法律人 LawPlayer logo

資料由法律人 LawPlayer整理提供·กฎหมายไทย / LawPlayer จากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

adminRule

ระเบียบคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการในการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน พ.ศ. 2558 (ฉบับ Update ล่าสุด)

เลขที่
วันที่ประกาศ
จำนวนมาตรา
65
มาตรา อารัมภบท

ระเบียบคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

ระเบียบคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการในการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน

พ.ศ. ๒๕๕๘

โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงระเบียบคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการในการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน พ.ศ. ๒๕๔๕ ให้มีความเหมาะสมยิ่งขึ้น

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๔ มาตรา ๒๓ วรรคสองและวรรคสาม มาตรา ๒๔ วรรคสอง มาตรา ๒๕ วรรคหนึ่ง และมาตรา ๒๖ วรรคสองและวรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ จึงออกระเบียบไว้ ดังต่อไปนี้

มาตรา ข้อ ๑

ข้อ ๑ ระเบียบนี้เรียกว่า “ระเบียบคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการในการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน พ.ศ. ๒๕๕๘”

มาตรา ข้อ ๒

ข้อ ๒[๑] ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดสามสิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

มาตรา ข้อ ๓

ข้อ ๓ ให้ยกเลิกระเบียบคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการในการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน พ.ศ. ๒๕๔๕

มาตรา ข้อ ๔

ข้อ ๔ ในระเบียบนี้

“คณะกรรมการ” หมายความว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

“ประธานกรรมการ” หมายความว่า ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

“กรรมการ” หมายความว่า กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

“คณะอนุกรรมการ” หมายความว่า คณะอนุกรรมการที่คณะกรรมการแต่งตั้งขึ้นเพื่อทำหน้าที่สืบสวนและสอบสวนข้อเท็จจริง รับฟังคำชี้แจงและพยานหลักฐาน และจัดทำรายงานผลการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน หรือทำหน้าที่อื่นตามที่กำหนดไว้ในระเบียบนี้หรือที่คณะกรรมการมอบหมาย

“สำนักงาน” หมายความว่า สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

“เลขาธิการ” หมายความว่า เลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

“คำร้อง” หมายความว่า เรื่องที่คณะกรรมการเห็นสมควรให้มีการตรวจสอบหรือเรื่องที่มีการเสนอต่อคณะกรรมการเพื่อขอให้ตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน

“ผู้ร้อง”[๒] หมายความว่า บุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่อ้างว่าถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนซึ่งยื่นคำร้องขอให้ตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน และให้หมายความรวมถึงผู้ทำการแทนที่ได้รับมอบหมายหรือองค์กรที่ยื่นคำร้องแทน

“ผู้ถูกร้อง”[๓] หมายความว่า บุคคลหรือองค์กรซึ่งถูกผู้ร้องกล่าวหาว่ากระทำละเมิดสิทธิมนุษยชนและให้หมายความรวมถึงบุคคลหรือองค์กรที่คณะกรรมการเห็นสมควรให้มีการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนตามระเบียบนี้

“เจ้าหน้าที่รับคำร้อง” หมายความว่า เจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ผู้ซึ่งได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่รับคำร้อง ดำเนินการตรวจสอบ และกลั่นกรองคำร้องเบื้องต้นว่าเป็นคำร้องที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการหรือไม่

“เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบสำนวน” หมายความว่า เจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติที่ได้รับมอบหมายให้ดำเนินการสืบสวน สอบสวน หรือตรวจสอบคำร้อง และจัดทำสำนวนเสนอต่อคณะอนุกรรมการหรือคณะกรรมการ แล้วแต่กรณี

“พนักงานเจ้าหน้าที่” หมายความว่า บุคคลซึ่งคณะกรรมการแต่งตั้งขึ้นเพื่อช่วยเหลือการปฏิบัติงานในการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน

“องค์การเอกชนด้านสิทธิมนุษยชน” หมายความว่า องค์การสิทธิมนุษยชนที่มีคุณสมบัติตามกฎหมายว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติและระเบียบว่าด้วยการนั้น

“การติดตามผล” หมายความว่า การติดตามผลการดำเนินการตามมาตรการการแก้ไขปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนของคณะกรรมการ

มาตราที่อ้างถึงในระเบียบนี้ ให้หมายถึงมาตราของพระราชบัญญัติคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒

มาตรา ข้อ ๕

ข้อ ๕ ให้ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติรักษาการตามระเบียบนี้

ในกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับการปฏิบัติตามระเบียบนี้ ให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาด

บททั่วไป

มาตรา ข้อ ๖

ข้อ ๖ ระยะเวลาตามที่กำหนดไว้ในระเบียบนี้ คณะกรรมการหรือคณะอนุกรรมการ แล้วแต่กรณี อาจย่นหรือขยายได้ตามที่เห็นสมควร ทั้งนี้ ให้คำนึงถึงความจำเป็นเร่งด่วนและประโยชน์แห่งการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนเป็นสำคัญ

มาตรา ข้อ ๗

ข้อ ๗ การใดที่ระเบียบนี้กำหนดให้คณะกรรมการต้องปฏิบัติในการพิจารณาตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน ให้นำมาใช้กับคณะอนุกรรมการด้วยโดยอนุโลม

มาตรา ข้อ ๘

ข้อ ๘ การตรวจดูหรือขอข้อมูล ข้อเท็จจริง บรรดาเอกสารหรือพยานหลักฐานที่ได้มาในการปฏิบัติตามระเบียบนี้ ให้สำนักงานพิจารณาดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยข้อมูลข่าวสารของราชการ และระเบียบว่าด้วยการนั้น

