ข้อ ๒๗ ให้พนักงานราชการศาลปกครองได้รับสิทธิประโยชน์และมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยการประกันสังคม
การประเมินผลการปฏิบัติงาน
ของพนักงานราชการศาลปกครอง ดังต่อไปนี้
(๑) การประเมินผลการปฏิบัติงานของพนักงานราชการศาลปกครองทั่วไป ให้กระทําในกรณี ดังต่อไปนี้
(ก) การประเมินผลการปฏิบัติงานประจําปี
(ข) การประเมินผลการปฏิบัติงานเพื่อต่อสัญญาจ้าง
(๒) การประเมินผลการปฏิบัติงานของพนักงานราชการศาลปกครองพิเศษ ให้กระทําในกรณี
การประเมินผลสําเร็จของงานตามช่วงเวลาที่กําหนดไว้ในสัญญาจ้าง
การประเมินผลการปฏิบัติงานของพนักงานราชการศาลปกครองตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่สํานักงานศาลปกครองกําหนด
หมวด ๑ ข้อ ๒๙ พนักงานราชการศาลปกครองผู้ใดไม่ผ่านการประเมินผลการปฏิบัติงานประจําปีตามข้อ ๒๘ ให้ถือว่าสัญญาจ้างของพนักงานราชการศาลปกครองผู้นั้นสิ้นสุดลง โดยให้สํานักงานศาลปกครองแจ้งให้พนักงานราชการศาลปกครองทราบภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่ทราบผลการประเมินผลการปฏิบัติงาน
ของพนักงานราชการศาลปกครองผู้นั้น
หมวด ๑ ข้อ ๓๐ ให้สํานักงานศาลปกครองรายงานผลการดําเนินการจ้างพนักงานราชการศาลปกครอง รวมทั้งปัญหาอุปสรรคหรือข้อเสนอแนะต่อคณะกรรมการข้าราชการฝ่ายศาลปกครองภายในเดือนธันวาคมของทุกปี
วินัยและการรักษาวินัย
หมวด ๑ ข้อ ๓๑ พนักงานราชการศาลปกครองมีหน้าที่ต้องปฏิบัติงานตามที่กําหนดในระเบียบนี้และตามที่สํานักงานศาลปกครองกําหนด รวมทั้งตามเงื่อนไขที่กําหนดไว้ในสัญญาจ้าง
อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขด้วยความบริสุทธิ์ใจ
(๑) ต้องปฏิบัติงานด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต และเที่ยงธรรม
(๒) ต้องปฏิบัติงานให้เป็นไปตามกฎหมาย และระเบียบแบบแผนของทางราชการ
(๓) ต้องปฏิบัติงานให้เกิดผลดีหรือความก้าวหน้าแก่ราชการด้วยความตั้งใจ อุตสาหะ เอาใจใส่
และรักษาประโยชน์ของทางราชการ
(๔) ต้องปฏิบัติตามคําสั่งของผู้บังคับบัญชาซึ่งสั่งในหน้าที่ราชการโดยชอบด้วยกฎหมาย
และระเบียบของทางราชการโดยไม่ขัดขืนหรือหลีกเลี่ยง แต่ถ้าเห็นว่าการปฏิบัติตามคําสั่งนั้นจะทําให้เสียหาย
แก่ราชการ หรือจะเป็นการไม่รักษาประโยชน์ของทางราชการ จะต้องเสนอความเห็นเป็นหนังสือทันที
เพื่อให้ผู้บังคับบัญชาทบทวนคําสั่งนั้น และเมื่อได้เสนอความเห็นแล้วถ้าผู้บังคับบัญชายืนยัน ให้ปฏิบัติตามคําสั่งเดิม ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาต้องปฏิบัติตาม
(๕) ต้องอุทิศเวลาของตนให้แก่ราชการ จะละทิ้งหรือทอดทิ้งการปฏิบัติงานมิได้
(๖) ต้องรักษาความลับของทางราชการ
(๗) ต้องสุภาพเรียบร้อย รักษาความสามัคคี และต้องช่วยเหลือกันในการปฏิบัติงานระหว่าง
พนักงานราชการศาลปกครองด้วยกันและผู้ร่วมปฏิบัติงาน
