法律人 LawPlayer logo

資料由法律人 LawPlayer整理提供·กฎหมายไทย / LawPlayer จากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

statute

พระราชบัญญัติพนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2534

เลขที่
วันที่ประกาศ
จำนวนมาตรา
44
มาตรา อารัมภบท

พระราชบัญญัติ

พระราชบัญญัติ

พนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์

พ.ศ. ๒๕๓๔

ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.

ให้ไว้ ณ วันที่ ๑๘ เมษายน พ.ศ. ๒๕๓๔

เป็นปีที่ ๔๖ ในรัชกาลปัจจุบัน

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการ

โปรดเกล้า ฯ ให้ประกาศว่า

โดยที่เป็นการสมควรมีกฎหมายว่าด้วยพนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์

จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้ โดยคำแนะนำ

และยินยอมของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ดังต่อไปนี้

มาตรา ๑

มาตรา ๑ พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า “พระราชบัญญัติพนักงานรัฐวิสาหกิจ

สัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๓๔”

มาตรา ๒

มาตรา ๒* พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศใน

ราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

*[รก.๒๕๓๔/๖๙/๑พ/๑๘ เมษายน ๒๕๓๔]

มาตรา ๓

มาตรา ๓ บรรดากฎหมาย กฎ และข้อบังคับอื่นในส่วนที่มีบัญญัติไว้แล้วใน

พระราชบัญญัตินี้ หรือซึ่งขัดหรือแย้งกับบทแห่งพระราชบัญญัตินี้ ให้ใช้พระราชบัญญัตินี้แทน

มาตรา ๔

มาตรา ๔ ในพระราชบัญญัตินี้

“รัฐวิสาหกิจ” หมายความว่า

(๑) องค์การของรัฐบาลตามกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งองค์การของรัฐบาล

หรือกิจการของรัฐตามกฎหมายที่จัดตั้งกิจการนั้น และหมายความรวมถึงหน่วยงานธุรกิจที่

รัฐเป็นเจ้าของ

(๒) บริษัทจำกัดหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่กระทรวง ทบวง กรม หรือทบวง

การเมืองที่มีฐานะเทียบเท่า และหรือรัฐวิสาหกิจตาม (๑) มีทุนรวมอยู่ด้วยเกินร้อยละห้าสิบ

“พนักงาน” หมายความว่า พนักงานและลูกจ้างของรัฐวิสาหกิจแต่ไม่หมาย

ความรวมถึงฝ่ายบริหาร

“ฝ่ายบริหาร” หมายความว่า พนักงานรัฐวิสาหกิจตั้งแต่ระดับหัวหน้า

กองหรือเทียบเท่าขึ้นไป และหมายความรวมถึงผู้อำนวยการ ผู้ว่าการ กรรมการผู้จัดการใหญ่

กรรมการผู้จัดการ และผู้จัดการด้วย

“สิทธิประโยชน์” หมายความว่า สิทธิประโยชน์เกี่ยวกับวันและเวลาทำงาน

ค่าจ้าง เงินเดือน และสวัสดิการของพนักงาน

“นัดหยุดงาน” หมายความว่า การที่พนักงานร่วมกันไม่ทำงานหรือร่วมกัน

เฉื่อยงานถ่วงงาน หรือกระทำโดยวิธีใด ๆ ทั้งนี้เพื่อให้การดำเนินงานบางส่วนหรือทั้งหมดของ

รัฐวิสาหกิจต้องหยุดชะงักหรือช้าลง เป็นผลให้เกิดความเสียหายแก่รัฐวิสาหกิจหรือประชาชน

“สมาคม” หมายความว่า สมาคมพนักงานรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นตามพระราช

บัญญัตินี้

“คณะกรรมการ” หมายความว่า คณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์

“นายทะเบียน” หมายความว่า ผู้ซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งให้ปฏิบัติการตามพระราช

บัญญัตินี้

“พนักงานเจ้าหน้าที่” หมายความว่า ผู้ซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งจากข้าราชการให้

ปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้

“รัฐมนตรี” หมายความว่า รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้

มาตรา ๕

มาตรา ๕ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยรักษาการตามพระราช

บัญญัตินี้และให้มีอำนาจแต่งตั้งนายทะเบียนและพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อปฏิบัติการตาม

พระราชบัญญัตินี้

การแต่งตั้งตามวรรคหนึ่ง ให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา

คณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์

มาตรา ๖

มาตรา ๖ ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่งเรียกว่า “คณะกรรมการรัฐวิสาหกิจ

สัมพันธ์” ประกอบด้วย รัฐมนตรีเป็นประธานกรรมการ ปลัดกระทรวงการคลัง ปลัดกระทรวง

มหาดไทย อธิบดีกรมบัญชีกลาง อธิบดีกรมแรงงาน เป็นกรรมการโดยตำแหน่ง และกรรมการ

อื่นซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งจากฝ่ายบริหารห้าคน ผู้แทนพนักงานห้าคน และผู้ทรงคุณวุฒิห้าคน

