法律人 LawPlayer logo

資料由法律人 LawPlayer整理提供·กฎหมายไทย / LawPlayer จากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

adminRule

ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่อง การกำหนดอัตราส่วนการให้กู้ยืมเงิน หรือลงทุน หรือก่อภาระผูกพันหรือจ่ายเงินตามภาระผูกพันเพื่อบุคคลหนึ่งบุคคลใด กับเงินกองทุนของบริษัทเงินทุน

เลขที่
วันที่ประกาศ
จำนวนมาตรา
7
มาตรา อารัมภบท

ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย

ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย

เรื่อง การกำหนดอัตราส่วนการให้กู้ยืมเงิน

หรือลงทุน หรือก่อภาระผูกพัน

หรือจ่ายเงินตามภาระผูกพันเพื่อบุคคลหนึ่งบุคคลใด

กับเงินกองทุนของบริษัทเงินทุน

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๓๕ และมาตรา

๓๖ แห่งพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์

และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒

และที่แก้ไขเพิ่ม

ธนาคารแห่งประเทศไทยออกข้อกำหนดด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

ดังต่อไปนี้

มาตรา ข้อ ๑

ข้อ ๑

ให้ยกเลิกประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่อง การกำหนดอัตราส่วนการให้กู้ยืมเงิน

หรือลงทุน หรือก่อภาระผูกพันหรือจ่ายเงินตามภาระผูกพันเพื่อบุคคลหนึ่งบุคคลใดกับเงินกองทุนของบริษัทเงินทุน

ลงวันที่ ๘ มกราคม ๒๕๔๕

มาตรา ข้อ ๒

ข้อ ๒ ในประกาศนี้

“เงินกองทุน” หมายความว่า

เงินกองทุนตาม (๑) (๒) (๓) (๔) (๕) และ (๖) ของบทนิยามคำว่า “เงินกองทุน” ในมาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน

ธุรกิจหลักทรัพย์และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒ ที่แก้ไขแล้ว ทั้งนี้ ให้หักเงินตามตราสารใน (๖)

ของธนาคารพาณิชย์และบริษัทเงินทุนอื่นที่บริษัทเงินทุนนั้นถือไว้และสินทรัพย์อื่นใดตามหลักเกณฑ์

วิธีการ และเงื่อนไขที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด

เงินกองทุนตาม (๑)

(๒) (๓) และ (๔) ไม่รวมถึงเงินที่บริษัทเงินทุนได้รับเนื่องจากการออกหุ้นบุริมสิทธิชนิดสะสมเงินปันผล

และให้หักผลขาดทุนที่เกิดขึ้นในทุกงวดการบัญชีออกก่อนและหักค่าแห่งกู๊ดวิลล์ตามหลักเกณฑ์

วิธีการ และเงื่อนไขที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด ทั้งนี้

ให้รวมเรียกว่าเงินกองทุนชั้นที่ ๑

“ก่อภาระผูกพัน” หมายความว่า

รับรอง รับอาวัล หรือสอดเข้าแก้หน้าในตั๋วเงิน

สลักหลังตั๋วเงินที่ผู้รับสลักหลังมีสิทธิไล่เบี้ย ค้ำประกันการกู้ยืมเงิน

หรือค้ำประกันการขาย ขายลดหรือขายช่วงลดตั๋วเงิน การรับประกันการจำหน่ายตราสารแสดงสิทธิในหนี้แบบรับประกันทั้งจำนวน

(Firn Underwrite) การทำธุรกรรมที่มีผลให้ต้องเข้ารับความเสี่ยงด้านเครดิต

(credit risk) และการทำสัญญาอัตราแลกเปลี่ยนและสัญญาอัตราดอกเบี้ย

“สัญญาอัตราแลกเปลี่ยน” ได้แก่ สัญญาดังต่อไปนี้

(๑) สัญญาซื้อหรือขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้า

(Foreign Exchange Forward Contracts)