(๘) ต้องต้อนรับ ให้ความสะดวก ให้ความเป็นธรรม และให้การสงเคราะห์แก่ประชาชนผู้ติดต่อราชการเกี่ยวกับหน้าที่ของตน
(๙) ต้องวางตนเป็นกลางทางการเมืองในการปฏิบัติงาน และในการปฏิบัติการอื่นที่เกี่ยวข้องกับประชาชน กับจะต้องปฏิบัติตามระเบียบของทางราชการว่าด้วยมารยาททางการเมืองของข้าราชการด้วยโดยอนุโลม
(๑๐) ต้องรักษาชื่อเสียงของตน และรักษาเกียรติศักดิ์ของตําแหน่งหน้าที่ในการปฏิบัติงานของตน
มิให้เสื่อมเสีย
(๑๑) กระทําการอื่นใดตามที่คณะกรรมการข้าราชการฝ่ายศาลปกครองประกาศกําหนด
(๑) ต้องไม่รายงานเท็จต่อผู้บังคับบัญชา การรายงานโดยปกปิดข้อความซึ่งควรต้องแจ้งถือว่า
เป็นการรายงานเท็จด้วย
(๒) ต้องไม่ปฏิบัติงานอันเป็นการกระทําการข้ามผู้บังคับบัญชาเหนือตน เว้นแต่ผู้บังคับบัญชาเหนือตนขึ้นไปเป็นผู้สั่งให้กระทําหรือได้รับอนุญาตเป็นพิเศษชั่วครั้งคราว
(๓) ต้องไม่อาศัยหรือยอมให้ผู้อื่นอาศัยตําแหน่งหน้าที่ในการปฏิบัติงานของตนหาประโยชน์
ให้แก่ตนเองหรือผู้อื่น
(๔) ต้องไม่ประมาทเลินเล่อในการปฏิบัติงาน
(๕) ต้องไม่กระทําการหรือยอมให้ผู้อื่นกระทําการหาผลประโยชน์อันอาจทําให้เสียความเที่ยงธรรมหรือเสื่อมเสียเกียรติศักดิ์ของตําแหน่งหน้าที่ในการปฏิบัติงานของตน
(๖) ต้องไม่เป็นกรรมการผู้จัดการ หรือผู้จัดการ หรือดํารงตําแหน่งอื่นใดที่มีลักษณะงานคล้ายคลึงกันนั้นในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัท
(๗) ต้องไม่กระทําการอย่างใดที่เป็นการกลั่นแกล้ง กดขี่ หรือข่มเหงกันในการปฏิบัติงาน
(๘) ต้องไม่กระทําการอันเป็นการล่วงละเมิดหรือคุกคามทางเพศ ตามที่คณะกรรมการข้าราชการ
ฝ่ายศาลปกครองประกาศกําหนด
(๙) ต้องไม่ดูหมิ่น เหยียดหยาม กดขี่ หรือข่มเหงประชาชนผู้ติดต่อราชการ
(๑๐) ไม่กระทําการอื่นใดตามที่คณะกรรมการข้าราชการฝ่ายศาลปกครองประกาศกําหนด
ฝ่าฝืนข้อห้ามตามข้อ ๓๔ ผู้นั้นเป็นผู้กระทําผิดวินัย
(๑) กระทําความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการ
(๒) จงใจไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ หรือเงื่อนไขที่ทางราชการกําหนดให้ปฏิบัติ
จนเป็นเหตุให้ทางราชการได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง
(๓) ปฏิบัติหน้าที่โดยประมาทเลินเล่อจนเป็นเหตุให้ทางราชการได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง
(๔) ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กําหนดในสัญญา หรือขัดคําสั่ง หรือหลีกเลี่ยงไม่ปฏิบัติตามคําสั่งของผู้บังคับบัญชาตามข้อ ๓๓ (๔) จนเป็นเหตุให้ทางราชการได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง
(๕) ประมาทเลินเล่อจนเป็นเหตุให้ทางราชการได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง
(๖) ละทิ้งหรือทอดทิ้งการทํางานเป็นเวลาติดต่อกันเกินกว่าเจ็ดวัน สําหรับตําแหน่งที่สํานักงาน
ศาลปกครองกําหนดวันเวลาการมาทํางาน
(๗) ละทิ้งหรือทอดทิ้งการทํางานจนทําให้งานไม่แล้วเสร็จตามระยะเวลาที่กําหนดจนเป็นเหตุ