และให้หัวหน้าสำนักงานคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เป็นกรรมการและเลขานุการ

ผู้แทนพนักงานตามวรรคหนึ่ง ให้นายกของสมาคมคัดเลือกกันเองและเสนอ

รายชื่อให้รัฐมนตรีเพื่อแต่งตั้ง

มาตรา ๗

มาตรา ๗ กรรมการซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งมีวาระอยู่ในตำแหน่งคราวละสองปี

กรรมการซึ่งพ้นจากตำแหน่งอาจได้รับแต่งตั้งอีกได้ แต่ต้องไม่เกินสองคราวติดต่อกัน

มาตรา ๘

มาตรา ๘ นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระตามมาตรา ๗ กรรมการ

ซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งพ้นจากตำแหน่งเมื่อ

(๑) ตาย

(๒) ลาออก

(๓) รัฐมนตรีให้ออกเพราะมีการกระทำอันเป็นการต้องห้ามหรือมีความผิด

ตามพระราชบัญญัตินี้

(๔) เป็นบุคคลล้มละลาย

(๕) เป็นคนไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ หรือ

(๖) ได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่เป็นโทษสำหรับ

ความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ

ในกรณีที่กรรมการซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งพ้นจากตำแหน่งก่อนวาระให้รัฐมนตรี

แต่งตั้งกรรมการแทนตำแหน่งที่ว่าง และให้ผู้ซึ่งได้รับแต่งตั้งอยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลือ

อยู่ของกรรมการซึ่งตนแทน

มาตรา ๙

มาตรา ๙ ในกรณีที่กรรมการซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งดำรงตำแหน่งครบตามวาระ

แล้วแต่ยังมิได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นใหม่ ให้กรรมการที่พ้นจากตำแหน่งตามวาระ

ปฏิบัติหน้าที่ไปพลางก่อนจนกว่ากรรมการที่ได้รับแต่งตั้งใหม่จะเข้ารับหน้าที่

มาตรา ๑๐

มาตรา ๑๐ การประชุมคณะกรรมการต้องมีกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่า

กึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมด จึงเป็นองค์ประชุม

ในการประชุมคราวใด ถ้าประธานกรรมการไม่อยู่ในที่ประชุมหรือไม่สามารถ

ปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้กรรมการที่มาประชุมเลือกกรรมการคนหนึ่งเป็นประธานในที่ประชุม

มติในที่ประชุมให้ถือเสียงข้างมาก กรรมการคนหนึ่งมีเสียงหนึ่งในการลง

คะแนนถ้าคะแนนเสียงเท่ากัน ให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียง

ชี้ขาด

มาตรา ๑๑

มาตรา ๑๑ ให้คณะกรรมการมีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้

(๑) กำหนดมาตรฐานของสิทธิประโยชน์

(๒) พิจารณาให้ความเห็นชอบเกี่ยวกับผลการพิจารณาของคณะกรรมการ

กิจการสัมพันธ์ในเรื่องสิทธิประโยชน์ของพนักงานตาม มาตรา ๑๘ วรรคสอง

(๓) พิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์ตามมาตรา ๑๘ วรรคสี่ และมาตรา ๔๑

(๔) พิจารณาวินิจฉัยคำร้องของพนักงานตามมาตรา ๒๐

(๕) ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่รัฐมนตรีมอบหมาย

มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ตาม (๑) เมื่อได้รับความเห็นชอบของคณะ

รัฐมนตรีแล้ว ให้ใช้บังคับแก่รัฐวิสาหกิจทุกแห่ง

การพิจารณาตาม (๒) ให้คำนึงถึงมาตรฐานของสิทธิประโยชน์ ตาม (๑)

มาตรา ๑๒

มาตรา ๑๒ คณะกรรมการมีอำนาจแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณา

หรือปฏิบัติการอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่คณะกรรมการมอบหมายก็ได้ แล้วรายงานต่อคณะ

กรรมการ

ให้นำมาตรา ๑๐ มาใช้บังคับแก่การประชุมของคณะอนุกรรมการโดยอนุโลม

มาตรา ๑๓

มาตรา ๑๓ ในการปฏิบัติการตามหน้าที่ ให้กรรมการหรืออนุกรรมการ

มีอำนาจเรียกบุคคลซึ่งเกี่ยวข้องมาให้ถ้อยคำหรือมีหนังสือสอบถาม หรือให้ส่งสิ่งของหรือ

เอกสารที่เกี่ยวข้องมาเพื่อประกอบการพิจารณาของคณะกรรมการหรือคณะอนุกรรมการ

ให้ผู้ซึ่งเกี่ยวข้องอำนวยความสะดวก ชี้แจงข้อเท็จจริง ตอบหนังสือสอบถาม

หรือส่งสิ่งของหรือเอกสารที่เกี่ยวข้องแก่กรรมการหรืออนุกรรมการ ในการปฏิบัติหน้าที่ตาม

