法律人 LawPlayer logo

資料由法律人 LawPlayer整理提供·กฎหมายไทย / LawPlayer จากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

adminRule

ระเบียบคณะกรรมการกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา ว่าด้วยการบริหาร ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน การรับเงิน การเก็บรักษาเงิน การอนุมัติการเบิกจ่ายเงิน การจ่ายเงิน การจัดหาผลประโยชน์และการจ่ายเงินช่วยเหลือกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา พ.ศ. 2556 (ฉบับ Update ล่าสุด)

เลขที่
วันที่ประกาศ
จำนวนมาตรา
56
มาตรา อารัมภบท

ระเบียบคณะกรรมการกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา

ระเบียบคณะกรรมการกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา

ว่าด้วยการบริหาร ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน การรับเงิน การเก็บรักษาเงิน การอนุมัติการเบิกจ่ายเงิน

การจ่ายเงิน การจัดหาผลประโยชน์และการจ่ายเงินช่วยเหลือกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา

พ.ศ. ๒๕๕๖[๑]

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๒ (๔) มาตรา ๑๖ มาตรา ๑๗ มาตรา ๑๘ มาตรา ๑๙ มาตรา ๒๐ และมาตรา ๒๑ แห่งพระราชบัญญัติกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา พ.ศ. ๒๕๕๖ คณะกรรมการกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา จึงวางระเบียบไว้ ดังต่อไปนี้

มาตรา ข้อ ๑

ข้อ ๑ ระเบียบนี้เรียกว่า “ระเบียบคณะกรรมการกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา ว่าด้วยการบริหาร ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน การรับเงิน การเก็บรักษาเงิน การอนุมัติการเบิกจ่ายเงิน การจ่ายเงิน การจัดหาผลประโยชน์และการจ่ายเงินช่วยเหลือกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา พ.ศ. ๒๕๕๖”

มาตรา ข้อ ๒

ข้อ ๒ ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๖ เป็นต้นไป

มาตรา ข้อ ๓

ข้อ ๓ ให้เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรรักษาการตามระเบียบนี้และมีอำนาจกำหนดวิธีปฏิบัติ ตลอดจนกำหนดแบบเอกสารต่าง ๆ รวมทั้งเป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาดปัญหาเกี่ยวกับการปฏิบัติตามระเบียบนี้

ข้อความทั่วไป

มาตรา ข้อ ๔

ข้อ ๔ ในระเบียบนี้

“ผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา” หมายความว่า ผู้เคยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือผู้เคยเป็นสมาชิกวุฒิสภา

“กองทุน” หมายความว่า กองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา

“คณะกรรมการ” หมายความว่า คณะกรรมการกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา

“กรรมการ” หมายความว่า กรรมการกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา

“สำนักงาน” หมายความว่า สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร

“เลขาธิการ” หมายความว่า เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร

“ทุนเลี้ยงชีพ” หมายความว่า เงินที่สมาชิกรัฐสภามีสิทธิได้รับจากกองทุนเป็นรายเดือนเมื่อสมาชิกภาพสิ้นสุดลง

“เวลาสำหรับคำนวณเงินทุนเลี้ยงชีพ” หมายความว่า เวลาตั้งแต่วันเริ่มต้นสมาชิกภาพจนถึงวันสิ้นสุดสมาชิกภาพของสมาชิกรัฐสภาซึ่งใช้คำนวณเงินทุนเลี้ยงชีพตามระเบียบนี้

“เงินประจำตำแหน่งเดือนสุดท้าย”[๒] (ยกเลิก)

“การรักษาพยาบาล” หมายความว่า การให้บริการด้านการแพทย์และสาธารณสุขเพื่อการรักษาโรค การตรวจวินิจฉัย การฟื้นฟูสมรรถภาพ ที่จำเป็นต่อสุขภาพและการดำรงชีวิต และให้หมายความรวมถึงการตรวจสุขภาพ การสร้างเสริมสุขภาพและการป้องกันโรคเพื่อประโยชน์ด้านสาธารณสุข ทั้งนี้ ตามที่กระทรวงการคลังกำหนดตามกฎหมายว่าด้วยเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลแต่ไม่รวมถึงการเสริมความงาม”

“ค่ารักษาพยาบาล” หมายความว่า ค่าใช้จ่ายที่สถานพยาบาลเรียกเก็บในการรักษาพยาบาล ทั้งนี้ ไม่รวมถึงค่าตรวจสุขภาพประจำปี

“สถานพยาบาล” หมายความว่า สถานพยาบาลของทางราชการและสถานพยาบาลของเอกชน

“สถานพยาบาลของทางราชการ” หมายความว่า สถานพยาบาลซึ่งเป็นส่วนราชการตามกฎหมาย ว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน และให้หมายความรวมถึงสถานพยาบาลของมหาวิทยาลัยของรัฐ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา องค์การมหาชนตามกฎหมายว่าด้วยองค์การมหาชน รัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ กรุงเทพมหานคร สภากาชาดไทย และองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก โรงพยาบาลประสานมิตร และสถานพยาบาลอื่นตามที่กระทรวงการคลังกำหนดตามกฎหมายว่าด้วยเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล

“สถานพยาบาลของเอกชน” หมายความว่า สถานพยาบาลที่มีลักษณะการให้บริการเป็นโรงพยาบาล ซึ่งได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการและดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยสถานพยาบาล

“ปี” หมายความว่า ปีปฏิทิน

“ทุพพลภาพ” หมายความว่า การสูญเสียสภาวะปกติของจิตใจ หรือการสูญเสียอวัยวะหรือสูญเสียสมรรถภาพของอวัยวะหรือของร่างกาย ในกรณีใดกรณีหนึ่ง ดังต่อไปนี้

(๑) มือทั้งสองข้างขาด

(๒) แขนทั้งสองข้างขาด

(๓) มือข้างหนึ่งกับแขนข้างหนึ่งขาด

(๔) มือข้างหนึ่งกับขาข้างหนึ่งขาด

(๕) แขนข้างหนึ่งกับเท้าข้างหนึ่งขาด

(๖) แขนข้างหนึ่งกับขาข้างหนึ่งขาด

(๗) สูญเสียลูกตาทั้งสองข้างหรือสูญเสียตาข้างหนึ่งกับสูญเสียสมรรถภาพในการมองเห็นร้อยละเก้าสิบขึ้นไป หรือเสียความสามารถในการมองเห็นตั้งแต่ ๓/๖๐ หรือมากกว่าของตาอีกข้างหนึ่ง หรือสูญเสียสมรรถภาพในการมองเห็นร้อยละเก้าสิบขึ้นไป หรือสูญเสียความสามารถในการมองเห็นตั้งแต่ ๓/๖๐ หรือมากกว่าของตาทั้งสองข้าง

