法律人 LawPlayer logo

資料由法律人 LawPlayer整理提供·กฎหมายไทย / LawPlayer จากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

adminRule

ประกาศเจ้าพนักงานควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน เรื่อง การกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนเงิน (ฉบับที่ 20)

เลขที่
วันที่ประกาศ
จำนวนมาตรา
29
มาตรา อารัมภบท

ประกาศเจ้าพนักงานควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน

เรื่อง การกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนเงิน

(ฉบับที่ ๒๐)[๑]

อาศัยอำนาจตามความในข้อ ๗ และข้อ ๒๐ แห่งกฎกระทรวง ฉบับที่ ๑๓ (พ.ศ. ๒๔๙๗) ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน พุทธศักราช ๒๔๘๕ และที่แก้ไขเพิ่มเติมข้อ ๕ แห่งประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน ลงวันที่ ๓๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ และข้อ ๓ ข้อ ๑๑ ข้อ ๑๒ ข้อ ๑๓ ข้อ ๑๔ ข้อ ๑๕ และข้อ ๑๖ แห่งประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง คำสั่งรัฐมนตรีให้ไว้แก่ตัวแทนรับอนุญาต ลงวันที่ ๓๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ และที่แก้ไขเพิ่มเติม เจ้าพนักงานออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้

มาตรา ข้อ ๑

ข้อ ๑ ให้ยกเลิกความในข้อ ๒ ของประกาศเจ้าพนักงานควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน เรื่อง การกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนเงิน ลงวันที่ ๓๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศเจ้าพนักงานควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน เรื่อง การกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนเงิน (ฉบับที่ ๘) ลงวันที่ ๑๒ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๐ ประกาศเจ้าพนักงานควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน เรื่อง การกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนเงิน (ฉบับที่ ๑๕) ลงวันที่ ๔ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๑ และประกาศเจ้าพนักงานควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน เรื่อง การกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนเงิน (ฉบับที่ ๑๗) ลงวันที่ ๒๙ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๑ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

“ข้อ ๒ ในประกาศนี้

“นิติบุคคลรับอนุญาต” หมายความว่า นิติบุคคลรับอนุญาตตามที่กำหนดในกฎกระทรวง ฉบับที่ ๑๓ (พ.ศ. ๒๔๙๗) ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน พุทธศักราช ๒๔๘๕ และที่แก้ไขเพิ่มเติม

“ธุรกิจในเครือ” หมายความว่า บรรดานิติบุคคลที่มีบุคคลหนึ่งถือหุ้นหรือมีส่วนเป็นเจ้าของไม่ต่ำกว่าร้อยละ ๕๐ ของทุนทั้งหมดของนิติบุคคลนั้น และหมายความรวมถึงบรรดานิติบุคคลซึ่งนิติบุคคลหนึ่งถือหุ้นหรือมีส่วนเป็นเจ้าของในอีกนิติบุคคลหนึ่งไม่ต่ำกว่าร้อยละ ๕๐ ของทุนทั้งหมดของนิติบุคคลหลังด้วย ทั้งนี้ เฉพาะกรณีที่เป็นบุคคลสัญชาติไทยหรือเป็นนิติบุคคลที่จดทะเบียนในประเทศไทย

“กิจการ” หมายถึง กิจการเจ้าของคนเดียว ห้างหุ้นส่วน บริษัทจำกัด บริษัทมหาชน กิจการร่วมค้า

“กิจการในเครือ” หมายถึง กิจการแม่ กิจการย่อย และกิจการร่วม ทั้งนี้ ให้หมายความรวมถึงสาขาของกิจการแม่ กิจการย่อย หรือกิจการร่วมด้วย

“กิจการแม่” หมายถึง กิจการที่มีหุ้นหรือมีส่วนเป็นเจ้าของในกิจการย่อยมากกว่าร้อยละ ๕๐ ของทุนหรือหุ้นทั้งหมด หรือกิจการที่มีหุ้นหรือมีส่วนเป็นเจ้าของในกิจการร่วมตั้งแต่ร้อยละ ๑๐ แต่ไม่เกินร้อยละ ๕๐ ของทุนหรือหุ้นทั้งหมด ทั้งนี้ สัดส่วนการถือหุ้นให้นับต่อหนึ่งราย

“กิจการย่อย” หมายความว่า

(ก) กิจการที่มีกิจการอื่นเป็นกิจการแม่ ที่ไม่ใช่กิจการร่วม หรือ

(ข) กิจการย่อยของกิจการตาม (ก) ต่อไปทุกทอด

“กิจการร่วม” หมายความว่า

(ก) กิจการที่มีกิจการอื่นเป็นกิจการแม่ ที่ไม่ใช่กิจการย่อย

(ข) กิจการที่มีกิจการย่อยเป็นกิจการแม่ ที่ไม่ใช่กิจการย่อย หรือ

(ค) กิจการย่อยของกิจการตาม (ก) หรือ (ข) ต่อไปทุกทอด

“หลักทรัพย์และตราสารทางการเงินอื่น” หมายความรวมถึง ตราสารทุน ตราสารหนี้ หน่วยลงทุน”

มาตรา ข้อ ๒

ข้อ ๒ ให้ยกเลิกความใน (๑) ของวรรคหนึ่งของข้อ ๑๐/๑ ของประกาศเจ้าพนักงานควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน เรื่อง การกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนเงิน ลงวันที่ ๓๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศเจ้าพนักงานควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน เรื่อง การกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนเงิน (ฉบับที่ ๑๕) ลงวันที่ ๔ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๑ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

“(๑) เงินตราต่างประเทศมีมูลค่าต่ำกว่า ๕๐,๐๐๐ ดอลลาร์สหรัฐอเมริกาหรือเทียบเท่าตามอัตราตลาด”

มาตรา ข้อ ๓

ข้อ ๓ ให้ยกเลิกความใน (๑) ของข้อ ๑๔ ของประกาศเจ้าพนักงานควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน เรื่อง การกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนเงิน ลงวันที่ ๓๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศเจ้าพนักงานควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน เรื่อง การกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนเงิน (ฉบับที่ ๑๕) ลงวันที่ ๔ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๑ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

“(๑) เพื่อลงทุนหรือให้กู้ยืมแก่กิจการที่ต่างประเทศที่ไม่ได้ประกอบธุรกิจซื้อขายหลักทรัพย์ต่างประเทศ โดยกิจการที่ต่างประเทศนั้นต้องประกอบธุรกิจจริงตามวัตถุประสงค์ของกิจการนั้นหรือตามที่แจ้งไว้กับหน่วยงานที่กำกับดูแล ดังนี้

(ก) การส่งเงินโดยนิติบุคคลเพื่อลงทุนในกิจการที่ต่างประเทศซึ่งให้รวมถึงสาขาที่ต่างประเทศ โดยจัดตั้งหรือเข้าร่วมลงทุน โดยให้มีสัดส่วนการถือหุ้นหรือมีส่วนเป็นเจ้าของตั้งแต่ร้อยละ ๑๐ ขึ้นไป โดยสัดส่วนในกรณีการถือหุ้นให้นับต่อหนึ่งราย หรือเพื่อลงทุนหรือให้กู้ยืมแก่กิจการในเครือที่ต่างประเทศที่อยู่ในเครือเดียวกันกับผู้ขอซื้อหรือแลกเปลี่ยน ไม่จำกัดจำนวน

