法律人 LawPlayer logo

資料由法律人 LawPlayer整理提供·กฎหมายไทย / LawPlayer จากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

statute

พระราชบัญญัติทางหลวงที่ได้รับสัมประทาน พุทธศักราช 2473

เลขที่
วันที่ประกาศ
จำนวนมาตรา
39
มาตรา อารัมภบท

พระราชบัญญัติ

พระราชบัญญัติ

ทางหลวงที่ได้รับสัมปทาน

พุทธศักราช ๒๔๗๓

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปก พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระบรมราชโองการดำรัสเหนือเกล้า ฯ สั่งว่า

โดยที่ทรงพระราชดำริเห็นสมควรอนุญาตให้เอกชนสร้างและบำรุงรักษาทางหลวง

จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยบทมาตราต่อไปนี้

มาตรา ๑

มาตรา ๑ พระราชบัญญัตินี้ให้เรียกว่า “พระราชบัญญัติทางหลวงที่ได้รับสัมปทานพุทธศักราช ๒๔๗๓”

มาตรา ๒

มาตรา ๒* ให้ใช้พระราชบัญญัตินี้ตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

*[รก.๒๔๗๓/-/๑๐๑/๒๐ กรกฎาคม ๒๔๗๓]

มาตรา ๓

มาตรา ๓ นอกจากทางหลวงและทางราษฎร์ ดังระบุไว้ในมาตรา ๑๔๖ แห่งพระราชบัญญัติจัดวางการรถไฟและทางหลวง พุทธศักราช ๒๔๖๔ นั้น ท่านว่าตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ให้เอกชนสร้างและบำรุงรักษาทางหลวงภายในบังคับแห่งพระราชบัญญัตินี้ได้

สัมปทาน

มาตรา ๔

มาตรา ๔ ห้ามมิให้เอกชนสร้างและบำรุงรักษาทางหลวงในพระราชอาณาจักร เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจแห่งสัมปทานที่ได้รับจากรัฐบาล

มาตรา ๕

มาตรา ๕ ผู้ใดมีความประสงค์จะขอรับสัมปทานสร้างและบำรุงรักษาทางหลวง ให้ยื่นเรื่องราวต่อเสนาบดีกระทรวงพาณิชย์และคมนาคม

ในเรื่องราวนั้นให้มีรายการละเอียดในเรื่องทางหลวงที่ขอสร้างและฐานสินทรัพย์ของผู้ยื่นเรื่องราว กับให้ส่งแผนผังและงบประมาณการสร้างและแผนที่บอกเขตที่ดินที่ต้องการมาพร้อมกับเรื่องราวนั้นด้วย

เสนาบดีจะให้กรมทางเรียกให้ผู้ขอรับสัมปทานยื่นรายละเอียดเพิ่มเติมอีกก็ได้ แล้วแต่จะเห็นสมควร

มาตรา ๖

มาตรา ๖ ในเวลาที่ยื่นเรื่องราวขอรับสัมปทานนั้น ผู้ยื่นเรื่องราวต้องลงแจ้งความในหนังสือพิมพ์รายวันว่าได้ยื่นเรื่องราวไว้ และปิดประกาศแจ้งความอย่างเดียวกันตามแนวทางที่ขอสร้างทางหลวงนั้นด้วย กับให้มอบแผนผังการสร้าง แผนที่บอกเขตที่ดินโดยชัดเจนและแสดงความสำคัญและสภาพแห่งการที่จะทำไว้ ณ ที่ว่าการฝ่ายปกครองในท้องที่นั้น ๆ ซึ่งจะสร้างทาง

ภายในกำหนดเวลาสามเดือนนับตั้งแต่วันที่ได้มอบหมายแผนผังการสร้างแผนที่และสรรพหนังสือไว้ต่อเจ้าพนักงานฝ่ายปกครองดังกล่าวนั้น ผู้มีส่วนได้เสียจะขอตรวจและคัดสำเนาหนังสือสำคัญเหล่านั้น และทำเรื่องราวขัดข้องยื่นต่อกรมทางก็ได้

