู่สัญญาหรือผู้ค้ำประกันหลังจากวันที่คู่สัญญาพ้นจากข้อผูกพันตามสัญญาแล้ว

มาตรา ข้อ ๓๙

ข้อ ๓๙ การทำสัญญากรณีที่มีความจำเป็นต้องจ่ายเงินล่วงหน้าให้ผู้ขาย ผู้รับจ้างหรือที่ปรึกษา ให้จ่ายได้ไม่เกินร้อยละ ๒๐ ของวงเงินตามสัญญา และจะต้องให้ผู้ขาย ผู้รับจ้างหรือที่ปรึกษา วางหลักประกันเงินจ่ายล่วงหน้าที่ได้รับล่วงหน้าไปนั้น โดยจะต้องกำหนดไว้ในเงื่อนไขก่อนการทำสัญญา ยกเว้นในกรณีการจัดซื้อพัสดุ การจ้าง หรือการจ้างที่ปรึกษาจากหน่วยงานราชการ หรือรัฐวิสาหกิจ สามารถจ่ายเงินล่วงหน้าได้ไม่เกินร้อยละ ๕๐ ของวงเงินตามสัญญา

การจำหน่าย การให้ยืม และการจัดหาประโยชน์ในพัสดุ

มาตรา ข้อ ๔๐

ข้อ ๔๐ การจำหน่าย การให้ยืม หรือการจัดหาประโยชน์ในพัสดุให้ดำเนินการ ดังต่อไปนี้

(๑) ให้เจ้าหน้าที่พัสดุ จัดทำรายงานสรุปพัสดุที่ใช้งาน พัสดุขาดจำนวน รวมทั้งพัสดุชำรุดเสื่อมสภาพ หรือไม่สมควรใช้งานต่อไปเสนอหัวหน้าเจ้าหน้าที่พัสดุ

(๒) ให้หัวหน้าเจ้าหน้าที่พัสดุจัดทำรายงานพัสดุที่ชำรุด เสื่อมสภาพ หรือไม่สมควรใช้งานต่อไป หากใช้งานต่อไปจะสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายมาก เสนอต่อเลขาธิการเพื่อพิจารณาการจำหน่าย การให้ยืม หรือการจัดหาประโยชน์ในพัสดุ

มาตรา ข้อ ๔๑

ข้อ ๔๑ การจำหน่ายพัสดุให้อำนาจการพิจารณา เป็นไปตามกรณีดังนี้

(๑) ในกรณีที่เป็นการจำหน่ายพัสดุที่มีราคามูลค่าสุทธิตามบัญชีไม่เกิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท ต่อหน่วย ต้องได้รับความเห็นชอบจากเลขาธิการ

(๒) ในกรณีที่เป็นการจำหน่ายพัสดุที่มีราคามูลค่าสุทธิตามบัญชีเกิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท ต่อหน่วยขึ้นไป ต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการ

มาตรา ข้อ ๔๒

ข้อ ๔๒ การจำหน่ายพัสดุ ให้เลขาธิการหรือคณะกรรมการ แล้วแต่กรณี พิจารณาดำเนินการตามความเหมาะสมและจำเป็น โดยพัสดุที่จะจำหน่ายจะต้องจัดอยู่ในประเภทใดประเภทหนึ่งตามกรณี ดังต่อไปนี้

(๑) พัสดุที่ต้องจำหน่ายเพื่อประโยชน์แก่การดำเนินกิจการของสำนักงาน

(๒) พัสดุที่ได้รับอนุมัติให้จำหน่ายออกจากบัญชีทะเบียนแล้ว เศษวัสดุหรือเศษของชำรุดโดยให้จำหน่ายตามหลักเกณฑ์ ดังต่อไปนี้

(ก) การขาย ให้เลขาธิการแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นคณะหนึ่งเพื่อประเมินสภาพและตรวจสอบราคาคงเหลือของพัสดุนั้นก่อน และให้ดำเนินการขายทอดตลาด เว้นแต่การขายพัสดุครั้งหนึ่งซึ่งมีราคาได้มาไม่เกิน ๒๐๐,๐๐๐ บาทต่อหน่วย จะขายโดยวิธีตกลงราคาก็ได้

(ข) การแลกเปลี่ยน ให้ทำได้ในกรณีที่เป็นประโยชน์ต่อสำนักงาน

(ค) การให้ ให้ทำได้เฉพาะกรณีให้ส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจหน่วยงานกุศลสาธารณะ หรือกรณีอื่นที่เลขาธิการเห็นสมควร

(ง) การแปรสภาพหรือทำลาย ให้ทำได้ในกรณีที่เป็นประโยชน์ต่อสำนักงาน

มาตรา ข้อ ๔๓

ข้อ ๔๓ ในกรณีที่พัสดุสูญไปโดยไม่ปรากฏตัวผู้รับผิด หรือมีตัวผู้รับผิดแต่ไม่สามารถชดใช้ได้ หรือมีตัวพัสดุแต่ไม่สมควรดำเนินการตามข้อ ๔๒ ให้จำหน่ายพัสดุนั้นเป็นสูญตามหลักเกณฑ์ ดังต่อไปนี้