(ข) การส่งเงินโดยนิติบุคคลเพื่อให้กู้ยืมแก่กิจการที่ต่างประเทศที่นอกเหนือจาก (ก) เป็นจำนวนรวมทั้งสิ้นไม่เกินปีละ ๕๐ ล้านดอลลาร์สหรัฐอเมริกาหรือเทียบเท่าตามอัตราตลาด

(ค) การส่งเงินโดยบุคคลธรรมดาเพื่อลงทุนในกิจการที่ต่างประเทศโดยจัดตั้งหรือเข้าร่วมลงทุน โดยให้มีสัดส่วนการถือหุ้นหรือมีส่วนเป็นเจ้าของตั้งแต่ร้อยละ ๑๐ ขึ้นไป โดยสัดส่วนในกรณีการถือหุ้นให้นับต่อหนึ่งราย หรือเพื่อลงทุนหรือให้กู้ยืมแก่กิจการในเครือที่ต่างประเทศของกิจการดังกล่าว เป็นจำนวนรวมทั้งสิ้นไม่เกินปีละ ๑๐๐ ล้านดอลลาร์สหรัฐอเมริกาหรือเทียบเท่าตามอัตราตลาด”

มาตรา ข้อ ๔

ข้อ ๔ ให้ยกเลิกความใน (๕) ของข้อ ๑๔ ของประกาศเจ้าพนักงานควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน เรื่อง การกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนเงิน ลงวันที่ ๓๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศเจ้าพนักงานควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน เรื่อง การกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนเงิน (ฉบับที่ ๑๕) ลงวันที่ ๔ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๑ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

“(๕) เพื่อซื้ออสังหาริมทรัพย์เป็นจำนวนไม่เกินปีละ ๑๐ ล้านดอลลาร์สหรัฐอเมริกาหรือเทียบเท่าตามอัตราตลาดต่อราย”

มาตรา ข้อ ๕

ข้อ ๕ ให้ยกเลิกความใน (๔) และ (๕) ของวรรคหนึ่งของข้อ ๑๕ ของประกาศเจ้าพนักงานควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน เรื่อง การกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนเงิน ลงวันที่ ๓๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

“(๔) ลงทุนในกิจการที่ต่างประเทศ ต้องเรียกเอกสารหลักฐาน ดังนี้

(ก) หนังสือชี้แจงเหตุผลและรายละเอียดของการลงทุน

(ข) หลักฐานเกี่ยวกับบุคคลที่ลงทุน กรณีเป็นบุคคลธรรมดา ได้แก่ สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน กรณีเป็นนิติบุคคล ได้แก่ หนังสือรับรองทุนจดทะเบียน และบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นหรือผู้เป็นหุ้นส่วน ที่กระทรวงพาณิชย์รับรอง

(ค) หลักฐานแสดงสัดส่วนการถือหุ้นหรือมีส่วนเป็นเจ้าของ เช่น สัญญาร่วมทุนหรือสัญญาซื้อขายหุ้น

(ง) หลักฐานเกี่ยวกับกิจการที่ได้รับการลงทุน เช่น ใบอนุญาตให้จดทะเบียนของกิจการที่ลงทุน หนังสือบริคณห์สนธิ

(จ) งบการเงินล่าสุดของกิจการที่ได้รับการลงทุนที่ผู้สอบบัญชีรับรองแล้ว (ถ้ามี)

(ฉ) คำรับรองตามแบบที่เจ้าพนักงานกำหนด และ

(ช) ในกรณีเงินลงทุนที่มีจำนวนตั้งแต่ ๑๐ ล้านดอลลาร์สหรัฐอเมริกาหรือเทียบเท่าตามอัตราตลาด ให้เรียกแบบรับทราบการแจ้งความประสงค์การลงทุนในกิจการที่ต่างประเทศที่ออกให้โดยเจ้าพนักงาน”

เอกสารตาม (ค) และ (ง) นิติบุคคลรับอนุญาตอาจเรียกให้ผู้ขอซื้อหรือแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศยื่นภายหลังจากที่ได้มีการลงทุนแล้วได้

(๕) ให้กู้ยืมแก่กิจการที่ต่างประเทศ ต้องเรียกเอกสารหลักฐาน ดังนี้

(ก) หลักฐานการกู้ยืมที่แสดงรายละเอียดของการกู้ยืม

(ข) หลักฐานเกี่ยวกับบุคคลที่ให้กู้ กรณีเป็นบุคคลธรรมดา ได้แก่ สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน กรณีเป็นนิติบุคคล ได้แก่ หนังสือรับรองทุนจดทะเบียน และบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นหรือผู้เป็นหุ้นส่วน ที่กระทรวงพาณิชย์รับรอง

(ค) หลักฐานแสดงสัดส่วนการถือหุ้นหรือมีส่วนเป็นเจ้าของ (ถ้ามี)

(ง) หลักฐานเกี่ยวกับกิจการที่กู้ยืม เช่น ใบอนุญาตให้จดทะเบียนของกิจการที่กู้ยืมหนังสือบริคณห์สนธิ

(จ) งบการเงินล่าสุดของกิจการที่กู้ยืมที่ผู้สอบบัญชีรับรองแล้ว

(ฉ) คำรับรองตามแบบที่เจ้าพนักงานกำหนด และ

(ช) ในกรณีเงินให้กู้ยืมที่มีจำนวนตั้งแต่ ๑๐ ล้านดอลลาร์สหรัฐอเมริกาหรือเทียบเท่าตามอัตราตลาด ให้เรียกแบบรับทราบการแจ้งความประสงค์การให้กู้ยืมแก่กิจการที่ต่างประเทศที่ออกให้โดยเจ้าพนักงาน

มาตรา ข้อ ๖

ข้อ ๖ ให้ยกเลิกความใน (๑๐) และ (๑๑) ของวรรคหนึ่งของข้อ ๑๕ ของประกาศเจ้าพนักงานควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน เรื่อง การกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนเงิน ลงวันที่ ๓๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

“(๑๐) ชำระคืนต้นเงินกู้จากต่างประเทศไม่ว่าเงินกู้บาทหรือเงินกู้เงินตราต่างประเทศต้องเรียกเอกสารหลักฐาน ดังนี้