วรรคหนึ่ง

คณะกรรมการกิจการสัมพันธ์

มาตรา ๑๔

มาตรา ๑๔ ให้มีคณะกรรมการกิจการสัมพันธ์ขึ้นในรัฐวิสาหกิจแต่ละแห่ง

ประกอบด้วย กรรมการของรัฐวิสาหกิจนั้นคนหนึ่ง ซึ่งคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจแห่งนั้น

กำหนดเป็นประธานกรรมการ ผู้แทนฝ่ายบริหารซึ่งคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจแต่งตั้งจาก

ฝ่ายบริหารของรัฐวิสาหกิจนั้นตามจำนวนที่คณะกรรมการรัฐวิสาหกิจกำหนดซึ่งต้องไม่น้อย

กว่าสามคนแต่ไม่เกินเจ็ดคน และผู้แทนของสมาคมในรัฐวิสาหกิจซึ่งสมาคมได้เลือกจาก

สมาชิกมีจำนวนเท่ากับจำนวนผู้แทนฝ่ายบริหาร เป็นกรรมการ

ในกรณีที่ไม่มีสมาคมในรัฐวิสาหกิจใด หรือในระหว่างที่สมาคมต้องเลิกไป

ตามมาตรา ๓๙ ให้คณะกรรมการรัฐวิสาหกิจนั้นแต่งตั้งพนักงานจำนวนเท่ากับจำนวนผู้แทน

ฝ่ายบริหารเข้าร่วมเป็นกรรมการ

มาตรา ๑๕

มาตรา ๑๕ กรรมการกิจการสัมพันธ์อยู่ในตำแหน่งคราวละสองปี แต่อาจ

ได้รับแต่งตั้งใหม่อีกได้ ทั้งนี้ต้องไม่เกินสองคราวติดต่อกัน

มาตรา ๑๖

มาตรา ๑๖ นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระตามมาตรา ๑๕

กรรมการกิจการสัมพันธ์พ้นจากตำแหน่งเมื่อ

(๑) ตาย

(๒) ลาออก

(๓) เป็นคนไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ

(๔) พ้นจากการเป็นฝ่ายบริหาร สมาชิกของสมาคม หรือพนักงาน

(๕) พ้นจากการเป็นผู้แทนของฝ่ายบริหาร ผู้แทนของสมาคม หรือ ผู้แทน

พนักงานแล้วแต่กรณี

(๖) ได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่เป็นโทษสำหรับ

ความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ

เมื่อกรรมการกิจการสัมพันธ์พ้นจากตำแหน่งก่อนวาระ ให้มีการแต่งตั้ง

กรรมการกิจการสัมพันธ์แทนตำแหน่งที่ว่าง ให้กรรมการผู้ซึ่งได้รับแต่งตั้งอยู่ในตำแหน่ง

เท่ากับวาระของกรรมการซึ่งตนแทน

มาตรา ๑๗

มาตรา ๑๗ ให้คณะกรรมการกิจการสัมพันธ์ประชุมอย่างน้อยเดือนละ

หนึ่งครั้งหรือเมื่อกรรมการกิจการสัมพันธ์ไม่น้อยกว่าหนึ่งในสามร้องขอ

มาตรา ๑๘

มาตรา ๑๘ ให้คณะกรรมการกิจการสัมพันธ์มีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้

(๑) ปรึกษาหารือเพื่อเสนอให้คณะกรรมการรัฐวิสาหกิจจัดให้มีหรือปรับปรุง

ระเบียบข้อบังคับในการทำงานอันเป็นประโยชน์ต่อฝ่ายบริหารและพนักงาน

(๒) พิจารณาคำร้องทุกข์ของพนักงานหรือของสมาคมเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์

ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในข้อบังคับของรัฐวิสาหกิจนั้น

(๓) พิจารณาข้อเสนอของสมาคมเพื่อปรับปรุงสิทธิประโยชน์ของพนักงาน

ในการพิจารณาข้อเสนอตาม (๓) ให้คณะกรรมการกิจการสัมพันธ์คำนึงถึง

ฐานะความรับผิดชอบ และความสามารถของรัฐวิสาหกิจ ตลอดจนผลกระทบต่อการบริการ

ประชาชนและถ้าข้อเสนอนั้นเกี่ยวกับการเงิน ให้คณะกรรมการกิจการสัมพันธ์เสนอผลการ

พิจารณาต่อคณะกรรมการเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบก่อน

ให้คณะกรรมการกิจการสัมพันธ์เสนอผลการพิจารณาคำร้องทุกข์ของ

พนักงานตาม (๒) หรือข้อเสนอของสมาคมตาม (๓) ต่อผู้บังคับบัญชาของรัฐวิสาหกิจและ

กระทรวงเจ้าสังกัดเพื่อดำเนินการต่อไป

ผู้ร้องหรือสมาคมซึ่งไม่พอใจผลการพิจารณาคำร้องทุกข์ตาม (๒) หรือ

ข้อเสนอเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์อันไม่เกี่ยวกับการเงินตาม (๓) ของคณะกรรมการกิจการ

