ระเบียบคณะกรรมการกฤษฎีกา
ว่าด้วยการประชุมของกรรมการกฤษฎีกา
พ.ศ. ๒๕๒๒[๑]
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๕ และมาตรา ๔๐ แห่งพระราชบัญญัติคณะกรรมการกฤษฎีกา พ.ศ. ๒๕๒๒ ประธานคณะกรรมการกฤษฎีกาออกระเบียบไว้ดังต่อไปนี้
資料由法律人 LawPlayer整理提供·กฎหมายไทย / LawPlayer จากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
ระเบียบคณะกรรมการกฤษฎีกา
ว่าด้วยการประชุมของกรรมการกฤษฎีกา
พ.ศ. ๒๕๒๒[๑]
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๕ และมาตรา ๔๐ แห่งพระราชบัญญัติคณะกรรมการกฤษฎีกา พ.ศ. ๒๕๒๒ ประธานคณะกรรมการกฤษฎีกาออกระเบียบไว้ดังต่อไปนี้
ข้อ ๑ ระเบียบนี้เรียกว่า ระเบียบคณะกรรมการกฤษฎีกา ว่าด้วยการประชุมของกรรมการกฤษฎีกา พ.ศ. ๒๕๒๒
การประชุมปกติ
ข้อ ๒[๒] ในการปฏิบัติหน้าที่ ให้กรรมการกฤษฎีกาประชุมปรึกษาหารือกันเป็นคณะ แต่ละคณะประกอบด้วยประธานกรรมการกฤษฎีกา รองประธานกรรมการกฤษฎีกา และกรรมการกฤษฎีกาตามคำสั่งของประธานคณะกรรมการกฤษฎีกาเกี่ยวกับการแบ่งกรรมการกฤษฎีกาออกเป็นคณะ
ในกรณีที่กรรมการกฤษฎีกาในคณะใดพ้นจากตำแหน่งก่อนวาระ ให้กรรมการกฤษฎีกาคณะนั้นประกอบด้วยกรรมการกฤษฎีกาเท่าที่เหลืออยู่ แต่ในกรณีประธานกรรมการกฤษฎีกาพ้นจากตำแหน่ง ประธานคณะกรรมการกฤษฎีกาอาจทำหน้าที่ประธานกรรมการกฤษฎีกาคณะนั้นก็ได้ จนกว่าจะมีการแต่งตั้งประธานกรรมการกฤษฎีกาตามวรรคหนึ่ง
ให้เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาซึ่งเป็นกรรมการกฤษฎีกาโดยตำแหน่งและรองเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาซึ่งได้รับแต่งตั้งให้เป็นกรรมการกฤษฎีกาเข้าร่วมประชุมปรึกษาหารือในการประชุมกรรมการกฤษฎีกาได้ทุกคณะ
ข้อ ๓[๓] ให้ประธานกรรมการกฤษฎีกาแต่ละคณะทำหน้าที่เป็นประธานในที่ประชุม ในกรณีที่ประธานกรรมการกฤษฎีกาไม่มาประชุมหรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้รองประธานกรรมการกฤษฎีกาแต่ละคณะทำหน้าที่ประธานในที่ประชุมหรือปฏิบัติหน้าที่แทน ถ้าประธานกรรมการกฤษฎีกาและรองประธานกรรมการกฤษฎีกาไม่มาประชุม ให้กรรมการกฤษฎีกาที่มาประชุมเลือกกรรมการกฤษฎีกาในคณะคนใดคนหนึ่งที่มาประชุมทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม
ข้อ ๔ ในการประชุมปรึกษาหารือในกรรมการกฤษฎีกาแต่ละคณะต้องมีกรรมการกฤษฎีกามาประชุมไม่น้อยกว่าสามคน จึงจะเป็นองค์ประชุม เว้นแต่ในการวินิจฉัยประเด็นสำคัญ ประธานในที่ประชุมจะให้รอการวินิจฉัยประเด็นนั้นจนกว่าจะมีกรรมการกฤษฎีกามาประชุมมากกว่าสามคนก็ได้
ข้อ ๕ ในการจัดทำร่างกฎหมายหรือให้ความเห็นทางกฎหมาย หากที่ประชุมไม่สามารถดำเนินไปได้โดยมีมติเป็นเอกฉันท์ ให้วินิจฉัยโดยเสียงข้างมาก
กรรมการกฤษฎีกาคนหนึ่งมีเสียงหนึ่งในการลงคะแนน ถ้าคะแนนเสียงเท่ากัน ให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด
ข้อ ๖ ตามปกติให้กรรมการกฤษฎีกาแต่ละคณะประชุมสัปดาห์ละสองครั้ง ณ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ตามวันและเวลาที่ประธานกรรมการกฤษฎีกาจะกำหนดขึ้นโดยหารือกับเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา
ในกรณีที่มีความจำเป็นต้องจัดทำร่างกฎหมายหรือให้ความเห็นทางกฎหมายให้แล้วเสร็จเป็นการด่วนภายในระยะเวลาที่กำหนด เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาอาจขอให้กรรมการกฤษฎีกาคณะใดคณะหนึ่งประชุมเพิ่มขึ้นตามที่จะได้หารือกับประธานกรรมการกฤษฎีกาคณะนั้นก็ได้
ข้อ ๗ ในการจัดระเบียบวาระ ให้เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาเป็นผู้รับผิดชอบในการบรรจุเรื่องเข้าระเบียบวาระ โดยคำนึงถึงความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ของกรรมการกฤษฎีกาในแต่ละคณะ ตลอดจนปริมาณงานและความรีบด่วนของงาน
ข้อ ๘ ในการประชุมกรรมการกฤษฎีกาคณะหนึ่ง ให้มีเลขานุการกรรมการกฤษฎีกาคนหนึ่ง และผู้ช่วยเลขานุการกรรมการกฤษฎีกาอย่างน้อยคนหนึ่ง โดยเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาแต่งตั้งจากข้าราชการสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
ให้เลขานุการและผู้ช่วยเลขานุการกรรมการกฤษฎีกามีหน้าที่เสนอความเห็นเกี่ยวกับร่างกฎหมายหรือการให้ความเห็นทางกฎหมายต่อที่ประชุม และหน้าที่อื่นเกี่ยวกับการประชุม ทั้งนี้ ตามที่เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาจะได้กำหนด
ข้อ ๙ ในการจัดทำร่างกฎหมายหรือให้ความเห็นทางกฎหมาย ถ้ากรรมการกฤษฎีกาคนใดมีความเห็นแตกต่างไปจากความเห็นของกรรมการกฤษฎีกาฝ่ายข้างมากในสาระสำคัญ จะบันทึกความเห็นไว้เพื่อประกอบการพิจารณาขั้นต่อไปก็ได้
ข้อ ๑๐ ในกรณีที่มีปัญหาข้อกฎหมายสำคัญในการจัดทำร่างกฎหมายหรือในการให้ความเห็นทางกฎหมาย หรือในกรณีที่กรรมการกฤษฎีกาในคณะใดมีความเห็นแตกต่างกันในสาระสำคัญ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาจะขอให้กรรมการกฤษฎีกาคณะนั้นพิจารณาทบทวนปัญหาข้อกฎหมายนั้นอีกครั้งหนึ่งก็ได้
การประชุมพิเศษ
ข้อ ๑๑ ในกรณีจำเป็นที่ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านหรือต้องปฏิบัติราชการโดยรีบด่วน เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาอาจขอให้กรรมการกฤษฎีกาจากคณะต่าง ๆ ประกอบเป็นกรรมการกฤษฎีกาคณะพิเศษเป็นการชั่วคราวเพื่อประชุมปรึกษาหารือกันเฉพาะเรื่องหนึ่งเรื่องใดก็ได้
ในการประชุมตามวรรคหนึ่ง ให้กรรมการกฤษฎีกาเลือกกรรมการกฤษฎีกาคนใดคนหนึ่งซึ่งมาประชุมเป็นประธานในที่ประชุม และให้นำความในข้อ ๔ มาใช้บังคับโดยอนุโลม
ข้อ ๑๒ ในกรณีที่ต้องการความเชี่ยวชาญเฉพาะในหลายด้านหรือต้องการความรอบคอบในการพิจารณาเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาอาจขอให้กรรมการกฤษฎีกาสองหรือสามคณะมาประชุมปรึกษาหารือร่วมกันเป็นกรณีพิเศษก็ได้
ในการประชุมตามวรรคหนึ่ง ให้ประธานกรรมการกฤษฎีกาซึ่งมีอาวุโสที่สุดเป็นประธานในที่ประชุม และต้องมีกรรมการกฤษฎีกามาประชุมไม่น้อยกว่าหกคน โดยต้องเป็นกรรมการกฤษฎีกาจากทุกคณะที่ได้เชิญประชุม จึงจะเป็นองค์ประชุม เว้นแต่ในการวินิจฉัยประเด็นสำคัญ ประธานในที่ประชุมจะให้รอการวินิจฉัยประเด็นนั้นจนกว่าจะมีกรรมการกฤษฎีกามาประชุมมากกว่าหกคนก็ได้