(ก) หลักฐานที่แสดงรายละเอียดของการกู้ยืมเงินจากต่างประเทศ เช่น สัญญากู้ และ

(ข) หลักฐานการนำเงินกู้จากต่างประเทศเข้ามาในประเทศ ในกรณีเงินกู้เงินตราต่างประเทศที่มีจำนวนตั้งแต่ ๕๐,๐๐๐ ดอลลาร์สหรัฐอเมริกาหรือเทียบเท่าตามอัตราตลาด ให้เรียกสำเนาแบบการทำธุรกรรมเงินตราต่างประเทศ ในกรณีเงินกู้เงินตราต่างประเทศที่มีจำนวนต่ำกว่า ๕๐,๐๐๐ ดอลลาร์สหรัฐอเมริกาหรือเทียบเท่าตามอัตราตลาดและกรณีเงินกู้บาท ให้เรียกใบแจ้งเงินโอนเข้า หรือในกรณีเงินกู้ที่นำเข้าก่อนวันที่ประกาศเจ้าพนักงานควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน เรื่อง การกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนเงิน ลงวันที่ ๓๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ มีผลบังคับใช้ ให้เรียกแบบ ธ.ต. ๓ แบบ ธ.ต. ๔๐ หรือใบแจ้งเงินโอนเข้า

(๑๑) ชำระดอกเบี้ยเงินกู้จากต่างประเทศไม่ว่าเงินกู้บาทหรือเงินกู้เงินตราต่างประเทศต้องเรียกเอกสารหลักฐาน ดังนี้

(ก) หลักฐานที่แสดงรายละเอียดของการกู้ยืมเงินจากต่างประเทศ เช่น สัญญากู้ ทั้งนี้ เฉพาะในการส่งเงินค่าดอกเบี้ยครั้งแรก

(ข) หลักฐานการนำเงินกู้จากต่างประเทศเข้ามาในประเทศ ในกรณีเงินกู้เงินตราต่างประเทศที่มีจำนวนตั้งแต่ ๕๐,๐๐๐ ดอลลาร์สหรัฐอเมริกาหรือเทียบเท่าตามอัตราตลาด ให้เรียกสำเนาแบบการทำธุรกรรมเงินตราต่างประเทศ ในกรณีเงินกู้เงินตราต่างประเทศที่มีจำนวนต่ำกว่า ๕๐,๐๐๐ ดอลลาร์สหรัฐอเมริกาหรือเทียบเท่าตามอัตราตลาดและกรณีเงินกู้บาท ให้เรียกใบแจ้งเงินโอนเข้าหรือในกรณีเงินกู้ที่นำเข้าก่อนวันที่ประกาศเจ้าพนักงานควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน เรื่องการกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนเงิน ลงวันที่ ๓๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ มีผลบังคับใช้ ให้เรียกแบบ ธ.ต. ๓ แบบ ธ.ต. ๔๐ หรือใบแจ้งเงินโอนเข้า และ

(ค) เอกสารเรียกเก็บเงินค่าดอกเบี้ย หรือเอกสารแสดงการคำนวณดอกเบี้ย กรณีไม่มีเอกสารเรียกเก็บเงิน”

มาตรา ข้อ ๗

ข้อ ๗ ให้ยกเลิกความใน (๑๔) ของวรรคหนึ่งของข้อ ๑๕ ของประกาศเจ้าพนักงานควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน เรื่อง การกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนเงิน ลงวันที่ ๓๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

“(๑๔) ส่งคืนเงินทุนของสาขาหรือสำนักงานผู้แทนในประเทศไทย ต้องเรียกเอกสารหลักฐาน ดังนี้

(ก) หลักฐานการจัดตั้งสาขาหรือสำนักงานผู้แทนในประเทศไทย เช่น ใบอนุญาตจากกระทรวงพาณิชย์

(ข) หลักฐานการนำเงินเข้า ในกรณีเงินตราต่างประเทศที่มีจำนวนตั้งแต่ ๕๐,๐๐๐ ดอลลาร์สหรัฐอเมริกาหรือเทียบเท่าตามอัตราตลาด ให้เรียกสำเนาแบบการทำธุรกรรมเงินตราต่างประเทศ ในกรณีเงินตราต่างประเทศที่มีจำนวนต่ำกว่า ๕๐,๐๐๐ ดอลลาร์สหรัฐอเมริกาหรือเทียบเท่าตามอัตราตลาดและกรณีเงินบาท ให้เรียกใบแจ้งเงินโอนเข้า หรือในกรณีเงินที่นำเข้าก่อนวันที่ประกาศเจ้าพนักงานควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน เรื่อง การกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนเงิน ลงวันที่ ๓๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ มีผลบังคับใช้ ให้เรียกแบบ ธ.ต. ๓ แบบ ธ.ต. ๔๐ หรือใบแจ้งโอนเงินเข้า และ

(ค) หลักฐานที่แสดงว่าเงินที่จะส่งเป็นของสาขาหรือสำนักงานผู้แทนในประเทศไทย เช่น สำเนาบัญชีเงินฝาก”

มาตรา ข้อ ๘

ข้อ ๘ ให้ยกเลิกความใน (๑๖) ของวรรคหนึ่งของข้อ ๑๕ ของประกาศเจ้าพนักงานควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน เรื่อง การกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนเงิน ลงวันที่ ๓๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

“(๑๖) ส่งคืนเงินลงทุนของกองทุนรวมเนื่องจากการลดทุนของกองทุนรวม ทั้งนี้ การลดทุนดังกล่าวต้องมิได้เกิดจากการระดมทุนหรือกู้ยืมจากในประเทศ หรือรายได้ทางอ้อมที่เกิดจากการระดมทุนหรือกู้ยืมจากในประเทศ ต้องเรียกเอกสารหลักฐาน ดังนี้

(ก) หลักฐานการนำเงินเข้ามาซื้อหน่วยลงทุน ในกรณีเงินตราต่างประเทศที่มีจำนวนตั้งแต่ ๕๐,๐๐๐ ดอลลาร์สหรัฐอเมริกาหรือเทียบเท่าตามอัตราตลาด ให้เรียกสำเนาแบบการทำธุรกรรมเงินตราต่างประเทศ ในกรณีเงินตราต่างประเทศที่มีจำนวนต่ำกว่า ๕๐,๐๐๐ ดอลลาร์สหรัฐอเมริกาหรือเทียบเท่าตามอัตราตลาดและกรณีเงินบาท ให้เรียกใบแจ้งเงินโอนเข้า หรือในกรณีเงินที่นำเข้าก่อนวันที่ประกาศเจ้าพนักงานควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน เรื่อง การกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนเงิน ลงวันที่ ๓๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ มีผลบังคับใช้ ให้เรียกแบบ ธ.ต. ๓ แบบ ธ.ต. ๔๐ หรือใบแจ้งโอนเงินเข้า

(ข) มติที่ประชุมของกองทุนรวมในการลดทุนให้แก่ผู้ถือหน่วยลงทุน

(ค) งบการเงินที่กองทุนรวมรับรองความถูกต้อง

(ง) รายละเอียดแสดงทรัพย์สินสุทธิของกองทุนรวมในขณะที่ลดทุน และ

(จ) หลักฐานแสดงแหล่งที่มาของเงินในการลดทุน

เอกสารตาม (ง) และ (จ) ให้นิติบุคคลรับอนุญาตส่งให้เจ้าพนักงานภายใน ๕ วันทำการ นับจากวันที่ส่งคืนเงินลงทุน”

มาตรา ข้อ ๙

ข้อ ๙ ให้ยกเลิกความใน (๒๐) ของวรรคหนึ่งของข้อ ๑๕ ของประกาศเจ้าพนักงานควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน เรื่อง การกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนเงิน ลงวันที่ ๓๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