สัมพันธ์ แล้วแต่กรณี มีสิทธิอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการได้ภายในสิบห้าวันนับแต่วันทราบผล

การพิจารณา

ให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอุทธรณ์และแจ้งผลให้ทราบภายในสามสิบวัน

นับแต่วันที่ได้รับหนังสืออุทธรณ์

คำวินิจฉัยชี้ขาดหรือการให้ หรือการไม่ให้ความเห็นชอบของคณะกรรมการ

ให้เป็นที่สุด ให้ฝ่ายบริหารและพนักงานปฏิบัติตามคำวินิจฉัยดังกล่าว

พนักงานหรือสมาคมจะยื่นคำร้องทุกข์หรือข้อเสนอที่ได้มีคำวินิจฉัยชี้ขาดแล้ว

ในปีงบประมาณเดียวกันนั้นอีกไม่ได้

มาตรา ๑๙

มาตรา ๑๙ ไม่ว่าในกรณีใดห้ามมิให้พนักงานนัดหยุดงานหรือดำเนินการ

ใด ๆ ในลักษณะที่เป็นการนัดหยุดงาน

มาตรา ๒๐

มาตรา ๒๐ ห้ามมิให้ฝ่ายบริหารเลิกจ้าง หรือโยกย้ายพนักงานเพราะเหตุที่

พนักงานได้ดำเนินการขอจัดตั้งสมาคม หรือเข้าเป็นสมาชิกหรือกรรมการสมาคม กรรมการ

กิจการสัมพันธ์ หรือกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ หรือดำเนินการฟ้องร้อง เป็นพยาน หรือ

ให้หลักฐานต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ นายทะเบียน หรือคณะกรรมการ เว้นแต่เป็นการฟ้องร้อง

เท็จ เป็นพยานเท็จหรือให้หลักฐานเท็จ

พนักงานผู้ได้รับความเสียหายตามวรรคหนึ่งอาจยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการ

ได้ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับความเสียหาย

ให้คณะกรรมการพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดและออกคำสั่งภายในเก้าสิบวันนับแต่

วันที่ได้รับคำร้อง และให้ฝ่ายบริหารและพนักงานปฏิบัติตามคำชี้ขาดต่อไป

สมาคมพนักงานรัฐวิสาหกิจ

มาตรา ๒๑

มาตรา ๒๑ สมาคมพนักงานรัฐวิสาหกิจจะมีขึ้นได้ก็แต่โดยอาศัยอำนาจ

ตามบทแห่งพระราชบัญญัตินี้ และมีวัตถุที่ประสงค์เพื่อ

(๑) ส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างพนักงานกับฝ่ายบริหาร และระหว่าง

พนักงานด้วยกัน

(๒) พิจารณาช่วยเหลือพนักงานตามคำร้องทุกข์เกี่ยวกับสิทธิประโยชน์

(๓) พิทักษ์และคุ้มครองสิทธิประโยชน์ของพนักงาน

ให้รัฐวิสาหกิจแต่ละแห่งมีสมาคมพนักงานรัฐวิสาหกิจได้เพียงสมาคมเดียว

มาตรา ๒๒

มาตรา ๒๒ สมาคมต้องมีสมาชิกไม่น้อยกว่าร้อยละสามสิบของพนักงาน

ทั้งหมดมีข้อบังคับและต้องจดทะเบียนต่อนายทะเบียน เมื่อได้จดทะเบียนแล้วให้สมาคมเป็น

นิติบุคคล

มาตรา ๒๓

มาตรา ๒๓ ผู้มีสิทธิจัดตั้งสมาคมต้องเป็นพนักงานในรัฐวิสาหกิจเดียวกัน

บรรลุนิติภาวะ และมีสัญชาติไทย

มาตรา ๒๔

มาตรา ๒๔ การขอจดทะเบียนสมาคม ให้พนักงานผู้มีสิทธิจัดตั้งจำนวนไม่

น้อยกว่าสิบคนเป็นผู้เริ่มก่อการ ยื่นคำขอเป็นหนังสือตามแบบที่กระทรวงมหาดไทยกำหนด

ต่อนายทะเบียน พร้อมด้วยร่างข้อบังคับของสมาคมอย่างน้อยสามฉบับ และบัญชีรายชื่อและ

ลายมือชื่อของผู้แสดงความจำนงเข้าเป็นสมาชิกสมาคมไม่น้อยกว่าร้อยละสิบของพนักงาน

ทั้งหมด

เมื่อนายทะเบียนรับคำขอจดทะเบียนสมาคมแล้ว ให้นายทะเบียนปิดประกาศ

โดยเปิดเผย ณ สถานที่ทำงานในรัฐวิสาหกิจของพนักงานผู้เริ่มก่อการนั้น เพื่อให้พนักงาน