การประชุมใหญ่
ข้อ ๑๓ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาต้องจัดให้มีการประชุมใหญ่กรรมการกฤษฎีกา ในกรณีดังต่อไปนี้
(๑) เมื่อคณะรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีผู้รักษาการตามกฎหมายได้มีมติหรือคำสั่งหรือขอให้กรรมการกฤษฎีกาวินิจฉัยปัญหาโดยที่ประชุมใหญ่
(๒) เมื่อกรรมการกฤษฎีกาคณะใดคณะหนึ่งเห็นว่ามีปัญหาสำคัญที่ควรวินิจฉัยโดยที่ประชุมใหญ่
ข้อ ๑๔ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาอาจพิจารณาจัดให้มีการประชุมใหญ่กรรมการกฤษฎีกาได้ ในกรณีดังต่อไปนี้
(๑) ความเห็นของกรรมการกฤษฎีกาคณะใดคณะหนึ่งแตกต่างไปจากความเห็นของกรรมการกฤษฎีกาคณะอื่นหรือคำวินิจฉัยของกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ที่เคยมีมาแล้ว
(๒) เมื่อส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจขอให้ทบทวนปัญหาที่กรรมการกฤษฎีกาคณะใดคณะหนึ่งได้วินิจฉัยไปแล้ว
(๓) ความเห็นของกรรมการกฤษฎีกาในคณะแตกต่างกันในสาระสำคัญแต่กรรมการกฤษฎีกามิได้ขอให้มีการประชุมใหญ่ตามข้อ ๑๓ (๒)
(๔) เมื่อเห็นว่าเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่สำคัญหรือผลของการวินิจฉัยอาจกระทบกระเทือนต่อวิถีทางปฏิบัติราชการ อันอาจก่อให้เกิดผลเสียหายแก่ประโยชน์สาธารณะหรือระบบบริหารราชการเป็นส่วนรวม
ข้อ ๑๕ ในการประชุมใหญ่ ต้องมีกรรมการกฤษฎีกามาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของกรรมการกฤษฎีกาทั้งหมด จึงจะเป็นองค์ประชุม
ให้ที่ประชุมเลือกกรรมการกฤษฎีกาคนหนึ่งเป็นประธานในที่ประชุม และให้นำความในข้อ ๕ มาใช้บังคับแก่การออกเสียงในที่ประชุมใหญ่โดยอนุโลม
ความเห็นของที่ประชุมใหญ่ ถือเป็นอันยุติโดยเสียงข้างมาก
ข้อ ๑๖ ให้เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาทำหน้าที่เลขานุการในที่ประชุมใหญ่ แต่เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาจะมอบหมายให้รองเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาหรือกรรมการร่างกฎหมายประจำปฏิบัติราชการแทนก็ได้
ข้อ ๑๗ ในการเสนอปัญหาต่อที่ประชุมใหญ่กรรมการกฤษฎีกา ให้เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาจัดให้มีบันทึกความเห็นเสนอต่อที่ประชุมใหญ่ โดยเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาจะมอบหมายให้กรรมการร่างกฎหมายประจำคนใดคนหนึ่งหรือหลายคนจัดทำบันทึกความเห็นก็ได้ และในกรณีนี้กรรมการร่างกฎหมายประจำดังกล่าวย่อมมีสิทธิแสดงความคิดเห็นในเรื่องนั้นได้ แต่ไม่มีสิทธิออกเสียง
ข้อ ๑๘ ในการจัดทำร่างบันทึกความเห็นของที่ประชุมใหญ่เพื่อเสนอต่อที่ประชุมใหญ่ตรวจพิจารณา โดยปกติให้เป็นหน้าที่ของผู้ทำหน้าที่เลขานุการในที่ประชุม ในกรณีที่ที่ประชุมใหญ่จะไม่ตรวจพิจารณาร่างบันทึกความเห็นโดยที่ประชุมใหญ่ จะมอบหมายให้กรรมการกฤษฎีกาอย่างน้อยสองคนร่วมกันเป็นผู้ตรวจพิจารณาร่างบันทึกดังกล่าวให้เป็นไปโดยถูกต้องตามมติของที่ประชุมใหญ่ก็ได้
