法律人 LawPlayer logo

資料由法律人 LawPlayer整理提供·กฎหมายไทย / LawPlayer จากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

adminRule

ระเบียบกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม ว่าด้วยข้อบังคับของวิทยาลัยการแรงงาน พ.ศ 2545

เลขที่
วันที่ประกาศ
จำนวนมาตรา
32
มาตรา อารัมภบท

ระเบียบกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม

ระเบียบกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม

ว่าด้วยข้อบังคับของวิทยาลัยการแรงงาน

พ.ศ. ๒๕๔๕

โดยที่เป็นการสมควรจัดตั้งวิทยาลัยการแรงงานโดยมีวัตถุประสงค์

เพื่อมีการบริหารเชิงการตลาดในการช่วยเหลือและเพิ่มโอกาสให้คนหางานไปทำงานในต่างประเทศอย่างมีทักษะฝีมือ

และมุ่งเน้นให้ผู้สำเร็จการฝึกอบรมได้มีงานทำด้วยการประกันรายได้ที่เหมาะสม ซึ่งมีความแตกต่างจากการฝึกอบรมของสถาบันการศึกษาด้านอาชีพอื่น

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๕

แห่งพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. ๒๕๒๘

แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๗

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคมจึงวางระเบียบไว้ ดังต่อไปนี้

มาตรา ข้อ ๑

ข้อ ๑

ระเบียบนี้เรียกว่า “ระเบียบกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม ว่าด้วยข้อบังคับของวิทยาลัยการแรงงาน

พ.ศ. ๒๕๔๕”

มาตรา ข้อ ๒

ข้อ ๒[๑] ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

มาตรา ข้อ ๓

ข้อ ๓

ในระเบียบนี้

“วิทยาลัยการแรงงาน” หมายความว่า

สถานที่ที่ให้การฝึกอบรมเพื่อพัฒนาฝีมือแรงงาน

โดยมุ่งเน้นให้ผู้สำเร็จการฝึกอบรมทุกคนได้มีงานทำในต่างประเทศเป็นอันดับแรก และสนับสนุนช่วยเหลือการมีงานทำในประเทศเป็นอันดับรอง

โดยจะได้รับการประกันความเหมาะสมของรายได้ในระยะหกเดือนแรกของการมีงานทำ ทั้งนี้

วิทยาลัยการแรงงานมีวัตถุประสงค์ไม่แสวงหาผลกำไร

“ผู้รับการฝึก” หมายความว่า

คนหางานซึ่งสมัครและได้รับการคัดเลือกเข้ารับการฝึกอบรม ณ วิทยาลัยการแรงงาน

“ผู้หางาน” หมายความว่า

ผู้รับการฝึกซึ่งสำเร็จการฝึกอบรมจากวิทยาลัยการแรงงาน

“ผู้อำนวยการ” หมายความว่า ผู้อำนวยการวิทยาลัยการแรงงาน

“คณะกรรมการ” หมายความว่า คณะกรรมการวิทยาลัยการแรงงาน

“คณะกรรมการบริหาร” หมายความว่า

คณะกรรมการบริหารวิทยาลัยการแรงงาน

“รัฐมนตรี” หมายความว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคมผู้รักษาการตามระเบียบนี้

มาตรา ข้อ ๔

ข้อ ๔

ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่งเรียกว่า “คณะกรรมการวิทยาลัยการแรงงาน” ประกอบด้วย

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคมเป็นประธานกรรมการ ปลัดกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม

เป็นรองประธานกรรมการ อธิบดีกรมการจัดหางานหรือผู้แทน

อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงานหรือผู้แทนเป็นกรรมการ

และกรรมการอื่นซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งอีกไม่เกินสิบเอ็ดคน

โดยกรรมการคนหนึ่งได้รับมอบหมายให้เป็นเลขานุการ

มาตรา ข้อ ๕

ข้อ ๕

คณะกรรมการ มีอำนาจหน้าที่ดังนี้

(๑) กำหนดนโยบายและมาตรการในการพัฒนาฝีมือแรงงานให้กับผู้รับการฝึกเพื่อให้ผู้หางานมีงานทำโดยได้รับการประกันความเหมาะสมของรายได้ในระยะหกเดือนแรกของการมีงานทำ

