法律人 LawPlayer logo

資料由法律人 LawPlayer整理提供·กฎหมายไทย / LawPlayer จากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

adminRule

พระธรรมนูญศาลยุติธรรม และพระราชบัญญัติให้ใช้พระธรรมนูญศาลยุติธรรม พ.ศ. 2477

เลขที่
วันที่ประกาศ
จำนวนมาตรา
24

บทเฉพาะกาล

มาตรา อารัมภบท

พระราชบัญญัติ

พระราชบัญญัติ

ให้ใช้พระธรรมนูญศาลยุติธรรม

พุทธศักราช ๒๔๗๗

ในพระปรมาภิไธยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล

คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์

(ตามประกาศประธานสภาผู้แทนราษฎร

ลงวันที่ ๗ มีนาคม

พ.ศ. ๒๔๗๗)

อนุวัตน์จาตุรนต์

อาทิตย์ทิพอาภา

เจ้าพระยายมราช

ตราไว้ ณ วันที่

๑๕ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๔๗๘

เป็นปีที่ ๒

ในรัชกาลปัจจุบัน

โดยที่สภาผู้แทนราษฎรลงมติว่า สมควรยกเลิกบรรดากฎหมายว่าด้วย

พระธรรมนูญศาลยุติธรรมที่ใช้อยู่ ณ

บัดนี้และใช้พระธรรมนูญศาลยุติธรรมต่อท้ายพระราชบัญญัตินี้แทน

จึงมีพระบรมราชโองการให้ตราพระราชบัญญัติขึ้น โดยคำแนะนำและยินยอมของ

สภาผู้แทนราษฎร ดังต่อไปนี้

มาตรา ๑

มาตรา ๑ พระราชบัญญัตินี้ให้เรียกว่า “พระราชบัญญัติให้ใช้พระธรรมนูญศาลยุติธรรม พุทธศักราช ๒๔๗๗”

มาตรา ๒

มาตรา ๒* ให้ใช้พระราชบัญญัตินี้ตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

*[รก.๒๔๗๘/-/๙๗๙/๒๑ มิถุนายน ๒๔๗๘]

มาตรา ๓

มาตรา ๓

ให้ใช้พระธรรมนูญศาลยุติธรรมตามที่ตราไว้ต่อท้ายพระราชบัญญัตินี้ตั้งแต่วันที่ ๑

ตุลาคม พุทธศักราช ๒๔๗๘ เป็นต้นไป

บทบัญญัติแห่งพระธรรมนูญศาลยุติธรรมนี้ให้ใช้บังคับแก่บรรดาคดีที่ได้ยื่นฟ้อง

ภายหลังวันใช้พระธรรมนูญศาลยุติธรรมนี้

ไม่ว่ามูลคดีได้เกิดขึ้นก่อน หรือภายหลังวันใช้พระธรรมนูญศาลยุติธรรมนี้

บรรดาคดีที่ได้ยื่นฟ้องก่อนวันใช้พระธรรมนูญศาลยุติธรรมนี้ ให้บังคับตามกฎหมายซึ่งใช้อยู่ก่อนวันใช้พระธรรมนูญศาลยุติธรรมนี้

จนกว่าคดีนั้น ๆ จะถึงที่สุด

มาตรา ๔

มาตรา ๔ ภายในบังคับแห่งบทบัญญัติมาตรา ๓

ตั้งแต่วันใช้พระธรรมนูญศาลยุติธรรมนี้สืบไป ให้ยกเลิกบรรดากฎหมาย กฎ

และข้อบังคับอื่น ๆ ในส่วนที่มีบัญญัติไว้แล้วในพระธรรมนูญศาลยุติธรรมนี้

หรือซึ่งแย้งกับบทแห่งพระธรรมนูญศาลยุติธรรมนี้

มาตรา ๕

มาตรา ๕ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมมีหน้าที่รักษาการให้เป็นไปตาม