(๑) ถ้าพัสดุนั้นมีราคาซื้อหรือได้มารวมกันไม่เกิน ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท ให้เลขาธิการเป็นผู้พิจารณาอนุมัติ

(๒) ถ้าพัสดุนั้นมีราคาซื้อหรือได้มารวมกันเกิน ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท ให้ประธานกรรมการเป็นผู้พิจารณาอนุมัติ

มาตรา ข้อ ๔๔

ข้อ ๔๔ การจัดหาประโยชน์ในพัสดุ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่เลขาธิการกำหนด ทั้งนี้ จะต้องไม่ทำให้สำนักงานเสียประโยชน์

มาตรา ข้อ ๔๕

ข้อ ๔๕ การให้ยืม ให้กระทำได้เฉพาะกรณีเพื่อประโยชน์ต่อสำนักงาน หน่วยงานราชการหรือสาธารณประโยชน์เท่านั้น ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่เลขาธิการกำหนด

การประกันภัย

มาตรา ข้อ ๔๖

ข้อ ๔๖ การประกันภัย ให้เลขาธิการพิจารณาดำเนินการได้ตามความเหมาะสมและจำเป็นเพื่อประโยชน์ของสำนักงาน

การลงโทษผู้ทิ้งงาน

มาตรา ข้อ ๔๗

ข้อ ๔๗ ในกรณีที่ปรากฏว่าผู้ยื่นข้อเสนอหรือคู่สัญญาของสำนักงานกระทำการดังต่อไปนี้ ให้ถือว่าผู้ยื่นข้อเสนอหรือคู่สัญญานั้นกระทำการอันมีลักษณะเป็นการทิ้งงาน

(๑) เป็นผู้ที่ได้รับการคัดเลือกแล้ว ไม่ยอมทำสัญญาหรือข้อตกลงภายในเวลาที่สำนักงานกำหนด

(๒) คู่สัญญาของสำนักงานไม่ปฏิบัติตามสัญญาหรือข้อตกลงนั้น โดยไม่มีเหตุผลสมควร

(๓) คู่สัญญาของสำนักงานไม่ดำเนินการแก้ไขความชำรุดบกพร่องภายในระยะเวลาที่กำหนดในสัญญาหรือข้อตกลงเป็นหนังสือ

(๔) กรณีการจ้างที่ปรึกษา หากตรวจสอบแล้ว ปรากฏว่าผลจากการปฏิบัติตามสัญญาดังกล่าวมีข้อบกพร่อง ผิดพลาด หรือก่อให้เกิดความเสียหายแก่สำนักงานอย่างร้ายแรง

ให้เลขาธิการพิจารณาสั่งให้ผู้ยื่นข้อเสนอหรือคู่สัญญาของสำนักงานเป็นผู้ทิ้งงาน ตลอดจนสั่งเพิกถอนการเป็นผู้ทิ้งงานแล้ว แจ้งให้กระทรวงการคลังทราบ

การพิจารณาสั่งให้เป็นผู้ทิ้งงาน รวมถึงวิธีการขอเพิกถอนการเป็นผู้ทิ้งงานให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่สำนักงานกำหนด

มาตรา ข้อ ๔๘

ข้อ ๔๘ ห้ามสำนักงานก่อนิติสัมพันธ์กับผู้ทิ้งงานของสำนักงาน รวมถึงผู้ทิ้งงานตามรายชื่อจากคณะกรรมการว่าด้วยการพัสดุ กรมบัญชีกลาง ซึ่งได้แจ้งเวียนชื่อแล้ว

การควบคุมพัสดุ

มาตรา ข้อ ๔๙

ข้อ ๔๙ การควบคุมพัสดุของสำนักงาน ให้เจ้าหน้าที่พัสดุดำเนินการดังนี้

(๑) จัดให้มีการควบคุมพัสดุของสำนักงานโดยวิธีการทางบัญชี ซึ่งควบคุมทั้งจำนวนและราคา

(๒) สำหรับครุภัณฑ์จะต้องจัดให้มีทะเบียนครุภัณฑ์แสดงปีที่เลือกรายการ ขนาด จำนวน ราคา สถานที่ใช้ และผู้ใช้ไว้ให้ชัดเจน

53 มาตรา

อ้างอิงกฎหมายนี้

ระเบียบคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานว่าด้วยการพัสดุของสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน พ.ศ. 2553 (Office of the Council of State). Retrieved via LawPlayer, https://lawplayer.com/th/act/pythainlp_8b4d3524677b1510

ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).

Thai official texts excluded from copyright (Copyright Act B.E. 2537 s.7);開放資料層 CC BY 署名

本頁資料來源:สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (OCS)·整理提供:法律人 LawPlayer· lawplayer.com