(๘) โรคหรือการบาดเจ็บของไขสันหลัง เป็นเหตุให้มือหรือแขนทั้งสองข้าง มือข้างหนึ่งกับแขนข้างหนึ่ง มือข้างหนึ่งกับขาอีกข้างหนึ่ง หรือแขนข้างหนึ่งกับขาหรือเท้าอีกข้างหนึ่ง หรือขาทั้งสองข้าง กับการขับถ่ายปัสสาวะ อุจจาระ สูญเสียสมรรถภาพโดยสิ้นเชิง

(๙) โรคหรือการบาดเจ็บของสมอง เป็นเหตุให้สูญเสียความสามารถของอวัยวะของร่างกาย

“สถานศึกษาของทางราชการ” หมายความว่า

(๑) มหาวิทยาลัยหรือสถาบันอุดมศึกษาที่เรียกชื่ออย่างอื่นในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการหรือส่วนราชการอื่น หรือที่อยู่ในกำกับของรัฐ

(๒) วิทยาลัยหรือสถานศึกษาที่เรียกชื่ออย่างอื่นซึ่งมีฐานะเทียบเท่าวิทยาลัยในสังกัดหรืออยู่ในกำกับของกระทรวงศึกษาธิการ หรือส่วนราชการอื่นที่ ก.พ. รับรองคุณวุฒิ

(๓) โรงเรียนในสังกัดหรืออยู่ในกำกับของกระทรวงศึกษาธิการ มหาวิทยาลัย วิทยาลัย องค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล องค์การบริหารส่วนตำบล กรุงเทพมหานคร เมืองพัทยา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่นที่มีกฎหมายจัดตั้ง และให้หมายความรวมถึงโรงเรียนที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีการจัดระดับชั้นเรียนด้วย

(๔) โรงเรียนในสังกัดหรืออยู่ในกำกับของส่วนราชการอื่น หรือองค์การของรัฐบาลที่ ก.พ. รับรองคุณวุฒิ

(๕) โรงเรียนในสังกัดส่วนราชการที่กระทรวงการคลังกำหนด

(๖) สถานพัฒนาเด็กปฐมวัยที่มีการจัดระดับชั้นเรียนในสังกัดส่วนราชการ

“สถานศึกษาของเอกชน” หมายความว่า

(๑) สถาบันอุดมศึกษาเอกชนตามกฎหมายว่าด้วยสถาบันอุดมศึกษาเอกชน

(๒) โรงเรียนตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชนที่จัดการศึกษาในระบบโรงเรียน และให้รวมถึงโรงเรียนนานาชาติ

“เงินบำรุงการศึกษา” หมายความว่า เงินประเภทต่าง ๆ ที่สถานศึกษาของทางราชการเรียกเก็บตามอัตราที่ได้รับอนุมัติจากกระทรวงศึกษาธิการ ส่วนราชการเจ้าสังกัด หรือที่กำกับ มหาวิทยาลัย องค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล องค์การบริหารส่วนตำบล กรุงเทพมหานคร เมืองพัทยา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่นที่มีกฎหมายจัดตั้ง หรือองค์การของรัฐบาล

“เงินค่าเล่าเรียน” หมายความว่า เงินค่าธรรมเนียมการเรียนหรือค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ซึ่งสถานศึกษาของเอกชนเรียกเก็บตามอัตราที่ได้รับอนุมัติจากกระทรวงศึกษาธิการ

“ปีการศึกษา” หมายความว่า ปีการศึกษาที่กำหนดโดยกระทรวงศึกษาธิการ ส่วนราชการเจ้าสังกัดหรือที่กำกับ มหาวิทยาลัย องค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล องค์การบริหารส่วนตำบล กรุงเทพมหานคร เมืองพัทยา และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่นที่มีกฎหมายจัดตั้ง หรือองค์การของรัฐบาล

การบริหารและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานของกองทุน

มาตรา ข้อ ๕

ข้อ ๕ กองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภามีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นทุนหมุนเวียนและใช้จ่ายเพื่อช่วยเหลือผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา ดังต่อไปนี้

(๑) การจ่ายเงินทุนเลี้ยงชีพ

(๒) การจ่ายเงินช่วยเหลือในการรักษาพยาบาล

(๓) การจ่ายเงินช่วยเหลือในกรณีทุพพลภาพ

(๔) การจ่ายเงินช่วยเหลือในกรณีถึงแก่กรรม

(๕) การจ่ายเงินช่วยเหลือในกรณีการให้การศึกษาบุตร

(๖) สวัสดิการและสิทธิประโยชน์อื่นตามที่คณะกรรมการกำหนด

มาตรา ข้อ ๖

ข้อ ๖ กองทุนประกอบด้วยเงินและทรัพย์สิน ดังต่อไปนี้

(๑) เงินทุนประเดิมที่รัฐบาลจัดสรรให้

(๒) เงินอุดหนุนที่รัฐบาลจัดสรรจากงบประมาณรายจ่ายประจำปี

(๓) เงินที่สมาชิกรัฐสภาส่งเข้ากองทุนในอัตราที่คณะกรรมการกำหนด

(๔) เงินที่โอนมาจากกองทุนสงเคราะห์ผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภาตามระเบียบรัฐสภาว่าด้วยกองทุนสงเคราะห์ผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา พ.ศ. ๒๕๔๓

(๕) เงินและทรัพย์สินที่ตกเป็นของกองทุน

(๖) เงินหรือทรัพย์สินที่ได้จากการบริจาค

(๗) ดอกผลของเงินกองทุน

มาตรา ข้อ ๗

ข้อ ๗ รายได้ของกองทุนไม่ต้องนำส่งคลังเป็นรายได้แผ่นดิน

มาตรา ข้อ ๘

ข้อ ๘ ให้สำนักงานมีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้

(๑) บริหารกองทุนให้เป็นไปตามระเบียบนี้และตามมติของคณะกรรมการ

(๒) รับผิดชอบงานธุรการของคณะกรรมการ

(๓) จัดทำรายงานและการบัญชีของกองทุน

(๔) รายงานผลการปฏิบัติงานประจำปีงบประมาณเสนอต่อคณะกรรมการ

(๕) จัดทำประมาณการรายจ่ายประจำปีงบประมาณของกองทุนเสนอคณะกรรมการเพื่อพิจารณาอนุมัติ