(๒) ออกประกาศ ระเบียบ ข้อบังคับ หลักเกณฑ์หรือเงื่อนไขต่าง

ๆ เพื่อปฏิบัติการตามระเบียบนี้

(๓) กำหนดนโยบายและมาตรการบริหารเงินทุนหมุนเวียน

รวมทั้งพิจารณาเพื่อให้ความเห็นชอบระเบียบที่เกี่ยวกับการรับ การจ่ายเงิน

การเก็บรักษาเงิน ตลอดจนพิจารณาให้ความเห็นชอบงบดุลและรายงานทางการเงินและบัญชีที่คณะกรรมการบริหารเสนอ

(๔) ให้คำปรึกษาและแนะนำคณะกรรมการบริหารและผู้อำนวยการ

(๕) พิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดเกี่ยวกับการดำเนินงานของวิทยาลัยการแรงงานทุกกรณี

(๖)

คัดเลือกกรรมการบริหารเพื่อเป็นผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายเงินโดยแบ่งเป็นสองกลุ่ม

ๆ ละสองคน

(๗)

แต่งตั้งคณะอนุกรรมการหรือคณะทำงานเพื่อพิจารณาหรือปฏิบัติการอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่คณะกรรมการมอบหมาย

มาตรา ข้อ ๖

ข้อ ๖

คณะกรรมการซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งมีวาระอยู่ในตำแหน่งคราวละสองปีนับตั้งแต่วันแต่งตั้ง

ในวาระเริ่มแรกเมื่อครบกำหนดหนึ่งปีนับแต่วันแต่งตั้ง ให้กรรมการออกจากตำแหน่งเป็นจำนวนหนึ่งในสองของกรรมการที่ได้รับการแต่งตั้งโดยวิธีการจับฉลาก

และให้ถือว่าเป็นการพ้นจากตำแหน่งตามวาระ

มาตรา ข้อ ๗

ข้อ ๗

นอกจากการพ้นตำแหน่งตามวาระข้อ ๖ แล้ว กรรมการซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งพ้นจากตำแหน่งเมื่อ

(๑) ตาย

(๒) ลาออก

(๓) รัฐมนตรีให้ออก

(๔) เป็นบุคคลล้มละลาย

(๕) เป็นคนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถ

(๖) ได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก

เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่กระทำโดยประมาท หรือความผิดลหุโทษ

ในกรณีที่มีการแต่งตั้งกรรมการแทนตำแหน่งที่ว่าง

ให้กรรมการที่ได้รับการแต่งตั้งอยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของผู้ที่ตนแทน

มาตรา ข้อ ๘

ข้อ ๘

ในกรณีที่กรรมการซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งดำรงตำแหน่งครบวาระแล้วแต่ยังมิได้มีการแต่งตั้งกรรมการขึ้นใหม่

ให้กรรมการที่พ้นจากตำแหน่งตามวาระปฏิบัติหน้าที่ไปพลางก่อนจนกว่ากรรมการที่ได้รับแต่งตั้งใหม่จะเข้ารับหน้าที่

มาตรา ข้อ ๙

ข้อ ๙

ให้คณะกรรมการประชุมไม่น้อยกว่าหนึ่งครั้งต่อสามเดือน เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบงบการเงินในรอบไตรมาส

และการดำเนินกิจการของวิทยาลัยการแรงงาน

มาตรา ข้อ ๑๐

ข้อ ๑๐

การประชุมคณะกรรมการ ต้องมีกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมด

จึงจะเป็นองค์ประชุม

ในการประชุมคราวใดถ้าประธานกรรมการไม่อยู่ในที่ประชุมหรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ให้กรรมการที่ประธานกรรมการมอบหมายเป็นประธานในที่ประชุม