ให้กรมทางสืบสวนตรวจดูรายการสร้างที่ส่งมาพร้อมกับเรื่องราวนั้นตามแต่จะเห็นสมควร และพิเคราะห์ข้อขัดข้องที่มีผู้ยื่นขึ้นมานั้นด้วย

มาตรา ๗

มาตรา ๗ ให้เสนาบดีกระทรวงพาณิชย์และคมนาคมรายงานความเห็นในเรื่องราวขอรับสัมปทานและถ้ามีผู้ยื่นคำขัดข้อง ก็ให้รายงานความเห็นในข้อขัดข้องนั้นด้วย

เมื่อเสนอเรื่องราวขอสัมปทานนั้นขึ้นไปยังรัฐบาล ให้เสนอรายงานความเห็นที่กล่าวแล้วกับทั้งคำขัดข้องที่มีผู้ยื่นนั้นด้วย

มาตรา ๘

มาตรา ๘ ถ้าผู้รับสัมปทาน

(๑) ตกเป็นคนล้มละลาย หรือ

(๒) ไม่บำรุงรักษาทาง หรือไม่ปฏิบัติตามความข้อใดที่กำหนดไว้ในสัมปทาน หรือที่จำต้องปฏิบัติเพื่อความปลอดภัยของประชาชนก็ดี หรือ

(๓) ไม่ปฏิบัติตามพระราชกำหนดกฎหมายอันเกี่ยวแก่รัฐประศาสโนบายหรือการรักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชนก็ดี

เมื่อเสนาบดีกระทรวงพาณิชย์และคมนาคมเสนอขอให้เพิกถอนสัมปทานรัฐบาลจะเพิกถอนสัมปทานเสียก็ได้ ในกรณีเช่นนี้ ท่านว่าทางหลวงและอุปกรณ์ทั้งปวงให้ตกเป็นของรัฐบาล

มาตรา ๙

มาตรา ๙ ถ้ารัฐบาลมีความประสงค์จะเข้ายึดถือครอบครองทางหลวงสายใดก่อนสัมปทานสิ้นอายุ รัฐบาลย่อมมีอำนาจทำได้ ในเวลาและตามข้อความที่กำหนดไว้ในสัมปทานนั้น ถ้าและในสัมปทานมิได้กล่าวความข้อนี้ไว้รัฐบาลมีอำนาจเข้ายึดถือครอบครองทางหลวงได้ในเวลาใดเวลาหนึ่งภายหลังยี่สิบปีนับตั้งแต่วันให้สัมปทาน

มาตรา ๑๐

มาตรา ๑๐ ในเมื่อรัฐบาลเข้ายึดถือครอบครองทางหลวงก่อนสัมปทานสิ้นอายุ หรือเมื่อสัมปทานสิ้นอายุแล้วก็ดี รัฐบาลต้องเข้ายึดถือครอบครองบรรดาสิ่งปลูกสร้างและของใช้ในการสร้างหรือการบำรุงรักษาทางนั้นด้วย

มาตรา ๑๑

มาตรา ๑๑ ถ้ารัฐบาลเข้ายึดถือครอบครองทางหลวงก่อนสัมปทานสิ้นอายุ นอกจากในกรณีที่ตกเป็นของรัฐบาลตามมาตรา ๘ แล้ว รัฐบาลต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้รับสัมปทานแต่ในส่วนที่ดินนั้นให้คิดค่าสินไหมทดแทนให้ไม่เกินจำนวนเงินที่ผู้รับสัมปทานได้ซื้อที่ดินนั้นไว้ ถ้าไม่ตกลงกันในจำนวนเงินค่าสินไหมทดแทน และผู้รับสัมปทานไม่ยอมรับเงินตามจำนวนที่กรมทางมีหนังสือบอกไปเป็นเด็ดขาดครั้งที่สุดภายในกำหนดสิบวันนับตั้งแต่วันที่ได้รับหนังสือนั้นแล้ว ทั้งสองฝ่ายมีสิทธิเลือกตั้งอนุญาโตตุลาการฝ่ายละคน ถ้าและอนุญาโตตุลาการทั้งสองไม่ตกลงกันก็ให้อนุญาโตตุลาการเลือกตั้งผู้ชี้ขาดคนหนึ่งถ้าหากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ตั้งอนุญาโตตุลาการหรืออนุญาโตตุลาการไม่ตกลงกันตั้งผู้ชี้ขาด กรมทางและผู้รับสัมปทานจะร้องขอต่อศาลให้เลือกตั้งอนุญาโตตุลาการหรือผู้ชี้ขาดก็ได้ หรือจะทำหนังสือมอบอำนาจให้อนุญาโตตุลาการเป็นผู้ร้องขอต่อศาลให้ตั้งผู้ชี้ขาดก็ได้