ให้ทางราชการได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง สําหรับตําแหน่งที่สํานักงานศาลปกครองกําหนดการทํางานตามเป้าหมาย
(๘) ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง หรือกระทําความผิดอาญาโดยมีคําพิพากษาถึงที่สุดให้จําคุกหรือ
หนักกว่าโทษจําคุก
(๙) เปิดเผยความลับของทางราชการอันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง
(๑๐) การกระทําอื่นใดที่คณะกรรมการข้าราชการฝ่ายศาลปกครองกําหนดว่าเป็นความผิดวินัย
อย่างร้ายแรง
หมวด ๑ ข้อ ๓๗ เมื่อมีกรณีที่พนักงานราชการศาลปกครองถูกกล่าวหาว่ากระทําความผิดวินัยอย่างร้ายแรง ให้เลขาธิการจัดให้มีคณะกรรมการสอบสวนเพื่อดําเนินการสอบสวนโดยเร็ว และต้องให้โอกาสพนักงานราชการศาลปกครองที่ถูกกล่าวหาชี้แจงและแสดงพยานหลักฐานเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมในกรณีที่ผลการสอบสวนปรากฏว่าพนักงานราชการศาลปกครองผู้นั้นกระทําความผิดวินัยอย่างร้ายแรง ให้เลขาธิการมีคําสั่งไล่ออก
แต่ถ้าไม่มีมูลกระทําความผิดให้สั่งยุติเรื่อง
หลักเกณฑ์และวิธีการสอบสวนพนักงานราชการศาลปกครอง ให้เป็นไปตามที่สํานักงานศาลปกครองกําหนด
หมวด ๑ ข้อ ๓๘ ในกรณีที่ปรากฏว่าพนักงานราชการศาลปกครองกระทําความผิดวินัยไม่ร้ายแรง ให้เลขาธิการสั่งลงโทษภาคทัณฑ์ ตัดเงินค่าตอบแทน หรือลดเงินค่าตอบแทนตามควรแก่กรณีให้เหมาะสมกับความผิด
ในการพิจารณาการกระทําความผิดตามวรรคหนึ่ง ให้เลขาธิการพิจารณาสอบสวนให้ได้ความจริง
และยุติธรรมตามวิธีการที่เห็นสมควร
การสิ้นสุดสัญญาจ้าง
(๑) ตาย
(๒) ลาออก
(๓) สิ้นปีงบประมาณที่พนักงานราชการศาลปกครองทั่วไปมีอายุครบ ๖๐ ปีบริบูรณ์ พนักงานราชการศาลปกครองพิเศษ มีอายุครบ ๖๕ ปีบริบูรณ์
(๔) ครบกําหนดตามสัญญาจ้าง
(๕) ถูกไล่ออก เพราะกระทําผิดวินัยอย่างร้ายแรง
(๖) ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามระเบียบนี้ หรือตามที่สํานักงานศาลปกครองกําหนด
(๗) ลาเกินกําหนดตามข้อ ๒๖
(๘) ไม่ผ่านการประเมินผลการปฏิบัติงานตามข้อ ๒๘
(๙) เหตุอื่นตามที่กําหนดไว้ในระเบียบนี้ หรือตามข้อกําหนดของสํานักงานศาลปกครองหรือ
ตามสัญญาจ้าง
หมวด ๑ ข้อ ๔๐ ในระหว่างสัญญาจ้าง พนักงานราชการศาลปกครองผู้ใดประสงค์จะลาออกจากการปฏิบัติงาน ให้ยื่นหนังสือขอลาออกต่อผู้มีอํานาจก่อนล่วงหน้าไม่น้อยกว่าสามสิบวัน
ในกรณีที่พนักงานราชการศาลปกครองผู้ใดยื่นหนังสือขอลาออกต่อผู้มีอํานาจก่อนล่วงหน้าน้อยกว่าสามสิบวัน หากผู้มีอํานาจอนุญาตการลาออกเห็นว่ามีเหตุผลความจําเป็นพิเศษ ผู้มีอํานาจดังกล่าวจะอนุญาตให้ลาออกก็ได้
ก่อนครบกําหนดตามสัญญาจ้างได้โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า และไม่เป็นเหตุที่พนักงานราชการ
ศาลปกครองจะเรียกร้องค่าตอบแทนการเลิกจ้างได้ เว้นแต่สํานักงานศาลปกครองจะกําหนดให้ในกรณีใด