การวินิจฉัยชี้ขาดของที่ประชุมให้ถือเสียงข้างมาก

กรรมการคนหนึ่งมีหนึ่งเสียงในการลงคะแนน

ถ้าคะแนนเสียงเท่ากันให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด

มาตรา ข้อ ๑๑

ข้อ ๑๑

ให้รัฐมนตรีแต่งตั้งคณะกรรมการบริหาร จำนวนเจ็ดคนโดยแต่งตั้งจากคณะกรรมการ

มาตรา ข้อ ๑๒

ข้อ ๑๒

คณะกรรมการบริหาร มีอำนาจหน้าที่ดังนี้

(๑) เสนอความเห็นเกี่ยวกับรายงานการดำเนินงาน งบดุล

บัญชีรายรับ รายจ่าย ต่อคณะกรรมการ

(๒) ควบคุม ติดตาม

และประเมินผลการดำเนินงานของวิทยาลัยการแรงงาน

(๓) เสนอความเห็นเพื่อแก้ไข ปรับปรุงระเบียบ

หลักเกณฑ์และเงื่อนไขต่าง ๆ ของวิทยาลัยการแรงงานต่อคณะกรรมการ

(๔) ให้คำปรึกษาแนะนำแก่ผู้อำนวยการ

(๕)

แต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งมีความสำคัญต่อการดำเนินงานของวิทยาลัยการแรงงาน

ได้แก่ ตำแหน่งหัวหน้าแผนกธุรการ หัวหน้าแผนการเงิน หัวหน้าแผนกการบัญชี หรือตำแหน่งอื่นตามที่คณะกรรมการกำหนด

(๖)

แต่งตั้งคณะทำงานเพื่อพิจารณาหรือปฏิบัติการอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่คณะกรรมการบริหารมอบหมาย

(๗)

การใดที่เกินอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการบริหารให้เสนอคณะกรรมการเพื่อพิจารณา

มาตรา ข้อ ๑๓

ข้อ ๑๓

ให้คณะกรรมการบริหารประชุมไม่น้อยกว่าเดือนละครั้ง เพื่อพิจารณาให้ความเห็นงบการเงินของเดือนที่ผ่านมา

รับทราบการบริหารกิจการทั่วไปของวิทยาลัยการแรงงาน และการพิจารณาอนุมัติให้ดำเนินการในกิจการหรือนิติกรรมที่สำคัญและจำเป็นตามข้อเสนอของผู้อำนวยการ

มาตรา ข้อ ๑๔

ข้อ ๑๔

ให้ใช้ความในข้อ ๖ ข้อ ๗ ข้อ ๘ และข้อ ๑๐ บังคับแก่คณะกรรมการบริหารโดยอนุโลม

มาตรา ข้อ ๑๕

ข้อ ๑๕

ให้วิทยาลัยการแรงงาน มีผู้อำนวยการคนหนึ่งเป็นผู้ดูแลรับผิดชอบการบริหารงานของวิทยาลัยการแรงงานให้เป็นไปตามกฎหมาย

นโยบาย ระเบียบข้อบังคับของทางราชการและวิทยาลัยการแรงงาน

โดยคณะกรรมการเป็นผู้คัดเลือกกรรมการผู้หนึ่งผู้ใดที่มิใช่กรรมการบริหารเป็นผู้อำนวยการและให้อยู่ในวาระสองปี

มาตรา ข้อ ๑๖

ข้อ ๑๖

ผู้อำนวยการมีอำนาจหน้าที่ดังนี้

(๑)

วิเคราะห์และจัดทำแผนพัฒนาวิทยาลัยการแรงงานเสนอเพื่อการพิจารณาของคณะกรรมการบริหารและคณะกรรมการ

(๒) ควบคุม ดูแลการบริหารและการจัดการวิทยาลัยการแรงงานให้เป็นไปตามนโยบาย

วัตถุประสงค์ ระเบียบและข้อกำหนดของวิทยาลัยการแรงงานหรือดำเนินการอื่นใดเพื่อความเจริญก้าวหน้าของวิทยาลัยการแรงงาน