มาตรา ๑๒

มาตรา ๑๒ ทางอันกล่าวต่อไปนี้ ไม่ต้องมีสัมปทานและบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้ไม่บังคับถึง คือ

(๑) ทางที่เอกชนสร้างและบำรุงรักษาในที่ของตนและมิได้เปิดให้ประชาชนใช้เพื่อเก็บเงิน

(๒) ทางเกวียน ทางจูงสัตว์และทางเดินเท้า

แต่เมื่อเปิดทางนั้น ๆ ให้ประชาชนใช้ แม้จะมิได้เก็บเงินก็ตามท่านให้นำบทบัญญัติมาตรา ๑๗ (๕) และ ๑๙ ว่าด้วยการตรวจตรา และมาตรา ๓๑,๓๔,๓๕,๓๖ ว่าด้วยความปลอดภัยของประชาชนมาใช้บังคับโดยอนุโลม

การบังคับซื้อที่ดิน

มาตรา ๑๓

มาตรา ๑๓ เมื่อผู้ขอสร้างทางหลวงได้รับสัมปทานแล้ว จะจัดหาที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์อย่างอื่นอันจำเป็นแก่การสร้างทางนั้นก็ได้ ภายในบังคับดังต่อไปนี้

(๑) ถ้าที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์อย่างอื่นเป็นของเอกชน ให้บังคับซื้อได้โดยกรมทางเป็นผู้จัด

(๒) ถ้าที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์อย่างอื่นเป็นรัฐสมบัติ ให้ถือว่าผู้รับสัมปทานเป็นผู้เช่าจากรัฐบาลระวางอายุของสัมปทานและต้องเสียค่าเช่าตามที่กำหนดไว้ในสัมปทาน

มาตรา ๑๔

มาตรา ๑๔ เมื่อกรมทางเป็นผู้จัดบังคับซื้อที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์อย่างอื่นแทนผู้รับสัมปทานให้กรมทางอนุโลมใช้บทบัญญัติว่าด้วยการบังคับซื้อที่ดินในภาค ๑ แห่งพระราชบัญญัติจัดวางการรถไฟและทางหลวง พุทธศักราช ๒๔๖๔

แต่ในเรื่องเช่นนั้น

(๑) ผู้รับสัมปทานต้องเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายทั้งปวงในการบังคับซื้อหรือซึ่งเกี่ยวแก่ค่าทำขวัญ หรือดอกเบี้ย รวมทั้งเงินที่จะต้องวางไว้เป็นเงินประจำนั้นด้วย

(๒) กรรมสิทธิ์ที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์อย่างอื่นซึ่งบังคับซื้อนั้นจะตกมาเป็นของผู้รับสัมปทานต่อเมื่อได้รับโอนกรรมสิทธิ์ถูกต้องตามกฎหมายแล้ว

มาตรา ๑๕

มาตรา ๑๕ เมื่อผู้รับสัมปทานซื้อหรือเช่าที่ดิน ท่านว่าผู้รับสัมปทานไม่มีสิทธิ์ในทางเหมืองแร่ หรือแร่ต่าง ๆ ในที่ดิน หรือภายใต้พื้นดินนั้น หรือในผลประโยชน์แห่งป่าไม้หรือสัตว์น้ำ

การกำกับตรวจตราของรัฐบาล

มาตรา ๑๖

มาตรา ๑๖ บรรดาทางหลวงที่ผู้รับสัมปทานสร้างและบำรุงรักษานั้นให้อยู่ในความตรวจตราดูแลของกรมทางตามบทแห่งพระราชบัญญัตินี้ และตามข้อความในสัมปทาน