“(๒๐) ส่งคืนเงินที่บุคคลต่างประเทศเคยนำเข้ามาในประเทศไทย ต้องเรียกเอกสารหลักฐาน ดังนี้

(ก) หลักฐานการนำเงินเข้า ในกรณีเงินตราต่างประเทศที่มีจำนวนตั้งแต่ ๕๐,๐๐๐ ดอลลาร์สหรัฐอเมริกาหรือเทียบเท่าตามอัตราตลาด ให้เรียกสำเนาแบบการทำธุรกรรมเงินตราต่างประเทศในกรณีเงินตราต่างประเทศที่มีจำนวนต่ำกว่า ๕๐,๐๐๐ ดอลลาร์สหรัฐอเมริกาหรือเทียบเท่าตามอัตราตลาดและกรณีเงินบาท ให้เรียกใบแจ้งเงินโอนเข้า หรือในกรณีเงินที่นำเข้าก่อนวันที่ประกาศเจ้าพนักงานควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน เรื่อง การกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนเงิน ลงวันที่ ๓๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ มีผลบังคับใช้ ให้เรียกแบบ ธ.ต. ๓ แบบ ธ.ต. ๔๐ หรือใบแจ้งเงินโอนเข้า และ

(ข) หลักฐานที่แสดงว่าเงินที่จะส่งออกเป็นเงินของบุคคลต่างประเทศนั้น เช่น สำเนาบัญชีเงินฝาก”

มาตรา ข้อ ๑๐

ข้อ ๑๐ ให้ยกเลิกความใน (๒๕) ของวรรคหนึ่งของข้อ ๑๕ ของประกาศเจ้าพนักงานควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน เรื่อง การกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนเงิน ลงวันที่ ๓๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

“(๒๕) ส่งเงินที่บุคคลที่มีถิ่นที่อยู่นอกประเทศเฉพาะนิติบุคคลได้รับจากการเสนอขายหลักทรัพย์หรือใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหลักทรัพย์ของตนซึ่งจดหรือจะจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ต้องเรียกเอกสารหลักฐานจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยที่แสดงจำนวนเงินที่เสนอขายได้จริง”

มาตรา ข้อ ๑๑

ข้อ ๑๑ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็น (๒๘) และ (๒๙) ของวรรคหนึ่งของข้อ ๑๕ ของประกาศเจ้าพนักงานควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน เรื่อง การกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนเงิน ลงวันที่ ๓๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๗

“(๒๘) เป็นค่าใช้จ่ายในการจัดตั้งสำนักงานผู้แทนในต่างประเทศ ต้องเรียกหนังสือชี้แจงเหตุผลความจำเป็นในการจัดตั้ง และรายละเอียดที่เกี่ยวข้อง

(๒๙) วัตถุประสงค์อื่นนอกจากที่กล่าวมาข้างต้น ต้องเรียกเอกสารหลักฐานอันแสดงภาระผูกพันที่จะต้องชำระเงินให้แก่บุคคลในต่างประเทศ เช่น สัญญา เอกสารเรียกเก็บเงิน”

มาตรา ข้อ ๑๒

ข้อ ๑๒ ให้ยกเลิกความในวรรคสองของข้อ ๑๕ ของประกาศเจ้าพนักงานควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน เรื่อง การกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนเงิน ลงวันที่ ๓๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศเจ้าพนักงานควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน เรื่อง การกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนเงิน (ฉบับที่ ๑๔) ลงวันที่ ๑๘ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

“นอกจากกรณีตามข้อ ๑๘ (๓) ถึง (๔) และการส่งเงินไปฝากในต่างประเทศ ในการซื้อหรือแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศกับนิติบุคคลรับอนุญาตที่มีจำนวนเงินต่ำกว่า ๕๐,๐๐๐ ดอลลาร์สหรัฐอเมริกาหรือเทียบเท่าตามอัตราตลาดเพื่อวัตถุประสงค์ต่าง ๆ ให้นิติบุคคลรับอนุญาตเรียกให้ผู้ขอซื้อหรือแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศยื่นเอกสารแจ้งวัตถุประสงค์ในการทำธุรกรรม”

มาตรา ข้อ ๑๓

ข้อ ๑๓ ให้ยกเลิกความในข้อ ๑๘ ของประกาศเจ้าพนักงานควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน เรื่อง การกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนเงิน ลงวันที่ ๓๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศเจ้าพนักงานควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน เรื่อง การกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนเงิน (ฉบับที่ ๑๕) ลงวันที่ ๔ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๑ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

“ข้อ ๑๘ บุคคลใดขอซื้อหรือแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศในกรณีดังต่อไปนี้ ให้นิติบุคคลรับอนุญาตส่งเรื่องให้เจ้าพนักงานพิจารณาอนุญาตก่อน โดยนิติบุคคลรับอนุญาตต้องเรียก ให้บุคคลนั้นยื่นเอกสารหลักฐานเบื้องต้น ดังนี้

(๑) การส่งเงินไปลงทุนหรือให้กู้ยืมแก่กิจการที่ต่างประเทศเป็นจำนวนเกินกว่าวงเงินที่กำหนดตามข้อ ๑๔ (๑) รวมทั้งการส่งเงินไปลงทุนหรือให้กู้ยืมแก่กิจการที่ต่างประเทศที่ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนดหรือกิจการที่ประกอบธุรกิจซื้อขายหลักทรัพย์ต่างประเทศ ให้เรียกเอกสารหลักฐาน ดังนี้

(ก) คำขออนุญาตพร้อมชี้แจงเหตุผลความจำเป็น รายละเอียดการลงทุนหรือให้กู้แหล่งที่มาของเงินทุน และประโยชน์ที่จะได้รับจากการลงทุนหรือให้กู้

(ข) งบการเงินล่าสุดของบุคคลที่ลงทุน หรือผู้ให้กู้ที่ผู้สอบบัญชีรับรองแล้ว

(ค) หลักฐานแสดงการลงทุนในกรณีการส่งเงินไปลงทุน เช่น สัญญาร่วมทุน หรือสัญญาซื้อขายหุ้น

(ง) หลักฐานแสดงโครงสร้างการถือหุ้นระหว่างบุคคลที่ลงทุน หรือผู้ให้กู้และผู้รับการลงทุนหรือผู้กู้ และ

(จ) หลักฐานแสดงตัวของผู้ขอ กรณีเป็นบุคคลธรรมดา เช่น สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน กรณีเป็นนิติบุคคล เช่น หนังสือบริคณห์สนธิ หนังสือรับรองทุนจดทะเบียน บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นหรือผู้เป็นหุ้นส่วน ที่กระทรวงพาณิชย์รับรอง

(๒) การขอซื้อหรือแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศเพื่อวัตถุประสงค์ตามข้อ ๑๔ (๒) ถึง (๗) หรือเพื่อฝากตามข้อ ๒๓ แต่เกินวงเงินที่กำหนดไว้ ให้เรียกเอกสารหลักฐาน ดังนี้