(๖) ปฏิบัติการอื่นใดตามที่คณะกรรมการมอบหมาย

มาตรา ข้อ ๙

ข้อ ๙ การใช้จ่ายในการบริหารงานของกองทุนให้ใช้จ่ายได้ภายในวงเงินประมาณการค่าใช้จ่ายประจำปีที่ได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการ

ในกรณีที่ค่าใช้จ่ายจริงในการบริหารงานของกองทุนสูงกว่าวงเงินประมาณการค่าใช้จ่ายประจำปี ให้สำนักงานเสนอคณะกรรมการพิจารณาอนุมัติเพิ่มเติม

คณะกรรมการและการประชุมคณะกรรมการ

มาตรา ข้อ ๑๐

ข้อ ๑๐ คณะกรรมการกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา ประกอบด้วย

(๑) ประธานรัฐสภา เป็นประธานกรรมการ

(๒) รองประธานรัฐสภา เป็นรองประธานกรรมการ

(๓) กรรมการโดยตำแหน่ง ได้แก่ ประธานคณะกรรมาธิการที่มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับกิจการสภาผู้แทนราษฎร ประธานคณะกรรมาธิการที่มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับกิจการวุฒิสภา ปลัดกระทรวงการคลัง และผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ

(๔) กรรมการจำนวนสิบสามคนซึ่งประธานรัฐสภาแต่งตั้งตามมติของแต่ละสภา ได้แก่ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนห้าคนตามจำนวนหรือสัดส่วนของแต่ละพรรคการเมือง สมาชิกวุฒิสภาจำนวนสามคน ผู้เคยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนสามคน และผู้เคยเป็นสมาชิกวุฒิสภาจำนวนสองคน

กรณีรองประธานรัฐสภาตาม (๒) เป็นประธานคณะกรรมาธิการที่มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับกิจการวุฒิสภาตาม (๓) ด้วยอีกตำแหน่งหนึ่ง ให้ประธานวุฒิสภามอบหมายให้รองประธานคณะกรรมาธิการที่มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับกิจการวุฒิสภาคนใดคนหนึ่ง เป็นกรรมการโดยตำแหน่งตาม (๓)

ให้เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรเป็นกรรมการและเลขานุการ และเลขาธิการวุฒิสภาเป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ

ในระหว่างที่อายุของสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลงหรือเมื่อมีการยุบสภาผู้แทนราษฎรหรือเมื่อวาระของสมาชิกวุฒิสภาสิ้นสุดลง ให้คณะกรรมการประกอบด้วยกรรมการเท่าที่มีอยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะมีประธานรัฐสภาและรองประธานรัฐสภาใหม่ แล้วแต่กรณี

มาตรา ข้อ ๑๑

ข้อ ๑๑ กรรมการที่ได้รับแต่งตั้งตามข้อ ๑๐ (๔) มีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละสองปี และอาจได้รับแต่งตั้งใหม่ได้ แต่จะดำรงตำแหน่งเกินสองวาระติดต่อกันไม่ได้

ในกรณีที่กรรมการที่ได้รับแต่งตั้งตามข้อ ๑๐ (๔) พ้นจากตำแหน่งก่อนวาระ ให้มีการแต่งตั้งกรรมการแทนตำแหน่งที่ว่างลง เว้นแต่วาระของกรรมการจะเหลือไม่ถึงเก้าสิบวัน และให้ผู้ได้รับการแต่งตั้งแทนตำแหน่งที่ว่างอยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของกรรมการซึ่งได้แต่งตั้งไว้แล้ว

เมื่อครบกำหนดตามวาระในวรรคหนึ่ง หากยังมิได้มีการแต่งตั้งกรรมการขึ้นใหม่ ให้กรรมการซึ่งพ้นจากตำแหน่งตามวาระนั้นอยู่ในตำแหน่งเพื่อดำเนินการต่อไปจนกว่ากรรมการซึ่งได้รับแต่งตั้งใหม่เข้ารับหน้าที่

มาตรา ข้อ ๑๒

ข้อ ๑๒ นอกจากพ้นจากตำแหน่งตามวาระ กรรมการที่ได้รับแต่งตั้งตามข้อ ๑๐ (๔) พ้นจากตำแหน่งเมื่อ

(๑) ตาย

(๒) ลาออก

(๓) คณะกรรมการมีมติให้ออกด้วยคะแนนเสียงสองในสามของจำนวนกรรมการทั้งหมด

(๔) สิ้นสุดสมาชิกภาพแห่งสภาที่ตนเป็นสมาชิก

(๕) เป็นบุคคลล้มละลาย

(๖) เป็นคนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถ

(๗) ได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ

มาตรา ข้อ ๑๓

ข้อ ๑๓ ให้คณะกรรมการมีการประชุมไม่น้อยกว่าสี่ครั้งในหนึ่งปีงบประมาณโดยแต่ละครั้งให้มีระยะเวลาห่างกันไม่เกินสามเดือน

การประชุมคณะกรรมการต้องมีกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ จึงจะเป็นองค์ประชุม

ในการประชุมคณะกรรมการ ถ้าประธานกรรมการไม่มาประชุมหรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้รองประธานกรรมการเป็นประธานในที่ประชุม ถ้าประธานกรรมการหรือรองประธานกรรมการไม่มาประชุมหรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้ที่ประชุมเลือกกรรมการคนหนึ่งเป็นประธานในที่ประชุม

การวินิจฉัยชี้ขาดของที่ประชุมให้ถือเสียงข้างมาก กรรมการคนหนึ่งให้มีเสียงหนึ่งในการลงคะแนน ถ้าคะแนนเสียงเท่ากันให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด

มาตรา ข้อ ๑๔

ข้อ ๑๔ คณะกรรมการมีอำนาจแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาหรือปฏิบัติการอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่คณะกรรมการมอบหมาย

ให้นำความในข้อ ๑๓ วรรคสอง วรรคสาม และวรรคสี่ มาใช้บังคับกับการประชุมคณะอนุกรรมการ โดยอนุโลม

มาตรา ข้อ ๑๕

ข้อ ๑๕ ให้ประธานกรรมการ รองประธานกรรมการ ประธานอนุกรรมการ กรรมการ อนุกรรมการ เลขานุการ และผู้ช่วยเลขานุการ ได้รับเบี้ยประชุมตามระเบียบรัฐสภาว่าด้วยเบี้ยประชุมกรรมการ ซึ่งออกตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการฝ่ายรัฐสภา