การยื่นคำร้อง การตรวจคำร้อง

และการประสานการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน

การยื่นคำร้อง

มาตรา ข้อ ๙

ข้อ ๙ บุคคลหรือกลุ่มบุคคลใดที่ถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือได้รับการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม

รวมทั้งองค์การเอกชนด้านสิทธิมนุษยชนที่พบเห็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๓ และมาตรา ๒๔ บุคคลหรือกลุ่มบุคคลนั้นเป็นผู้มีสิทธิยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดไว้ในหมวดนี้[๔]

เพื่อให้การแก้ไขปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนเป็นไปโดยรวดเร็วและเหมาะสมแก่กรณีเมื่อคณะกรรมการเห็นสมควรอาจกำหนดให้มีการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนในกรณีใดโดยไม่มีการยื่นคำร้องตามวรรคหนึ่งก็ได้

มาตรา ข้อ ๑๐

ข้อ ๑๐ คำร้องที่ทำเป็นหนังสือต้องมีรายการตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๓ ได้แก่

(๑) ชื่อและที่อยู่ของผู้ร้อง

(๒) ข้อเท็จจริงและพฤติการณ์อันเป็นเหตุแห่งการกระทำหรือการละเลยการกระทำอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน

(๓) ลายมือชื่อหรือลายพิมพ์นิ้วมือของผู้ร้อง

คำร้องตามวรรคหนึ่งต้องจัดทำเป็นภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษ กรณีคำร้องเป็นภาษาอื่นให้ผู้ร้องจัดแปลเป็นภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษด้วย เว้นแต่คณะกรรมการจะมีมติเป็นอย่างอื่น

มาตรา ข้อ ๑๑

ข้อ ๑๑ การยื่นคำร้องให้กระทำได้ ดังนี้

(๑) ยื่นต่อสำนักงาน

(๒) ยื่นต่อกรรมการคนใดคนหนึ่ง

(๓) ยื่นต่อองค์การเอกชนด้านสิทธิมนุษยชนเพื่อส่งต่อไปยังสำนักงาน

(๔) ส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ

(๕) ส่งคำร้องด้วยวิธีการหรือรูปแบบอื่น เช่น ทางโทรสาร หรือส่งทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์หรือสื่ออื่น ๆ

(๖) ส่งคำร้องผ่านส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานของรัฐตามที่คณะกรรมการกำหนด

มาตรา ข้อ ๑๒

ข้อ ๑๒ เพื่อให้การยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการเป็นไปโดยสะดวก ในกรณีมีความจำเป็นเร่งด่วนผู้ร้องอาจร้องเรียนด้วยวาจา หรือทางโทรศัพท์ หรือวิธีอื่น

มาตรา ข้อ ๑๓

ข้อ ๑๓ ในการรับคำร้องตามข้อ ๑๒ ให้เจ้าหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายจากสำนักงานดำเนินการดังนี้

(๑) บันทึกการร้องเรียนตามแบบที่สำนักงานกำหนด ซึ่งอย่างน้อยจะต้องมีรายละเอียดเกี่ยวกับวัน เดือน ปีที่รับคำร้อง ชื่อ ที่อยู่ และหมายเลขโทรศัพท์ของผู้ร้อง ข้อเท็จจริงหรือพฤติการณ์อันเป็นเหตุแห่งการร้องเรียน และความประสงค์ของผู้ร้อง

(๒) ประสานกับผู้ร้องเพื่อให้ส่งหนังสือยืนยันคำร้องและส่งเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับคำร้อง ในกรณีที่มีเหตุขัดข้องอันไม่อาจดำเนินการได้ อาจเสนอให้คณะกรรมการ พิจารณาตามข้อ ๒๐ (๑) หรือข้อ ๒๖ แล้วแต่กรณี

(๓) ในกรณีเป็นการรับคำร้องตามข้อ ๑๒ ต้องจัดให้ผู้ร้องลงลายมือชื่อหรือพิมพ์ลายนิ้วมือในแบบบันทึกการร้องเรียนด้วย ถ้าผู้ร้องไม่อาจลงลายมือชื่อหรือพิมพ์ลายนิ้วมือ ก็ให้บันทึกเหตุดังกล่าวไว้ ทั้งนี้ ให้ออกใบรับคำร้องให้แก่ผู้ร้องดังกล่าว แล้วรายงานสำนักงานเพื่อพิจารณาต่อไป

(๔) ในกรณีที่ไม่อาจบันทึกการร้องเรียน ตาม (๑) หรือในกรณีที่ได้รับการร้องเรียนนอกสถานที่ตั้งสำนักงาน หรือกรณีมีเหตุจำเป็นเร่งด่วนจะต้องดำเนินการเพื่อแก้ไขเยียวยาผู้ซึ่งถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนให้ดำเนินการไปตามความเหมาะสม และจัดให้มีการบันทึกการร้องเรียนเรื่องที่มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนนั้นในภายหลัง

มาตรา ข้อ ๑๔

ข้อ ๑๔ ในกรณีการร้องเรียนด้วยวาจา หากต่อมาเจ้าหน้าที่สำนักงานไม่สามารถติดต่อ กับผู้ร้องตามที่อยู่หรือหมายเลขโทรศัพท์ที่ได้ให้ไว้นั้นได้ ให้เสนอคณะกรรมการเพื่อพิจารณายุติเรื่องที่ร้องเรียนนั้น เว้นแต่คณะกรรมการเห็นสมควรให้ทำการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อไป