มาตรา ๑๗

มาตรา ๑๗ ให้กรมทางมีอำนาจและหน้าที่ดังต่อไปนี้

(๑) ออกความเห็นในเมื่อมีผู้ยื่นเรื่องราวขอรับสัมปทานทางหลวง

(๒) พิจารณาร่างสัมปทานและแนะนำข้อแก้ไขหรือเพิ่มเติมตามแต่จะเห็นสมควร

(๓) ตรวจตราดูแลการสร้างทางหลวง และถ้าผู้รับสัมปทานกระทำผิดข้อความในสัมปทานก็ให้แจ้งให้ทราบ

(๔) เมื่อผู้รับสัมปทานแจ้งว่า ได้สร้างทางหลวงสำเร็จบริบูรณ์แล้วออกความเห็นในเรื่องปลอดภัยของประชาชนก่อนเปิดทางนั้น

(๕) ตรวจทางหลวงในเวลาใด ๆ เพื่อทราบว่าผู้รับสัมปทานได้ปฏิบัติการตามบทแห่งพระราชบัญญัตินี้และตามข้อความในสัมปทานนั้นหรือไม่ และเพื่อมั่นใจในความปลอดภัยของประชาชน

(๖) สืบสวนในเรื่องอุบัติเหตุใด ๆ อันเกิดขึ้นเพื่อทราบว่าผู้รับสัมปทานมีส่วนรับผิดชอบตามพระราชบัญญัตินี้หรือตามข้อความในสัมปทานหรือไม่

(๗) แจ้งไปยังผู้รับสัมปทานให้ปิดหรือซ่อมแซมทางหลวง หรือส่วนใดส่วนหนึ่งของทางนั้น

(๘) พิจารณาแผนผัง รายการหรือรูปการซ่อมแซมทางหลวงซึ่งผู้รับสัมปทานยื่นขึ้นมาขอทำ แล้วอนุญาตหรือไม่อนุญาต

มาตรา ๑๘

มาตรา ๑๘ โดยอนุมัติของเสนาบดีกระทรวงพาณิชย์และคมนาคมกรมทางมีอำนาจออกกฎข้อบังคับที่เห็นว่าจำเป็นเพื่อป้องกันภยันตราย หรือเพื่อผ่อนช่องภยันตรายให้น้อยลงในเรื่อง เช่นทางหลวงผ่านทางรถไฟ หรือทางอื่น ๆหรือเรื่องโคมไฟสถานที่ตั้งสำนักงาน ฯลฯ

กฎข้อบังคับนี้เมื่อได้แจ้งไปให้ผู้รับสัมปทานแล้ว ให้ใช้บังคับได้

มาตรา ๑๙

มาตรา ๑๙ พนักงานกรมทางซึ่งได้รับตั้งเป็นผู้ตรวจทางหลวงนั้นมีอำนาจและหน้าที่ดังต่อไปนี้

(๑) เมื่อใดผู้รับสัมปทานหรือผู้แทนหรือลูกจ้างของผู้รับสัมปทานกระทำผิด หรือทำให้เกิดความเสียหายโดยละเมิดต่อพระราชบัญญัตินี้ หรือสัมปทานผู้ตรวจต้องสืบให้ทราบและจดรายงานไว้

(๒) รายงานเหตุการณ์นั้น ๆ ต่อกรมทาง และแจ้งให้อัยการ

เจ้าหน้าที่ทราบ เมื่อเห็นว่าจำเป็นต้องฟ้องร้องต่อศาล

(๓) จับผู้กระทำผิดฉกรรจ์ เมื่อเห็นว่าจำเป็นและส่งตัวไปยังเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจไต่สวนชั้นต้น

(๔) รายงานการเสียหายต่อกรมทางและจัดการแทนกรมทาง ยื่นฟ้องต่อศาลซึ่งมีอำนาจพิจารณาคดีนั้นเรียกค่าเสียหายทดแทน

เพื่อปฏิบัติการให้เป็นไปตามอำนาจและหน้าที่ดังกล่าวนั้น ผู้ตรวจทางหลวงอาจทำได้ดังต่อไปนี้

(๑) เข้าตรวจทางหลวง และเข้าไปในโรงเรือนของผู้รับสัมปทานซึ่งใช้ในการบำรุงรักษาทางหลวง