(ก) คำขออนุญาตพร้อมชี้แจงเหตุผลความจำเป็น

(ข) หลักฐานสำหรับแต่ละกรณีตามที่ระบุในข้อ ๑๕ และ

(ค) หลักฐานแสดงตัวของผู้ขอ กรณีเป็นบุคคลธรรมดา เช่น สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน กรณีเป็นนิติบุคคล เช่น หนังสือบริคณห์สนธิ หนังสือรับรองทุนจดทะเบียน บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นหรือผู้เป็นหุ้นส่วน ที่กระทรวงพาณิชย์รับรอง

(๓) การส่งเงินไปซื้อหลักทรัพย์ในต่างประเทศที่นอกเหนือจากข้อ ๑๓ ทวิ แห่งประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง คำสั่งรัฐมนตรีให้ไว้แก่ตัวแทนรับอนุญาต ลงวันที่ ๓๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง คำสั่งรัฐมนตรีให้ไว้แก่นิติบุคคลรับอนุญาต (ฉบับที่ ๖) ลงวันที่ ๒๓ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ ให้เรียกเอกสารหลักฐานดังนี้

(ก) คำขออนุญาตพร้อมชี้แจงเหตุผลความจำเป็น โดยระบุรายละเอียดของหลักทรัพย์ที่จะซื้อ

(ข) หลักฐานแสดงรายละเอียดของหลักทรัพย์ที่จะซื้อ และ

(ค) หลักฐานแสดงตัวของผู้ขอ กรณีเป็นบุคคลธรรมดา เช่น สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน กรณีเป็นนิติบุคคล เช่น หนังสือบริคณห์สนธิ หนังสือรับรองทุนจดทะเบียน บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นหรือผู้เป็นหุ้นส่วน ที่กระทรวงพาณิชย์รับรอง

(๔) การส่งเงินกรณีที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกรรมอนุพันธ์ หรือการวางเงินเป็นประกันที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมทางการเงิน เช่น การกู้ยืมเงิน การยืมและให้ยืมหลักทรัพย์ (Securities Borrowing and Lending) กับคู่สัญญาในต่างประเทศ ให้เรียกเอกสารหลักฐานดังนี้

(ก) คำขออนุญาตพร้อมชี้แจงเหตุผลความจำเป็น โดยระบุรายละเอียดของธุรกรรม

(ข) หลักฐานแสดงรายละเอียดของธุรกรรมอนุพันธ์หรือธุรกรรมทางการเงินและธุรกรรมที่รองรับการทำธุรกรรมอนุพันธ์ (ถ้ามี) และ

(ค) หลักฐานแสดงตัวของผู้ขอ กรณีเป็นบุคคลธรรมดา เช่น สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน กรณีเป็นนิติบุคคล เช่น หนังสือบริคณห์สนธิ หนังสือรับรองทุนจดทะเบียน บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นหรือผู้เป็นหุ้นส่วน ที่กระทรวงพาณิชย์รับรอง

(๕) การขอซื้อหรือแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศกรณีตามข้อ ๑๕ แต่เอกสารหลักฐานไม่ครบถ้วนตามที่กำหนดไว้ หรือกรณีอื่นนอกจากข้อ ๑๕ และข้อ ๑๘ (๑) ถึง (๔) ให้เรียกเอกสารหลักฐาน ดังนี้

(ก) คำขออนุญาตพร้อมชี้แจงรายละเอียดที่เกี่ยวข้อง

(ข) หลักฐานที่เกี่ยวข้องตามแต่กรณี และ

(ค) หลักฐานแสดงตัวของผู้ขอ กรณีเป็นบุคคลธรรมดา เช่น สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน กรณีเป็นนิติบุคคล เช่น หนังสือบริคณห์สนธิ หนังสือรับรองทุนจดทะเบียน บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นหรือผู้เป็นหุ้นส่วน ที่กระทรวงพาณิชย์รับรอง

ทั้งนี้ ให้นิติบุคคลรับอนุญาตตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารหลักฐานก่อนส่งให้เจ้าพนักงานพิจารณา และเจ้าพนักงานอาจเรียกเอกสารหลักฐานเพิ่มเติมได้ในกรณีที่จำเป็น

เมื่อเจ้าพนักงานอนุญาตแล้ว ให้นิติบุคคลรับอนุญาตขายหรือแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศได้ไม่เกินจำนวนที่เจ้าพนักงานอนุญาต”

มาตรา ข้อ ๑๔

ข้อ ๑๔ ให้ยกเลิกความใน (๓) ของวรรคหนึ่งของข้อ ๒๓ ของประกาศเจ้าพนักงานควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน เรื่อง การกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนเงิน ลงวันที่ ๓๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศเจ้าพนักงานควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน เรื่อง การกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนเงิน (ฉบับที่ ๑๕) ลงวันที่ ๔ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๑ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

“(๓) กรณีเป็นเงินที่บุคคลที่มีถิ่นที่อยู่ในประเทศซื้อ แลกเปลี่ยน หรือกู้ยืมจากนิติบุคคลรับอนุญาต ให้ปฏิบัติ ดังนี้

(ก) ผู้ฝากเงินตราต่างประเทศต้องยื่นเอกสารหลักฐานที่แสดงว่ามีภาระผูกพันที่จะต้องชำระเงินตราต่างประเทศให้แก่บุคคลในต่างประเทศหรือนิติบุคคลรับอนุญาต และให้ฝากได้ไม่เกินจำนวนตามภาระผูกพันที่ต้องชำระเป็นเงินตราต่างประเทศ ทั้งนี้ เงินฝากเงินตราต่างประเทศ ณ สิ้นวัน รวมทุกสกุลและทุกบัญชีของผู้ฝากรายนั้นต้องมียอดคงเหลือไม่เกิน ๑ ล้านดอลลาร์สหรัฐอเมริกาหรือเทียบเท่าตามอัตราตลาดสำหรับผู้ฝากซึ่งเป็นบุคคลธรรมดา และไม่เกิน ๑๐๐ ล้านดอลลาร์สหรัฐอเมริกาหรือเทียบเท่าตามอัตราตลาดสำหรับผู้ฝากซึ่งเป็นนิติบุคคล

ในกรณีที่ผู้ฝากประสงค์จะฝากเงินตราต่างประเทศเกินกว่าจำนวนที่กำหนดในวรรคหนึ่ง ให้ผู้ฝากยื่นเอกสารหลักฐานที่แสดงว่ามีภาระผูกพันที่จะต้องชำระเงินตราต่างประเทศให้แก่บุคคลในต่างประเทศหรือนิติบุคคลรับอนุญาตภายใน ๑๒ เดือน นับแต่วันที่ฝากเงินตราต่างประเทศ และให้ฝากได้ไม่เกินจำนวนตามภาระผูกพันดังกล่าว

ภาระผูกพันที่จะต้องชำระเงินตราต่างประเทศให้หมายรวมถึงภาระผูกพันของตนและของธุรกิจในเครือ และให้ผู้ฝากยื่นเอกสารหลักฐานการเป็นธุรกิจในเครือด้วยในกรณีที่เป็นภาระผูกพันของธุรกิจในเครือ