มาตรา ข้อ ๑๕

ข้อ ๑๕ ในการเสนอคำร้องขององค์การเอกชนด้านสิทธิมนุษยชน ให้กระทำโดยวิธีการตามหมวดนี้ โดยองค์การเอกชนดังกล่าวต้องพิจารณาและจัดทำความเห็นในเบื้องต้นเพื่อเสนอต่อคณะกรรมการด้วยว่ากรณีมีมูลหรือไม่ แล้วเสนอเรื่องพร้อมด้วยความเห็นให้สำนักงานดำเนินการต่อไป

มาตรา ข้อ ๑๖

ข้อ ๑๖ การร้องเรียนด้วยวิธีการอื่นใดนอกจากที่ได้กำหนดไว้ในหมวดนี้ ให้เจ้าหน้าที่รับคำร้องประสานกับผู้ร้องเพื่อให้ส่งเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับคำร้องเพื่อประกอบการพิจารณารับคำร้องไว้ตรวจสอบต่อไป ทั้งนี้ คณะกรรมการจะรับคำร้องไว้ตรวจสอบต่อเมื่อปรากฏว่ามีข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานพอสมควรที่เห็นว่ามีมูลสมควรได้รับการตรวจสอบ

การตรวจคำร้อง

มาตรา ข้อ ๑๗

ข้อ ๑๗ เมื่อได้รับคำร้อง ให้สำนักงานดำเนินการ ดังนี้

(๑) แจ้งผู้ร้อง หรือองค์การเอกชนด้านสิทธิมนุษยชน แล้วแต่กรณี ทราบภายในสามวันนับแต่วันที่ได้รับคำร้อง

(๒) มอบหมายเจ้าหน้าที่รับคำร้องเพื่อตรวจคำร้องให้เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบ

(๓) เสนอคณะกรรมการพิจารณามอบหมายให้คณะอนุกรรมการที่รับผิดชอบในประเด็นตามคำร้องนั้นพิจารณาตรวจสอบต่อไป

ในกรณีที่คำร้องมีประเด็นเกี่ยวพันกับอำนาจหน้าที่ของคณะอนุกรรมการมากกว่าหนึ่งคณะให้เสนอคณะกรรมการพิจารณามอบหมายให้คณะอนุกรรมการที่มีหน้าที่รับผิดชอบในประเด็นหลักเป็นผู้ตรวจสอบทุกประเด็น เว้นแต่คณะกรรมการจะมีมติเป็นอย่างอื่น

มาตรา ข้อ ๑๘

ข้อ ๑๘ ในการตรวจคำร้อง ให้เจ้าหน้าที่รับคำร้องดำเนินการ ดังนี้

(๑) ในกรณีที่คำร้องใดไม่ถูกต้อง ไม่ครบถ้วน หรือไม่ชัดเจน หรือมีข้อบกพร่องในสาระสำคัญให้แจ้งผู้ร้อง หรือองค์การเอกชนด้านสิทธิมนุษยชน ดำเนินการแก้ไขให้ถูกต้อง หรือเพิ่มเติมคำร้องให้ชัดเจนหรือจะเชิญผู้ร้อง หรือองค์การเอกชนด้านสิทธิมนุษยชน มาพบเพื่อสอบถามข้อเท็จจริง หรือขอเอกสารหรือพยานหลักฐานเพิ่มเติมก็ได้ รวมถึงสามารถดำเนินการใด ๆ เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อเท็จจริงเพิ่มเติมที่เพียงพอต่อการทำความเห็นเสนอต่อคณะกรรมการได้

(๒) ถ้าผู้ร้อง หรือองค์การเอกชนด้านสิทธิมนุษยชน มีความประสงค์ขอให้คณะกรรมการให้ความช่วยเหลือเกี่ยวกับการฟ้องคดีต่อศาลรวมมาด้วย ให้ส่งคำร้องไปยังหน่วยงานในสำนักงานที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการต่อไป

มาตรา ข้อ ๑๙

ข้อ ๑๙ เมื่อได้ตรวจคำร้องตามข้อ ๑๘ แล้ว ให้เจ้าหน้าที่รับคำร้องจัดทำบันทึกสรุป พร้อมความเห็นว่าควรรับหรือไม่รับคำร้องไว้ตรวจสอบ หรือดำเนินการอื่นใด เสนอต่อเลขาธิการเพื่อเสนอให้คณะกรรมการพิจารณาต่อไป

มาตรา ข้อ ๒๐

ข้อ ๒๐ เจ้าหน้าที่รับคำร้องอาจมีความเห็นเสนอให้คณะกรรมการไม่รับคำร้องไว้ตรวจสอบหรือยุติเรื่อง ในกรณีที่คำร้องมีลักษณะดังต่อไปนี้

(๑) เรื่องที่ผู้ร้องไม่ดำเนินการแก้ไขหรือเพิ่มเติมคำร้องภายในระยะเวลาอันสมควรหรือไม่สามารถติดต่อผู้ร้องได้

(๒) เรื่องที่ผู้ร้องได้รับการแก้ไขความเดือดร้อนและความไม่เป็นธรรมหรือได้รับการชดใช้ความเสียหายอย่างเหมาะสมแล้ว

(๓) เรื่องที่ผู้ร้องประสงค์ขอถอนคำร้อง หรือผู้ร้องตาย หรือเป็นคนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถ หรือคนสาบสูญตามคำสั่งศาล โดยไม่มีทายาท หรือผู้อนุบาลหรือผู้พิทักษ์เข้าแทนที่ และการพิจารณาต่อไปจะไม่เป็นประโยชน์ส่วนรวมของชาติและประชาชน

(๔) เรื่องที่คณะกรรมการเคยพิจารณาแล้ว และไม่ปรากฏหลักฐานหรือข้อเท็จจริงใหม่อันอาจทำให้ผลการพิจารณาเปลี่ยนแปลงไป