ทั้งหมดทราบ

มาตรา ๒๕

มาตรา ๒๕ ข้อบังคับของสมาคมต้องมีข้อความดังต่อไปนี้

(๑) ชื่อ ซึ่งต้องมีคำว่า “สมาคมพนักงานรัฐวิสาหกิจ” กำกับไว้หน้าชื่อนั้น

ด้วย

(๒) วัตถุที่ประสงค์

(๓) ที่ตั้งสำนักงาน

(๔) วิธีรับสมาชิกและการขาดจากสมาชิกภาพ

(๕) อัตราเงินค่าสมัครและค่าบำรุงและวิธีการชำระเงิน

(๖) ข้อกำหนดเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ของสมาชิก

(๗) ข้อกำหนดเกี่ยวกับการจัดการ การใช้จ่าย การเก็บรักษาเงิน และ

ทรัพย์สินอื่นตลอดจนการทำบัญชีและการตรวจบัญชี

(๘) ข้อกำหนดเกี่ยวกับการประชุมใหญ่

(๙) ข้อกำหนดเกี่ยวกับจำนวนกรรมการสมาคมซึ่งอย่างมากต้องไม่เกิน

สามสิบคนการเลือกตั้งกรรมการสมาคม วาระของการเป็นกรรมการสมาคม ซึ่งจะกำหนด

ให้นายกสมาคมอยู่ในตำแหน่งเกินสองคราวติดต่อกันไม่ได้ การพ้นจากตำแหน่งของกรรมการ

สมาคมและการประชุมของคณะกรรมการสมาคม

มาตรา ๒๖

มาตรา ๒๖ เมื่อนายทะเบียนได้รับคำขอจดทะเบียนสมาคมและตรวจสอบ

แล้วเห็นว่า วัตถุที่ประสงค์ถูกต้องตามขอบเขตของมาตรา ๒๑ และไม่ขัดต่อความสงบ

เรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ผู้ยื่นคำขอมีคุณสมบัติถูกต้องตามมาตรา ๒๓ คำขอ

ดังกล่าวมีข้อความตลอดจนเอกสารหลักฐานครบถ้วนถูกต้องตามมาตรา ๒๔ และข้อบังคับ

ถูกต้องตามมาตรา ๒๕ มีลายมือชื่อผู้แสดงความจำนงเข้าเป็นสมาชิกสมาคมเป็นจำนวน

ไม่น้อยกว่าร้อยละสามสิบของพนักงานทั้งหมด และยังไม่มีการจดทะเบียนสมาคมขึ้นใน

รัฐวิสาหกิจนั้น ให้นายทะเบียนรับจดทะเบียนและออกใบสำคัญแสดงการจดทะเบียนสมาคม

แก่ผู้ยื่นคำขอจดทะเบียนดังกล่าวทันที

คำขอจดทะเบียนรายใดมีข้อความตลอดจนเอกสารหลักฐานไม่ครบถ้วน

ถูกต้องอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือมีผู้แสดงความจำนงเข้าเป็นสมาชิกสมาคมไม่ถึงร้อยละสามสิบ

ของพนักงานทั้งหมดตามวรรคหนึ่ง ให้ผู้ยื่นคำขอจดทะเบียนรายดังกล่าวดำเนินการแก้ไข

เพิ่มเติมให้ถูกต้องครบถ้วนภายในกำหนดเวลาหนึ่งปีนับแต่วันที่นายทะเบียนมีหนังสือแจ้งให้

ทราบ ถ้าผู้ยื่นคำขอจดทะเบียนไม่ดำเนินการดังกล่าวให้แล้วเสร็จภายในกำหนดเวลานั้น ให้ถือ

ว่าคำขอจดทะเบียนสมาคมรายดังกล่าวเป็นอันตกไป

กรณีมีผู้ยื่นคำขอจดทะเบียนสมาคมเกินกว่าหนึ่งราย หากคำขอจดทะเบียน

รายใดมีข้อความและเอกสารหลักฐานครบถ้วนถูกต้องตลอดจนมีจำนวนผู้แสดงความจำนง

เข้าเป็นสมาชิกสมาคมถึงร้อยละสามสิบของพนักงานทั้งหมดตามวรรคหนึ่งเป็นลำดับแรกให้

นายทะเบียนรับจดทะเบียนและออกใบสำคัญแสดงการจดทะเบียนแก่ผู้ยื่นคำขอจดทะเบียน

รายนั้นก่อน ถ้ามีคำขอจดทะเบียนสมาคมที่มีเอกสารหลักฐานครบถ้วนถูกต้อง ตลอดจนมี

ผู้แสดงความจำนงเข้าเป็นสมาชิกสมาคมถึงร้อยละสามสิบของพนักงานทั้งหมดตามวรรคหนึ่ง

พร้อมกันตั้งแต่สองรายขึ้นไป ให้นายทะเบียนดำเนินการให้ผู้ยื่นคำขอจดทะเบียนแต่ละราย

