ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย
ที่ สนส. 88/2551
เรื่อง องค์ประกอบของเงินกองทุนสําหรับธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในประเทศ
อื่นๆ - 1. เหตุผลในการออกประกาศ
ธนาคารแห่งประเทศไทยได้มีการปรับปรุงหลักเกณฑ์การกํากับดูแลเงินกองทุนสําหรับธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในประเทศโดยอ้างอิงจากหลักเกณฑ์ International convergence of capital measurement and capital standards - A revised framework (Comprehensive version : June 2006) (หลักเกณฑ์ Basel I) ของ Basel Committee on Banking Supervision (BCBS) ซึ่งพัฒนามาจาก The 1988 Basel Capital Accord and the 1998 Amendment to the Capital Accord (หลักเกณฑ์ Basel I) ของ BCBS ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ใช้อ้างอิงในการกํากับดูแลเงินกองทุนตั้งแต่ปี 2536 เป็นต้นมา ซึ่งการปรับปรุงหลักเกณฑ์ดังกล่าวมีส่วนที่เกี่ยวข้องกับองค์ประกอบเงินกองทุนโดยเฉพาะรายการที่เดิมเคยให้หักจากเงินกองทุนทั้งสิ้นนั้น ได้มีการเปลี่ยนหลักการเป็นหักจากเงินกองทุนชั้นที่ 1 และเงินกองทุนชั้นที่ 2 อย่างละร้อยละ 50 และประกอบกับมาตรฐานการบัญชีระหว่างประเทศ ฉบับที่ 39 (International Accounting Standard - IAS 39) เรื่อง การรับรู้และการวัดมูลค่าเครื่องมือทางการเงิน ได้เริ่มมีผลบังคับใช้ในประเทศต่างๆ แล้วตั้งแต่ปี 2548 ซึ่งสภาวิชาชีพบัญชีได้มีแนวทางที่จะออกมาตรฐานการบัญชีไทยให้สอดคล้องกับ IAS 39 โดยคาดว่าจะมีผลบังคับใช้กับกิจการรวมทั้งสถาบันการเงินในประเทศไทยประมาณปี 2554 และหากกิจการหรือสถาบันการเงินใดพร้อมที่จะนํามาตรฐานการบัญชีดังกล่าวทั้งฉบับมาถือปฏิบัติก่อนกําหนดก็สามารถทําได้ (Early Adoption) ซึ่งมาตรฐานการบัญชีฉบับนี้มีการอนุญาตให้กิจการหรือสถาบันการเงินสามารถเลือกที่จะวัดมูลค่าและบันทึกรายการของตราสารทางการเงินด้วยมูลค่ายุติธรรม ณ วันเริ่มแรก (Fair Value Option) ซึ่งอาจส่งผลกระทบให้สถาบันการเงินสามารถรับรู้ผลกําไรหรือขาดทุนที่เกิดขึ้นจากการออกตราสารที่เป็นหนี้สินทางการเงินของสถาบันการเงินเมื่อตราสารนั้นถูกปรับลดหรือเพิ่มอันดับความน่าเชื่อถือ ซึ่งจะมีผลกระทบโดยตรงต่อเงินกองทุนของสถาบันการเงิน
การปรับปรุงประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยองค์ประกอบเงินกองทุนสําหรับธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในประเทศในครั้งนี้ จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อให้สอดคล้องกับหลักการของ Basel II ที่ธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในประเทศต้องถือปฏิบัติ และเพื่อเตรียมความพร้อมสําหรับธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในประเทศที่ประสงค์จะปฏิบัติตามหลักการของ IAS 39 ก่อนที่สภาวิชาชีพบัญชีจะบังคับใช้
อื่นๆ - 2. อํานาจตามกฎหมาย
อาศัยอํานาจตามความในมาตรา 4 มาตรา 29 และมาตรา 71 แห่งพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 ธนาคารแห่งประเทศไทยออกหลักเกณฑ์กําหนดองค์ประกอบของเงินกองทุนให้ธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในประเทศดํารงเงินกองทุนตามที่กําหนดในประกาศฉบับนี้
อื่นๆ - 3. ขอบเขตการบังคับใช้
ประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับกับธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในประเทศตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจสถาบันการเงินทุกแห่ง
อื่นๆ - 4. ประกาศและหนังสือเวียนที่ยกเลิก
ตามรายการในเอกสารแนบ 1
อื่นๆ - 5. เนื้อหา
5.1 คําจํากัดความ
"ธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในประเทศ" หมายความว่า ธนาคารพาณิชย์ตามพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 ยกเว้นสาขาของธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศ
"คณะกรรมการสถาบันการเงิน" หมายความว่า คณะกรรมการของธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในประเทศหรือบริษัทเงินทุน
5.2 องค์ประกอบของเงินกองทุน
เงินกองทุนทั้งสิ้นของธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในประเทศ ประกอบด้วยยอดรวมของเงินกองทุนชั้นที่ 1 ตาม 5.2.1 และ เงินกองทุนชั้นที่ 2 ตาม 5.2.2 หักด้วยรายการหักจากเงินกองทุนตาม 5.2.3
องค์ประกอบเงินกองทุนตามวรรคหนึ่งใช้เฉพาะสําหรับธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในประเทศเท่านั้น ส่วนองค์ประกอบของเงินกองทุนของกลุ่มธุรกิจทางการเงินให้ถือปฏิบัติตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การกํากับแบบรวมกลุ่ม
5.2.1 เงินกองทุนชั้นที่ 1 ประกอบด้วย
(1) ทุนชําระแล้ว (ยกเว้นทุนชําระแล้วที่ได้จากการออกหุ้นบุริมสิทธิ) ซึ่งรวมทั้งส่วนล้ํามูลค่าหุ้นที่ธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในประเทศได้รับ และเงินที่ธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในประเทศได้รับจากการออกใบสําคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นของธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในประเทศนั้น
(2) เงินที่ได้รับจากการออกหุ้นบุริมสิทธิชนิดไม่สะสมเงินปันผล
(3) ทุนสํารองตามกฎหมาย
(4) เงินสํารองที่ได้จัดสรรจากกําไรสุทธิเมื่อสิ้นงวดการบัญชีตามมติที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้น หรือตามข้อบังคับของธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในประเทศ แต่ไม่รวมถึงเงินสํารองสําหรับการลดค่าของสินทรัพย์ และเงินสํารองเพื่อการชําระหนี้
(5) กําไรสุทธิคงเหลือหลังจากการจัดสรร
(6) เงินที่ธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในประเทศได้รับจากการออกตราสารหนี้ด้อยสิทธิที่มีลักษณะคล้ายทุนที่ไม่สะสมดอกเบี้ยจ่าย และไม่ชําระดอกเบี้ยในปีที่ไม่มีผลกําไร (Hybrid Tier 1) ตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนด รายละเอียดตามเอกสารแนบ 2
5.2.2 เงินกองทุนชั้นที่ 2 ประกอบด้วย
(1) เงินที่ได้รับจากการออกหุ้นบุริมสิทธิชนิดสะสมเงินปันผล
(2) เงินที่ธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในประเทศได้รับจากการออกตราสารหนี้ด้อยสิทธิที่มีลักษณะคล้ายทุนที่ไม่สะสมดอกเบี้ยจ่าย และไม่ชําระดอกเบี้ยในปีที่ไม่มีผลกําไร (Hybrid Tier 1) ในส่วนที่เหลือจากที่ธนาคารแห่งประเทศไทยอนุญาตให้นับเป็นเงินกองทุนชั้นที่ 1
(3) เงินที่ธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในประเทศได้รับจากการออกตราสารที่มีลักษณะคล้ายทุน (Hybrid Debt Capital Instrument) ที่สามารถสะสมเงินปันผลหรือดอกเบี้ยจ่ายได้ และตราสารหนี้ด้อยสิทธิระยะยาว (Subordinated Debt) ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนด รายละเอียดตามเอกสารแนบ 3