(๕) เหตุอื่นใดที่เห็นว่าควรไม่รับคำร้องไว้ตรวจสอบ

การประสานการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน

มาตรา ข้อ ๒๑

ข้อ ๒๑ ในกรณีที่อาจแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของผู้ร้องได้ด้วยวิธีการประสานงานกับหน่วยราชการ องค์การเอกชน หรือองค์การอื่นในด้านสิทธิมนุษยชน ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๘ (๔) หรือการประสานกับบุคคลหรือหน่วยงานอื่นใดในการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนแก่ผู้ร้อง ให้เจ้าหน้าที่รับคำร้องหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายเป็นผู้ดำเนินการดังกล่าวได้ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดไว้ในระเบียบนี้โดยคำนึงถึงความจำเป็นเร่งด่วน และเหมาะสมแก่กรณี รวมทั้งต้องใช้ความระมัดระวังตามสมควรเพื่อมิให้เกิดผลกระทบที่ไม่เป็นธรรมต่อผู้ร้องหรือผู้เกี่ยวข้อง

มาตรา ข้อ ๒๒

ข้อ ๒๒ การประสานการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนให้แก่ผู้ร้อง อาจดำเนินการได้ในกรณี ดังนี้

(๑) ผู้ร้องขอมา

(๒) คณะกรรมการมีมติให้ดำเนินการ

๓) สำนักงานหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายเห็นว่าควรดำเนินการให้แก่ผู้ร้อง

ในกรณีตาม (๒) และ (๓) ให้สอบถามความสมัครใจของผู้ร้องมาพิจารณาประกอบการดำเนินการ

มาตรา ข้อ ๒๓

ข้อ ๒๓ ในการประสานการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ถ้าหน่วยราชการ องค์การเอกชนหรือองค์การอื่นในด้านสิทธิมนุษยชน หรือบุคคล หรือหน่วยงานอื่นใด ได้แก้ไขปัญหาให้ผู้ร้องตามสมควรแก่กรณีแล้ว ให้สำนักงานจัดทำรายงานผลการดำเนินการเสนอต่อคณะกรรมการเพื่อพิจารณาต่อไป

มาตรา ข้อ ๒๔

ข้อ ๒๔ ภายใต้บังคับข้อ ๒๓ ในกรณีที่ปรากฏว่าหน่วยราชการ องค์การเอกชนหรือองค์การอื่นในด้านสิทธิมนุษยชน หรือบุคคล หรือหน่วยงานอื่นใด ไม่ได้แก้ไขปัญหาให้ผู้ร้องหรือไม่ได้รับแจ้งผลการดำเนินการจากหน่วยงานหรือบุคคลดังกล่าวภายในระยะเวลาที่จำเป็นและตามสมควรแก่กรณี ให้เจ้าหน้าที่สำนักงานรายงานเหตุข้างต้นต่อสำนักงานเพื่อเสนอคณะกรรมการพิจารณาต่อไป

การพิจารณาตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน

การพิจารณารับคำร้องไว้ตรวจสอบ

มาตรา ข้อ ๒๕

ข้อ ๒๕ เมื่อคณะกรรมการได้พิจารณาตามข้อ ๑๙ แล้วเห็นว่า คำร้องที่เสนอเป็นเรื่องที่มีมูลและอยู่ในอำนาจหน้าที่ และมีมติให้รับคำร้องไว้พิจารณาตรวจสอบ ให้สำนักงานมอบหมายเจ้าหน้าที่เป็นเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบสำนวนเพื่อดำเนินการสืบสวน สอบสวน หรือตรวจสอบข้อเท็จจริง และจัดทำสำนวนเสนอต่อคณะกรรมการหรือคณะอนุกรรมการ แล้วแต่กรณี ต่อไป

มาตรา ข้อ ๒๖

ข้อ ๒๖ คณะกรรมการอาจพิจารณาเห็นสมควรให้มีการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนอันเนื่องมาจากกรณี ดังต่อไปนี้

(๑) กรณีมีเหตุอันควรเชื่อว่าอาจมีการละเมิดสิทธิมนุษยชนและมีผลกระทบต่อส่วนรวม

(๒) ผู้ร้องเป็นผู้ทำการแทนองค์การเอกชนด้านสิทธิมนุษยชนที่มิได้เป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย

(๓) กรณีไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดไว้ในหมวด ๒ หรือกรณีอื่นใดแต่คณะกรมการเห็นสมควรให้มีการตรวจสอบ

มาตรา ข้อ ๒๗

ข้อ ๒๗ ถ้าคำร้องที่รับไว้พิจารณาตรวจสอบตามข้อ ๒๕ จำนวนมากกว่าหนึ่งคำร้องขึ้นไปมีข้อกล่าวหาหรือประเด็นร้องเรียนอย่างเดียวกันหรือเกี่ยวเนื่องใกล้ชิดกันหรือมีคู่กรณีเดียวกันหรือร่วมกันถ้าคณะกรรมการเห็นว่าจะเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา จะมีมติให้รวมพิจารณาและวินิจฉัยรวมกันไปก็ได้

ในกรณีที่คณะกรรมการมีมติให้ดำเนินการตามวรรคหนึ่ง ให้แจ้งมติดังกล่าวให้คู่กรณีทราบเป็นหนังสือภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่ได้มีการรับรองมติดังกล่าวนั้น

มาตรา ข้อ ๒๘

ข้อ ๒๘ ในกรณีที่คณะกรรมการเห็นว่าคำร้องที่รับไว้ไม่อยู่ในอำนาจหน้าที่ หรือควรได้รับการพิจารณาแก้ไขโดยองค์กรอื่นซึ่งมีอำนาจหน้าที่ ตามหลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๕ วรรคสอง หรือวรรคสาม ให้สำนักงานดำเนินการตามมติคณะกรรมการต่อไป

