法律人 LawPlayer logo

資料由法律人 LawPlayer整理提供·กฎหมายไทย / LawPlayer จากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

adminRule

ระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยการเบิกจ่ายเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการศึกษาของบุตร พ.ศ. 2551

เลขที่
วันที่ประกาศ
จำนวนมาตรา
21
มาตรา อารัมภบท

ระเบียบกระทรวงการคลัง

ระเบียบกระทรวงการคลัง

ว่าด้วยการเบิกจ่ายเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการศึกษาของบุตร

พ.ศ. ๒๕๕๑

โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงระเบียบกระทรวงการคลัง

ว่าด้วยการเบิกจ่ายเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการศึกษาของบุตร พ.ศ. ๒๕๔๗

ให้สอดคล้องกับระบบการบริหารการเงินการคลังภาครัฐและสถานการณ์ในปัจจุบัน

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา

๕ แห่งพระราชกฤษฎีกาเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการศึกษาของบุตร พ.ศ. ๒๕๒๓

กระทรวงการคลังจึงกำหนดระเบียบไว้ ดังต่อไปนี้

มาตรา ข้อ ๑

ข้อ ๑ ระเบียบนี้เรียกว่า “ระเบียบกระทรวงการคลัง

ว่าด้วยการเบิกจ่ายเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการศึกษาของบุตร พ.ศ. ๒๕๕๑”

มาตรา ข้อ ๒

ข้อ ๒[๑] ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

มาตรา ข้อ ๓

ข้อ ๓ ให้ยกเลิกระเบียบกระทรวงการคลัง

ว่าด้วยการเบิกจ่ายเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการศึกษาของบุตร พ.ศ. ๒๕๔๗

บรรดาระเบียบ

คำสั่ง หรือหลักเกณฑ์อื่นใดที่เกี่ยวกับการศึกษาของบุตรในส่วนที่กำหนดไว้แล้วในระเบียบนี้

หรือซึ่งขัดหรือแย้งกับระเบียบนี้ ให้ใช้ระเบียบนี้แทน

มาตรา ข้อ ๔

ข้อ ๔ ในระเบียบนี้

“ส่วนราชการผู้เบิก” หมายความว่า

ส่วนราชการซึ่งเบิกเงินจากกรมบัญชีกลาง

สำนักงานคลังจังหวัดหรือสำนักงานคลังจังหวัด ณ อำเภอ

“ส่วนราชการเจ้าสังกัด” หมายความว่า

ส่วนราชการที่ข้าราชการหรือลูกจ้างประจำ

มีอัตราเงินเดือนค่าจ้างและเลขที่ประจำตำแหน่งอยู่

“เงินสวัสดิการ” หมายความว่า

เงินสวัสดิการเกี่ยวกับการศึกษาของบุตรตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการศึกษาของบุตร

“ผู้มีสิทธิ” หมายความว่า

ผู้มีสิทธิได้รับเงินสวัสดิการ

มาตรา ข้อ ๕

ข้อ ๕ ในกรณีที่ส่วนราชการใดไม่สามารถปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในระเบียบนี้

หรือมีความจำเป็นต้องปฏิบัตินอกเหนือจากที่กำหนดในระเบียบนี้

ให้ขอทำความตกลงกับกระทรวงการคลัง

มาตรา ข้อ ๖

ข้อ ๖ กรณีคู่สมรสเป็นผู้มีสิทธิทั้งสองฝ่าย

ให้คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

เป็นผู้ใช้สิทธิเบิกเงินสวัสดิการสำหรับบุตรทุกคนแต่เพียงฝ่ายเดียว

โดยต้องรับรองในใบเบิกเงินสวัสดิการที่ยื่นตามข้อ ๗ ว่าตนเป็นผู้ใช้สิทธิเบิกเงินสวัสดิการแต่เพียงฝ่ายเดียว