ได้รับค่าตอบแทนการออกจากงานโดยไม่มีความผิดไว้
ศาลปกครองไปปฏิบัติงานนอกเหนือจากเงื่อนไขที่กําหนดไว้ในสัญญาจ้างได้ โดยไม่เป็นเหตุให้พนักงานราชการศาลปกครองอ้างขอเลิกสัญญาจ้าง หรือเรียกร้องประโยชน์ตอบแทนใด ๆ ในการนี้ สํานักงานศาลปกครอง
อาจกําหนดให้ค่าล่วงเวลา หรือค่าตอบแทนอื่นจากการสั่งให้ปฏิบัติงานดังกล่าวก็ได้
หมวด ๑ ข้อ ๔๓ ในกรณีที่บุคคลใดพ้นจากการเป็นพนักงานราชการศาลปกครองแล้ว หากในการปฏิบัติงานของบุคคลนั้นในระหว่างที่เป็นพนักงานราชการศาลปกครองก่อให้เกิดความเสียหายแก่สํานักงานศาลปกครอง ให้บุคคลดังกล่าวรับผิดชอบในความเสียหายที่เกิดขึ้น เว้นแต่ความเสียหายนั้นเกิดจากเหตุสุดวิสัย ในการนี้ สํานักงานศาลปกครองอาจหักค่าตอบแทนหรือเงินอื่นใดที่บุคคลนั้นจะได้รับจากสํานักงานศาลปกครองไว้
เพื่อชําระค่าความเสียหายดังกล่าวก็ได้
ว่าด้วยพนักงานศาลปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๔ อยู่ในวันก่อนวันที่ระเบียบนี้ใช้บังคับ ให้ผู้นั้นเป็นพนักงานราชการ
ศาลปกครองตามระเบียบนี้ต่อไป
ในวาระเริ่มแรกให้สํานักงานศาลปกครองจัดให้พนักงานราชการศาลปกครองตามวรรคหนึ่งทําสัญญาตามหลักเกณฑ์ในระเบียบนี้ โดยให้ได้รับค่าตอบแทนรวมทั้งสิทธิและประโยชน์ต่าง ๆ ไม่น้อยกว่าค่าตอบแทน สิทธิและประโยชน์ต่าง ๆ ที่ผู้นั้นเคยได้รับอยู่เดิม เว้นแต่ระยะเวลาจ้างของสัญญาให้มีระยะเวลาเท่าที่เหลืออยู่ของสัญญาจ้างเดิม
ในกรณีพนักงานราชการศาลปกครองตามวรรคหนึ่งผู้ใดที่สํานักงานศาลปกครองเริ่มจ้างผู้นั้นไม่เกินสามสิบวันก่อนวันที่ระเบียบนี้ใช้บังคับ สํานักงานศาลปกครองอาจทําสัญญาตามวรรคสองโดยใช้ระยะเวลาตามระเบียบนี้ก็ได้
การดําเนินการตามวรรคสองให้กระทําให้แล้วเสร็จภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่ระเบียบนี้บังคับใช้
อยู่ก่อนวันที่ระเบียบนี้ใช้บังคับ ให้เลขาธิการมีอํานาจสั่งลงโทษผู้นั้นหรือสั่งให้ผู้นั้นออกจากราชการ
ตามระเบียบที่ใช้อยู่ในขณะนั้น ส่วนการสอบสวน การพิจารณา และการดําเนินการเพื่อลงโทษหรือให้ออก
จากราชการ ให้ดําเนินการตามระเบียบนี้ เว้นแต่
(๑) กรณีที่เลขาธิการได้สั่งให้สอบสวนโดยถูกต้องตามระเบียบที่ใช้อยู่ในขณะนั้นไปแล้วก่อนวันที่ระเบียบนี้ใช้บังคับและยังสอบสวนไม่เสร็จ ให้สอบสวนตามระเบียบนั้นต่อไปจนกว่าจะแล้วเสร็จ
(๒) ในกรณีที่ได้มีการสอบสวนหรือพิจารณาโดยถูกต้องตามระเบียบที่ใช้อยู่ในขณะนั้นเสร็จไปแล้วก่อนวันที่ระเบียบนี้ใช้บังคับ ให้การสอบสวนหรือพิจารณาแล้วแต่กรณีนั้นเป็นอันใช้ได้
(๓) กรณีที่ได้มีการรายงานหรือส่งเรื่องหรือนําสํานวนเสนอให้เลขาธิการพิจารณาโดยถูกต้องตามระเบียบที่ใช้อยู่ในขณะนั้นและเลขาธิการพิจารณาเรื่องนั้นยังไม่เสร็จ ให้เลขาธิการพิจารณาตามระเบียบนั้นต่อไปจนกว่าจะแล้วเสร็จ
หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล
ประธานศาลปกครองสูงสุด
ประธานกรรมการข้าราชการฝ่ายศาลปกครอง