(๒) เรียกผู้ทำการสร้างหรือผู้ทำการบำรุงรักษาทางหลวงมาสอบสวน

(๓) เรียกให้ผู้รับสัมปทานนำสมุดหนังสือและเอกสารสำคัญมาให้ตรวจดูตามซึ่งเห็นว่าจำเป็น

การสร้างและบำรุงรักษา

มาตรา ๒๐

มาตรา ๒๐ ท่านมิให้ลงมือทำการสร้างทางหลวงก่อนที่ได้รับสัมปทาน

มาตรา ๒๑

มาตรา ๒๑ ทางหลวง หรือส่วนแห่งทางหลวงนั้น ท่านว่าเมื่อทำสำเร็จแล้ว ก่อนจะเปิดให้ประชาชนใช้ ผู้รับสัมปทานต้องมีหนังสือแจ้งไปยังเสนาบดีกระทรวงพาณิชย์และคมนาคม เมื่อได้อนุมัติจากเสนาบดีแล้วจึงจะเปิดได้ ท่านว่าเสนาบดีต้องมีหนังสือบอกให้ผู้รับสัมปทานทราบภายใน

สามเดือน นับแต่วันซึ่งได้รับหนังสือของผู้รับสัมปทานว่าอนุมัติหรือไม่

มาตรา ๒๒

มาตรา ๒๒ ในขณะที่สร้างทางหลวงนั้น ถ้าผู้รับสัมปทานมีประสงค์จะแก้ไขทางเทคนิคแห่งการบางอย่างให้แปลกไปจากที่ได้กำหนดไว้ในแผนผังซึ่งได้ส่งมอบไว้ เป็นต้นว่า เปลี่ยนโค้ง หรือระดับไม่เกินเขตอันกำหนดไว้ในสัมปทานหรือเปลี่ยนใช้การก่อสร้างอย่างอื่นแทนคูหาซุ้มโค้ง ไวอาดักต์

เป็นต้นไซร้ ให้ผู้รับสัมปทานทำแผนผังและรายละเอียดที่จะขอเปลี่ยนนั้นยื่นต่อกรมทาง ต่อเมื่อได้รับอนุญาตจากกรมทางแล้ว จึงจะกระทำการเปลี่ยนไปจากรูปการซึ่งได้ยื่นไว้เดิมได้

มาตรา ๒๓

มาตรา ๒๓ ในการสร้างทางหลวง ผู้รับสัมปทานจะเปลี่ยนร่องน้ำท่อน้ำหรือย้ายสายไฟฟ้าและจะรื้อถอนสิ่งหนึ่งสิ่งใดซึ่งกีดขวางการสร้างนั้นก็ได้ แต่การเปลี่ยนแปลงหรือรื้อถอนนั้น ต้องจัดทำไปในทางที่จะทำให้เกิดความเสียหายและทำความไม่สะดวกน้อยที่สุดตามแต่จะเป็นไปได้โดยพฤติการณ์ทั้งต้องกระทำการอยู่ในความกำกับตรวจตราของผู้จำหน่ายน้ำหรือไฟฟ้า หรือ

ผู้ควบคุมกิจการอันจะต้องเปลี่ยนแปลงหรือรื้อถอนนั้น และเมื่อได้แจ้งความให้บุคคลนั้น ๆ ทราบแล้ว จึงจะลงมือทำการได้ ถ้ามีการเสียหายเกิดขึ้นเพราะเหตุนี้ ผู้รับสัมปทานต้องรับผิดชอบใช้ค่าเสียหายนั้น

มาตรา ๒๔

มาตรา ๒๔ ถ้าทางหลวงใหม่ตัดผ่านทางรถไฟหรือทางน้ำอันมีอยู่แล้วโดยทำสะพานข้าม สะพานนั้นต้องสูงกว่าทางรถไฟไม่น้อยกว่า ๓.๘๐ เมตร หรือถ้าข้ามทางน้ำต้องสูงกว่าระดับน้ำขึ้นสูงสุดในเวลาปกติไม่น้อยกว่าสองเมตร