การขอให้กรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ไปปฏิบัติหน้าที่กรรมการกฤษฎีกา[๔]
ข้อ ๑๙ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาอาจร้องขอให้กรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ผู้ใดผู้หนึ่งปฏิบัติหน้าที่กรรมการกฤษฎีการ่วมกับกรรมการกฤษฎีกาอื่นได้ ในกรณีดังต่อไปนี้
(๑) กรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ผู้นั้นเป็นผู้มีความรอบรู้เชี่ยวชาญในเรื่องที่ร้องขอให้ไปปฏิบัติหน้าที่
(๒) ในกรณีที่เป็นการร่างกฎหมายหรือให้ความเห็นทางกฎหมายซึ่งหากให้กรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ได้มีส่วนร่วมพิจารณาด้วยแล้ว จะเป็นประโยชน์แก่การปฏิบัติราชการต่อไป หากจะมีการร้องทุกข์ขึ้นภายหลัง
(๓) เพื่อเป็นการช่วยเหลือแบ่งเบาภาระของกรรมการกฤษฎีกาในกรณีที่งานของกรรมการกฤษฎีกามีจำนวนมากหรือเร่งด่วน
บทสุดท้าย
ข้อ ๒๐ การดำเนินการประชุมนอกจากที่กำหนดไว้ในระเบียบนี้ ให้เป็นไปตามมติของที่ประชุมกรรมการกฤษฎีกาแต่ละคณะ
ข้อ ๒๑ เพื่อให้แบบของกฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับหรือประกาศ เป็นไปในแนวเดียวกันและสอดคล้องกัน หรือเพื่อให้ถ้อยคำหรือหลักกฎหมายเป็นไปโดยชัดแจ้งยิ่งขึ้น เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาอาจแก้ไขถ้อยคำในร่างกฎหมายหรือบันทึกความเห็นทางกฎหมายของกรรมการกฤษฎีกาที่จัดทำแล้วได้โดยไม่ต้องนัดประชุมกรรมการกฤษฎีกาอีก
ข้อ ๒๒ ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๒๐ มิถุนายน ๒๕๒๒ เป็นต้นไป
ให้ไว้ ณ วันที่ ๑๓ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๒๒
พลเอก เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์
ประธานคณะกรรมการกฤษฎีกา
พระราชบัญญัติคณะกรรมการกฤษฎีกา (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๔๒[๕]
มาตรา ๓ ให้แก้ไขคำว่า กรรมการร่างกฎหมาย ในพระราชบัญญัติคณะกรรมการกฤษฎีกา พ.ศ. ๒๕๒๒ เป็น กรรมการกฤษฎีกา ทุกแห่ง
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่ได้มีการตรากฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองขึ้น ให้เป็นศาลปกครองที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีปกครอง อันเป็นการดำเนินการที่สืบเนื่องจากแนวทางการจัดองค์กรคณะกรรมการกฤษฎีกาให้เป็นรูปแบบองค์กรเชี่ยวชาญเฉพาะด้านกฎหมายปกครองที่เคยดำเนินการอยู่ก่อนแล้ว โดยองค์กรคณะกรรมการกฤษฎีกานั้นเป็นสถาบันที่ปฏิบัติงานในด้านคดีปกครองและการสร้างบทกฎหมายรวมทั้งกำหนดแนวทางการปฏิบัติราชการอยู่ด้วยกันซึ่งประเทศไทยได้ดำเนินการในแนวทางนี้มาตั้งแต่ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยได้ทรงตราพระราชบัญญัติเคาน์ซิลออฟสเตด คือ ที่ปรึกษาราชการแผ่นดินขึ้นใช้บังคับตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๑๗ และต่อมาได้มีการตราพระราชบัญญัติว่าด้วยคณะกรรมการกฤษฎีกา พุทธศักราช ๒๔๗๖ โดยให้มีสถาบันเกี่ยวกับการร่างกฎหมายและให้ความเห็นทางกฎหมาย และสถาบันที่พิจารณาพิพากษาคดีปกครองควบคู่กัน หลังจากนั้นได้มีการปรับปรุงเป็นพระราชบัญญัติคณะกรรมการกฤษฎีกา พ.