พระราชบัญญัตินี้

และเพื่อการนั้นให้มีอำนาจออกกฎกระทรวงวางระเบียบการงานส่วนธุรการของศาล โดยเฉพาะเพื่อให้เป็นระเบียบเดียวกันทั่วราชอาณาจักร

กฎกระทรวงนั้น เมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

นายพันเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา

นายกรัฐมนตรี

สารบาญ

พระธรรมนูญศาลยุติธรรม

มาตรา

บทเบ็ดเสร็จทั่วไป ๑ - ๑๓

เขตอำนาจศาล

๑๔ - ๒๐

องค์คณะผู้พิพากษา

๒๑

- ๒๘

พระธรรมนูญศาลยุติธรรม

บทเบ็ดเสร็จทั่วไป

มาตรา ๑

มาตรา ๑ ศาลยุติธรรมทั้งหลายตามพระธรรมนูญนี้ให้สังกัดอยู่ในกระทรวงยุติธรรม

ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเป็นผู้รับผิดชอบในงานธุรการของศาลทั้งหลายที่อยู่ในสังกัดให้ดำเนินไปโดยเรียบร้อย

แต่การดำเนินการพิจารณาคดีรวมตลอดถึงการที่จะมีคำสั่งหรือคำพิพากษาบังคับคดีให้เสร็จเด็ดขาดไปนั้นให้อยู่ในดุลยพินิจของศาลโดยเฉพาะ

มาตรา ๒

มาตรา ๒ ศาลยุติธรรมตามพระธรรมนูญนี้ แบ่งออกเป็นสามชั้น คือ

(๑) ศาลชั้นต้น

(๒) ศาลอุทธรณ์

(๓) ศาลฎีกา (ศาลสูงสุด)

มาตรา ๓

มาตรา ๓ ศาลชั้นต้น

(๑) สำหรับจังหวัดพระนครและจังหวัดธนบุรี ได้แก่

(ก)

ศาลแขวง

(ข)

ศาลแพ่งและศาลอาญา

(๒) สำหรับหัวเมือง ได้แก่

(ก)

ศาลแขวง

(ข)

ศาลจังหวัด

มาตรา ๔

มาตรา ๔ ศาลฎีกา ศาลอุทธรณ์ และศาลชั้นต้น

ศาลใดศาลหนึ่งนั้นอาจแบ่งออก

เป็นแผนก และแผนกหนึ่งจะให้มีอำนาจเฉพาะในคดีประเภทใดก็ได้

โดยออกเป็นกฎกระทรวง

มาตรา ๕

มาตรา ๕ เมื่อเห็นเป็นการสมควร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมมีอำนาจสั่งให้

ผู้พิพากษานายหนึ่งไปนั่งร่วมกับผู้พิพากษาในศาลแขวง มีกำหนดระยะเวลาตามที่ระบุไว้ในคำสั่ง

ในกรณีเช่นนี้

ให้ศาลแขวงมีอำนาจเสมือนศาลจังหวัดชั่วคราวเกี่ยวแก่คดีซึ่งอยู่ในเขตศาลนั้น

ถ้าท้องที่ใดยังไม่มีศาลแขวง เมื่อเห็นเป็นการสมควรรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมมีอำนาจสั่งให้ผู้พิพากษานายหนึ่งหรือหลายนายของศาลจังหวัดไปนั่งเป็นศาล

ณ ที่ว่าการอำเภอแห่งท้องที่นั้น

เพื่อพิจารณาพิพากษาคดีที่เกิดขึ้นในท้องที่นั้นชั่วคราว ซึ่งมิฉะนั้นคดีย่อมตกอยู่ในอำนาจของศาลแขวงหรือศาลจังหวัด

มาตรา ๖

มาตรา ๖ การจัดตั้งหรือยุบเลิกศาลยุติธรรมนั้นให้เป็นหน้าที่ของรัฐมนตรีว่าการ

กระทรวงยุติธรรมที่จะรายงานต่อรัฐบาลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวถึงจำนวน

สภาพ สถานที่ตั้งและเขตอำนาจศาลตามที่จำเป็น

เพื่อให้ความยุติธรรมเป็นไปโดยเรียบร้อยตลอดราชอาณาจักร

มาตรา ๗

มาตรา ๗

ให้มีผู้พิพากษาประจำศาลทุกศาลตามจำนวนซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมจะกำหนดไว้ตามความจำเป็นแห่งราชการ

มาตรา ๘

มาตรา ๘ ให้มีอธิบดีผู้พิพากษาประจำศาลต่อไปนี้ศาลละหนึ่งนาย คือศาลฎีกา ศาลอุทธรณ์ ศาลแพ่ง และศาลอาญา

เมื่อตำแหน่งอธิบดีผู้พิพากษาศาลใดว่างลงหรือเมื่ออธิบดีผู้พิพากษาไม่อยู่ปฏิบัติหน้าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมจะกำหนดให้ผู้พิพากษาอาวุโสนายหนึ่งเป็นผู้ทำการแทนอธิบดีผู้พิพากษาชั่วคราวก็ได้

มาตรา ๙

มาตรา ๙ ในศาลชั้นต้นทุกศาล นอกจากศาลแพ่งและศาลอาญา ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมกำหนดให้ผู้พิพากษาของศาลนั้นนายหนึ่งทำการเป็นผู้พิพากษาหัวหน้าศาล

ถ้าศาลฎีกา ศาลอุทธรณ์

หรือศาลชั้นต้นศาลใดศาลหนึ่งแบ่งออกเป็นสองแผนกหรือกว่านั้นขึ้นไป

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมจะกำหนดให้ผู้พิพากษาอาวุโสนายหนึ่งของแผนกใดทำการเป็นผู้พิพากษาหัวหน้าในแผนกนั้นก็ได้

เมื่อใดตำแหน่งผู้พิพากษาหัวหน้าศาลหรือหัวหน้าแผนกว่างลง หรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาลหรือหัวหน้าแผนกไม่อยู่ปฏิบัติหน้าที่

ให้ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลนั้นหรือในแผนกนั้น เป็นผู้ทำการแทนชั่วคราว

มาตรา ๑๐

มาตรา ๑๐ อธิบดีผู้พิพากษา

หรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาลหรือผู้ทำการแทน ต้อง

รับผิดชอบในงานของศาลให้เป็นไปโดยเรียบร้อย

และมีหน้าที่ดังต่อไปนี้

(๑) ระมัดระวังการที่จะใช้ระเบียบวิธีการต่าง ๆ

ที่ตั้งขึ้นโดยกฎหมายหรือโดยประการอื่น ให้เป็นไปโดยถูกต้องเพื่อให้การพิจารณาพิพากษาคดีเสร็จเด็ดขาดไปโดยรวดเร็ว

(๒) ให้คำแนะนำแก่ผู้พิพากษาในศาลของตนในข้อขัดข้อง

เนื่องในการปฏิบัติหน้าที่ของผู้พิพากษา

(๓)

ร่วมมือกับเจ้าพนักงานฝ่ายปกครองท้องที่ในบรรดากิจการอันเกี่ยวกับการจัดวางระเบียบและดำเนินการงานส่วนธุรการของศาล

(๔) ทำรายงานการคดีและกิจการของศาลส่งไปตามระเบียบ

และให้มีอำนาจดังต่อไปนี้

(๑) นั่งพิจารณาและพิพากษาคดีใด ๆ ของศาลนั้นหรือเมื่อได้ตรวจสำนวนคดีใด

แล้วมีอำนาจลงชื่อในคำพิพากษาหรือทำความเห็นแย้งได้

(๒) สั่งคำร้องคำขอต่าง ๆ ที่ยื่นต่อตนตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยวิธี

พิจารณาความ

มาตรา ๑๑

มาตรา ๑๑ ในการควบคุมบังคับบัญชาเสมียนพนักงานในศาล ให้อธิบดีผู้พิพากษามีอำนาจเสมือนอธิบดี

และผู้พิพากษาหัวหน้าศาลมีอำนาจเสมือนหัวหน้ากองตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน

มาตรา ๑๒

มาตรา ๑๒ ให้ผู้พิพากษาหัวหน้าแผนกเป็นผู้รับผิดชอบให้งานในแผนกดำเนินไปโดยเรียบร้อยตามที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวงที่ได้จัดตั้งแผนกนั้นขึ้น

หรือตามคำสั่งของอธิบดี ผู้พิพากษาหรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาลนั้น

มาตรา ๑๓

มาตรา ๑๓

ให้ตั้งข้าหลวงยุติธรรมขึ้น ส่วนจำนวนและตำแหน่งประจำจะอยู่ ณ ที่ใด และมีเขตอำนาจเพียงไรนั้น

ให้เป็นไปตามที่จะได้กำหนดไว้ในพระราชกฤษฎีกาตั้งข้าหลวงยุติธรรม ผู้ที่เป็นข้าหลวงยุติธรรมให้เลือกตั้งจากผู้พิพากษา

ให้ข้าหลวงยุติธรรมมีอำนาจและหน้าที่อย่างเดียวกับอธิบดีผู้พิพากษาดังที่ระบุไว้ในมาตรา

๑๐ และ ๑๑ และให้มีอำนาจ

(๑)

สั่งให้ผู้พิพากษาและจ่าศาลรายงานเกี่ยวด้วยคดีใด ๆ หรือรายงานกิจการ อื่น ๆ ของศาลซึ่งอยู่ในเขตอำนาจของตน

(๒) นั่งพิจารณาและพิพากษาคดีในศาลทุกศาลซึ่งอยู่ภายในเขตอำนาจของตน หรือเมื่อได้ตรวจสำนวนคดีใดแล้ว

มีอำนาจลงชื่อในคำพิพากษา หรือทำความเห็นแย้งได้

(๓) ในกรณีฉุกเฉิน สั่งให้ผู้พิพากษาคนหนึ่งคนใดในศาลหนึ่งซึ่งอยู่ในเขตอำนาจของตนไปช่วยทำหน้าที่ชั่วคราวในอีกศาลหนึ่ง

แล้วรายงานไปยังกระทรวงยุติธรรมทันที

เขตอำนาจของศาล

มาตรา ๑๔

มาตรา ๑๔ ศาลชั้นต้น มีเขตดังนี้

(๑) ศาลแขวงมีเขตตามที่พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงได้กำหนดไว้

(๒) ศาลจังหวัด มีเขตตามที่พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลจังหวัดได้กำหนดไว้

แต่บรรดาคดีซึ่งเกิดขึ้นในเขตศาลแขวงและอยู่ในอำนาจของศาลแขวงนั้น

ถ้ายื่นฟ้องต่อศาลจังหวัด ให้อยู่ในดุลยพินิจของศาลจังหวัดนั้น

ๆ ที่จะไม่ยอมรับพิจารณาพิพากษาคดีใดคดีหนึ่งที่ยื่นฟ้องเช่นนั้นได้

(๓) ศาลแพ่งและศาลอาญา มีเขตตลอดจังหวัดพระนครและจังหวัดธนบุรี แต่บรรดาคดีที่เกิดขึ้นนอกเขตจังหวัดพระนครและจังหวัดธนบุรีนั้นจะยื่นฟ้องต่อศาลแพ่งและศาลอาญาก็ได้

ทั้งนี้ให้อยู่ในดุลยพินิจของศาลนั้นๆ

ที่จะไม่ยอมรับพิจารณาพิพากษาคดีใดคดีหนึ่งที่ ยื่นฟ้องเช่นนั้นได้ เว้นแต่คดีนั้นจะได้โอนมาตามบทบัญญัติในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความ

มาตรา ๑๕

มาตรา ๑๕

ศาลแขวงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีซึ่งผู้พิพากษานายเดียวมีอำนาจดังที่ระบุไว้ในมาตรา

๒๑ และ ๒๒

มาตรา ๑๖

มาตรา ๑๖ ศาลจังหวัดมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งและคดีอาญาทั้งปวง

มาตรา ๑๗

มาตรา ๑๗ ศาลแพ่งมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งทั้งปวง และศาลอาญามีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอาญาทั้งปวง

มาตรา ๑๘

มาตรา ๑๘ ห้ามมิให้ศาลใดศาลหนึ่งรับคดีซึ่งศาลอื่นได้สั่งประทับฟ้องโดยชอบแล้วไว้พิจารณาพิพากษา

เว้นแต่คดีนั้นจะได้โอนมาตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความ

มาตรา ๑๙

มาตรา ๑๙ ศาลอุทธรณ์มีอำนาจพิจารณาพิพากษาบรรดาคดีที่อุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้นตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยการอุทธรณ์

นอกจากนี้ให้ศาลอุทธรณ์มีอำนาจ

(๑) พิพากษายืนตาม แก้ไข หรือกลับคำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่พิพากษาลงโทษ

ประหารชีวิต

หรือจำคุกตลอดชีวิตในเมื่อคดีนั้นได้ส่งขึ้นมายังศาลอุทธรณ์ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

(๒) วินิจฉัยชี้ขาดคำร้องที่ยื่นตามกฎหมายคัดค้านคำสั่งของศาลชั้นต้น

(๓) วินิจฉัยชี้ขาดคดีที่ศาลอุทธรณ์มีอำนาจวินิจฉัยได้ตามกฎหมายอื่น

มาตรา ๒๐

มาตรา ๒๐ ศาลฎีกามีอำนาจพิจารณาพิพากษาบรรดาคดีที่อุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยการฎีกา

นอกจากนี้ให้ศาลฎีกามีอำนาจ

(๑) วินิจฉัยชี้ขาดคดีที่ขอให้พิจารณาพิพากษาใหม่ตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น

(๒) วินิจฉัยชี้ขาดคดีที่ศาลฎีกามีอำนาจวินิจฉัยได้ตามกฎหมายอื่น

คดีใดที่ศาลฎีกาได้พิจารณาพิพากษาแล้ว คู่ความหามีสิทธิที่จะทูลเกล้า ฯ

ถวายฎีกาคัดค้านคดีนั้นต่อไปอีกไม่

องค์คณะผู้พิพากษา

มาตรา ๒๑

มาตรา ๒๑ ผู้พิพากษาคนใดคนหนึ่งมีอำนาจ

(๑) ออกหมายเรียก ออกหมายอาญา ออกหมายสั่ง ให้ส่งคนมาจากหรือไปยังจังหวัดอื่น

(๒) ออกคำสั่งใด ๆ ซึ่งมิใช่เป็นไปในทางวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทแห่งคดี

มาตรา ๒๒

มาตรา ๒๒ ในศาลชั้นต้น ผู้พิพากษาเพียงนายเดียวก็มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีซึ่งอยู่ในอำนาจของศาลนั้นได้เมื่อ

(๑)

เป็นคดีแพ่งซึ่งราคาทรัพย์สินที่พิพาทหรือจำนวนเงินที่ฟ้องไม่เกินสองร้อยบาท

หรือเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์นอกจากคดีพิพาทที่เกี่ยวกับฐานะบุคคลและสิทธิในครอบครัว

