ข้อ ๑๑ เมื่อสำนักงานสรรพสามิตภาคหรือสำนักกฎหมายได้รับคำอุทธรณ์ตามความในข้อ
๙ และได้รับเอกสารหลักฐานทั้งปวงจากหน่วยงานที่ตรวจสอบและประเมินภาษีตามความในข้อ ๑๐.๓
แล้วให้ดำเนินการตรวจสอบเอกสารหลักฐานประกอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายตามเหตุผลข้ออ้างอิงทั้งในส่วนของการประเมินภาษีและการยื่นอุทธรณ์
แล้วให้ดำเนินการรวบรวมข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายดังนี้
๑๑.๑ การรวบรวมข้อเท็จจริง
(๑) ในกรณีข้อเท็จจริงที่ได้รับจากหน่วยงานที่ตรวจสอบและประเมินภาษียังไม่เพียงพอ
ให้มีหนังสือขอเอกสารหลักฐานเพิ่มเติมไปยังหน่วยงานที่ตรวจสอบและประเมินภาษีนั้น
(๒) ให้เชิญพนักงานเจ้าหน้าที่และเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบหรือเกี่ยวข้องกับการตรวจสอบและประเมินภาษีมาให้ถ้อยคำ
โดยให้สอบถามถึงสาเหตุของการประเมินภาษี และรับฟังพยานหลักฐานต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการตรวจสอบภาษี
ทั้งพยานเอกสาร พยานบุคคล และพยานวัตถุ (ถ้ามี) รวมทั้งให้สอบถามว่า
ได้มีการเรียกเอกสารหรือหลักฐานใด ๆ
จากผู้ถูกประเมินหรือไม่และผู้ถูกประเมินได้นำส่งเอกสารหลักฐานนั้นหรือไม่
โดยให้จดบันทึกการให้ถ้อยคำตามแบบบันทึกถ้อยคำ (แบบ อส. ๗) ที่กำหนดท้ายประกาศนี้
(๓) กรณีมีเหตุจำเป็นและสมควรที่จะต้องออกหนังสือเรียกผู้อุทธรณ์หรือบุคคลที่เกี่ยวข้องมาให้ถ้อยคำ
หรือสั่งให้บุคคลดังกล่าวส่งบัญชีเอกสารหรือหลักฐานอื่นที่เกี่ยวข้องเพื่อประกอบการพิจารณาอุทธรณ์
ให้เสนอขออนุมัติออกหนังสือเรียกต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามมาตรา ๙๖
แห่งพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. ๒๕๖๐
เมื่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์อนุมัติให้ออกหนังสือเรียกแล้ว
ให้นำเสนอผู้แทนอธิบดีเป็นผู้ลงนามในหนังสือเรียก ตามแบบหนังสือเรียก (แบบ อส. ๘) ที่กำหนดท้ายประกาศนี้
เมื่อผู้แทนอธิบดีลงนามในหนังสือเรียกแล้ว
ให้นำส่งโดยปฏิบัติให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการในการแจ้งหนังสือเรียกตามความในมาตรา
๑๑ แห่งพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. ๒๕๖๐ อย่างเคร่งครัด
และเมื่อผู้อุทธรณ์หรือบุคคลที่เกี่ยวข้องมาให้ถ้อยคำตามหนังสือเรียก
ให้จดบันทึกการให้ถ้อยคำตามแบบบันทึกถ้อยคำ (แบบ อส. ๗) ที่กำหนดท้ายประกาศนี้
(๔) กรณีที่จะต้องออกหนังสือเรียกตามความใน
(๓) เพื่อให้ผู้อุทธรณ์นำส่งเอกสารหลักฐานเพิ่มเติมเพื่อใช้ประกอบการพิจารณา
ให้กำหนดระยะเวลาให้ส่งมอบอย่างช้าไม่เกิน ๗ วันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือเรียก
และแจ้งให้ผู้อุทธรณ์ทราบว่า
หากไม่ส่งมอบภายในระยะเวลาที่กำหนดจะพิจารณาตามเอกสารหลักฐานเท่าที่ปรากฏ
เว้นแต่กรณีที่ผู้อุทธรณ์มีเหตุจำเป็นอาจขยายกำหนดเวลาออกไปได้ตามสมควรแก่กรณี
โดยผู้อุทธรณ์จะต้องแจ้งเหตุจำเป็นนั้นก่อนถึงกำหนดเวลา
(๕) กรณีที่ประเด็นข้อเท็จจริงใดยังไม่มีความชัดเจนสมบูรณ์หรือยังไม่เพียงพอที่จะพิจารณาวินิจฉัย
หากเห็นว่าเป็นสาระสำคัญและจำเป็นจะต้องรับฟังความเห็นหรือได้รับข้อมูลจากหน่วยงานภายในกรมสรรพสามิตที่เกี่ยวข้อง