มาร่วมพิจารณาทำความตกลงเพื่อรวมคำขอจดทะเบียนนั้น ๆ ให้เป็นคำขอเดียวกัน ถ้าไม่

สามารถตกลงกันได้ ให้รับจดทะเบียนและออกใบสำคัญแสดงการจดทะเบียนแก่ผู้ยื่นคำขอจด

ทะเบียน รายที่มีจำนวนรายชื่อผู้แสดงความจำนงเข้าเป็นสมาชิกสมาคมมากที่สุด

ผู้ยื่นคำขอจดทะเบียนมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งไม่รับจดทะเบียนต่อรัฐมนตรีโดย

ทำเป็นหนังสือยื่นต่อนายทะเบียนภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่งดังกล่าว

ให้รัฐมนตรีวินิจฉัยอุทธรณ์และแจ้งให้ผู้อุทธรณ์ทราบภายในสามสิบวันนับแต่

วันที่ได้รับหนังสืออุทธรณ์

คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของรัฐมนตรีให้เป็นที่สุด

มาตรา ๒๗

มาตรา ๒๗ ให้นายทะเบียนประกาศการจดทะเบียนสมาคมในราชกิจจา

นุเบกษา

มาตรา ๒๘

มาตรา ๒๘ ให้ผู้เริ่มก่อการจัดตั้งสมาคม จัดให้มีการประชุมใหญ่สามัญ

ครั้งแรกภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันที่จดทะเบียน เพื่อเลือกตั้งคณะกรรมการสมาคมและ

มอบหมายการทั้งปวงให้แก่คณะกรรมการสมาคม และอนุมัติร่างข้อบังคับที่ได้ยื่นแก่นาย

ทะเบียนตามมาตรา ๒๖

เมื่อที่ประชุมใหญ่ได้เลือกตั้งคณะกรรมการสมาคม และอนุมัติร่างข้อบังคับ

แล้วให้นำสำเนาข้อบังคับและรายชื่อ ที่อยู่ อาชีพหรือวิชาชีพของกรรมการสมาคมไปจด

ทะเบียนภายในสิบสี่วันนับแต่วันที่ที่ประชุมใหญ่ลงมติ

การประชุมใหญ่ไม่ว่ากรณีใด ๆ ให้กระทำได้เฉพาะในวันที่เป็นวันหยุด

ราชการหรือวันหยุดตามประเพณี

มาตรา ๒๙

มาตรา ๒๙ การแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับของสมาคมและการเปลี่ยนแปลง

กรรมการสมาคมจะกระทำได้โดยมติของที่ประชุมใหญ่ และต้องนำไปจดทะเบียนภายในสิบสี่

วันนับแต่วันที่ที่ประชุมใหญ่ลงมติ

การแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับและการเปลี่ยนแปลงกรรมการสมาคมตามวรรค

หนึ่งจะมีผลใช้บังคับต่อเมื่อนายทะเบียนได้รับจดทะเบียนแล้ว

ให้นำมาตรา ๒๖ มาใช้บังคับแก่การขอแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับโดยอนุโลม

มาตรา ๓๐

มาตรา ๓๐ ผู้ซึ่งจะเป็นสมาชิกของสมาคมในรัฐวิสาหกิจใด จะต้องเป็น

พนักงานในรัฐวิสาหกิจนั้น และต้องไม่เป็นสมาชิกของสหภาพแรงงานใด ๆ

มาตรา ๓๑

มาตรา ๓๑ สมาชิกของสมาคมมีสิทธิขอตรวจสอบทะเบียนสมาชิก เอกสาร

หรือบัญชี เพื่อทราบการดำเนินกิจการของสมาคมได้ในเวลาเปิดทำการ

ในการขอตรวจสอบตามวรรคหนึ่ง เจ้าหน้าที่ของสมาคมต้องให้ความสะดวก

ตามสมควร

มาตรา ๓๒

มาตรา ๓๒ สมาชิกภาพของสมาชิกสมาคมสิ้นสุดลงเมื่อ ตาย ลาออก ที่

ประชุมใหญ่ให้ออก ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๓๐ หรือมีเหตุอื่นตามที่

กำหนดในข้อบังคับของสมาคม

มาตรา ๓๓

มาตรา ๓๓ เพื่อประโยชน์ของสมาชิกของสมาคม ให้สมาคมมีอำนาจหน้าที่

ดังต่อไปนี้

(๑) ยื่นข้อเสนอต่อคณะกรรมการกิจการสัมพันธ์เกี่ยวกับสิทธิประโยชน์

แทนสมาชิก

(๒) ยื่นคำร้องทุกข์เกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ต่อคณะกรรมการกิจการสัมพันธ์

แทนสมาชิก

(๓) ตั้งผู้แทนเข้าร่วมเป็นกรรมการในคณะกรรมการกิจการสัมพันธ์

(๔) จัดให้มีการให้บริการเพื่อสวัสดิการของสมาชิกหรือจัดสรรเงินหรือ

ทรัพย์สินเพื่อสาธารณประโยชน์ ทั้งนี้ ตามที่ที่ประชุมใหญ่เห็นสมควร

(๕) เรียกเก็บเงินค่าสมัครเป็นสมาชิกและเงินค่าบำรุงตามอัตราที่กำหนดใน

ข้อบังคับของสมาคม

(๖) ดำเนินการให้เป็นไปตามวัตถุที่ประสงค์ที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๑