ถ้าคู่สมรสตามวรรคหนึ่งอยู่ต่างส่วนราชการผู้เบิก

หรือมีการเปลี่ยนส่วนราชการผู้เบิกหลังจากที่มีการใช้สิทธิเบิกเงินสวัสดิการไปแล้ว

คู่สมรสฝ่ายที่เป็นผู้ใช้สิทธิเบิกเงินสวัสดิการต้องแจ้งขอให้ส่วนราชการเจ้าสังกัดหรือส่วนราชการผู้เบิกบำนาญหรือเบี้ยหวัดแจ้งการใช้สิทธินั้นให้ส่วนราชการเจ้าสังกัดหรือส่วนราชการผู้เบิกบำนาญหรือเบี้ยหวัดของคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่ง

แล้วแต่กรณี ทราบ

และให้ส่วนราชการที่ได้รับแจ้งดำเนินการตอบรับตามแบบที่กรมบัญชีกลางกำหนด

ให้นำความในวรรคหนึ่งและวรรคสองมาใช้บังคับแก่กรณีการหย่าโดยอนุโลม

ทั้งนี้

ไม่ว่าการหย่าจะเกิดขึ้นก่อนหรือหลังจากที่มีการใช้สิทธิเบิกเงินสวัสดิการไปแล้ว

มาตรา ข้อ ๗

ข้อ ๗ ผู้มีสิทธิสามารถใช้สิทธิเบิกเงินสวัสดิการได้

โดยยื่นใบเบิกเงินสวัสดิการตามแบบที่กรมบัญชีกลางกำหนด

พร้อมด้วยหลักฐานการรับเงินของสถานศึกษาต่อผู้รับรองการมีสิทธิได้รับเงินสวัสดิการ

ณ ส่วนราชการเจ้าสังกัด หรือส่วนราชการผู้เบิกบำนาญหรือเบี้ยหวัด แล้วแต่กรณี

เว้นแต่กรณีดังต่อไปนี้

(๑)

กรณีผู้มีสิทธิได้รับคำสั่งให้ไปช่วยปฏิบัติราชการซึ่งอยู่ต่างส่วนราชการผู้เบิก

ให้ยื่นใบเบิกเงินสวัสดิการ ณ ส่วนราชการที่ไปช่วยปฏิบัติราชการ

(๒)

กรณีผู้มีสิทธิพ้นจากราชการหรือถึงแก่กรรมก่อนที่จะใช้สิทธิ

ให้ยื่นใบเบิกเงินสวัสดิการ ณ ส่วนราชการผู้เบิกบำนาญหรือเบี้ยหวัด

หรือสำนักงานที่รับราชการครั้งสุดท้าย แล้วแต่กรณี

ในกรณีที่ผู้มีสิทธิมีคู่สมรสปฏิบัติงานในหน่วยงานอื่นและมีสิทธิได้รับเงินสวัสดิการเฉพาะส่วนที่ยังขาดอยู่

ให้แนบหนังสือรับรองการจ่ายเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการศึกษาของบุตรของหน่วยงานต้นสังกัดของคู่สมรสพร้อมกับใบเบิกเงินสวัสดิการที่ยื่นด้วย

มาตรา ข้อ ๘

ข้อ ๘ ก่อนการใช้สิทธิเบิกเงินสวัสดิการ

ผู้มีสิทธิตามข้อ ๗ วรรคหนึ่ง (๑)

ต้องมีหนังสือแสดงเจตนาขอรับเงินสวัสดิการตามแบบที่กรมบัญชีกลางกำหนดแจ้งต่อส่วนราชการที่ไปช่วยปฏิบัติราชการและเมื่อส่วนราชการที่ไปช่วยปฏิบัติราชการได้รับหนังสือดังกล่าวแล้ว

ให้ส่งคู่ฉบับหรือภาพถ่ายหนังสือซึ่งมีการรับรองความถูกต้องให้ส่วนราชการผู้เบิกของผู้มีสิทธิทราบด้วย

มาตรา ข้อ ๙

ข้อ ๙ หลักฐานการรับเงินของสถานศึกษา

อย่างน้อยต้องมีรายการดังต่อไปนี้

(๑)

ชื่อ สถานที่อยู่ หรือที่ทำการของสถานศึกษาผู้รับเงิน

(๒)

วัน เดือน ปี ที่รับเงิน

(๓)

รายการแสดงการรับเงินระบุว่าเป็นค่าอะไร

(๔)