(4) เงินสํารองจากมูลค่าส่วนที่เพิ่มขึ้นจากการตีราคาที่ดิน อาคารหรือห้องชุดในอาคารชุด ตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนด รายละเอียดตามเอกสารแนบ 4
(5) General Provision (เงินสํารองสําหรับสินทรัพย์จัดชั้นปกติทั้งหมดแต่ไม่รวมถึงเงินสํารองสําหรับสินทรัพย์จัดชั้นปกติส่วนที่นับเป็น Specific Provision แล้ว) โดยเงินสํารองสําหรับสินทรัพย์จัดชั้นปกติ ให้เป็นไปตามที่กําหนดในประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การจัดชั้นและการกันเงินสํารองของสถาบันการเงิน
ทั้งนี้ Specific Provision หมายความว่า เงินสํารองที่ได้กันไว้สําหรับสินทรัพย์และรายการนอกงบดุลทั้งหมด โดยธนาคารพาณิชย์ต้องสามารถระบุได้ว่าเป็นเงินสํารองที่ได้กันไว้สําหรับสินทรัพย์หรือรายการนอกงบดุลใด รวมถึงส่วนที่ลดลงจากการปรับมูลค่าตามราคาตลาดของตราสารหนี้และตราสารทุนที่ถือไว้เพื่อค้าและเผื่อขาย และมูลค่าการด้อยค่าด้วย แต่ไม่รวมเงินสํารองสําหรับสินทรัพย์จัดชั้นปกติที่ธนาคารพาณิชย์นับเป็นเงินกองทุนชั้นที่ 2 แล้ว
(5.1) ธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในประเทศที่เลือกคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตโดย Standardised Approach (วิธี SA) จะนับ General Provision เข้าเป็นเงินกองทุนชั้นที่ 2 ได้ไม่เกินร้อยละ 1,.25 ของยอดสินทรัพย์เสี่ยงทั้งสิ้น
(5.2) ธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในประเทศที่เลือกคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตโดย Internal Ratings-Based Approach วิธี IRB) จะนับ General Provision ที่ได้จัดสรรให้แก่พอร์ตสินทรัพย์ที่ใช้วิธี SA เข้าเป็นเงินกองทุนชั้นที่ 2 ได้ไม่เกินร้อยละ 1.25 ของยอดสินทรัพย์เสี่ยงทั้งสิ้นหักด้วยสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตที่คํานวณโดยวิธี IRB ตามหลักเกณฑ์ที่กําหนดในประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตสําหรับธนาคารพาณิชย์โดย วิธี IRB
ทั้งนี้ ยอดสินทรัพย์เสี่ยงทั้งสิ้นให้เป็นไปตามที่กําหนดในประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การกํากับดูแลเงินกองทุนของธนาคารพาณิชย์
(6) เงินสํารองส่วนเกิน (Surplus of Provisions) โดยธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในประเทศจะนับเงินสํารองส่วนเกินดังกล่าวเข้าเป็นเงินกองทุนชั้นที่ 2 ได้ไม่เกินร้อยละ 0.6 ของสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตที่คํานวณโดยวิธี IRB ตามหลักเกณฑ์ที่กําหนดในประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตสําหรับธนาคารพาณิชย์ โดยวิธี IRB
ทั้งนี้ เงินสํารองส่วนเกิน หมายถึง เงินสํารองที่กันไว้แล้ว (Total Eligible Provisions) เฉพาะส่วนที่มีมูลค่าเกินกว่าค่าความเสียหายที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (Expected Loss: EL)