การรับเงิน การเก็บรักษาเงิน การอนุมัติการเบิกจ่ายเงิน การจ่ายเงิน

และการจัดหาผลประโยชน์

การรับเงิน

มาตรา ข้อ ๑๖

ข้อ ๑๖ ให้กองทุนรับเงินได้โดยวิธีการอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้

(๑) รับเป็นเงินสด เช็ค ตั๋วแลกเงิน หรือธนาณัติ

(๒) รับเงินจากการโอนผ่านธนาคาร

(๓) รับเงินโดยวิธีการอื่นตามที่คณะกรรมการกำหนด

ให้สำนักงานออกใบเสร็จรับเงินให้แก่ผู้ชำระเงินทุกครั้ง เว้นแต่รายรับซึ่งตามลักษณะไม่อยู่ในสภาพที่จะออกใบเสร็จรับเงินได้ก็ให้ใช้หลักฐานการรับเงินแทน

มาตรา ข้อ ๑๗

ข้อ ๑๗ เช็คที่จะรับทุกกรณีต้องมีลักษณะและเงื่อนไข ดังต่อไปนี้

(๑) เป็นเช็คของธนาคารและต้องมิใช่เช็คโอนสลักหลัง

(๒) เป็นเช็คที่มีรายการครบถ้วนตามมาตรา ๙๘๘ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

(๓) เป็นเช็คที่ออกในวันที่นำเช็คมาชำระหรือเป็นเช็คที่ลงวันที่ก่อนวันชำระไม่เกินเจ็ดวันและมิใช่เช็คที่ลงวันที่ล่วงหน้า

(๔) เป็นเช็คที่ขีดคร่อม สั่งจ่ายเงินให้แก่ “กองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา” โดยขีดฆ่าคำว่า “หรือผู้ถือ” ออก

การเก็บรักษาและการอนุมัติการเบิกจ่ายเงิน

มาตรา ข้อ ๑๘

ข้อ ๑๘ ให้สำนักงานเปิดบัญชีกองทุนไว้ที่กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง เรียกว่า “บัญชีกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา”

เพื่อความคล่องตัวในการบริหารกองทุน ให้สำนักงานเปิดบัญชีเงินฝากไว้กับธนาคารที่เป็นรัฐวิสาหกิจชื่อบัญชีเดียวกันกับวรรคหนึ่ง เพื่อใช้จ่ายตามแผนงานประจำปี หรือภายในวงเงินและเงื่อนไขที่คณะกรรมการกำหนด

มาตรา ข้อ ๑๙

ข้อ ๑๙ เงินที่กองทุนได้รับตามข้อ ๖ (๑) และ (๒) ให้นำฝากเข้าบัญชีกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภาที่เปิดไว้ที่กรมบัญชีกลาง

มาตรา ข้อ ๒๐

ข้อ ๒๐ เงินที่กองทุนได้รับตามข้อ ๖ (๓) (๔) (๕) (๖) และ (๗) ให้นำส่งเข้าบัญชีกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภาที่เปิดไว้กับธนาคารตามข้อ ๑๘ วรรคสอง ภายในสามวันทำการนับแต่วันที่ได้รับเงิน หากได้รับเงินในวันเดียวเกินกว่าหนึ่งหมื่นบาท ให้นำฝากในวันรุ่งขึ้นนับจากวันที่ได้รับเงิน

มาตรา ข้อ ๒๑

ข้อ ๒๑ ให้เลขาธิการหรือผู้ที่เลขาธิการมอบหมายมีอำนาจพิจารณาและอนุมัติการเบิกจ่ายเงินของกองทุนแล้วรายงานให้คณะกรรมการทราบ ในกรณีดังต่อไปนี้

(๑) จ่ายเป็นเงินช่วยเหลือตามวัตถุประสงค์ของกองทุนตามข้อ ๕

(๒) จ่ายเป็นค่าใช้จ่ายในการบริหารงานของกองทุนตามข้อ ๙

(๓) จ่ายเป็นเงินลงทุนเพื่อการจัดหาผลประโยชน์ของกองทุนตามข้อ ๒๕

(๔) จ่ายเป็นค่าเบี้ยประชุมแก่ประธานกรรมการ รองประธานกรรมการ ประธานอนุกรรมการ กรรมการ อนุกรรมการ เลขานุการ และผู้ช่วยเลขานุการตามข้อ ๑๕

(๕) จ่ายเป็นค่าใช้จ่ายอื่นตามที่คณะกรรมการกำหนด

การจ่ายเงิน

มาตรา ข้อ ๒๒

ข้อ ๒๒ วิธีการจ่ายเงิน ให้ปฏิบัติดังนี้

(๑) การเบิกเงินจากกองทุนต้องทำเป็นหนังสือหรือทำตามแบบที่คณะกรรมการกำหนด

(๒) ให้เลขาธิการหรือผู้ที่เลขาธิการมอบหมายเป็นผู้มีอำนาจในการสั่งจ่ายเงินกองทุน

(๓) การจ่ายเงินตาม (๒) ให้ผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อสั่งจ่ายในหลักฐานการจ่ายหรือหลักฐานการขอรับเงินช่วยเหลือทุกฉบับ หรือลงลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายในหลักฐานการจ่ายเงินก็ได้

(๔) การจ่ายเงินทุกครั้งให้จ่ายเป็นเช็คขีดคร่อม หรือจ่ายเงินผ่านธนาคาร หรือโดยวิธีการอื่นตามที่เลขาธิการกำหนด ยกเว้นการจ่ายเงินที่มีวงเงินไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท จะจ่ายเป็นเงินสดก็ได้

(๕) การเขียนเช็คสั่งจ่ายเงินให้เจ้าหนี้หรือผู้มีสิทธิรับเงิน ให้สั่งจ่ายโดยระบุชื่อเจ้าหนี้หรือผู้มีสิทธิรับเงิน และขีดฆ่าคำว่า “หรือตามคำสั่ง” “หรือผู้ถือ” ออก

(๖) การจ่ายเงินต้องมีหลักฐานการจ่ายเก็บรักษาไว้เพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบตามระเบียบของทางราชการด้วย

มาตรา ข้อ ๒๓

ข้อ ๒๓ ให้สำนักงานทำหน้าที่ควบคุมรับผิดชอบการจ่ายเงินกองทุน

มาตรา ข้อ ๒๔

ข้อ ๒๔ การรับเงิน การจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงินหรือวิธีปฏิบัติอื่นใดเกี่ยวกับการเงินที่มิได้กำหนดไว้ในระเบียบนี้ ให้ถือปฏิบัติตามระเบียบของทางราชการว่าด้วยการนั้นโดยอนุโลม หากไม่สามารถปฏิบัติตามระเบียบของทางราชการได้ ให้ทำความตกลงกับกระทรวงการคลัง

การจัดหาผลประโยชน์ของกองทุน

มาตรา ข้อ ๒๕

ข้อ ๒๕ ให้นำเงินกองทุนไปหาผลประโยชน์ได้ ดังนี้

(๑) ฝากไว้กับธนาคารที่เป็นรัฐวิสาหกิจ

(๒) ซื้อพันธบัตรรัฐบาล

(๓) ซื้อตราสารการเงินอื่นตามที่คณะกรรมการเห็นชอบ

(๔) ดำเนินการอื่นตามที่คณะกรรมการกำหนด

การจ่ายเงินทุนเลี้ยงชีพ

มาตรา ข้อ ๒๖

ข้อ ๒๖ สมาชิกรัฐสภาต้องส่งเงินเข้ากองทุนเป็นประจำทุกเดือน โดยการหักเงินประจำตำแหน่งในอัตราตามที่คณะกรรมการกำหนด ทั้งนี้ ต้องไม่เกินอัตราร้อยละห้าของเงินประจำตำแหน่ง

มาตรา ข้อ ๒๗

ข้อ ๒๗[๓] ให้สมาชิกรัฐสภาที่ได้ส่งเงินเข้ากองทุนตามข้อ ๒๖ ซึ่งสมาชิกภาพได้สิ้นสุดลงมีสิทธิได้รับเงินทุนเลี้ยงชีพเป็นรายเดือนตามหลักเกณฑ์และอัตราตามที่กำหนดไว้ในระเบียบนี้

สมาชิกรัฐสภาที่จะมีสิทธิได้รับเงินทุนเลี้ยงชีพตามวรรคหนึ่ง จะต้องไม่เป็นบุคคลที่อยู่ในระหว่างต้องห้ามมิให้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หรือเป็นบุคคลที่เคยถูกวุฒิสภามีมติให้ถอดถอนจากตำแหน่งตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ

สิทธิได้รับเงินทุนเลี้ยงชีพเป็นสิทธิเฉพาะตัว

มาตรา ข้อ ๒๘

ข้อ ๒๘[๔] การนับเวลาสำหรับคำนวณเงินทุนเลี้ยงชีพ ในกรณีที่ผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภารายใดมีสมาชิกภาพหลายวาระ ไม่ว่าจะติดต่อกันหรือไม่ก็ตาม ให้นำเวลาการมีสมาชิกภาพของผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภารายนั้นในทุกวาระรวมกันเป็นเวลาสำหรับคำนวณเงินทุนเลี้ยงชีพ

กรณีผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภาซึ่งได้รับเงินทุนเลี้ยงชีพตามระเบียบนี้ได้กลับเข้ามีสมาชิกภาพสมาชิกรัฐสภาอีก ให้สิทธิได้รับเงินทุนเลี้ยงชีพของผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภารายนั้นระงับไปในระหว่างที่มีสมาชิกภาพสมาชิกรัฐสภา และเมื่อสมาชิกภาพสิ้นสุดลงจึงให้มีสิทธิได้รับเงินทุนเลี้ยงชีพโดยให้นำเวลาการมีสมาชิกภาพในครั้งหลังมารวมเป็นเวลาสำหรับคำนวณเงินทุนเลี้ยงชีพด้วยตามหลักเกณฑ์ในวรรคหนึ่ง

มาตรา ข้อ ๒๙

ข้อ ๒๙[๕] ให้ผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภาตามข้อ ๒๗ มีสิทธิได้รับเงินทุนเลี้ยงชีพเป็นรายเดือนโดยให้ได้รับเป็นระยะเวลาสองเท่าของเวลาสำหรับคำนวณเงินทุนเลี้ยงชีพ ตามเกณฑ์ดังต่อไปนี้

(๑) มีเวลาสำหรับคำนวณเงินทุนเลี้ยงชีพตั้งแต่ ๑ เดือน แต่ไม่ถึง ๔๘ เดือน ให้ได้รับเงินทุนเลี้ยงชีพในอัตราเดือนละ ๙,๐๐๐ บาท

(๒) มีเวลาสำหรับคำนวณเงินทุนเลี้ยงชีพ ตั้งแต่ ๔๘ เดือน แต่ไม่ถึง ๙๖ เดือน ให้ได้รับเงินทุนเลี้ยงชีพในอัตราเดือนละ ๑๒,๐๐๐ บาท

(๓) มีเวลาสำหรับคำนวณเงินทุนเลี้ยงชีพ ตั้งแต่ ๙๖ เดือน แต่ไม่ถึง ๑๔๔ เดือน ให้ได้รับเงินทุนเลี้ยงชีพในอัตราเดือนละ ๑๔,๓๐๐ บาท

(๔) มีเวลาสำหรับคำนวณเงินทุนเลี้ยงชีพ ตั้งแต่ ๑๔๔ เดือน แต่ไม่ถึง ๑๙๒ เดือน ให้ได้รับเงินทุนเลี้ยงชีพในอัตราเดือนละ ๑๗,๘๐๐ บาท

(๕) มีเวลาสำหรับคำนวณเงินทุนเลี้ยงชีพ ตั้งแต่ ๑๙๒ เดือน แต่ไม่ถึง ๒๔๐ เดือน ให้ได้รับเงินทุนเลี้ยงชีพในอัตราเดือนละ ๒๑,๔๐๐ บาท

(๖) มีเวลาสำหรับคำนวณเงินทุนเลี้ยงชีพ ตั้งแต่ ๒๔๐ เดือน แต่ไม่ถึง ๒๘๘ เดือน ให้ได้รับเงินทุนเลี้ยงชีพในอัตราเดือนละ ๒๘,๕๐๐ บาท

(๗) มีเวลาสำหรับคำนวณเงินทุนเลี้ยงชีพ ตั้งแต่ ๒๘๘ เดือนขึ้นไป ให้ได้รับเงินทุนเลี้ยงชีพในอัตราเดือนละ ๓๕,๖๐๐ บาท

การนับเวลาสำหรับคำนวณเงินทุนเลี้ยงชีพให้นับเป็นเดือน โดยให้นับสามสิบวันเป็นหนึ่งเดือนเศษของเดือนถ้าถึงสิบห้าวันให้นับเป็นหนึ่งเดือน