มาตรา ๓๔

มาตรา ๓๔ ให้สมาคมมีคณะกรรมการสมาคมเป็นผู้ดำเนินกิจการและเป็น

ผู้แทนของสมาคมในกิจการที่เกี่ยวกับบุคคลภายนอก เพื่อการนี้คณะกรรมการสมาคมจะมอบ

หมายให้กรรมการคนหนึ่งหรือหลายคนทำแทนก็ได้

คณะกรรมการสมาคมอาจแต่งตั้งคณะอนุกรรมการสมาคมเพื่อปฏิบัติงาน

ตามที่มอบหมายได้

มาตรา ๓๕

มาตรา ๓๕ ผู้ซึ่งจะได้รับเลือกตั้งหรือแต่งตั้งเป็นกรรมการสมาคม หรือ

อนุกรรมการสมาคมตามมาตรา ๓๔ ต้องเป็นสมาชิกของสมาคมนั้น และไม่เป็นผู้ซึ่ง

นายทะเบียนสั่งให้ออกจากตำแหน่งกรรมการสมาคมภายในระยะเวลาหนึ่งปีนับแต่วันที่

นายทะเบียนสั่งให้ออกจากตำแหน่ง

มาตรา ๓๖

มาตรา ๓๖ สมาคมจะกระทำการดังต่อไปนี้ได้ก็แต่โดยมติของที่ประชุมใหญ่

(๑) แก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับ

(๒) เลือกตั้งกรรมการสมาคม เลือกตั้งผู้สอบบัญชี รับรองงบดุล รายงาน

ประจำปีและงบประมาณ

(๓) จัดให้มีการให้บริการเพื่อสวัสดิการของสมาชิกหรือจัดสรรเงินหรือ

ทรัพย์สินเพื่อสาธารณประโยชน์

(๔) รับเงินช่วยเหลือจากบุคคลหรือนิติบุคคลที่ไม่มีสัญชาติไทย

(๕) เลิกสมาคม

มาตรา ๓๗

มาตรา ๓๗ สมาคมต้องจัดให้มีทะเบียนสมาชิกตามแบบที่รัฐมนตรีกำหนด

และเก็บรักษาไว้ที่สำนักงานพร้อมที่จะให้ตรวจสอบได้ในเวลาทำการ

ให้สมาคมประกาศวันและเวลาเปิดทำการไว้ที่สำนักงาน

มาตรา ๓๘

มาตรา ๓๘ ให้นายทะเบียนหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งนายทะเบียน

มอบหมายมีอำนาจดังต่อไปนี้

(๑) เข้าไปในสำนักงานของสมาคมในเวลาทำการเพื่อตรวจสอบกิจการของ

สมาคม

(๒) สั่งให้กรรมการสมาคม อนุกรรมการสมาคม และเจ้าหน้าที่ของสมาคม

ส่งหรือแสดงเอกสารหรือบัญชีของสมาคมเพื่อประกอบการพิจารณากรณีที่มีปัญหาเกิดขึ้น

(๓) สอบถามบุคคลใน (๒) หรือเรียกบุคคลดังกล่าวมาเพื่อสอบถามหรือ

ให้ชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการดำเนินกิจการของสมาคม

มาตรา ๓๙

มาตรา ๓๙ สมาคมย่อมเลิกด้วยเหตุใดเหตุหนึ่ง ดังต่อไปนี้

(๑) ถ้ามีข้อบังคับของสมาคมกำหนดให้เลิกในกรณีใด เมื่อมีกรณีนั้น

(๒) เมื่อที่ประชุมใหญ่มีมติให้เลิก

(๓) เมื่อมีจำนวนสมาชิกน้อยกว่าร้อยละสามสิบของจำนวนพนักงานทั้งหมด

(๔) เมื่อนายทะเบียนมีคำสั่งให้เลิกเนื่องจากสมาคมกระทำการอันเป็นการ

ขัดต่อกฎหมายหรือความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือเป็นภัยต่อ

เศรษฐกิจหรือความมั่นคงของประเทศ

(๕) เมื่อล้มละลาย

มาตรา ๔๐

มาตรา ๔๐ นายทะเบียนมีอำนาจสั่งให้กรรมการสมาคมผู้ใดผู้หนึ่ง หรือคณะ

กรรมการสมาคมออกจากตำแหน่งได้ เมื่อปรากฏว่า

(๑) กระทำการอันมิชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งเป็นการขัดขวางการปฏิบัติงานตาม

หน้าที่ของคณะกรรมการ คณะอนุกรรมการ นายทะเบียนและพนักงานเจ้าหน้าที่

(๒) ดำเนินกิจการไม่ถูกต้องตามวัตถุที่ประสงค์ของสมาคมอันเป็นการขัดต่อ

กฎหมายหรือความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรืออาจเป็นภัยแก่