(7) เงินสํารองจากการตีราคาตราสารทุนประเภทเผื่อขายตามมาตรฐานการบัญชีว่าด้วยการบัญชีสําหรับเงินลงทุนในตราสารหนี้และตราสารทุน โดยให้ธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในประเทศนับยอดมูลค่าสุทธิส่วนเกินทุนจากการตีราคาเป็นเงินกองทุนชั้นที่ 2 ได้ไม่เกินร้อยละ 45 ของยอดมูลค่าสุทธิส่วนเกินทุนดังกล่าวของงวดการบัญชีรอบระยะเวลาหกเดือนของธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในประเทศ
5.2.3 รายการหักจากเงินกองทุน
(1) รายการหักจากเงินกองทุนชั้นที่ 1
(1.1) เงินที่ธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในประเทศได้จ่ายไปเพื่อการซื้อหุ้นคืนตามกฎหมายว่าด้วยบริษัทมหาชนจํากัด ด้วยวิธีราคาตามมูลค่าตามแนวปฏิบัติทางการบัญชีเกี่ยวกับหุ้นซื้อคืนของกิจการ
(1.2) ผลขาดทุนที่เกิดขึ้นในทุกงวดการบัญชี
(1.3) ค่าความนิยม (Goodwill) ที่นับเป็นสินทรัพย์ตามจํานวนที่ปรากฏในงบการเงินซึ่งได้จัดทําตามมาตรฐานการบัญชีที่เกี่ยวข้อง
(1.4) มูลค่าของสินทรัพย์ประเภทภาษีเงินได้รอการตัดบัญชีที่ธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในประเทศใช้วิธีการบันทึกบัญชีภาษีเงินได้รอการตัด (Deferred Tax Accounting โดยให้หักบัญชีสินทรัพย์ประเภทภาษีเงินได้รอการตัดบัญชีที่เกิดจากรายการดังต่อไปนี้ ออกจากกําไรสะสมที่นับเป็นเงินกองทุนชั้นที่ 1 ตาม 5.2.1
(1.4.1) ขาดทุนทางภาษีที่ยังไม่ได้ใช้ประโยชน์ (Unused Tax Losses Carryforward)
(1.4.2) ผลแตกต่างชั่วคราวระหว่างมูลค่าตามบัญชีของสินทรัพย์หรือหนี้สินในงบดุลกับฐานภาษี หรือผลแตกต่างชั่วคราวในกําไรทางบัญชีและกําไรทางภาษี (Temporary Differences)
(1.4.3) เครดิตภาษีที่ยังไม่ได้ใช้ประโยชน์ (Unused Tax CreditCarryforward)
(1.5) ผลกําไรที่เกิดจากการเลือกใช้วิธี Fair Value Option ตามมาตรฐานการบัญชีว่าด้วยการรับรู้และการวัดมูลค่าเครื่องมือทางการเงิน (หรือ International Accounting Standard 39 Financial Instruments : Recognition and Measurement) สําหรับกรณีที่เกิดขึ้นจากสาเหตุ ดังต่อไปนี้ ทั้งนี้ การใช้วิธี Fair Value Option ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กําหนดในเอกสารแนบ 5
(1.5.1) การลดลงของมูลค่ายุติธรรมของตราสารที่เป็นหนี้สินทางการเงิน เนื่องจากตราสารที่ธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในประเทศออกนั้น ถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือ (Downgrade)
(1.5.2) การเพิ่มขึ้นของมูลค่ายุติธรรมที่ไม่สามารถวัดมูลค่ายุติธรรมได้อย่างน่าเชื่อถือของเงินให้สินเชื่อ หรือ ตราสารการเงิน
ทั้งนี้ หากธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในประเทศเลือกใช้วิธี Fair Value Option แล้วมีผลขาดทุน เนื่องจากสาเหตุดังต่อไปนี้
(ก) การเพิ่มขึ้นของมูลค่ายุติธรรมของตราสารที่เป็นหนี้สินทางการเงิน เนื่องจากตราสารที่ธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในประเทศออกนั้น ถูกเพิ่มอันดับความน่าเชื่อถือ (Upgrade)
(ข) การลดลงของมูลค่ายุติธรรมที่ไม่สามารถวัดมูลค่ายุติธรรมได้อย่างน่าเชื่อถือของเงินให้สินเชื่อ หรือ ตราสารการเงินให้ธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในประเทศนั้น บวกจํานวนผลขาดทุนดังกล่าวกลับเข้าในการคํานวณเงินกองทุนชั้นที่ 1 เมื่อไม่มีรายการดังกล่าวเกิดขึ้น
(1.6) รายการอื่นตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนด
(2) รายการหักจากเงินกองทุนชั้นที่ 1 และเงินกองทุนชั้นที่ 2 อย่างละร้อยละ 50 อนึ่ง หากเงินกองทุนชั้นที่ 2 มีจํานวนไม่เพียงพอ ให้ธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในประเทศหักส่วนที่ขาดจากเงินกองทุนชั้นที่ 1 จนครบเต็มตามจํานวนที่ขาด
(2.1) ภายใต้บังคับหลักเกณฑ์ตาม 5.2.3 (2.3) ในกรณีที่ธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในประเทศใดถือตราสารแสดงสิทธิในหนี้ตาม 5.2.1 (6 5.2.2 (2)และ 5.2.2 (3) ของบริษัทเงินทุนหรือธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในประเทศอื่น ให้ธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในประเทศนั้นหักเงินตามตราสารดังกล่าวตามมูลค่าที่บริษัทเงินทุนหรือธนาคารพาณิชย์ผู้ออกตราสารนั้นได้รับอนุญาตให้นับเป็นเงินกองทุน
(2.2) ในกรณีที่ธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในประเทศใดเป็นผู้ขายประกันความเสี่ยงค้านเครดิตตามตราสารประเภท Credit Linked Notes หรือ Credit Default Swaps ที่มีสินทรัพย์อ้างอิงเป็นตราสารแสดงสิทธิในหนี้ตาม 5.2.1 (6) 5.2.2 (2)และ 5.2.2 (3) ของบริษัทเงินทุนและธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในประเทศอื่น ให้ธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในประเทศนั้นหักเงินตามตราสารที่เป็นสินทรัพย์อ้างอิงดังกล่าวตามมูลค่าที่บริษัทเงินทุนหรือธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในประเทศผู้ออกตราสารนั้นได้รับอนุญาตให้นับเป็นเงินกองทุน
(2.3) ในกรณีที่ธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในประเทศใดถือตราสารแสดงสิทธิในหนี้ตาม 5.2.1 (6) 5.2.2 (2) และ 5.2.2 (3) ของบริษัทเงินทุนหรือธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในประเทศอื่น และธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในประเทศนั้นได้ซื้อประกันความเสี่ยงด้านเครดิต ให้ถือปฏิบัติ ดังนี้
(2.3.1) กรณีซื้อประกันความเสี่ยงด้านเครดิตด้วยการออกตราสารประเภท Credit Linked Notes ที่มีตราสารดังกล่าวเป็นสินทรัพย์อ้างอิง ธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในประเทศนั้นไม่ต้องหักเงินตามตราสารที่เป็นสินทรัพย์อ้างอิงดังกล่าวตราบเท่าอายุของตราสารประเภท Credit Linked Notes เฉพาะที่เป็นการประกันความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพเท่านั้น
(2.3.2) กรณีซื้อประกันความเสี่ยงด้านเครดิตด้วย Credit Default Swaps ที่มีตราสารดังกล่าวเป็นสินทรัพย์อ้างอิง ธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในประเทศนั้นไม่ต้องหักเงินตามตราสารที่เป็นสินทรัพย์อ้างอิงดังกล่าวตราบเท่าอายุของ Credit Default Swaps เฉพาะที่เป็นการประกันความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพ'ซึ่งทํากับบริษัทเงินทุนหรือธนาคารพาณิชย์อื่นเท่านั้น
(2.4) ในกรณีที่ธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในประเทศใดทําธุรกรรมอนุพันธ์ด้านตราสารหนี้ (Bond Derivatives) ให้หักเงินกองทุนตามหลักเกณฑ์ที่กําหนดในประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยการอนุญาตให้ธนาคารพาณิชย์ทําธุรกรรมอนุพันธ์ที่อ้างอิงตัวแปรด้านตลาด