มาตรา ข้อ ๓๐

ข้อ ๓๐[๖] ให้ผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภาก่อนวันที่ระเบียบนี้ใช้บังคับมีสิทธิได้รับเงินทุนเลี้ยงชีพตามหลักเกณฑ์และอัตราเดียวกันกับผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภาตามข้อ ๒๗

การจ่ายเงินช่วยเหลือในการรักษาพยาบาล

มาตรา ข้อ ๓๑

ข้อ ๓๑ ให้ผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภาภายหลังวันที่ระเบียบนี้ใช้บังคับ มีสิทธิขอรับเงินช่วยเหลือในการรักษาพยาบาลจากกองทุนโดยยื่นคำขอต่อสำนักงานตามแบบที่เลขาธิการกำหนด ภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่ระบุในใบเสร็จรับเงินค่ารักษาพยาบาล พร้อมกับแสดงใบเสร็จรับเงินค่ารักษาพยาบาล

ให้ผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภาก่อนวันที่ระเบียบนี้ใช้บังคับและเป็นผู้ที่ไม่มีสิทธิรับเงินค่ารักษาพยาบาลตามสัญญาประกันภัย หรือเป็นผู้ที่ไม่มีสิทธิเบิกเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล หรือเป็นผู้ที่ไม่มีสิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการ มีสิทธิขอรับเงินช่วยเหลือในการรักษาพยาบาลตามวรรคแรก

มาตรา ข้อ ๓๒

ข้อ ๓๒ การจ่ายเงินช่วยเหลือในการรักษาพยาบาลให้แก่ผู้มีสิทธิตามข้อ ๓๑ ให้พิจารณาอนุมัติจ่ายเงินกรณีเป็นผู้ป่วยในรายละไม่เกินห้าหมื่นบาทต่อปี และกรณีเป็นผู้ป่วยนอกรายละไม่เกินสามหมื่นบาทต่อปี

มาตรา ข้อ ๓๓

ข้อ ๓๓ ในกรณีที่สถานพยาบาลไม่มียา หรือสิ่งอื่นที่จำเป็นในการรักษาพยาบาลเพื่อให้ผลของการเจ็บป่วยบรรเทาหรือหมดไป ให้ผู้มีสิทธิตามข้อ ๓๑ ซื้อยาหรือสิ่งอื่นที่จำเป็นตามใบสั่งยาซึ่งออกโดยแพทย์ผู้ตรวจรักษาจากสถานที่อื่นได้

ค่าใช้จ่ายตามวรรคหนึ่ง ผู้มีสิทธิตามข้อ ๓๑ อาจขอเบิกโดยยื่นคำขอต่อสำนักงานตามแบบที่เลขาธิการกำหนด พร้อมกับแสดงใบเสร็จรับเงินค่ารักษาพยาบาล สำเนาใบสั่งยา และใบรับรองของแพทย์ผู้ออกใบสั่งยา ทั้งนี้ ค่าใช้จ่ายที่ขอเบิกดังกล่าวให้คิดรวมอยู่ในจำนวนเงินที่จะได้รับการช่วยเหลือในการรักษาพยาบาลตามข้อ ๓๒

การจ่ายเงินช่วยเหลือในกรณีทุพพลภาพ

มาตรา ข้อ ๓๔

ข้อ ๓๔ ให้ผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภาที่ป่วยเจ็บทุพพลภาพซึ่งแพทย์ที่ทางราชการรับรองได้ตรวจและแสดงความเห็นว่าทุพพลภาพจนไม่สามารถทำงานต่อไปได้ มีสิทธิได้รับเงินช่วยเหลือในกรณีทุพพลภาพ

มาตรา ข้อ ๓๕

ข้อ ๓๕ ให้ผู้มีสิทธิตามข้อ ๓๔ ที่มีความประสงค์จะขอรับการช่วยเหลือกรณีทุพพลภาพ ยื่นคำขอต่อสำนักงานตามแบบที่เลขาธิการกำหนด

ในกรณีที่ผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภาที่ทุพพลภาพไม่สามารถมายื่นคำขอต่อสำนักงานได้ให้บุคคลตามลำดับต่อไปนี้เป็นผู้มีสิทธิยื่นคำขอรับเงินช่วยเหลือต่อสำนักงานตามแบบที่เลขาธิการกำหนด

๑. บุคคลที่ผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภาได้มอบอำนาจเป็นหนังสือให้เป็นผู้มีสิทธิยื่นคำขอรับเงินช่วยเหลือ

๒. คู่สมรส

๓. บุตร

๔. บิดามารดา

การยื่นคำขอตามวรรคสองต้องแสดงหลักฐาน ดังต่อไปนี้

๑. สำเนาทะเบียนบ้าน

๒. ทะเบียนสมรส (กรณีเป็นคู่สมรส)

๓. บัตรประจำตัวประชาชนของผู้ยื่นคำขอรับเงินช่วยเหลือ

๔. บัตรประจำตัวประชาชนของผู้มีสิทธิตามวรรคหนึ่ง

๕. ใบรับรองของแพทย์ที่ระบุเหตุทุพพลภาพ

มาตรา ข้อ ๓๖

ข้อ ๓๖ ในกรณีที่มีเหตุอันสมควร คณะกรรมการอาจแต่งตั้งคณะทำงานจำนวนไม่เกินสามคนขึ้นคณะหนึ่งเพื่อพิจารณาตรวจสอบหรือให้บุคคลใด ๆ มาให้ถ้อยคำหรือให้ยื่นหลักฐานเพิ่มเติมและเสนอความเห็นต่อคณะกรรมการเกี่ยวกับความทุพพลภาพของผู้ยื่นคำขอ

มาตรา ข้อ ๓๗

ข้อ ๓๗ การจ่ายเงินช่วยเหลือกรณีทุพพลภาพให้แก่ผู้มีสิทธิตามข้อ ๓๔ ให้พิจารณาอนุมัติจ่ายเงินรายละห้าพันบาทต่อเดือน

มาตรา ข้อ ๓๘

ข้อ ๓๘ ผู้มีสิทธิได้รับเงินช่วยเหลือกรณีทุพพลภาพต้องแสดงรายงานผลการตรวจสุขภาพประจำปีต่อคณะกรรมการปีละครั้ง