(๓)

อนุญาตให้มีการรับบุคคลเข้ารับการอบรมในวิทยาลัยการแรงงานเมื่อบุคคลนั้นได้ชำระค่าธรรมเนียมการฝึกตามที่วิทยาลัยการแรงงานกำหนด

(๔) แต่งตั้งพนักงานในตำแหน่งอื่น ตามความจำเป็นของกิจการ

(๕)

มีอำนาจอนุมัติสั่งจ่ายเงินของวิทยาลัยได้ครั้งละไม่เกินห้าหมื่นบาทต่อหนึ่งมูลฐานของเหตุที่ต้องมีการจ่ายเงิน

(๖) กิจการหรือนิติกรรมใดที่สำคัญหรือจำเป็น

ให้เสนอขอความเห็นชอบจากคณะกรรมการบริหารเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบก่อนดำเนินการ

(๗) เสนอแต่งตั้งและถอดถอนพนักงานเจ้าหน้าที่

ซึ่งมีความสำคัญต่อการดำเนินงานของวิทยาลัยการแรงงานต่อคณะกรรมการบริหาร

(๘) ควบคุม

กำกับดูแลการปฏิบัติงานของพนักงานเจ้าหน้าที่ของวิทยาลัยการแรงงาน

(๙) จัดทำทะเบียนพนักงานเจ้าหน้าที่ วิทยากร ผู้รับการฝึก

วุฒิบัตรและเอกสารอื่นที่เกี่ยวกับการฝึกอบรมของวิทยาลัยการแรงงาน

(๑๐) จัดการประเมินผลและหลักฐานการประเมินผลการฝึกอบรม

(๑๑)

กำกับดูแลและควบคุมด้านการเงินและการบัญชีของวิทยาลัยการแรงงาน

(๑๒) วางระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการดำเนินงานของวิทยาลัยการแรงงานโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการบริหารและคณะกรรมการ

(๑๓)

การใดที่เกินอำนาจขอผู้อำนวยการให้เสนอคณะกรรมการบริหารเพื่อพิจารณา

หากเป็นกรณีเร่งด่วนให้เสนอของความเห็นชอบจากประธานคณะกรรมการบริหาร

(๑๔) ปฏิบัติการอื่นใดตามที่คณะกรรมการหรือคณะกรรมการบริหารมอบหมาย

มาตรา ข้อ ๑๗

ข้อ ๑๗

ให้ผู้อำนวยการวิทยาลัยการแรงงานเป็นผู้รับผิดชอบในการจัดทำงบการเงินประจำปี

เสนอต่อคณะกรรมการบริหารและคณะกรรมการเพื่อพิจารณารับรองงบการเงิน

มาตรา ข้อ ๑๘

ข้อ ๑๘

การฝึกอบรมของวิทยาลัยการแรงงานในระยะแรกจะดำเนินการในหลักสูตรแม่บ้านทันสมัย

หลักสูตรผู้อนุบาลเด็กและคนชรา และหลักสูตรอื่นตามที่คณะกรรมการกำหนด

เมื่อดำเนินการครบหนึ่งปี วิทยาลัยการแรงงาน

จะขยายกิจการโดยร่วมกับหน่วยงานอื่นทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อเพิ่มสาขาการฝึกอบรม

โดยวิทยาลัยการแรงงานเป็นผู้ควบคุมด้านการตลาดและการรับรองคุณภาพตามมาตรฐานฝีมือแรงงาน

มาตรา ข้อ ๑๙

ข้อ ๑๙

เมื่อครบห้าปี นับตั้งแต่วันที่จัดตั้งวิทยาลัยการแรงงาน วิทยาลัยการแรงงานจะต้องดำเนินการทบทวน

ปรับปรุง แก้ไขวัตถุประสงค์ ระเบียบ และข้อบังคับให้สอดคล้องและเหมาะสมกับสภาพสังคมหรือสภาพแวดล้อมในเวลานั้น