ในกรณีที่คณะกรรมการส่งเรื่องให้องค์กรอื่นพิจารณาตามมาตรา ๒๕ วรรคสาม ให้สำนักงานติดตามผลดำเนินการขององค์กรนั้น หากองค์กรนั้นไม่แจ้งผลดำเนินการในเวลาอันสมควรหรือได้แจ้งผลการดำเนินการแล้ว ให้เสนอคณะกรรมการพิจารณาตามที่เห็นสมควรต่อไป[๕]

การแสวงหาข้อเท็จจริงตามคำร้อง

มาตรา ข้อ ๒๙

ข้อ ๒๙ ในการสืบสวน สอบสวน หรือตรวจสอบข้อเท็จจริง ให้สำนักงานแจ้งบุคคลหรือหน่วยงานที่ถูกอ้างว่าเป็นผู้ละเมิดสิทธิมนุษยชน หรือบุคคลหรือหน่วยงานใดที่เห็นว่าเกี่ยวข้องกับการละเมิดสิทธิมนุษยชน เพื่อให้บุคคลหรือหน่วยงานนั้นชี้แจงข้อเท็จจริงภายในระยะเวลาที่กำหนดในการแจ้งดังกล่าวให้สรุปรายละเอียดข้อเท็จจริงตามคำร้องให้เพียงพอแก่การชี้แจงได้โดยถูกต้องครบถ้วนด้วย เว้นแต่เป็นปัญหาข้อกฎหมาย หรือเป็นปัญหาข้อเท็จจริงแต่ไม่มีความจำเป็นที่ต้องสืบสวนสอบสวน หรือตรวจสอบข้อเท็จจริงอีก

ให้สำนักงานแจ้งให้บุคคลหรือหน่วยงานนั้นทราบด้วยว่าจะต้องชี้แจงภายในระยะเวลาที่กำหนดดังกล่าว

ในกรณีบุคคลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่อาจชี้แจงข้อเท็จจริงหรือส่งหลักฐานได้ทันภายในระยะเวลาที่กำหนด อาจขอขยายระยะเวลาได้คราวละไม่เกินสิบห้าวัน รวมแล้วไม่เกินสามสิบวันนับแต่วันที่ครบกำหนด

มาตรา ข้อ ๓๐

ข้อ ๓๐ เมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาการชี้แจงข้อเท็จจริงตามข้อ ๒๙ แล้ว ให้คณะกรรมการดำเนินการพิจารณาตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยแจ้งข้อเท็จจริงตามคำร้องและที่ได้จากการชี้แจงของบุคคลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ผู้ร้อง ผู้ถูกร้อง และผู้ที่เกี่ยวข้องทราบ และต้องให้โอกาสบุคคลดังกล่าว ชี้แจงและเสนอพยานหลักฐานตามสมควรเพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำที่อ้างว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน

มาตรา ข้อ ๓๑

ข้อ ๓๑ ให้เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบสำนวนรวบรวมข้อเท็จจริงที่ได้จากคำร้อง คำชี้แจงของบุคคลหรือหน่วยงานที่ถูกอ้างว่าเป็นผู้ละเมิดสิทธิมนุษยชน หรือเกี่ยวข้องกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนและพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง และจัดทำบันทึกสรุปสำนวนเสนอต่อคณะกรรมการ

บันทึกสรุปสำนวนอย่างน้อยต้องประกอบด้วย

(๑) ชื่อผู้ร้องและผู้ถูกร้อง

(๒) เหตุแห่งการร้องและความประสงค์ของผู้ร้อง

(๓) สรุปข้อเท็จจริงจากคำร้อง คำชี้แจงของบุคคลหรือหน่วยงานที่ถูกอ้างว่าเป็นผู้ละเมิดสิทธิมนุษยชน หรือเกี่ยวข้องกับการละเมิดสิทธิมนุษยชน และพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง

(๔) ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

(๕) ความเห็นพร้อมด้วยเหตุผลในประเด็นหรือเรื่องที่พิจารณา

ในกรณีที่ผู้บังคับบัญชาชั้นเหนือขึ้นไปเห็นว่าสำนวนยังไม่สมบูรณ์ ให้สั่งการเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบสำนวนดำเนินการให้สมบูรณ์ ทั้งนี้ ในส่วนความเห็นของเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบสำนวน ถ้าผู้บังคับบัญชาชั้นเหนือขึ้นไปมีความเห็นแย้ง ก็ให้บันทึกความเห็นแย้งนั้นไว้ด้วย

การรับฟังคำชี้แจงและพยานหลักฐาน

มาตรา ข้อ ๓๒

ข้อ ๓๒ เมื่อได้รับบันทึกสรุปสำนวนตามข้อ ๓๑ หากคณะกรรมการเห็นสมควรให้คู่กรณีบุคคลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องมาปรากฏตัวต่อหน้าคณะกรรมการ ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๖ วรรคสอง ให้แจ้งคู่กรณี บุคคลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนั้นทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน เว้นแต่กรณีจำเป็นเร่งด่วน อาจแจ้งกำหนดวันนัดตรวจสอบล่วงหน้าตามที่คณะกรรมการเห็นสมควร

หากคู่กรณี บุคคล หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่อาจมาปรากฏตัวต่อหน้าคณะกรรมการอาจมอบอำนาจเป็นหนังสือให้บุคคลอื่นมาดำเนินการแทนได้ ทั้งนี้ การดำเนินการของบุคคลดังกล่าวให้ถือเป็นการดำเนินการของคู่กรณี บุคคล หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนั้น