มาตรา ข้อ ๓๙

ข้อ ๓๙ ในกรณีที่แพทย์วินิจฉัยว่าการทุพพลภาพของผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภาได้รับการฟื้นฟูจนมีสภาพดีขึ้น คณะกรรมการอาจพิจารณาสั่งลดจำนวนเงินช่วยเหลือลงได้ ตามที่คณะกรรมการเห็นสมควร

มาตรา ข้อ ๔๐

ข้อ ๔๐ สิทธิได้รับเงินช่วยเหลือกรณีทุพพลภาพตามระเบียบนี้เป็นอันระงับในงวดถัดไปเพราะเหตุที่ผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภานั้นถึงแก่กรรม

การจ่ายเงินช่วยเหลือในกรณีถึงแก่กรรม

มาตรา ข้อ ๔๑

ข้อ ๔๑ ในกรณีผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภาถึงแก่กรรม ให้บุคคลตามลำดับดังต่อไปนี้ เป็นผู้มีสิทธิขอรับเงินจากกองทุนก่อนหลัง โดยให้ยื่นคำขอต่อสำนักงานตามแบบที่เลขาธิการกำหนด

๑. บุคคลที่ผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภาได้แสดงเจตนาเป็นหนังสือให้เป็นผู้มีสิทธิขอรับเงินจากกองทุน

๒. คู่สมรส

๓. บุตร

๔. บิดามารดา

การขอรับเงินตามวรรคหนึ่ง ให้ผู้มีสิทธิรับเงินยื่นคำขอต่อสำนักงานภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่ผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภาถึงแก่กรรม โดยต้องแสดงหลักฐาน ดังต่อไปนี้

๑. สำเนาทะเบียนบ้าน

๒. ทะเบียนสมรส (กรณีเป็นคู่สมรส)

๓. บัตรประจำตัวประชาชนของผู้ยื่นคำขอรับเงินช่วยเหลือ

๔. ใบมรณบัตร

ในกรณีผู้มีสิทธิขอรับเงินในลำดับเดียวกันมีมากกว่าหนึ่งราย ให้ผู้มีสิทธิขอรับเงินซึ่งเป็นรายที่ได้ยื่นคำขอนำหนังสือที่แสดงถึงการได้รับมอบหมายหรือได้รับความยินยอมจากผู้มีสิทธิขอรับเงินในลำดับเดียวกับตนรายอื่น ๆ ยื่นต่อสำนักงานประกอบหลักฐานตามวรรคสองด้วย

มาตรา ข้อ ๔๒

ข้อ ๔๒ เมื่อได้รับคำขอและหลักฐานตามข้อ ๔๑ แล้ว ให้พิจารณาอนุมัติจ่ายเงินช่วยเหลือแก่บุคคลตามข้อ ๔๑ ภายในเจ็ดวัน เป็นเงินไม่เกินหนึ่งแสนบาท

มาตรา ข้อ ๔๓

ข้อ ๔๓ ในกรณีที่สำนักงานมีความจำเป็นต้องเข้าจัดการศพผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภาที่ถึงแก่กรรมเนื่องจากไม่มีผู้ใดเข้าจัดการในเวลาอันสมควร ให้สำนักงานหักค่าใช้จ่ายจากเงินช่วยเหลือได้เท่าที่จ่ายจริงแล้วมอบเงินส่วนที่เหลือถ้ามีให้แก่บุคคลตามข้อ ๔๑ ต่อไป

มาตรา ข้อ ๔๔

ข้อ ๔๔ ให้สำนักงานหักเงินช่วยเหลือกรณีทุพพลภาพหรือเงินทุนเลี้ยงชีพซึ่งได้จ่ายเกินไปภายหลังผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภาถึงแก่กรรมออกจากจำนวนเงินที่ต้องจ่ายตามข้อ ๔๒

การจ่ายเงินช่วยเหลือในกรณีการให้การศึกษาบุตร

มาตรา ข้อ ๔๕

ข้อ ๔๕ ให้ผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภาภายหลังวันที่ระเบียบนี้ใช้บังคับ มีสิทธิได้รับเงินจากกองทุนในกรณีการให้การศึกษาบุตรสำหรับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายซึ่งเข้ารับการศึกษาตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่หนึ่งจนถึงระดับปริญญาตรีหรือเทียบเท่าได้เพียงคนที่หนึ่งและคนที่สอง ทั้งนี้ ไม่รวมบุตรบุญธรรมหรือบุตรซึ่งได้ยกให้เป็นบุตรบุญธรรมของบุคคลอื่น

ให้ผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภาก่อนวันที่ระเบียบนี้ใช้บังคับและเป็นผู้ที่ไม่มีสิทธิเบิกเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการศึกษาของบุตร หรือเป็นผู้ที่ไม่มีสิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการ มีสิทธิขอรับเงินช่วยเหลือในการให้การศึกษาบุตรตามวรรคแรก

ในกรณีที่บิดาและมารดาเป็นผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภาและทั้งสองฝ่ายต่างเป็นผู้มีสิทธิขอรับเงินช่วยเหลือ ให้เฉพาะบิดาหรือมารดาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นผู้มีสิทธิได้รับเงินจากกองทุนในกรณีการให้การศึกษาบุตรเพียงฝ่ายเดียว เว้นแต่เมื่อมีการจดทะเบียนหย่าหรือแยกกันอยู่ และบุตรอยู่ในความอุปการะของผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภาฝ่ายใด ให้ผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภาฝ่ายนั้นเป็นผู้มีสิทธิได้รับ

การจ่ายเงินช่วยเหลือในกรณีการให้การศึกษาของบุตร ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ ประเภท และอัตรา ดังต่อไปนี้

(๑) บุตรที่ศึกษาในสถานศึกษาของทางราชการในหลักสูตรระดับไม่สูงกว่าอนุปริญญาหรือเทียบเท่า และหลักสูตรนั้นแยกต่างหากจากหลักสูตรระดับปริญญาตรี ให้ได้รับเงินบำรุงการศึกษาเต็มจำนวนที่ได้จ่ายไปจริง แต่ทั้งนี้ ต้องเป็นไปตามประเภทและไม่เกินอัตราที่กระทรวงการคลังกำหนดตามกฎหมายว่าด้วยเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการศึกษาของบุตร

(๒) บุตรที่ศึกษาในสถานศึกษาของทางราชการในหลักสูตรระดับปริญญาตรีหรือเทียบเท่า ให้ได้รับเงินบำรุงการศึกษาเต็มจำนวนที่ได้จ่ายไปจริง แต่ทั้งนี้ ต้องเป็นไปตามประเภทและไม่เกินอัตราที่กระทรวงการคลังกำหนดตามกฎหมายว่าด้วยเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการศึกษาของบุตร

(๓) บุตรที่ศึกษาในสถานศึกษาของเอกชนในหลักสูตรระดับไม่สูงกว่ามัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่า ให้ได้รับเงินค่าเล่าเรียนเต็มจำนวนที่ได้จ่ายไปจริง แต่ทั้งนี้ ต้องเป็นไปตามประเภทและไม่เกินอัตราที่กระทรวงการคลังกำหนดตามกฎหมายว่าด้วยเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการศึกษาของบุตร

(๔) บุตรที่ศึกษาในสถานศึกษาของเอกชนในหลักสูตรระดับสูงกว่ามัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่าแต่ไม่สูงกว่าอนุปริญญาหรือเทียบเท่า และหลักสูตรนั้นแยกต่างหากจากหลักสูตรระดับปริญญาตรี ให้ได้รับเงินค่าเล่าเรียนครึ่งหนึ่งของจำนวนที่ได้จ่ายไปจริง แต่ทั้งนี้ ต้องเป็นไปตามประเภทและไม่เกินอัตราที่กระทรวงการคลังกำหนดตามกฎหมายว่าด้วยเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการศึกษาของบุตร

(๕) บุตรที่ศึกษาในสถานศึกษาของเอกชนในหลักสูตรระดับปริญญาตรีหรือเทียบเท่า ให้ได้รับเงินค่าเล่าเรียนครึ่งหนึ่งของจำนวนที่ได้จ่ายไปจริง แต่ทั้งนี้ ต้องเป็นไปตามประเภทและไม่เกินอัตราที่กระทรวงการคลังกำหนดตามกฎหมายว่าด้วยเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการศึกษาของบุตร

ทั้งนี้ บุตรที่ศึกษาในสถานศึกษาของทางราชการหรือเอกชนในหลักสูตรระดับปริญญาตรีหรือเทียบเท่าตาม (๒) หรือ (๕) จะต้องเป็นการศึกษาในระดับปริญญาตรีเป็นหลักสูตรแรกเท่านั้น

มาตรา ข้อ ๔๖

ข้อ ๔๖ ให้ผู้มีสิทธิตามข้อ ๔๕ ใช้สิทธิขอรับเงินช่วยเหลือในกรณีการให้การศึกษาของบุตร โดยยื่นคำขอต่อสำนักงานตามแบบที่เลขาธิการกำหนด พร้อมด้วยหลักฐานการรับเงินของสถานศึกษา

มาตรา ข้อ ๔๗

ข้อ ๔๗ หลักฐานการรับเงินของสถานศึกษา อย่างน้อยต้องมีรายการ ดังต่อไปนี้

(๑) ชื่อ สถานที่อยู่ หรือที่ทำการของสถานศึกษาผู้รับเงิน

(๒) วัน เดือน ปีที่รับเงิน

(๓) รายการแสดงการรับเงินระบุว่าเป็นค่าอะไร

(๔) จำนวนเงินทั้งตัวเลขและตัวอักษร

(๕) ลายมือชื่อของผู้รับเงิน

ในกรณีที่สถานศึกษามีข้อตกลงกับธนาคารในการรับชำระเงินบำรุงการศึกษาหรือเงินค่าเล่าเรียนของสถานศึกษา ให้ใช้ใบแจ้งการชำระเงินและหรือใบเสร็จรับเงินของสถานศึกษาซึ่งมีรายการในสาระสำคัญที่สำนักงานสามารถควบคุมและตรวจสอบการใช้สิทธิเบิกเงินสวัสดิการได้เป็นหลักฐานการรับเงินของสถานศึกษา

มาตรา ข้อ ๔๘

ข้อ ๔๘ การยื่นขอรับเงินช่วยเหลือในกรณีการให้การศึกษาบุตร ให้กระทำภายในกำหนดเวลา ดังนี้

(๑) ภายในหนึ่งปีนับแต่วันเปิดภาคเรียนแต่ละภาค ในกรณีที่สถานศึกษาเรียกเก็บเงินค่าการศึกษาเป็นรายภาคเรียน

(๒) ภายในหนึ่งปีนับแต่วันเปิดเรียนภาคต้นของปีการศึกษา ในกรณีที่สถานศึกษาเรียกเก็บเงินค่าการศึกษาครั้งเดียวตลอดปี

หากพ้นกำหนดเวลาตามวรรคหนึ่ง ให้ถือว่าหมดสิทธิในการยื่นขอรับเงินช่วยเหลือกรณีการให้การศึกษาของบุตรสำหรับภาคการศึกษาหรือปีการศึกษานั้น แล้วแต่กรณี เว้นแต่ผู้มีสิทธิตามข้อ ๔๕ มีความจำเป็นต้องขอผ่อนผันต่อสถานศึกษาในการชำระเงินล่าช้า ในกรณีเช่นว่านี้ ให้ผู้มีสิทธิตามข้อ ๔๕ ยื่นขอรับเงินช่วยเหลือภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ออกหลักฐานการรับเงินของสถานศึกษา

สวัสดิการและสิทธิประโยชน์อื่น

มาตรา ข้อ ๔๙

ข้อ ๔๙ ผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภามีสิทธิได้รับสวัสดิการและสิทธิประโยชน์อื่นนอกเหนือจากที่ได้ระบุไว้ในระเบียบนี้ ทั้งนี้ การจะให้ได้รับสวัสดิการและสิทธิประโยชน์ใดให้เป็นไปตามมติของคณะกรรมการ โดยให้ผู้มีสิทธิยื่นคำขอต่อสำนักงานตามแบบที่เลขาธิการกำหนด

การมอบอำนาจ

56 มาตรา

อ้างอิงกฎหมายนี้

ระเบียบคณะกรรมการกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา ว่าด้วยการบริหาร ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน การรับเงิน การเก็บรักษาเงิน การอนุมัติการเบิกจ่ายเงิน การจ่ายเงิน การจัดหาผลประโยชน์และการจ่ายเงินช่วยเหลือกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา พ.ศ. 2556 (ฉบับ Update ล่าสุด) (Office of the Council of State). Retrieved via LawPlayer, https://lawplayer.com/th/act/pythainlp_99e16cf89c432517

ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).

Thai official texts excluded from copyright (Copyright Act B.E. 2537 s.7);開放資料層 CC BY 署名

本頁資料來源:สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (OCS)·整理提供:法律人 LawPlayer· lawplayer.com