ก็ให้มีหนังสือสอบถามหรือเชิญเจ้าหน้าที่มาให้ถ้อยคำหรือให้นำส่งเอกสารหลักฐานประกอบการพิจารณาได้
ในกรณีที่ต้องมีการบันทึกถ้อยคำ ให้จดบันทึกการให้ถ้อยคำตามแบบบันทึกถ้อยคำ (แบบ
อส. ๗) ที่กำหนดท้ายประกาศนี้
(๖) กรณีที่ผู้อุทธรณ์ยังมิได้นำส่งเอกสารหลักฐานต่อเจ้าหน้าที่ผู้รับคำอุทธรณ์ตามความในข้อ
๗ วรรคสอง หรือข้อ ๘ วรรคสอง แล้วแต่กรณี ให้มีหนังสือไปยังผู้อุทธรณ์เพื่อแจ้งถึงความไม่ถูกต้องหรือความไม่ครบถ้วนของเอกสารหลักฐานแล้วแต่กรณีให้ผู้อุทธรณ์ทราบ
โดยกำหนดให้ผู้อุทธรณ์นำส่งเอกสารหลักฐานภายในกำหนด ๓๐ วัน
นับแต่ได้รับหนังสือในกรณีที่ผู้อุทธรณ์ได้นำส่งเอกสารหลักฐานเพิ่มเติมภายในกำหนด
ให้นำความในข้อ ๘ วรรคสอง มาใช้บังคับกับการรับเอกสารหลักฐานเพิ่มเติมดังกล่าวโดยอนุโลม
หากภายหลังจากผู้อุทธรณ์ได้รับหนังสือแจ้งดังกล่าวแล้ว
ผู้อุทธรณ์ยังมิได้นำส่งเอกสารหลักฐานภายในกำหนด
ให้ถือว่าระยะเวลาในการพิจารณาอุทธรณ์ตามความในมาตรา ๙๙ แห่งพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต
พ.ศ. ๒๕๖๐ เริ่มต้นนับตั้งแต่วันที่ครบกำหนดดังกล่าว ทั้งนี้ ให้นำความในข้อ ๗ วรรคสอง หรือข้อ
๘ วรรคสอง แล้วแต่กรณี
มาใช้บังคับกับการนับระยะเวลาในพิจารณาอุทธรณ์ในกรณีนี้โดยอนุโลม
(๗) ให้จัดระบบเอกสารหลักฐานในส่วนข้อเท็จจริงทั้งปวงที่ได้รับตามความใน
(๑) ถึง (๖) เป็นหมวดหมู่ โดยแยกเป็นข้อเท็จจริงที่ปรากฏในชั้นตรวจสอบและประเมินภาษีและข้อเท็จจริงที่ปรากฏในชั้นพิจารณาอุทธรณ์การประเมินภาษี
โดยให้จัดทำสารบัญรายการเอกสารหลักฐานในส่วนข้อเท็จจริงตามแบบสารบัญรายการเอกสารหลักฐาน
(แบบ อส. ๙) ที่กำหนดท้ายประกาศนี้
๑๑.๒ การรวบรวมข้อกฎหมาย
(๑) รวบรวมข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องทั้งกฎหมายแม่บทและกฎหมายลำดับรองที่เกี่ยวกับการจัดเก็บภาษีสรรพสามิต
การตรวจสอบและประเมินภาษี การพิจารณาอุทธรณ์ รวมทั้งแนวคำวินิจฉัย
ความเห็นทางกฎหมาย และเอกสารอื่น ๆ ที่ใช้ประกอบการพิจารณา
(๒) กรณีที่ระเบียบ แนวปฏิบัติ
หรือคำสั่งเกี่ยวกับการจัดเก็บภาษีหรือการตรวจสอบและประเมินภาษีใดยังไม่มีความชัดเจนเพียงพอที่จะพิจารณาวินิจฉัย
หรือต้องอาศัยการตีความจากหน่วยงานภายในกรมสรรพสามิตที่ออกระเบียบ แนวปฏิบัติ
หรือคำสั่งนั้น ก็ให้มีหนังสือสอบถามหรือเชิญเจ้าหน้าที่มาให้ถ้อยคำหรือให้นำส่งเอกสารหลักฐานประกอบการพิจารณาได้
ในกรณีที่ต้องมีการบันทึกถ้อยคำ ให้จดบันทึกการให้ถ้อยคำตามแบบบันทึกถ้อยคำ (แบบ
อส. ๗) ที่กำหนดท้ายประกาศนี้
(๓) ให้จัดระบบเอกสารหลักฐานในส่วนข้อกฎหมายทั้งปวงที่ได้รับตามความใน
(๑) ถึง (๒) เป็นหมวดหมู่ โดยแยกเป็นกฎหมายแม่บท
กฎหมายลำดับรอง ระเบียบแนวปฏิบัติหรือคำสั่งทั้งปวง
ที่เกี่ยวกับการจัดเก็บภาษีสินค้าหรือบริการที่ประเมินภาษี
การตรวจสอบและประเมินภาษี การพิจารณาอุทธรณ์การประเมินภาษี ตลอดจนข้อกฎหมาย
ระเบียบหรือแนวปฏิบัติอื่น ๆ แนวคำพิพากษา แนวคำวินิจฉัยและความเห็นทางกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
หรือเอกสารอื่น ๆ ที่ใช้ประกอบการพิจารณา (ถ้ามี)
โดยให้จัดทำสารบัญรายการเอกสารหลักฐานในส่วนข้อกฎหมายตามแบบสารบัญรายการเอกสารหลักฐาน
(แบบ อส. ๙) ที่กำหนดท้ายประกาศนี้