มาตรา ๒๕

มาตรา ๒๕ ถ้าทางหลวงใหม่จะต้องตัดผ่านทางรถไฟ ทางหลวงทางราษฎร์หรือทางน้ำที่มีอยู่แต่เดิม ผู้รับสัมปทานต้องจัดการอย่างดีที่สุดให้มีทางชั่วคราวขึ้น เพื่อให้ใช้ไปมาได้ในเวลาที่กำลังก่อสร้างอยู่นั้น

มาตรา ๒๖

มาตรา ๒๖ ถ้าผู้รับสัมปทานมีความประสงค์ จะทำการซ่อมแซมอย่างใหญ่หรือทำการเปลี่ยนแปลงอันเป็นการสำคัญอย่างใดอย่างหนึ่ง ให้ยื่นรายงานการนั้น ๆ กับแผนผังและงบประมาณไปขออนุมัติยังกรมทาง

มาตรา ๒๗

มาตรา ๒๗ เมื่อได้เปิดทางหลวงทั้งสายหรือแต่ส่วนใดส่วนหนึ่งให้ประชาชนใช้แล้ว ห้ามมิให้ยึดทางหลวงและสิ่งปลูกสร้าง หรือวัตถุอย่างอื่นซึ่งใช้สำหรับบำรุงรักษาทางนั้น แต่เจ้าหนี้จะร้องขอให้ตั้งเจ้าพนักงานรักษาทรัพย์ได้

มาตรา ๒๘

มาตรา ๒๘ ห้ามมิให้ผู้รับสัมปทานโอนหรือให้เช่า หรือก่อให้เกิดภาระขึ้นบนทางหลวงทั้งสายหรือแต่สวนใดส่วนหนึ่งให้แก่บุคคลภายนอก โดยมิได้รับอนุญาตจากเสนาบดีกระทรวงพาณิชย์และคมนาคม

มาตรา ๒๙

มาตรา ๒๙ ถ้าทางหลวงหรือทางราษฎร์สายอื่นจะขอทำติดต่อกับทางหลวงของผู้รับสัมปทานและกรมทางเห็นชอบด้วยแล้วไซร้ ท่านว่าผู้รับสัมปทานจำต้องให้ความสะดวกเพื่อการติดต่อนั้นตามสมควร

มาตรา ๓๐

มาตรา ๓๐ ทางหลวงนั้นผู้รับสัมปทานจะต้องยอมให้คนเดินเสมอไปโดยไม่เก็บเงิน และจะต้องยอมให้ยานพาหนะและสัตว์พาหนะเดินได้ เว้นแต่จะได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่นในสัมปทาน

ความปลอดภัยแห่งประชาชน

มาตรา ๓๑

มาตรา ๓๑ ท่านว่ากรมทางอาจสั่งให้ผู้รับสัมปทานปฏิบัติการใด ๆ อันเกี่ยวด้วยความปลอดภัยแห่งประชาชนได้เมื่อได้แจ้งให้ทราบล่วงหน้าแล้วตามสมควร

มาตรา ๓๒

มาตรา ๓๒ กฎข้อบังคับซึ่งกรมทางออกตามความในมาตรา ๑๖๐ แห่งพระราชบัญญัติจัดวางการรถไฟและทางหลวง พุทธศักราช ๒๔๖๔ นั้น ท่านให้ใช้บังคับถึงทางหลวงซึ่งผู้รับสัมปทานสร้างและบำรุงรักษาด้วย

มาตรา ๓๓

มาตรา ๓๓ ท่านว่าผู้รับสัมปทานอาจบอกเจ้าของที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์อย่างอื่นริมทางหลวงว่า

(๑) มิให้ขุดหรือถมร่อง คู บ่อน้ำ สระ หรือหลุมใด ๆ ภายในระยะหกเมตรจากเชิงหรือขอบเขตทางหลวง

(๒) ให้ตัดรานกิ่งหรือตัดโค่นต้นไม้ หรือรั้วต้นไม้เป็นครั้งคราวเพื่อมิให้กีดการไปมา หรือเป็นอันตรายต่อทางหลวง

ถ้าเจ้าของที่ดินไม่ปฏิบัติตาม ผู้รับสัมปทานจะรายงานไปยังกรมทางก็ได้ เมื่อกรมทางได้ไต่สวนแล้ว กรมทางมีอำนาจอนุญาตให้ผู้รับสัมปทานจัดทำเองตามที่กรมทางเห็นว่าจำเป็น