จำนวนเงินทั้งตัวเลขและตัวอักษร

(๕)

ลายมือชื่อของผู้รับเงิน

ในกรณีที่สถานศึกษามีข้อตกลงกับธนาคารในการรับชำระเงินบำรุงการศึกษาหรือเงินค่าเล่าเรียนของสถานศึกษา

ให้ใช้ใบแจ้งการชำระเงินและหรือใบเสร็จรับเงินของสถานศึกษาซึ่งมีรายการในสาระสำคัญที่ส่วนราชการสามารถควบคุมและตรวจสอบการใช้สิทธิเบิกเงินสวัสดิการได้เป็นหลักฐานการรับเงินของสถานศึกษา

มาตรา ข้อ ๑๐

ข้อ ๑๐ ให้บุคคลดังต่อไปนี้ เป็นผู้รับรองการมีสิทธิได้รับเงินสวัสดิการของข้าราชการหรือลูกจ้างประจำในสังกัด

(๑)

ส่วนราชการในราชการบริหารส่วนกลาง ให้เลขานุการรัฐมนตรี เลขานุการกรม

หัวหน้าส่วนราชการตั้งแต่ระดับกองหรือเทียบเท่าขึ้นไป หรือหัวหน้าหน่วยงาน

ซึ่งดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าระดับ ๘ หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายจากบุคคลดังกล่าวซึ่งดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าระดับ

๖ เป็นผู้รับรอง

ส่วนราชการในราชการบริหารส่วนกลางที่มีสำนักงานอยู่ในภูมิภาคหรือแยกต่างหากจากกระทรวง

กรม ให้หัวหน้าสำนักงานเป็นผู้รับรอง

(๒)

ส่วนราชการในราชการบริหารส่วนภูมิภาค ให้หัวหน้าส่วนราชการประจำจังหวัดหรือหัวหน้าส่วนราชการประจำอำเภอหรือกิ่งอำเภอ

แล้วแต่กรณี เป็นผู้รับรอง

(๓)

ส่วนราชการในสังกัดกระทรวงกลาโหมหรือสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ให้ผู้บังคับบัญชาที่มียศตั้งแต่พันโท นาวาโท นาวาอากาศโท หรือพันตำรวจโทขึ้นไป

เป็นผู้รับรอง

ให้ข้าราชการผู้ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ระดับ

๕ ขึ้นไปหรือเทียบเท่า ข้าราชการทหารที่มียศตั้งแต่พันตรี นาวาตรี นาวาอากาศตรี

หรือข้าราชการตำรวจที่มียศตั้งแต่พันตำรวจตรีขึ้นไปเป็นผู้รับรองการมีสิทธิของตนเอง

มาตรา ข้อ ๑๑

ข้อ ๑๑ การยื่นใบเบิกเงินสวัสดิการ

ให้กระทำภายในกำหนดเวลาดังนี้

(๑)

ภายในหนึ่งปีนับแต่วันเปิดภาคเรียนแต่ละภาค

ในกรณีที่สถานศึกษาเรียกเก็บเงินค่าการศึกษาเป็นรายภาคเรียน

(๒)

ภายในหนึ่งปีนับแต่วันเปิดเรียนภาคต้นของปีการศึกษา

ในกรณีที่สถานศึกษาเรียกเก็บเงินค่าการศึกษาครั้งเดียวตลอดปี

หากพ้นกำหนดเวลาตามวรรคหนึ่ง

ให้ถือว่าหมดสิทธิในการยื่นใบเบิกเงินสวัสดิการสำหรับภาคการศึกษาหรือปีการศึกษานั้น

แล้วแต่กรณี

มาตรา ข้อ ๑๒

ข้อ ๑๒ กำหนดเวลาการยื่นใบเบิกเงินสวัสดิการตามข้อ

๑๑ ไม่ใช้บังคับแก่กรณีดังต่อไปนี้

(๑)

ผู้มีสิทธิถูกสั่งพักราชการหรือถูกสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน

และปรากฏในภายหลังว่าได้รับเงินเดือนในระหว่างถูกสั่งพักราชการหรือในระหว่างถูกสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน

ในกรณีเช่นว่านี้ ให้ผู้มีสิทธิยื่นใบเบิกเงินสวัสดิการภายในหนึ่งปี

นับแต่วันที่กรณีถึงที่สุด

(๒)

ผู้มีสิทธิมีความจำเป็นต้องขอผ่อนผันต่อสถานศึกษาในการชำระเงินล่าช้าในกรณีเช่นว่านี้ให้ผู้มีสิทธิยื่นใบเบิกเงินสวัสดิการภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ออกหลักฐานการรับเงินของสถานศึกษา

มาตรา ข้อ ๑๓

ข้อ ๑๓ ในกรณีที่ผู้มีสิทธิไม่สามารถลงลายมือชื่อในใบเบิกเงินสวัสดิการหรือไม่สามารถยื่นใบเบิกเงินสวัสดิการด้วยตนเอง

ให้ดำเนินการดังนี้

(๑)

ถ้าผู้มีสิทธิถึงแก่กรรม ให้ทายาทตามกฎหมายหรือผู้จัดการมรดกเป็นผู้ยื่นใบเบิกเงินสวัสดิการ

(๒)

ถ้าผู้มีสิทธิมีสติสัมปชัญญะ แต่ไม่สามารถลงลายมือชื่อได้

ให้พิมพ์ลายนิ้วมือแทนการลงลายมือชื่อพร้อมกับมีพยานสองคนลงลายมือชื่อรับรอง

และให้บุคคลในครอบครัวเป็นผู้ยื่นใบเบิกเงินสวัสดิการ

(๓)

ถ้าผู้มีสิทธิไม่รู้สึกตัวหรือไม่มีสติสัมปชัญญะ

แต่ยังไม่มีคำสั่งศาลให้เป็นผู้ไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ

ให้บุคคลในครอบครัวเป็นผู้ยื่นใบเบิกเงินสวัสดิการพร้อมกับหนังสือรับรองของแพทย์ผู้ทำการรักษาว่าไม่รู้สึกตัวหรือไม่มีสติสัมปชัญญะเพียงพอที่จะดำเนินการได้

หากไม่มีบุคคลดังกล่าว

ให้อยู่ในดุลพินิจของผู้บังคับบัญชาที่จะพิจารณาเห็นสมควรให้ผู้ใดเป็นผู้ดำเนินการแทน

มาตรา ข้อ ๑๔

ข้อ ๑๔ เมื่อมีการรับรองการมีสิทธิได้รับเงินสวัสดิการในใบเบิกเงินสวัสดิการแล้วให้เสนอใบเบิกเงินสวัสดิการนั้นต่อผู้มีอำนาจอนุมัติให้เบิกจ่ายเงินสวัสดิการตามวรรคสองเพื่อพิจารณาอนุมัติการเบิกจ่ายต่อไป

การอนุมัติให้เบิกจ่ายเงินสวัสดิการของข้าราชการหรือลูกจ้างประจำในสังกัดให้เป็นอำนาจของบุคคลดังต่อไปนี้

(๑)

ส่วนราชการในราชการบริหารส่วนกลาง

ให้เป็นอำนาจของหัวหน้าส่วนราชการระดับกรมหรือผู้ที่หัวหน้าส่วนราชการระดับกรมมอบหมายซึ่งดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าระดับ

๖ หรือเทียบเท่าหรือผู้ที่มียศตั้งแต่พันโท นาวาโท นาวาอากาศโท

หรือพันตำรวจโทขึ้นไป

ส่วนราชการในราชการบริหารส่วนกลางที่มีสำนักงานอยู่ในภูมิภาคหรือแยกต่างหากจากกระทรวง

กรม หัวหน้าส่วนราชการระดับกรมจะมอบหมายให้หัวหน้าสำนักงานเป็นผู้อนุมัติสำหรับหน่วยงานนั้นก็ได้

(๒)

ส่วนราชการในราชการบริหารส่วนภูมิภาค ให้หัวหน้าส่วนราชการผู้เบิกเป็นผู้อนุมัติ

มาตรา ข้อ ๑๕

ข้อ ๑๕ การรับรองการมีสิทธิได้รับเงินสวัสดิการและการอนุมัติให้เบิกจ่ายเงินสวัสดิการของผู้มีสิทธิตามข้อ