(ข) ในกรณีที่ผู้ฝากไม่สามารถยื่นเอกสารหลักฐานที่แสดงว่ามีภาระผูกพันที่จะต้องชำระเงินตราต่างประเทศ ให้ฝากเงินตราต่างประเทศได้โดยต้องจัดให้แยกเปิดเป็นบัญชีเฉพาะและยอดเงินฝากเงินตราต่างประเทศในบัญชีดังกล่าว ณ สิ้นวัน รวมทุกสกุลและทุกบัญชีของผู้ฝากรายนั้นต้องมีจำนวนไม่เกิน ๕๐๐,๐๐๐ ดอลลาร์สหรัฐอเมริกาหรือเทียบเท่าตามอัตราตลาด”

มาตรา ข้อ ๑๕

ข้อ ๑๕ ให้เพิ่มความดังต่อไปนี้เป็นข้อ ๒๕/๑ ของประกาศเจ้าพนักงานควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน เรื่อง การกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนเงิน ลงวันที่ ๓๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๗

“ข้อ ๒๕/๑ นอกจากเงินตราต่างประเทศอันเกิดจากแหล่งเงินได้ตามข้อ ๒๓ (๑) แล้วเจ้าพนักงานอนุญาตให้นิติบุคคลในประเทศฝากเงินตราต่างประเทศที่รับโอนมาจากบัญชีเงินฝากเงินตราต่างประเทศประเภทแหล่งต่างประเทศตามข้อ ๒๓ (๒) ของนิติบุคคลในประเทศบุคคลอื่นที่มีแหล่งเงินได้ค่าสินค้าหรือบริการจากต่างประเทศ เพื่อรับชำระค่าสินค้าหรือบริการระหว่างกันและยกเว้นให้นิติบุคคลรับอนุญาตรับฝากเงินตราต่างประเทศดังกล่าวได้ โดยให้ถือปฏิบัติตามข้อ ๒๓ (๒) หรือ (๓) โดยอนุโลม”

มาตรา ข้อ ๑๖

ข้อ ๑๖ ให้ยกเลิกความในข้อ ๒๖ ของประกาศเจ้าพนักงานควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน เรื่อง การกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนเงิน ลงวันที่ ๓๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

“ข้อ ๒๖ การฝากเงินตราต่างประเทศนอกจากที่กำหนดในข้อ ๒๓ ข้อ ๒๕ และข้อ ๒๕/๑ นิติบุคคลรับอนุญาตต้องส่งเรื่องให้เจ้าพนักงานพิจารณาอนุญาตก่อน โดยนิติบุคคลรับอนุญาตต้องเรียกให้ผู้ขอยื่นเอกสารหลักฐานเบื้องต้น ดังนี้

(๑) คำขออนุญาตพร้อมชี้แจงเหตุผลความจำเป็นและรายละเอียดที่เกี่ยวข้อง

(๒) หลักฐานที่เกี่ยวข้องตามแต่กรณี เช่น รายละเอียดและหลักฐานเอกสารแสดงภาระผูกพันหรือความจำเป็นที่ต้องใช้เงินในอนาคต

(๓) หลักฐานแสดงตัวของผู้ขอ กรณีเป็นบุคคลธรรมดา เช่น สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน กรณีเป็นนิติบุคคล เช่น หนังสือบริคณห์สนธิ หนังสือรับรองทุนจดทะเบียน บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นหรือผู้เป็นหุ้นส่วน ที่กระทรวงพาณิชย์รับรอง

ทั้งนี้ ให้นิติบุคคลรับอนุญาต ตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารก่อนส่งให้เจ้าพนักงานพิจารณา และเจ้าพนักงานอาจเรียกเอกสารหลักฐานเพิ่มเติมได้ในกรณีที่จำเป็น”

มาตรา ข้อ ๑๗

ข้อ ๑๗ ให้ยกเลิกความใน (๕) ของวรรคหนึ่งของข้อ ๒๙ ของประกาศเจ้าพนักงานควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน เรื่อง การกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนเงิน ลงวันที่ ๓๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศเจ้าพนักงานควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน เรื่อง การกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนเงิน (ฉบับที่ ๑๕) ลงวันที่ ๔ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๑

มาตรา ข้อ ๑๘

ข้อ ๑๘ ให้ยกเลิกความในวรรคสองของข้อ ๒๙ ของประกาศเจ้าพนักงานควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน เรื่อง การกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนเงิน ลงวันที่ ๓๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

“ให้นิติบุคคลรับอนุญาตรับฝากเงินตราต่างประเทศตาม (๖) ได้ โดยนิติบุคคลรับอนุญาตต้องจัดให้ผู้ฝากยื่นแบบตามที่กำหนดในข้อ ๔๔ ด้วย”

มาตรา ข้อ ๑๙

ข้อ ๑๙ ให้เพิ่มความดังต่อไปนี้เป็นข้อ ๒๙/๑ ของประกาศเจ้าพนักงานควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน เรื่อง การกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนเงิน ลงวันที่ ๓๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๗

“ข้อ ๒๙/๑ ให้ถอนเงินตราต่างประเทศจากบัญชีเงินฝากเงินตราต่างประเทศประเภทแหล่งต่างประเทศตามข้อ ๒๓ (๒) ของนิติบุคคลในประเทศที่มีแหล่งเงินได้ค่าสินค้าหรือบริการจากต่างประเทศเพื่อฝากเข้าบัญชีเงินฝากเงินตราต่างประเทศของนิติบุคคลในประเทศบุคคลอื่นตามข้อ ๒๓ (๒) หรือ (๓) เพื่อชำระค่าสินค้าหรือบริการระหว่างกันได้ โดยผู้ถอนต้องปฏิบัติตามข้อ ๓๐ ด้วย”

มาตรา ข้อ ๒๐

ข้อ ๒๐ ให้ยกเลิกความใน (๔) ของข้อ ๓๐ ของประกาศเจ้าพนักงานควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน เรื่อง การกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนเงิน ลงวันที่ ๓๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

“(๔) การถอนเงินเพื่อฝากเข้าบัญชีเงินฝากเงินตราต่างประเทศของบุคคลในประเทศบุคคลอื่นเพื่อชำระค่าสินค้าหรือบริการระหว่างกันตามข้อ ๒๙/๑ ให้ยื่นเอกสารหลักฐานที่แสดงค่าสินค้าหรือบริการระหว่างกัน เช่น สัญญาซื้อขาย เอกสารเรียกเก็บเงิน”

มาตรา ข้อ ๒๑

ข้อ ๒๑ ให้ยกเลิกความในข้อ ๓๑ ของประกาศเจ้าพนักงานควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน เรื่อง การกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนเงิน ลงวันที่ ๓๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

“ข้อ ๓๑ การถอนเงินตราต่างประเทศนอกจากที่กำหนดในข้อ ๒๙ และข้อ ๒๙/๑ นิติบุคคลรับอนุญาตต้องส่งเรื่องให้เจ้าพนักงานพิจารณาอนุญาตก่อน โดยนิติบุคคลรับอนุญาตต้องเรียกให้ผู้ขอยื่นเอกสารหลักฐานเบื้องต้น ดังนี้