บทกำหนดโทษ

มาตรา ๓๔

มาตรา ๓๔ ผู้ใดสร้างทางหลวงโดยไม่มีสัมปทานซึ่งตามพระราชบัญญัตินี้บังคับว่าต้องมีไซร้ ท่านว่ามีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าพันบาท การใดได้สร้างขึ้นแล้วท่านว่าตกเป็นของรัฐบาล ส่วนเครื่องใช้ซึ่งนำมาแล้วเพื่อใช้ในการสร้างนั้น เมื่อกรมทางได้บอกล่วงหน้าตามสมควรแล้วผู้กระทำผิดต้องขนไปจนสิ้น ถ้าผู้กระทำผิดไม่ขนไป กรมทางอาจจัดให้ขนเอง โดยผู้กระทำผิด

เป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย

ผู้ใดเดินรถรับจ้างบรรทุกคนโดยสาร หรือสินค้าบนทางหลวง ซึ่งสร้างขึ้นโดยอาศัยอำนาจตามความในพระราชบัญญัตินี้ โดยมิได้รับใบอนุญาตจากเสนาบดีกระทรวงพาณิชย์และคมนาคม ท่านว่าผู้นั้นมีความผิด ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าพันบาท

มาตรา ๓๕

มาตรา ๓๕ ถ้าผู้รับสัมปทานไม่กระทำกิจการใด ๆ ซึ่งกรมทางสั่งให้ทำตามพระราชบัญญัตินี้ กรมทางจะจัดให้การนั้นได้กระทำไปโดยให้ผู้รับสัมปทานออกค่าใช้จ่ายก็ได้

มาตรา ๓๖

มาตรา ๓๖ ถ้าผู้รับสัมปทานไม่ปฏิบัติการตามคำแจ้งความหรือคำสั่งของกรมทางอันชอบด้วยกฎหมาย และเสนาบดีกระทรวงพาณิชย์และคมนาคมเป็นโจทก์ฟ้องต่อศาล ท่านว่าผู้รับสัมปทานต้องระวางโทษปรับเป็นพินัยไม่เกินกว่าวันละหนึ่งร้อยบาท ตลอดเวลาที่ไม่ปฏิบัติการตามคำแจ้งความ

หรือคำสั่งนั้น

มาตรา ๓๗

มาตรา ๓๗ การกระทำดังต่อไปนี้ ท่านว่าต้องระวางความผิดฐานลหุโทษต่างหากจากโทษฐานอื่นอันอาจมีตามกฎหมายลักษณะอาชญา คือ

(๑) ผู้ใดจงใจขัดขวางเจ้าพนักงานกรมทางในการปฏิบัติหน้าที่ก็ดี หรือขัดขวางบุคคลผู้กระทำตามอำนาจอันชอบด้วยกฎหมายในการรังวัด การสร้าง หรือบำรุงรักษาทางหลวงก็ดี หรือบังอาจถอน หรือพาไปเสียซึ่งหลักหรือหมุดที่ปักไว้เพื่อการรังวัดสร้าง หรือบำรุงรักษาทางหลวงก็ดี หรือบังอาจ

ลบหรือทำลายเครื่องหมายอันมีไว้เพื่อการรังวัดสร้างหรือบำรุงรักษาทางหลวงก็ดี ท่านว่าผู้นั้นมีความผิดฐานลหุโทษ ต้องระวางโทษชั้น ๒

(๒) ผู้ใดมิได้รับอนุญาตอันชอบด้วยกฎหมาย บังอาจขุด ขนดิน ทรายหิน หญ้า ต้นไม้ หรือสิ่งอื่นไปจากมูลดิน คู สะพาน เขื่อนสะพาน ทางระบายน้ำหรือกำแพงเขื่อนหรือทำความเสียหายอย่างอื่นแก่ทางหลวง ท่านว่าผู้นั้นมีความผิดฐานลหุโทษ ต้องระวางโทษชั้น ๓

(๓) ผู้ใดมิได้รับอนุญาตอันชอบด้วยกฎหมาย จงใจเปลี่ยนทางน้ำหรือรางน้ำ หรือทำทำนบขวางคู หรือใต้สะพานหรือกั้นทางน้ำอันมีมาเดิม โดยวิธีอันน่าจะเกิดเสียหายแก่ทางหลวงได้ ท่านว่าผู้นั้นมีความผิดฐานลหุโทษ ต้องระวางโทษชั้น ๓