มาตรา ข้อ ๒๐

ข้อ ๒๐

วิทยาลัยการแรงงานมีเงินทุนหมุนเวียนประกอบด้วย

(๑) เงินโอนจากกรมพัฒนาฝีมือแรงงานและกรมการจัดหางาน

หน่วยงานละห้าล้านบาท รวมสิบล้านบาท เพื่อเป็นทุนประเดิม

(๒) เงินค่าธรรมเนียมการฝึก

(๓) เงินได้ที่เรียกเก็บตามสัญญาจากผู้หางาน

(๔) เงินหรือทรัพย์สินที่มีผู้บริจาคให้

(๕) ดอกผลของเงินทุนหมุนเวียน

(๖) เงินหรือทรัพย์สินที่ได้จากการฟ้องร้องดำเนินคดี

หรือจากการบังคับตามสัญญา

มาตรา ข้อ ๒๑

ข้อ ๒๑

ผู้รับการฝึกจะต้องจ่ายค่าธรรมเนียมการฝึกตามอัตราที่วิทยาลัยการแรงงานกำหนด

การชำระค่าธรรมเนียมการฝึกกำหนดให้ชำระได้สองวิธี

(๑) ชำระในคราวเดียว

(๒) ชำระรายงวด โดยมีผู้ค้ำประกันคือ บิดา

มารดาของผู้รับการฝึก หรือผู้ที่วิทยาลัยการแรงงานเห็นว่าเหมาะสมเป็นผู้ค้ำประกัน

การชำระค่าธรรมเนียมการฝึกตาม (๒)

ให้ผู้อำนวยการพิจารณาเงินเพิ่มและรายละเอียดของการผ่อนชำระโดยความเห็นชอบของประธานคณะกรรมการบริหาร

มาตรา ข้อ ๒๒

ข้อ ๒๒

เมื่อปรากฏว่าการดำเนินงานมีรายได้ตามข้อ ๒๐ (๒) (๓) และ (๕) สูงกว่าค่าใช้จ่ายประจำปี

ให้ผู้อำนวยการโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการดำเนินการดังนี้

(๑)

ให้เก็บไว้เป็นเงินสำรองเพื่อส่งเสริมกิจการของวิทยาลัยการแรงงานเมื่อครบรอบปีบัญชี

(วันที่ ๑ ตุลาคม - วันที่ ๓๐ กันยายน ของทุกปี)

(๒) ให้ชำระคืนทุนประเดิมตามความเหมาะสม

เมื่อครบกำหนดห้าปีนับจากวาระเริ่มแรก

มาตรา ข้อ ๒๓

ข้อ ๒๓

การสั่งจ่ายเงิน ให้กรรมการบริหารที่คณะกรรมการคัดเลือกตามข้อ ๕ (๖)

เป็นผู้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายร่วมกันสองฝ่าย ฝ่ายละหนึ่งคน

มาตรา ข้อ ๒๔

ข้อ ๒๔

หัวหน้าแผนกการเงินซึ่งคณะกรรมการบริหารแต่งตั้งทำหน้าที่วางแผนงบประมาณ

จัดทำคำขอ อนุมัติเบิกจ่าย รับและจ่ายเงิน จัดทำรายงานการรับจ่ายเงินของวิทยาลัยการแรงงานหรือปฏิบัติอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่ผู้อำนวยการหรือคณะกรรมการบริหารมอบหมาย

มาตรา ข้อ ๒๕

ข้อ ๒๕

หัวหน้าแผนกการบัญชีซึ่งคณะกรรมการบริหารแต่งตั้งทำหน้าที่จัดทำบัญชีรายรับ

รายจ่าย งบดุล หรือปฏิบัติอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่ผู้อำนวยการหรือคณะกรรมการบริหารมอบหมาย

มาตรา ข้อ ๒๖

ข้อ ๒๖

ผู้รับการฝึกจะต้องใช้เวลาเข้ารับการฝึกอบรมไม่ต่ำกว่าร้อยละเก้าสิบของระยะเวลาทั้งหมดในแต่ละหลักสูตรที่เข้ารับการฝึก