เศรษฐกิจหรือความมั่นคงของประเทศ หรือ

(๓) ให้หรือยินยอมให้ผู้ใดผู้หนึ่งซึ่งมิใช่กรรมการสมาคมเป็นผู้ดำเนินกิจการ

ของสมาคม

คำสั่งตามวรรคหนึ่ง ให้ทำเป็นหนังสือและแจ้งให้ผู้ซึ่งเกี่ยวข้องและสมาคม

ทราบโดยมิชักช้า

เมื่อนายทะเบียนสั่งให้ออกจากตำแหน่งตามมาตรานี้แล้ว ให้แจ้งผู้บังคับ

บัญชาของพนักงานซึ่งเป็นกรรมการนั้นเพื่อดำเนินการลงโทษทางวินัยต่อไป

มาตรา ๔๑

มาตรา ๔๑ ผู้ซึ่งได้รับคำสั่งให้ออกจากตำแหน่งกรรมการสมาคมตามมาตรา

๔๐ มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งนั้นต่อคณะกรรมการ โดยทำเป็นหนังสือยื่นต่อนายทะเบียนภายใน

สิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับคำสั่ง

ให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอุทธรณ์และแจ้งให้ผู้อุทธรณ์ทราบภายใน

สามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับหนังสืออุทธรณ์ คำวินิจฉัยชี้ขาดของคณะกรรมการให้เป็นที่สุด

มาตรา ๔๒

มาตรา ๔๒ สมาคมต้องจัดให้มีการตรวจสอบบัญชี และต้องเสนองบดุล

พร้อมด้วยรายงานการสอบบัญชีของผู้สอบบัญชีต่อที่ประชุมใหญ่

เมื่อที่ประชุมใหญ่รับรองงบดุลและรายงานการสอบบัญชีแล้ว ให้ส่งสำเนา

หนึ่งชุดให้แก่นายทะเบียนภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ที่ประชุมใหญ่มีมติรับรอง

สำนักงานคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์

มาตรา ๔๓

มาตรา ๔๓ ให้จัดตั้งสำนักงานคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ขึ้นใน

กรมแรงงานกระทรวงมหาดไทย มีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้

(๑) ปฏิบัติงานธุรการของคณะกรรมการและคณะอนุกรรมการตามพระราช

บัญญัตินี้

(๒) เก็บ รวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ของพนักงาน

(๓) ดำเนินการให้เป็นไปตามมติของคณะกรรมการ

(๔) ปฏิบัติหน้าที่ตามที่คณะกรรมการหรือคณะอนุกรรมการมอบหมาย

บทกำหนดโทษ

มาตรา ๔๔

มาตรา ๔๔ ผู้ใดไม่อำนวยความสะดวก ขัดขวาง ไม่ตอบหนังสือสอบถาม ไม่

ชี้แจงข้อเท็จจริง หรือไม่ส่งสิ่งของหรือเอกสารที่เกี่ยวข้องแก่กรรมการหรืออนุกรรมการตาม

บทเฉพาะกาล

มาตรา ๑๓

มาตรา ๑๓ หรือนายทะเบียนหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งนายทะเบียนมอบหมายตามมาตรา ๓๘

ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา ๔๕

มาตรา ๔๕ ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๑๙ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือ

ปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ผู้ใดยุยงส่งเสริมหรือสนับสนุนการกระทำผิดตามวรรคหนึ่ง ต้องระวางโทษ

เป็นสองเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น

มาตรา ๔๖

มาตรา ๔๖ ผู้ใดดำเนินกิจการใด ๆ ในรัฐวิสาหกิจในลักษณะหรือทำนอง

เดียวกันกับสมาคมโดยยังไม่ได้จดทะเบียนตามมาตรา ๒๖ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน

หนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา ๔๗

มาตรา ๔๗ ผู้เริ่มก่อการจัดตั้งสมาคมผู้ใดไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๒๘ หรือ

กรรมการสมาคมผู้ใดไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๒๙ ต้องระวางโทษปรับไม่เกินวันละห้าสิบบาท

ตลอดระยะเวลาที่ยังฝ่าฝืนอยู่

มาตรา ๔๘

มาตรา ๔๘ สมาคมใดรับบุคคลเข้าเป็นสมาชิกโดยฝ่าฝืนมาตรา ๓๐ ต้อง

ระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท

44 มาตรา

อ้างอิงกฎหมายนี้

พระราชบัญญัติพนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2534 (Office of the Council of State). Retrieved via LawPlayer, https://lawplayer.com/th/act/pythainlp_8f7984e40de9bce1

ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).

Thai official texts excluded from copyright (Copyright Act B.E. 2537 s.7);開放資料層 CC BY 署名

本頁資料來源:สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (OCS)·整理提供:法律人 LawPlayer· lawplayer.com