(2.5) ในกรณีที่ธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในประเทศใดทําธุรกรรมอนุพันธ์ด้านเครดิต (Credit Derivatives) ให้หักเงินกองทุนตามหลักเกณฑ์ที่กําหนดในประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยการอนุญาตให้ธนาคารพาณิชย์ทําธุรกรรม Credit Derivatives
(2.6) ในกรณีที่ธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในประเทศใดทําธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจการแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ (Securitisation) ให้หักเงินกองทุนตามหลักเกณฑ์ที่กําหนดในประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยการอนุญาตให้สถาบันการเงินประกอบธุรกิจการแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์
(2.7) ในกรณีที่ธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในประเทศมีฐานะที่เกี่ยวข้องกับการผิดนัดชําระราคาและการส่งมอบและธุรกรรม Non-delivery versus payment ให้หักเงินกองทุนตามหลักเกณฑ์ที่กําหนดในประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตสําหรับการผิดนัดชําระราคาและการส่งมอบและธุรกรรม Non-delivery versus payment (Non-DvP) สําหรับธนาคารพาณิชย์
(2.8) ในกรณีที่ธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในประเทศคํานวณฐานะที่เกี่ยวข้องกับตราสารทุนโดยวิธี PD/LGD ให้ธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในประเทศหักมูลค่าของฐานะที่เกี่ยวข้องกับตราสารทุนดังกล่าว หรือค่าความเสียหายที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (EL) ของฐานะที่เกี่ยวข้องกับตราสารทุนนั้น แล้วแต่กรณี ตามหลักเกณฑ์ที่กําหนดในประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตสําหรับธนาคารพาณิชย์ โดยวิธี IRB
(2.9) ในกรณีที่ธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในประเทศมีเงินสํารองส่วนขาด (Shortfall of Provisions) ให้หักเงินกองทุน ตามหลักเกณฑ์ที่กําหนดในประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตสําหรับธนาคารพาณิชย์ โดยวิธี IRB
ทั้งนี้ เงินสํารองส่วนขาด หมายถึง เงินสํารองที่กันไว้แล้ว (Total Eligible Provisions) เฉพาะส่วนที่ต่ํากว่ามูลค่าความเสียหายที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (EL)
(2.10) รายการอื่นตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนด
(3) รายการหักจากเงินกองทุนทั้งสิ้น
(3.1) เงินสํารองจากการตีราคาตราสารทุนประเภทเผื่อขายตามมาตรฐานการบัญชีว่าด้วยการบัญชีสําหรับเงินลงทุนในตราสารหนี้และตราสารทุน ในกรณีที่มูลค่าสุทธิจากการตีราคาเป็นส่วนขาดทุน ให้ธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในประเทศหักส่วนที่ขาดทุนดังกล่าวออกจากเงินกองทุนทั้งสิ้นของงวดการบัญชีรอบระยะเวลาหกเดือนของธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในประเทศนั้น
5.3 งวดระยะเวลาการนับรายการเข้าและหักออกจากเงินกองทุนงวดระยะเวลาในการนับรายการแต่ละประเภทเข้าเป็นเงินกองทุนชั้นที่ 1 เงินกองทุนชั้นที่ 2 หรือหักออกจากเงินกองทุน ปรากฏตามเอกสารแนบ 6
อื่นๆ - 6. วันเริ่มต้นบังคับใช้
ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2551 เป็นต้นไป
ผู้มีอํานาจลงนาม - ประกาศ ณ วันที่ 27 พฤศจิกายน 2551
(นางธาริษา วัฒนเกส)
ผู้ว่าการ
ธนาคารแห่งประเทศไทย