มาตรา ข้อ ๓๓

ข้อ ๓๓ ในวันนัดตรวจสอบ ให้คู่กรณี บุคคล หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มีสิทธิชี้แจงเป็นหนังสือหรือวาจาก็ได้ ในกรณีเป็นการชี้แจงเป็นหนังสือ คณะกรรมการอาจสอบถามข้อเท็จจริงเพิ่มเติมได้

ในการชี้แจงด้วยวาจา หรือการรับฟังพยานหลักฐาน ถ้าคู่กรณี บุคคล หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องฝ่ายใดจำเป็นต้องใช้ล่ามหรือสื่ออื่น ๆ เพื่อให้สามารถเข้าใจหรือให้ถ้อยคำได้ ให้บุคคลหรือหน่วยงานดังกล่าวแจ้งถึงเหตุนั้นให้สำนักงานทราบล่วงหน้าก่อนถึงวันนัด เพื่อจัดหาให้

ในกรณีที่การตรวจสอบไม่อาจดำเนินการเสร็จสิ้นได้ภายในวันเดียว ให้กำหนดวันนัดอื่นต่อไป

มาตรา ข้อ ๓๔

ข้อ ๓๔ ในการชี้แจงด้วยวาจาให้ดำเนินการ ดังต่อไปนี้

(๑) ให้ผู้ร้องและพยานของผู้ร้องให้ถ้อยคำก่อน และให้ผู้ถูกร้องและพยานของผู้ถูกร้องให้ถ้อยคำในลำดับต่อไป เว้นแต่คณะกรรมการจะกำหนดเป็นอย่างอื่น

(๒) คณะกรรมการอาจซักถามเพิ่มเติมจากคู่กรณีและพยานได้ตามที่เห็นสมควร

มาตรา ข้อ ๓๕

ข้อ ๓๕ คณะกรรมการอาจขอให้ผู้ทรงคุณวุฒิหรือผู้เชี่ยวชาญมาให้ความเห็นเพื่อประกอบการตรวจสอบได้

ทนายความหรือที่ปรึกษาของคู่กรณี

มาตรา ข้อ ๓๖

ข้อ ๓๖ ในกรณีที่คู่กรณีต้องมาปรากฏตัวต่อหน้าคณะกรรมการในการพิจารณาตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน คู่กรณีมีสิทธินำทนายความหรือที่ปรึกษาของตนเข้ามาในกระบวนการพิจารณาตรวจสอบได้ แต่ห้ามมิให้ทนายความหรือที่ปรึกษาตอบคำถามแทนคู่กรณีหรือพยานฝ่ายตน เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการ

กรณีผู้ร้อง ผู้ถูกร้อง หรือพยาน เป็นเด็กหรือเยาวชน คณะกรรมการอาจจัดให้มีนักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์เข้าร่วมในการตรวจสอบด้วยตามสมควรแก่กรณี

ในระหว่างการตรวจสอบหากคณะกรรมการเห็นว่าทนายความหรือที่ปรึกษาของคู่กรณีมีพฤติการณ์หรือความประพฤติไม่เหมาะสม คณะกรรมการอาจไม่อนุญาตให้ทนายความหรือที่ปรึกษาเข้าร่วมในกระบวนการตรวจสอบครั้งนั้นได้ โดยให้มีการตรวจสอบในวันนั้นต่อไป แต่คู่กรณีอาจนำทนายความหรือที่ปรึกษาเข้าร่วมการตรวจสอบครั้งต่อไปได้

มาตรา ข้อ ๓๗

ข้อ ๓๗ ในการให้ถ้อยคำของคู่กรณีหรือพยานฝ่ายหนึ่ง คู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่ง รวมทั้งทนายความหรือที่ปรึกษาของฝ่ายดังกล่าวจะเข้ารับฟังไม่ได้ เว้นแต่คณะกรรมการจะกำหนดเป็นอย่างอื่น

การไกล่เกลี่ย

มาตรา ข้อ ๓๘

ข้อ ๓๘ การดำเนินการไกล่เกลี่ยตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๗ คณะกรรมการอาจดำเนินการหรือมอบหมายให้คณะอนุกรรมการ สำนักงาน หรือบุคคล ที่คณะกรรมการเห็นสมควรดำเนินการแทนได้

เมื่อได้ดำเนินการตามวรรคหนึ่งแล้ว ให้จัดทำข้อตกลงระหว่างคู่กรณีเป็นหนังสือไว้และให้คณะกรรมการพิจารณายุติเรื่อง

มาตรา ข้อ ๓๙

ข้อ ๓๙ ข้อตกลงระหว่างคู่กรณีตามข้อ ๓๘ อย่างน้อยต้องประกอบด้วย

(๑) สถานที่ดำเนินการไกล่เกลี่ย

(๒) วัน เดือน ปี ที่ดำเนินการไกล่เกลี่ย

(๓) ชื่อและที่อยู่ของคู่กรณี

(๔) รายละเอียดข้อตกลง

(๕) ลายมือชื่อหรือลายพิมพ์นิ้วมือของคู่กรณี และพยานอย่างน้อยสองคน

(๖) ลายมือชื่อหรือลายพิมพ์นิ้วมือของผู้ดำเนินการไกล่เกลี่ย

ก่อนการลงลายมือชื่อตามวรรคหนึ่ง ต้องอ่านข้อตกลงให้คู่กรณีฟัง และให้คู่กรณีมีเวลาตามสมควรในการพิจารณารายละเอียดในบันทึกข้อตกลงด้วย

ข้อตกลงตามวรรคหนึ่งให้จัดทำเป็นสามฉบับ เพื่อมอบให้กับคู่กรณีฝ่ายละหนึ่งฉบับ และเก็บไว้ในสำนวนหนึ่งฉบับ