(๒) สัญญา Foreign

Exchange Futures

(๓) สัญญา Currency

Options รวมทั้งสัญญา Cross Currency Interest Rate Swaps

(๔) สัญญาอื่นๆ

ในลักษณะเดียวกัน

“สัญญาอัตราดอกเบี้ย” ได้แก่ สัญญาดังต่อไปนี้

(๑) สัญญา Interest

Rate Options สัญญา Interest Rate Futures และ

Interest Rate Swaps

(๒) สัญญา Forward

Rate Agreements

(๓) สัญญาอื่นๆ

ในลักษณะเดียวกัน

“ตั๋วเงินที่มีคุณภาพ” หมายความว่า

(๑) ตั๋วแลกเงินที่ธนาคารพาณิชย์หรือบริษัทเงินทุนอื่นรับรอง

หรือรับอาวัล

(๒) ตั๋วแลกเงินที่บริษัทเงินทุนอื่นเป็นผู้สั่งจ่ายเพื่อจัดหาเงินทุนจากประชาชน

(๓) ตั๋วแลกเงินหรือตั๋วสัญญาใช้เงินที่สั่งจ่ายหรือออกโดยบริษัทจำกัด

ซึ่งได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ตั้งแต่ระดับ AA ขึ้นไปหรือตั๋วแลกเงินที่ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือตั้งแต่ระดับ

AA ขึ้นไป ทั้งนี้ โดยสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ

ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์

มาตรา ข้อ ๓

ข้อ ๓

ในการให้กู้ยืมเงินหรือลงทุนในกิจการของผู้อื่นหรือก่อภาระผูกพันหรือจ่ายเงินตามภาระผูกพันเพื่อบุคคลหนึ่งบุคคลใดของบริษัทเงินทุนต้องไม่เกินจำนวนเงินที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดหรืออัตราส่วนกับเงินกองทุนชั้นที่

๑ ของบริษัทเงินทุน หักด้วยจำนวนเงินตามสัญญาการทำธุรกรรม Credit Default

Swaps ที่บริษัทเงินทุนซื้อประกันความเสี่ยงด้านเครดิตของสินทรัพย์อ้างอิงจากบุคคลนั้น

ดังต่อไปนี้ แล้วแต่จำนวนใดจะต่ำกว่า

(๑) จำนวนเงินที่บริษัทเงินทุนให้กู้ยืมเงินแก่บุคคลหนึ่งบุคคลใด

หรือลงทุนในกิจการของบุคคลนั้นรวมกันเมื่อสิ้นวันหนึ่งๆ ต้องไม่เกินร้อยละ ๒๕

(๒) จำนวนเงินที่บริษัทเงินทุนก่อภาระผูกพันหรือจ่ายไปตามภาระผูกพันเพื่อบุคคลหนึ่งบุคคลใดรวมกันเมื่อสิ้นวันหนึ่งๆ

ต้องไม่เกินร้อยละ ๒๕

(๓) จำนวนเงินที่บริษัทเงินทุนให้กู้ยืมเงินแก่บุคคลหนึ่งบุคคลใด

หรือลงทุนในกิจการของบุคคลนั้นตาม (๑) และก่อภาระผูกพัน

หรือจ่ายไปตามภาระผูกพันเพื่อบุคคลนั้น ตาม (๒) รวมกันเมื่อสิ้นวันหนึ่งๆ ต้องไม่เกินร้อยละ ๓๕

การคำนวณภาระผูกพันสำหรับสัญญาอัตราแลกเปลี่ยนและสัญญาอัตราดอกเบี้ยให้บริษัทเงินทุนเลือกใช้วิธีการใดวิธีการหนึ่งกับคู่สัญญารายหนึ่งๆ

ดังนี้

(๑) กรณีคู่ค้าเป็น

ธนาคารพาณิชย์ บริษัทเงินทุน

ธนาคารที่มีกฎหมายเฉพาะจัดตั้งขึ้นและธนาคารที่ตั้งอยู่นอกประเทศไทย

ซึ่งได้มีการลงนามในสัญญาที่ยินยอมให้หักกลบลบหนี้ระหว่างกัน (Netting) โดยสัญญาดังกล่าวต้องมีเงื่อนไขครบถ้วน ดังนี้

(๑.๑) เป็นสัญญาที่เป็นลายลักษณ์อักษร มีผลบังคับใช้ตามกฎหมายและเป็นสัญญา Master

Agreement ที่ครอบคลุมถึงสัญญาอัตราแลกเปลี่ยนและสัญญาอัตราดอกเบี้ยทุกสัญญาที่บริษัทเงินทุนทำกับคู่ค้ารายนั้นๆ

(๑.๒) ในกรณีที่มีคู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งผิดนัดชำระหนี้ (Default) ล้มละลาย เลิกกิจการ หรือเหตุอื่นในทำนองเดียวกัน