และต้องสอบผ่านตามหลักเกณฑ์การฝึกอบรมระบบ CBST (Competency Base Skill Training)

ซึ่งกำหนดระยะเวลาความสำเร็จการฝึกตามความสามารถของผู้รับการฝึก

มาตรา ข้อ ๒๗

ข้อ ๒๗

ผู้รับการฝึกที่มีผลการฝึกต่ำกว่าเกณฑ์ที่วิทยาลัยการแรงงานกำหนดจะไม่ได้รับประกันสิทธิการมีงานทำ

มาตรา ข้อ ๒๘

ข้อ ๒๘

ผู้หางานจะได้รับการพิจารณาคัดเลือกและทำสัญญาเดินทางไปทำงานต่างประเทศ

โดยมีรายได้สุทธิก่อนหักภาษีเป็นสองเท่าของค่าธรรมเนียมการฝึก ทั้งนี้ รายได้ดังกล่าวไม่นับรวมค่าที่พักและค่าอาหาร

มาตรา ข้อ ๒๙

ข้อ ๒๙

ผู้หางานที่ได้เดินทางไปทำงานต่างประเทศ โดยได้รับรายได้ต่อเดือนสูงกว่าสองเท่าของค่าธรรมเนียมการฝึก

ตามข้อ ๒๘ รายได้ส่วนที่เกินสองพันบาทแรกจะต้องส่งเข้าเงินทุนหมุนเวียนร้อยละสอง

และทุก ๆ สองพันบาทที่เกินจากจำนวนข้างต้น จะต้องส่งเข้าเงินทุนหมุนเวียนในอัตราก้าวหน้าเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละสี่

และร้อยละหก โดยลำดับ ตลอดระยะเวลาการทำงาน แต่ต้องไม่เกินกว่าสองปี

มาตรา ข้อ ๓๐

ข้อ ๓๐

เมื่อสิ้นสุดสัญญาการจ้างงานในต่างประเทศผู้หางานต้องเดินทางกลับประเทศไทยทันที

การไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขนี้ผู้หางานและผู้ค้ำประกันจะต้องรับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้นและจะถูกฟ้องเอาผิดตามสัญญาก็ได้

มาตรา ข้อ ๓๑

ข้อ ๓๑

ผู้หางานที่ไม่ได้เดินทางไปทำงานต่างประเทศ ภายในหกสิบวันวิทยาลัยการแรงงานจะประสานกรมการจัดหางานเพื่อบรรจุงานในประเทศให้

โดยประกันรายได้ค่าตอบแทนเท่ากับค่าธรรมเนียมการฝึกเป็นระยะเวลาหกเดือน

มาตรา ข้อ ๓๒

ข้อ ๓๒

ผู้หางานที่ได้งานทำ หากมีการเปลี่ยนนายจ้างให้ถือว่าการประกันสิทธิการมีงานทำสิ้นสุดลง

ประกาศ ณ วันที่ ๓๐ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๕

เดช บุญ-หลง

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน

และสวัสดิการสังคม

ฐาปนี/ปรับปรุง

๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๖

โชติกานต์/ปรับปรุง

๒ มิถุนายน ๒๕๖๐

[๑]

ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๑๙/ตอนพิเศษ ๙๑ ง/หน้า ๒๒/๓๐ กันยายน ๒๕๔๕

32 มาตรา

อ้างอิงกฎหมายนี้

ระเบียบกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม ว่าด้วยข้อบังคับของวิทยาลัยการแรงงาน พ.ศ 2545 (Office of the Council of State). Retrieved via LawPlayer, https://lawplayer.com/th/act/pythainlp_95a3de9096b2fa85

ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).

Thai official texts excluded from copyright (Copyright Act B.E. 2537 s.7);開放資料層 CC BY 署名

本頁資料來源:สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (OCS)·整理提供:法律人 LawPlayer· lawplayer.com