มาตรา ข้อ ๔๐

ข้อ ๔๐ กรณีที่คู่กรณีฝ่ายใดไม่ลงลายมือชื่อหรือลายพิมพ์นิ้วมือ หรือไม่มีการปฏิบัติตามข้อตกลง หรือมีการปฏิบัติที่ไม่เป็นไปตามข้อตกลง ให้สำนักงานเสนอต่อคณะกรรมการเพื่อพิจารณาดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป

การจัดทำรายงาน

มาตรา ข้อ ๔๑

ข้อ ๔๑ ในกรณีที่คณะกรรมการได้พิจารณาตรวจสอบเสร็จสิ้นแล้วเห็นว่ามีการกระทำหรือละเลยการกระทำอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนซึ่งต้องจัดทำรายงานผลการตรวจสอบตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๘ คณะกรรมการอาจมอบหมายให้คณะอนุกรรมการหรือสำนักงาน แล้วแต่กรณี เป็นผู้จัดทำเสนอคณะกรรมการพิจารณาก็ได้ โดยอย่างน้อยต้องมีรายละเอียด ดังต่อไปนี้

(๑) ชื่อของผู้ร้องหรือผู้ซึ่งถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนและผู้ถูกร้อง เว้นแต่คณะกรรมการจะให้ปกปิดชื่อ

(๒) สรุปข้อเท็จจริงตามคำร้องและความประสงค์ของผู้ร้อง

(๓) รายละเอียดข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับพฤติการณ์แห่งการละเมิดสิทธิมนุษยชน

(๔) ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

(๕) ความเห็นพร้อมด้วยเหตุผลที่มีความเห็นดังกล่าว

(๖) มาตรการการแก้ไขปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชน ซึ่งต้องกำหนดโดยชัดแจ้งว่าบุคคลหรือหน่วยงานใด มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายใดและด้วยวิธีการอย่างไร รวมทั้งระยะเวลาในการดำเนินการตามมาตรการดังกล่าว

ในกรณีที่คณะกรรมการเห็นว่า การกระทำหรือการละเลยการกระทำนั้น ไม่เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน ให้จัดทำรายงานผลการตรวจสอบตามวรรคหนึ่งด้วยโดยอนุโลม

ในกรณีที่ไม่เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน แต่มีการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมหรือเป็นกรณีที่เห็นสมควรได้รับการแก้ไขปัญหาเชิงนโยบายให้ดำเนินการ ดังนี้

(๑) กรณีที่เห็นว่ามีการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมซึ่งสมควรแก่การแก้ไขเยียวยาความเสียหายให้กับผู้ถูกกระทำเช่นว่านั้น คณะกรรมการอาจกำหนดแนวทางแก้ไข เพื่อแจ้งให้บุคคลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามความเหมาะสมภายใต้อำนาจหน้าที่ของบุคคลหรือหน่วยงานนั้น

(๒) กรณีที่เห็นว่าสมควรมีการแก้ไขปัญหาในเชิงนโยบายเพื่อส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนเป็นส่วนรวมด้วย คณะกรรมการอาจมีข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย เพื่อแจ้งให้คณะรัฐมนตรี รัฐสภาหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แล้วแต่กรณี พิจารณาดำเนินการ

มาตรา ข้อ ๔๒

ข้อ ๔๒ ในกรณีที่คณะกรรมการให้รวมการพิจารณาตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนตามข้อ ๒๗ อาจจัดทำรายงานเป็นฉบับเดียวกันก็ได้

มาตรา ข้อ ๔๓

ข้อ ๔๓ ให้สำนักงานแจ้งรายงานไปยังผู้เกี่ยวข้อง ดังนี้

(๑) แจ้งไปยังบุคคลหรือหน่วยงาน หรือหน่วยราชการที่มีหน้าที่ต้องดำเนินการตามข้อ ๔๑ วรรคหนึ่ง (๖) หรือวรรคสาม (๑) หรือ (๒) แล้วแต่กรณี

(๒) แจ้งไปยังผู้ร้อง หรือองค์การเอกชนด้านสิทธิมนุษยชน แล้วแต่กรณี เพื่อทราบ

ให้สำนักงานแจ้งรายงานตามวรรคหนึ่งให้ผู้เกี่ยวข้องทราบโดยเร็ว[๖]

คณะอนุกรรมการและการพิจารณาของคณะอนุกรรมการ

มาตรา ข้อ ๔๔

ข้อ ๔๔ การแต่งตั้งคณะอนุกรรมการและการทำหน้าที่ของคณะอนุกรรมการที่คณะกรรมการแต่งตั้งตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๖ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดไว้ในระเบียบนี้หรือที่คณะกรรมการกำหนดไว้ในคำสั่งแต่งตั้ง

มาตรา ข้อ ๔๔/๑

ข้อ ๔๔/๑[๗] อนุกรรมการต้องปฏิบัติหน้าที่ของตนอย่างเป็นกลาง รวมทั้งต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ส่วนรวมของชาติและประชาชนประกอบด้วย

มาตรา ข้อ ๔๔/๒

ข้อ ๔๔/๒[๘]

ห้ามมิให้อนุกรรมการดำเนินการตรวจสอบคำร้องที่ได้รับมอบหมาย เมื่อปรากฏเหตุ ดังต่อไปนี้

(๑) เป็นผู้ที่ได้ถูกอ้างเป็นพยานโดยเป็นผู้ที่รู้เห็นเหตุการณ์เกี่ยวข้องกับคำร้องนั้น