(๔) ผู้ใดลากไสซึ่งไถคราดหรือเครื่องมืออย่างอื่นไปตามหรือผ่านทางหลวงโดยวิธีอันควรเห็นว่าคงจะขีดหรือขุดถนนและไม่ระมัดระวังตามที่ผู้รับสัมปทานหรือกรมทางกำหนดไว้ท่านว่าผู้นั้นมีความผิดฐานลหุโทษ ต้องระวางโทษชั้น ๑

(๕) ผู้ใดรื้อถอนทำลาย เสา หรือป้ายบอกทาง เครื่องหมายชี้หนทางหรือบอกระยะทาง ท่านว่าผู้นั้นมีความผิดฐานลหุโทษ ต้องระวางโทษชั้น ๒

(๖) ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามกฎข้อบังคับของกรมทางว่าด้วยหน้าที่แห่งเจ้าของที่ดิน หรือ อสังหาริมทรัพย์อย่างอื่นริมทางหลวง หรือระเบียบว่าด้วยการใช้ทางหลวงท่านว่าผู้นั้นมีความผิดฐานลหุโทษ ต้องระวางโทษชั้น ๒

มาตรา ๓๘

มาตรา ๓๘ ถ้ามีผู้กระทำความผิดมีโทษเพียงแต่ปรับเป็นพินัยสถานเดียวท่านว่าเจ้าพนักงานซึ่งกรมทางได้ตั้งแต่งให้เป็นผู้ฟ้องร้องคดี จะยอมรับเบี้ยปรับตามอัตราอย่างสูงที่กฎหมายบัญญัติไว้ แล้วออกใบเสร็จให้เป็นสำคัญก็ได้ ส่วนเงินพินัยที่เก็บได้นั้น ให้กรมทางทำบัญชีส่งไปยังกระทรวงยุติธรรม

บทเฉพาะกาล

มาตรา ๓๙

มาตรา ๓๙ ก่อนวันใช้หรือในวันใช้พระราชบัญญัตินี้ ถ้าบุคคลใดได้สร้างหรือกำลังสร้างทางหลวงซึ่งจำต้องมีสัมปทานท่านว่าภายในปีหนึ่งนับแต่วันใช้พระราชบัญญัตินี้ ผู้นั้นต้องยื่นเรื่องราวขอรับสัมปทานหรือมิฉะนั้น ต้องปิดทางหลวงนั้น

ระวางเวลาปีหนึ่งนั้น เมื่อรัฐบาลได้แจ้งให้บุคคลนั้นทราบแล้ว รัฐบาลจะเข้ายึดถือครอบครองทางหลวงก็ได้ โดยปฏิบัติตามกฎข้อบังคับว่าด้วยการบังคับซื้อที่ดินในภาค ๑ ลักษณะ ๒ แห่งพระราชบัญญัติจัดวางการรถไฟและทางหลวง พุทธศักราช ๒๔๖๔

อนึ่ง ในเวลาปีหนึ่งนี้ ท่านให้อนุโลมใช้บทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้ว่าด้วยการกำกับตรวจตราของรัฐบาล การสร้างและบำรุงรักษาทางหลวง ความปลอดภัยแห่งประชาชนและบทลงโทษ

ประกาศมา ณ วันที่ ๑๘ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๔๗๓ เป็นปีที่ ๖ ในรัชกาลปัจจุบัน

ดวงใจ/แก้ไข

๔ ต.ค. ๔๔

A+B (C)

39 มาตรา

อ้างอิงกฎหมายนี้

พระราชบัญญัติทางหลวงที่ได้รับสัมประทาน พุทธศักราช 2473 (Office of the Council of State). Retrieved via LawPlayer, https://lawplayer.com/th/act/pythainlp_8b63556773e0c103

ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).

Thai official texts excluded from copyright (Copyright Act B.E. 2537 s.7);開放資料層 CC BY 署名

本頁資料來源:สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (OCS)·整理提供:法律人 LawPlayer· lawplayer.com