ศ. ๒๕๒๒ โดยให้มีคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ขึ้นทำหน้าที่วินิจฉัยข้อพิพาททางกฎหมายปกครองระหว่างเอกชนกับหน่วยงานของรัฐเพื่อเป็นพื้นฐานในการสร้างหลักกฎหมายปกครองที่เหมาะสมแก่ประเทศไทย และสร้างความคุ้นเคยในระบบวิธีพิจารณาคดีปกครองโดยจะพัฒนาให้เป็นระบบศาลปกครองอย่างเต็มรูปแบบต่อไป บัดนี้ เมื่อได้มีการจัดตั้งศาลปกครองตามกฎหมายโดยเฉพาะขึ้นทำหน้าที่พิจารณาพิพากษาคดีปกครองโดยตรงแล้ว จึงสมควรแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยคณะกรรมการกฤษฎีกาโดยยกเลิกงานวินิจฉัยร้องทุกข์ให้สอดคล้องกับการจัดตั้งศาลปกครอง จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้
ระเบียบคณะกรรมการกฤษฎีกา ว่าด้วยการประชุมของกรรมการกฤษฎีกา (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๒[๖]
ข้อ ๒ ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๒๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๖๒ เป็นต้นไป
ระเบียบคณะกรรมการกฤษฎีกา ว่าด้วยการประชุมของกรรมการกฤษฎีกา (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๖๒[๗]
ข้อ ๒ ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
พัชรภรณ์/จัดทำ
๖ สิงหาคม ๒๕๖๒
นุสรา/ตรวจ
๖ สิงหาคม ๒๕๖๒
[๑] คำว่า กรรมการร่างกฎหมาย แก้ไขเป็น กรรมการกฤษฎีกา โดยมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติคณะกรรมการกฤษฎีกา (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๔๒
[๒] ข้อ ๒ แก้ไขเพิ่มเติมโดยระเบียบคณะกรรมการกฤษฎีกา ว่าด้วยการประชุมของกรรมการกฤษฎีกา (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๖๒
[๓] ข้อ ๓ แก้ไขเพิ่มเติมโดยระเบียบคณะกรรมการกฤษฎีกา ว่าด้วยการประชุมของกรรมการกฤษฎีกา (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๒
[๔] ปัจจุบัน กรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ ยกเลิกโดยพระราชบัญญัติคณะกรรมการกฤษฎีกา (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๔๒
[๕] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๑๖/ตอนที่ ๙๔ ก/หน้า ๔๔/๑๐ ตุลาคม ๒๕๔๒
[๖] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๓๖/ตอนพิเศษ ๑๘๐ ง/หน้า ๑๗/๑๘ กรกฎาคม ๒๕๖๒
[๗] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๓๖/ตอนพิเศษ ๑๘๐ ง/หน้า ๑๘/๑๘ กรกฎาคม ๒๕๖๒
ระเบียบคณะกรรมการกฤษฎีกาว่าด้วยการประชุมของกรรมการกฤษฎีกา พ.ศ. 2522 (ฉบับ Update ล่าสุด) (Office of the Council of State). Retrieved via LawPlayer, https://lawplayer.com/th/act/pythainlp_9a51cadc7fec8a6c
ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).
Thai official texts excluded from copyright (Copyright Act B.E. 2537 s.7);開放資料層 CC BY 署名
本頁資料來源:สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (OCS)·整理提供:法律人 LawPlayer· lawplayer.com