(๑) คำขออนุญาตพร้อมชี้แจงเหตุผลความจำเป็นและรายละเอียดที่เกี่ยวข้อง

(๒) หลักฐานที่เกี่ยวข้องตามแต่กรณี เช่น รายละเอียดและหลักฐานเอกสารแสดงภาระผูกพันหรือความจำเป็นที่ต้องใช้เงินในอนาคต

(๓) หลักฐานแสดงตัวของผู้ขอ กรณีเป็นบุคคลธรรมดา เช่น สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนกรณีเป็นนิติบุคคล เช่น หนังสือบริคณห์สนธิ หนังสือรับรองทุนจดทะเบียน บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นหรือผู้เป็นหุ้นส่วน ที่กระทรวงพาณิชย์รับรอง”

มาตรา ข้อ ๒๒

ข้อ ๒๒ ให้ยกเลิกความในข้อ ๓๒ ของประกาศเจ้าพนักงานควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน เรื่อง การกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนเงิน ลงวันที่ ๓๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศเจ้าพนักงานควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน เรื่อง การกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนเงิน (ฉบับที่ ๑๒) ลงวันที่ ๒๔ กรกฎาคม ๒๕๕๐ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

“ข้อ ๓๒ การถอนเงินตราต่างประเทศจากบัญชีเงินฝากเพื่อวัตถุประสงค์ตามข้อ ๒๙ (๑) ถึง (๖) และข้อ ๒๙/๑ หากผู้ถอนประสงค์จะแลกเปลี่ยนเป็นเงินตราต่างประเทศสกุลอื่น ให้นิติบุคคลรับอนุญาตและผู้ถอนแลกเปลี่ยนได้ในกรณี ดังต่อไปนี้

(๑) ผู้ถอนจะใช้เงินตราต่างประเทศสกุลที่ขอแลกเปลี่ยนนั้นตามวัตถุประสงค์ข้างต้นในทันที

(๒) เมื่อปรากฏว่าผู้ถอนขอแลกเปลี่ยนและฝากเงินตราต่างประเทศสกุลที่ขอแลกเปลี่ยนนั้นไว้กับนิติบุคคลรับอนุญาต ทั้งนี้ การฝากเงินตราต่างประเทศดังกล่าวต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขตามข้อ ๒๓

มาตรา ข้อ ๒๓

ข้อ ๒๓ ให้ยกเลิกความใน (๓) ของวรรคหนึ่งของข้อ ๓๕/๓ ของประกาศเจ้าพนักงานควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน เรื่อง การกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนเงิน ลงวันที่ ๓๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศเจ้าพนักงานควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน เรื่อง การกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนเงิน (ฉบับที่ ๑๗) ลงวันที่ ๒๙ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๑ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

“(๓) เงินบาทที่จ่ายเพื่อวัตถุประสงค์ตามที่ระบุในข้อ ๑๑ ของประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง คำสั่งรัฐมนตรีให้ไว้แก่ตัวแทนรับอนุญาต ลงวันที่ ๓๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ ที่ไม่ใช่เงิน ดังต่อไปนี้

(ก) เงินที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมอนุพันธ์ที่ซื้อขายในศูนย์ซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้าและตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าแห่งประเทศไทย หรือเงินชำระคืนเงินลงทุนในหลักทรัพย์และตราสารทางการเงินอื่น และผลตอบแทนจากการลงทุนดังกล่าว

ทั้งนี้ ให้นิติบุคคลรับอนุญาตรับฝากเงินที่ชำระคืนเงินลงทุนในหุ้นที่บุคคลที่มีถิ่นที่อยู่นอกประเทศลงทุนในสัดส่วนตั้งแต่ร้อยละ ๑๐ ขึ้นไป รวมทั้งผลตอบแทนและเงินที่ได้รับชำระที่เกี่ยวข้องกับเงินลงทุนดังกล่าวได้

(ข) เงินลงทุนหรือเงินให้กู้ยืมแก่กิจการที่ต่างประเทศตามข้อ ๑๔ (๑) หรือเงินที่บุคคลที่มีถิ่นที่อยู่นอกประเทศเฉพาะที่เป็นนิติบุคคลได้รับจากการเสนอขายหลักทรัพย์หรือใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหลักทรัพย์ของตนซึ่งจดหรือจะจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

ทั้งนี้ ให้นิติบุคคลรับอนุญาตรับฝากเงินตามวรรคหนึ่ง เข้าบัญชีเงินบาทของบุคคลที่มีถิ่นที่อยู่นอกประเทศเพื่อวัตถุประสงค์ทั่วไปของบุคคลที่มีถิ่นที่อยู่ในประเทศสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามและประเทศที่มีพรมแดนติดต่อกับประเทศไทยได้ โดยเงินที่รับฝากจะต้องเป็นไปตามเงื่อนไข ดังต่อไปนี้

๑. เป็นเงินลงทุนหรือเงินให้กู้ยืมแก่กิจการที่อยู่ในประเทศสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามและประเทศที่มีพรมแดนติดต่อกับประเทศไทย ซึ่งกิจการที่ได้รับการลงทุนหรือกิจการที่กู้ยืมดังกล่าวจะต้องนำเงินไปใช้เพื่อการค้าหรือการลงทุนในประเทศไทยหรือในประเทศดังกล่าว หรือ

๒. เป็นเงินที่บุคคลที่มีถิ่นที่อยู่ในประเทศสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามและประเทศที่มีพรมแดนติดต่อกับประเทศไทยได้รับจากการเสนอขายหลักทรัพย์หรือใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหลักทรัพย์ ซึ่งเงินดังกล่าวจะต้องนำไปใช้เพื่อการค้าหรือการลงทุนในประเทศไทยหรือในประเทศดังกล่าว”

มาตรา ข้อ ๒๔

ข้อ ๒๔ ให้ยกเลิกความในวรรคสองของข้อ ๓๕/๓ ของประกาศเจ้าพนักงานควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน เรื่อง การกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนเงิน ลงวันที่ ๓๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศเจ้าพนักงานควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน เรื่อง การกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนเงิน (ฉบับที่ ๑๗) ลงวันที่ ๒๙ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๑ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

“การถอนเงินบาทจากบัญชีเงินบาทของบุคคลที่มีถิ่นที่อยู่นอกประเทศเพื่อวัตถุประสงค์ทั่วไปให้นิติบุคคลรับอนุญาตดำเนินการให้ได้ทุกกรณี ยกเว้นกรณี ดังต่อไปนี้

(๑) ชำระการลงทุนในหลักทรัพย์และตราสารทางการเงินอื่น

ทั้งนี้ ให้นิติบุคคลรับอนุญาตถอนเพื่อชำระเงินลงทุนในหุ้นที่บุคคลที่มีถิ่นที่อยู่นอกประเทศลงทุนในสัดส่วนตั้งแต่ร้อยละ ๑๐ ขึ้นไป และชำระเงินที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนดังกล่าวได้