(๒) เป็นผู้มีส่วนได้เสียในคำร้อง หรือเป็นผู้แทนโดยชอบธรรม หรือผู้แทน หรือได้เป็นทนายความของคู่กรณีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมาแล้ว

(๓) มีสาเหตุโกรธเคืองกับผู้ร้องหรือผู้ถูกร้อง

(๔) เป็นผู้ร้อง ผู้ถูกร้อง หรือเป็นคู่สมรส บุพการี ผู้สืบสันดาน หรือพี่น้องร่วมบิดามารดาหรือร่วมบิดาหรือมารดากับผู้ร้องหรือผู้ถูกร้อง

(๕) มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดในฐานะญาติหรือเป็นหุ้นส่วนหรือมีผลประโยชน์ร่วมกันหรือขัดแย้งกับผู้ร้องหรือผู้ถูกร้อง

ในกรณีที่ปรากฏว่ามีเหตุตามวรรคหนึ่ง ให้อนุกรรมการผู้นั้นแจ้งต่อประธานกรรมการโดยเร็ว ระหว่างนั้นห้ามมิให้อนุกรรมการผู้นั้นมีส่วนเกี่ยวข้องกับการดำเนินการของคณะอนุกรรมการในคำร้องนั้น

ความในวรรคสองให้ใช้บังคับในกรณีที่คู่กรณีร้องคัดค้านว่าอนุกรรมการผู้ใดมีเหตุตามวรรคหนึ่งด้วยโดยอนุโลม

การยื่นคำคัดค้านตามวรรคสาม ให้ทำเป็นหนังสือยื่นต่อประธานอนุกรรมการและประธานกรรมการก่อนคณะอนุกรรมการจะได้พิจารณาสำนวนในเรื่องนั้นเสร็จสิ้น โดยจะต้องแสดงข้อเท็จจริงที่เป็นเหตุแห่งการคัดค้านไว้ให้ปรากฏในคำคัดค้านด้วย ในการพิจารณาคำคัดค้าน ให้คณะกรรมการเป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาด

มาตรา ข้อ ๔๕

ข้อ ๔๕ คณะอนุกรรมการมีวาระการทำหน้าที่ตามที่คณะกรรมการกำหนด

กรณีที่คณะอนุกรรมการครบวาระแล้วและยังไม่มีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นใหม่ให้สำนักงานมอบหมายเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบสำนวนดำเนินการเกี่ยวกับคำร้องที่อยู่ในความรับผิดชอบของคณะอนุกรรมการนั้น แล้วเสนอคณะกรรมการพิจารณาต่อไป

มาตรา ข้อ ๔๖

ข้อ ๔๖ อนุกรรมการต้องมีคุณสมบัติทั่วไปและไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังต่อไปนี้

(๑) มีสัญชาติไทย

(๒) มีอายุไม่ต่ำกว่าสามสิบปี

(๓) ไม่เป็นบุคคลล้มละลาย

(๔)[๙] ไม่เป็นบุคคลที่เคยต้องคำพิพากษาให้จำคุกตั้งแต่สองปีขึ้นไป โดยได้พ้นโทษมายังไม่ถึงห้าปีในวันได้รับการเสนอชื่อ เว้นแต่ในความผิดอันได้กระทำโดยประมาท

(๕) ไม่เคยถูกไล่ออก ปลดออก หรือให้ออกจากหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจหรือราชการส่วนท้องถิ่น เพราะการกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง

(๖) ไม่เคยถูกวุฒิสภามีมติถอดถอนออกจากตำแหน่ง

(๗) ไม่เคยถูกคณะกรรมการวินิจฉัยว่าเป็นผู้ละเมิดสิทธิมนุษยชน หรือเป็นผู้มีพฤติการณ์ปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม

(๘) ไม่เคยต้องคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลให้ทรัพย์ตกเป็นของแผ่นดิน เพราะมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติ หรือร่ำรวยผิดปกติ

(๙) ไม่เคยมีประวัติการถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติชี้มูลว่าเป็นผู้กระทำผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ กระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการหรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม เว้นแต่ต่อมาภายหลังศาลวินิจฉัยว่าผู้นั้นมิได้กระทำความผิดตามที่ถูกชี้มูล

(๑๐) ไม่เป็นบุคคลติดยาเสพติดให้โทษ

กรณีตาม (๑) (๒) และ (๔) คณะกรรมการอาจมีมติยกเว้นได้

มาตรา ข้อ ๔๖/๑

ข้อ ๔๖/๑[๑๐] ให้ประธานกรรมการเป็นผู้มีอำนาจออกบัตรประจำตัวอนุกรรมการ

ในการขอมีบัตรประจำตัว ให้อนุกรรมการทำคำขอยื่นต่อประธานกรรมการโดยผ่านประธานอนุกรรมการ และให้สำนักงานเป็นผู้จัดทำบัตรประจำตัวแก่อนุกรรมการ โดยให้นำกฎหมายว่าด้วยบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐและกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้อง มาใช้บังคับโดยอนุโลม พร้อมทั้งจัดทำทะเบียนประวัติไว้เป็นหลักฐาน ทั้งนี้ บัตรประจำตัวเป็นอันยกเลิกเมื่อพ้นจากตำแหน่ง

65 มาตรา

อ้างอิงกฎหมายนี้

ระเบียบคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการในการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน พ.ศ. 2558 (ฉบับ Update ล่าสุด) (Office of the Council of State). Retrieved via LawPlayer, https://lawplayer.com/th/act/pythainlp_984f84886047306e

ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).

Thai official texts excluded from copyright (Copyright Act B.E. 2537 s.7);開放資料層 CC BY 署名

本頁資料來源:สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (OCS)·整理提供:法律人 LawPlayer· lawplayer.com