(๒) เป็นคดีอาญาซึ่งอัตราโทษอย่างสูงตามที่กฎหมายกำหนดไว้ให้จำคุกไม่เกินสามปี

หรือปรับไม่เกินสองพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

แต่ทั้งนี้จะลงโทษจำคุกเกินหกเดือนหรือปรับเกินสองร้อยบาท หาได้ไม่

ถ้าเป็นคดีในศาลแขวง เมื่อผู้พิพากษานายเดียวได้พิจารณาพยานหลักฐานแห่งคดีไปแล้ว

ปรากฏว่าโทษของจำเลยควรจำคุกเกินกว่าหกเดือน

หรือปรับเกินสองร้อยบาท

ก็ให้ศาลแขวงทำความเห็นส่งสำนวนไปให้ศาลอาญาหรือศาลจังหวัดพิพากษาแล้วแต่กรณี

และมีอำนาจ

(๑)

ทำการไต่สวนและวินิจฉัยชี้ขาดคำร้องหรือคำขอที่ยื่นต่อศาลในคดีแพ่ง ยกเว้นในกรณีที่ผู้ร้องสอดร้องขอเป็นโจทก์หรือจำเลย

(๒) ทำการไต่สวนมูลฟ้องและมีคำสั่ง ในคดีอาญาทั้งปวง

มาตรา ๒๓

มาตรา ๒๓ ศาลชั้นต้นนอกจากศาลแขวงต้องมีผู้พิพากษาอย่างน้อยสองนายจึงเป็นองค์คณะพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งและคดีอาญาทั้งปวง

เมื่อผู้พิพากษาไม่สามารถจะนั่งพิจารณาความให้ครบองค์คณะได้

ให้ผู้พิพากษาที่จะนั่งพิจารณาคดีนั้นมีอำนาจเชิญบุคคลที่มีลักษณะดังจะกล่าวต่อไปนี้นั่งเป็นสำรองผู้พิพากษาเพื่อให้ครบองค์คณะ

(๑)

มีคุณสมบัติอนุโลมตามมาตรา

๒๐

แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พุทธศักราช ๒๔๗๖ แต่ต้องมีอายุตั้งแต่ ๒๕

ปีขึ้นไป

(๒)

เป็นข้าราชการประจำการ

หรือนอกประจำการตั้งแต่ชั้นประจำแผนกขึ้นไป

หรือผู้ที่เป็นเนติบัณฑิตสยามหรือได้รับปริญญาตรี

หรือประกาศนียบัตร หรือปริญญาในทางกฎหมายในต่างประเทศ

เมื่อได้เชิญผู้ใดมาเป็นสำรองผู้พิพากษาให้ช่วยพิจารณาคดีดังกล่าวมาข้างบนนั้นแล้ว ให้รายงานต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมทันที

ถ้าได้มีการร้องคัดค้านผู้ที่เชิญมาเป็นสำรองผู้พิพากษา ให้ผู้พิพากษาที่พิจารณาคดีเชิญบุคคลอื่นมาเป็นสำรองผู้พิพากษาแทนต่อไป

การใดที่ศาลได้จัดทำไปก่อนมีการคัดค้านเป็นอันสมบูรณ์

มาตรา ๒๔

มาตรา ๒๔

ศาลอุทธรณ์ต้องมีผู้พิพากษาอย่างน้อยสองนายและศาลฎีกาอย่างน้อยสามนาย

จึงเป็นองค์คณะพิจารณาพิพากษาคดีได้

สุนันทา/แก้ไข

๓๐/๑๑/๔๔

A+B (C)

24 มาตรา

อ้างอิงกฎหมายนี้

พระธรรมนูญศาลยุติธรรม และพระราชบัญญัติให้ใช้พระธรรมนูญศาลยุติธรรม พ.ศ. 2477 (Office of the Council of State). Retrieved via LawPlayer, https://lawplayer.com/th/act/pythainlp_a94bf2f6c50607a3

ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).

Thai official texts excluded from copyright (Copyright Act B.E. 2537 s.7);開放資料層 CC BY 署名

本頁資料來源:สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (OCS)·整理提供:法律人 LawPlayer· lawplayer.com