ข้อ ๑ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่โดยได้รับอนุมัติจากเลขาธิการ
สั่งให้ผู้ผลิต ผู้นำเข้า ผู้จดแจ้ง
ผู้ขาย หรือผู้ครอบครองเครื่องสำอางเพื่อขายเรียกเก็บคืนเครื่องสำอางที่มีการกระทำผิดตามมาตรา ๑๔ วรรคหนึ่ง มาตรา ๒๖ มาตรา ๒๗ หรือมาตรา ๓๒ และรายงานการเรียกเก็บคืนเครื่องสำอางของตนภายในระยะเวลาที่กำหนด
โดยจัดทำรายงานการเรียกเก็บคืนเครื่องสำอางตามแบบที่แนบท้ายประกาศกระทรวงนี้ ทั้งนี้ ให้ผู้ผลิต ผู้นำเข้า ผู้จดแจ้ง ผู้ขาย
หรือผู้ครอบครองเครื่องสำอางเพื่อขายที่มีสถานประกอบการตั้งอยู่ในกรุงเทพมหานคร
รายงานต่อสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ส่วนจังหวัดอื่นนอกจากกรุงเทพมหานคร
ให้รายงานต่อสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด ดังนี้
๑.๑ เครื่องสำอางที่ผลิต
นำเข้า และขายโดยมิได้จดแจ้ง หรือเครื่องสำอางที่ไม่ปลอดภัยในการใช้ หรือเครื่องสำอางปลอม หรือเครื่องสำอางผิดมาตรฐาน หรือเครื่องสำอางที่รัฐมนตรีประกาศชื่อ ประเภท ชนิด หรือคุณลักษณะที่ห้ามผลิต นำเข้า หรือขาย
หรือเครื่องสำอางที่ถูกสั่งเพิกถอนใบรับจดแจ้ง ให้เรียกเก็บคืนเครื่องสำอางภายในสิบห้าวัน
และรายงานต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ภายในสามสิบวันนับแต่วันได้รับคำสั่ง
๑.๒ เครื่องสำอางที่ผลิตหรือนำเข้าไม่ตรงตามที่จดแจ้ง
หรือเครื่องสำอางที่ไม่มีฉลาก หรือเครื่องสำอางที่มีฉลากซึ่งใช้ข้อความที่ไม่ตรงต่อความจริง
ข้อความที่อาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในสาระสำคัญเกี่ยวกับเครื่องสำอาง และข้อความที่ขัดต่อศีลธรรม
หรือวัฒนธรรมอันดีงามของไทย หรือเครื่องสำอางที่ขายโดยไม่มีฉลากภาษาไทย หรือเครื่องสำอางที่มีฉลากซึ่งไม่เป็นไปตามประกาศคณะกรรมการเครื่องสำอางว่าด้วยเรื่องที่เกี่ยวกับฉลากของเครื่องสำอาง
หรือเครื่องสำอางที่มีฉลากซึ่งเลขาธิการสั่งเลิกใช้ หรือเครื่องสำอางที่หมดอายุการใช้ตามที่แสดงไว้ในฉลาก
ให้เรียกเก็บคืนเครื่องสำอางภายในสามสิบวันและรายงานต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ภายในสี่สิบห้าวันนับแต่วันได้รับคำสั่ง
๑.๓ การเรียกเก็บคืน ให้ผู้ซื้อส่งคืนเครื่องสำอางต่อผู้ที่ตนซื้อมา
และให้ผู้ขาย หรือผู้ครอบครองส่งคืนเครื่องสำอางต่อผู้ผลิต
ผู้นำเข้า หรือผู้จดแจ้ง หรืออาจใช้วิธีการเรียกเก็บคืนอื่นใดก็ได้ ที่ไม่ก่อให้เกิดภาระอันเกินควรต่อประชาชน
๑.๔ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่เป็นผู้กำหนดสถานที่จัดเก็บเครื่องสำอางที่เรียกเก็บคืนตามความเหมาะสม