๗ (๑) ให้บุคคลตามข้อ ๑๐ และบุคคลตาม ข้อ ๑๔ ณ

สถานที่ที่ไปช่วยปฏิบัติราชการเป็นผู้มีอำนาจสำหรับการดังกล่าว แล้วแต่กรณี

มาตรา ข้อ ๑๖

ข้อ ๑๖ ให้หัวหน้าส่วนราชการผู้เบิกบำนาญหรือเบี้ยหวัดหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายเป็นผู้รับรองการมีสิทธิได้รับเงินสวัสดิการ

และเป็นผู้มีอำนาจอนุมัติให้เบิกจ่ายเงินสวัสดิการของผู้ได้รับบำนาญหรือเบี้ยหวัด

มาตรา ข้อ ๑๗

ข้อ ๑๗ เมื่อมีการอนุมัติให้เบิกจ่ายเงินสวัสดิการแล้ว

ให้ส่วนราชการผู้เบิกจัดทำคำขอเบิกเงินสวัสดิการจากเงินงบประมาณงบกลางในระบบการบริหารการเงินการคลังภาครัฐด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์

(GFMIS) จากกรมบัญชีกลาง หรือสำนักงานคลังจังหวัดหรือสำนักงานคลังจังหวัด ณ อำเภอ

แล้วแต่กรณี

มาตรา ข้อ ๑๘

ข้อ ๑๘ ให้ส่วนราชการผู้เบิกจัดทำหน้างบใบสำคัญการจ่ายเงินสวัสดิการตามแบบที่กรมบัญชีกลางกำหนด

โดยแสดงรายชื่อผู้ใช้สิทธิและจำนวนเงินสวัสดิการที่เบิกจ่ายเป็นรายบุคคลและให้ส่วนราชการผู้เบิกเก็บไว้เป็นหลักฐานในการเบิกจ่ายเงินสวัสดิการและเพื่อการตรวจสอบ

มาตรา ข้อ ๑๙

ข้อ ๑๙ เมื่อส่วนราชการผู้เบิกได้ดำเนินการตามข้อ

๑๘

และได้จ่ายเงินให้แก่ผู้มีสิทธิแล้วให้เจ้าหน้าที่ผู้จ่ายเงินประทับตราข้อความว่า “จ่ายเงินแล้ว” โดยลงลายมือชื่อรับรองการจ่ายและระบุชื่อผู้จ่ายเงินด้วยตัวบรรจง

พร้อมทั้งวัน เดือน ปี ที่จ่ายกำกับไว้ในหลักฐานการรับเงินของสถานศึกษาทุกฉบับ

มาตรา ข้อ ๒๐

ข้อ ๒๐ การเบิกจ่ายเงินสวัสดิการที่ได้ยื่นไว้ก่อนวันที่ระเบียบนี้ใช้บังคับแต่ยังดำเนินการไม่แล้วเสร็จ

ให้ดำเนินการต่อไปตามระเบียบนี้

มาตรา ข้อ ๒๑

ข้อ ๒๑ ให้ปลัดกระทรวงการคลังรักษาการตามระเบียบนี้

ประกาศ ณ วันที่ ๒๔

มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๑

ฉลองภพ สุสังกร์กาญจน์

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

ปริยานุช/ผู้จัดทำ

๑๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑

จุฑามาศ/ปรับปรุง

๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๘

[๑] ราชกิจจานุเบกษา

เล่ม ๑๒๕/ตอนพิเศษ ๒๓ ง/หน้า ๗/๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑

21 มาตรา

อ้างอิงกฎหมายนี้

ระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยการเบิกจ่ายเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการศึกษาของบุตร พ.ศ. 2551 (Office of the Council of State). Retrieved via LawPlayer, https://lawplayer.com/th/act/pythainlp_8bdfb2014563e61c

ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).

Thai official texts excluded from copyright (Copyright Act B.E. 2537 s.7);開放資料層 CC BY 署名

本頁資料來源:สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (OCS)·整理提供:法律人 LawPlayer· lawplayer.com