สัญญาหักกลบลบหนี้จะต้องกำหนดให้บริษัทเงินทุนต้องชำระหนี้ให้กับคู่ค้า

หรือรับชำระหนี้จากคู่ค้าเป็นยอดรวมสุทธิเพียงยอดเดียว (Single Legal

Obligation) โดยยอดรวมสุทธิดังกล่าวเป็นผลรวมสุทธิของยอดกำไรและขาดทุนที่ได้จากการวัดมูลค่ายุติธรรม

(Mark to market) ของสัญญาอัตราแลกเปลี่ยนและสัญญาอัตราดอกเบี้ยที่บริษัทเงินทุนทำกับคู่ค้าทุกสัญญา

(๑.๓) ที่ปรึกษากฎหมายอิสระได้ให้ความเห็นชอบอย่างเป็นลายลักษณ์อักษรว่าการหักกลบลบหนี้ตาม

(๑.๒) สามารถกระทำได้โดยไม่ขัดกับ

(๑.๓.๑) กฎหมายของประเทศที่สำนักงานใหญ่ของนิติบุคคลซึ่งเป็นคู่สัญญานั้นตั้งอยู่

นอกจากนี้ หากคู่สัญญาเป็นสาขาของนิติบุคคลต่างประเทศ

การหักกลบลบหนี้จะต้องไม่ขัดกับกฎหมายที่สาขาของนิติบุคคลนั้นตั้งอยู่ด้วย

(๑.๓.๒) กฎหมายที่ใช้บังคับกับการทำธุรกรรมนั้นๆ

และกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการหักกลบลบหนี้

(๑.๔) ไม่มีเงื่อนไขที่มีผลบังคับให้คู่สัญญาฝ่ายที่มิได้ผิดสัญญาจะต้องชำระหนี้ในวงเงินจำกัด

หรือไม่ต้องชำระหนี้ให้กับคู่สัญญาฝ่ายที่ผิดสัญญา หากคู่สัญญาฝ่ายที่ผิดสัญญามีฐานะเป็นเจ้าหนี้สุทธิหลังการหักกลบลบหนี้

(Walkaway Clause)

ให้บริษัทเงินทุนคำนวณมูลค่าเทียบเท่าที่จะนับเป็นการ

“ก่อภาระผูกพัน” จากสัญญาอัตราแลกเปลี่ยนและสัญญาอัตราดอกเบี้ย

โดยนำเอาผลรวมสุทธิของการวัดมูลค่ายุติธรรมในปัจจุบัน (Net Current Credit

Exposure) ที่เป็นบวกไปรวมกับผลรวมของการวัดมูลค่าความเสี่ยงที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต

(Potential Future Credit Exposure)

โดยที่

(ก) ผลรวมสุทธิของการวัดมูลค่ายุติธรรมในปัจจุบัน

(Net Current Credit Exposure) คือ

ยอดรวมสุทธิของกำไรและขาดทุนที่ได้จากการวัดมูลค่ายุติธรรมของสัญญาอัตราแลกเปลี่ยนและสัญญาอัตราดอกเบี้ยทุกสัญญาที่บริษัทเงินทุนทำกับคู่ค้ารายเดียวกัน

ในกรณีที่ยอดรวมสุทธิของการวัดมูลค่ายุติธรรมมีค่าเป็นบวกให้ใช้ยอดรวมสุทธิดังกล่าวเป็นมูลค่าของ

Net Current Credit Exposure แต่กรณีที่ยอดรวมสุทธิดังกล่าวออกมามีค่าเป็นลบหรือศูนย์

Net Current Credit Exposure จะมีมูลค่าเป็นศูนย์

(ข) ผลรวมของการวัดมูลค่าความเสี่ยงที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต

(Potential Future Credit Exposure) คือ

ผลรวมของการนำจำนวนเงินตามสัญญาอัตราแลกเปลี่ยนและสัญญาอัตราดอกเบี้ย (Notional

Amount) ไปคูณด้วยค่าแปลงสภาพ (Credit Conversion Factor) ตามที่กำหนดไว้ในตารางที่ ๑

โดยอนุญาตให้ทำการหักกลบกันเฉพาะกรณีที่คู่ค้ารายเดียวกันทำสัญญาซื้อหรือขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้า