(๒) โอนเข้าบัญชีเงินบาทของบุคคลที่มีถิ่นที่อยู่นอกประเทศเพื่อการลงทุนในหลักทรัพย์และตราสารทางการเงินอื่น หรือบัญชีเงินบาทของบุคคลที่มีถิ่นที่อยู่นอกประเทศเพื่อการค้า การลงทุนกับประเทศเพื่อนบ้าน

(๓) ชำระเงินที่เกี่ยวกับการลงทุนในธุรกรรมอนุพันธ์ที่ซื้อขายในศูนย์ซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้าและตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าแห่งประเทศไทย”

มาตรา ข้อ ๒๕

ข้อ ๒๕ ให้ยกเลิกความใน (๓) ของวรรคหนึ่งของข้อ ๓๖ ของประกาศเจ้าพนักงานควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน เรื่อง การกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนเงิน ลงวันที่ ๓๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศเจ้าพนักงานควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน เรื่อง การกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนเงิน (ฉบับที่ ๑๙) ลงวันที่ ๔ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๒ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

“(๓) กรณีเงินบาทที่จ่ายเพื่อวัตถุประสงค์ตามที่ระบุในข้อ ๑๑ ของประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง คำสั่งรัฐมนตรีให้ไว้แก่ตัวแทนรับอนุญาต ลงวันที่ ๓๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ ให้เรียกเอกสารหลักฐานตามที่กำหนดไว้ในข้อ ๑๕ ของประกาศฉบับนี้”

มาตรา ข้อ ๒๖

ข้อ ๒๖ ให้ยกเลิกความใน (๒๕) ของวรรคสองของข้อ ๔๓ ของประกาศเจ้าพนักงานควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน เรื่อง การกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนเงิน ลงวันที่ ๓๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

“(๒๕) ของนอกจากที่กำหนดใน (๑) ถึง (๒๔) ซึ่งนำเข้าหรือส่งออกแต่ละครั้งมีมูลค่าต่ำกว่า ๕๐,๐๐๐ ดอลลาร์สหรัฐอเมริกาหรือเทียบเท่าตามอัตราตลาด”

มาตรา ข้อ ๒๗

ข้อ ๒๗ ให้ยกเลิกความในข้อ ๔๔ ของประกาศเจ้าพนักงานควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน เรื่อง การกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนเงิน ลงวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๔๗ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

“ข้อ ๔๔ บุคคลใดประสงค์จะขอซื้อ ขาย ฝาก ถอน เงินตราต่างประเทศ หรือไม่ขายเงินตราต่างประเทศและไม่นำเงินตราต่างประเทศดังกล่าวฝากไว้กับนิติบุคคลรับอนุญาตจำนวนตั้งแต่ ๕๐,๐๐๐ ดอลลาร์สหรัฐอเมริกาหรือเทียบเท่าตามอัตราตลาด ให้บุคคลนั้นยื่นแบบการทำธุรกรรมเงินตราต่างประเทศตามที่เจ้าพนักงานกำหนด และให้นิติบุคคลรับอนุญาตจัดทำสำเนาเพื่อมอบให้แก่บุคคลนั้นไว้เป็นหลักฐาน และในกรณีที่นิติบุคคลรับอนุญาตรับซื้อหรือขายเงินตราต่างประเทศ ให้นิติบุคคลรับอนุญาตสำแดงจำนวนเงิน อัตราแลกเปลี่ยน วันเดือนปี ที่รับทำธุรกรรมในแบบการทำธุรกรรมเงินตราต่างประเทศด้วย

ในกรณีไม่ขายเงินตราต่างประเทศและไม่นำเงินตราต่างประเทศดังกล่าวฝากไว้กับนิติบุคคลรับอนุญาตจำนวนตั้งแต่ ๕๐,๐๐๐ ดอลลาร์สหรัฐอเมริกาหรือเทียบเท่าตามอัตราตลาดนิติบุคคลรับอนุญาตจะต้องจัดให้ผู้ขอทำแบบการทำธุรกรรมเงินตราต่างประเทศเป็น ๒ ฉบับ เพื่อแยกรายละเอียดของการรับและการจ่ายเงินตราต่างประเทศให้ชัดเจน

ในกรณีที่บุคคลใดขอซื้อ ขาย ฝาก ถอนเงินตราต่างประเทศ หรือไม่ขายเงินตราต่างประเทศและไม่นำเงินตราต่างประเทศดังกล่าวฝากไว้กับนิติบุคคลรับอนุญาตจำนวนต่ำกว่า ๕๐,๐๐๐ ดอลลาร์สหรัฐอเมริกาหรือเทียบเท่าตามอัตราตลาด ให้นิติบุคคลรับอนุญาตออกหลักฐานประกอบการทำธุรกรรมดังกล่าวโดยต้องสำแดง จำนวนเงิน อัตราแลกเปลี่ยน วันเดือนปี ที่รับทำธุรกรรมและวัตถุประสงค์ และให้จัดทำสำเนาเพื่อมอบให้แก่บุคคลนั้นเป็นหลักฐานด้วย”

มาตรา ข้อ ๒๘

ข้อ ๒๘ ผู้ที่ได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากเจ้าพนักงานเป็นรายกรณี ให้ดำเนินการใด ๆ ตามกรณีที่กำหนดในข้อ ๑ ถึงข้อ ๒๗ ข้างต้น อยู่ก่อนวันที่ประกาศฉบับนี้มีผลใช้บังคับ หากเงื่อนไขใดที่กำหนดในหนังสืออนุญาตดังกล่าวไม่เกินขอบเขตที่กำหนดในกรณีตามประกาศฉบับนี้ ให้ใช้เงื่อนไขตามประกาศฉบับนี้แทน แต่หากเงื่อนไขใดที่กำหนดในหนังสืออนุญาตมีขอบเขตเกินกว่าขอบเขตที่กำหนดในกรณีตามประกาศฉบับนี้ ให้ใช้เงื่อนไขตามหนังสืออนุญาตนั้น

มาตรา ข้อ ๒๙

ข้อ ๒๙ ประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๑๒ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๓ เป็นต้นไป

ประกาศ ณ วันที่ ๕ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๓

สุชาดา กิระกุล

เจ้าพนักงานควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน

ปริยานุช/จัดทำ

๒๐ ตุลาคม ๒๕๕๓

ณัฐวดี/ตรวจ

๒๐ ตุลาคม ๒๕๕๓

โชติกานต์/ปรับปรุง

๒๙ มิถุนายน ๒๕๖๑

[๑] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒๗/ตอนพิเศษ ๑๑๙ ง/หน้า ๓๒/๑๑ ตุลาคม ๒๕๕๓

29 มาตรา

อ้างอิงกฎหมายนี้

ประกาศเจ้าพนักงานควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน เรื่อง การกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนเงิน (ฉบับที่ 20) (Office of the Council of State). Retrieved via LawPlayer, https://lawplayer.com/th/act/pythainlp_a86c801543ae2734

ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).

Thai official texts excluded from copyright (Copyright Act B.E. 2537 s.7);開放資料層 CC BY 署名

本頁資料來源:สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (OCS)·整理提供:法律人 LawPlayer· lawplayer.com