(Foreign Exchange Forward Contracts) ซึ่งมีวันครบกำหนดวันเดียวกัน

(Same Maturity Date) และสกุลเงินเดียวกัน (Same

Currency Pair) เท่านั้น โดยให้คูณจำนวนเงินตามสัญญา (Notional

Amount) ทั้งด้านซื้อและด้านขายที่ครบกำหนดวันเดียวกันด้วยค่าแปลงสภาพ

(Credit Conversion Factor) ก่อน

แล้วนำผลคูณที่ได้มาหักกลบกัน

ตารางที่ ๑ Credit Conversion Factor สำหรับสัญญาอัตราแลกเปลี่ยน

และสัญญาอัตราดอกเบี้ยกรณีที่คู่ค้าได้มีการลงนามในสัญญา

ที่เป็นไปตามเงื่อนไขครบถ้วน

อายุที่เหลือของสัญญา

สัญญาอัตราแลกเปลี่ยน

สัญญาอัตราดอกเบี้ย

ไม่เกิน

๑๔ วัน

ไม่เกิน ๑

ปี

๐.๐๑

ตั้งแต่ ๑

ปีขึ้นไป

๐.๐๕

๐.๐๐๕

(๒) สำหรับคู่ค้าอื่นๆ

นอกจากที่กล่าวตาม (๑) ให้บริษัทเงินทุนคำนวณมูลค่าเทียบเท่าที่จะนับเป็นภาระผูกพัน

โดยนำจำนวนเงินตามสัญญาอัตราแลกเปลี่ยนและสัญญาอัตราดอกเบี้ย (Notional

Amount) คูณด้วยค่าแปลงสภาพ (Credit Conversion Factor) ตามที่กำหนดไว้ใน ตารางที่ ๒ ยกเว้น

ในกรณีที่คู่ค้ารายเดียวกันทำสัญญาซื้อหรือขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้า (Foreign

Exchange Forward Contracts) ทั้งด้านซื้อและด้านขาย

ให้นำสัญญาที่เป็นรายการตรงกันข้ามกัน มีวันครบกำหนดวันเดียวกัน (Same

Maturity Date) และมีสกุลเงินเดียวกัน (Same Currency Pair) มาหักกลบกันได้หากคู่ค้าได้ทำสัญญาที่ระบุว่าให้สามารถหักกลบลบหนี้ได้ตามกฎหมาย

โดยให้คูณจำนวนเงินตามสัญญา (Notional Amount) ทั้งด้านซื้อและด้านขายด้วยค่าแปลงสภาพ

(Credit Conversion Factor) ก่อน

แล้วนำผลคูณที่ได้มาหักกลบกัน ผลลัพธ์ที่เหลือสุทธิให้นับเป็นการ “ก่อภาระผูกพัน”

ตารางที่ ๒ Credit Conversion Factor สำหรับสัญญาอัตราแลกเปลี่ยน

และสัญญาอัตราดอกเบี้ย

อายุที่เหลือของสัญญา

สัญญาอัตราแลกเปลี่ยน

สัญญาอัตราดอกเบี้ย

ไม่เกิน

๑๔ วัน

ไม่เกิน ๑

ปี

๐.๐๒

๐.๐๐๕

ตั้งแต่ ๑

ปีขึ้นไป

๐.๐๕

๐.๐๑

มาตรา ข้อ ๔

ข้อ ๔ การให้กู้ยืมเงินโดยวิธีการรับซื้อ

ซื้อลด

หรือรับช่วงซื้อลดตั๋วเงินให้ถือเป็นการให้กู้ยืมเงินแก่บุคคลดังกล่าวต่อไปนี้

ซึ่งเมื่อรวมกับการให้กู้ยืมเงินหรือลงทุนกรณีอื่นๆ

แล้วต้องไม่เกินอัตราส่วนตามกำหนดไว้ในข้อ ๓ ด้วย

(๑) ธนาคารพาณิชย์และบริษัทเงินทุนอื่นทุกรายที่รับรองและรับอาวัลตั๋วเงินที่มีคุณภาพ

กรณีที่เป็นตั๋วแลกเงินที่มีธนาคารพาณิชย์หรือบริษัทเงินทุนอื่นนั้นรับรองหรือรับอาวัล

(๒) ผู้สั่งจ่ายหรือผู้ออกตั๋วเงินที่มีคุณภาพ

กรณีเป็นตั๋วเงินที่มีคุณภาพที่ไม่มีธนาคารพาณิชย์หรือบริษัทเงินทุนอื่นรับรอง

หรือรับอาวัล

(๓) ผู้ทรงซึ่งขายตั๋วเงินและบุคคลซึ่งต้องรับผิดตามตั๋วเงิน

กรณีตั๋วเงินนั้นไม่ใช่ตั๋วเงินที่มีคุณภาพ

มาตรา ข้อ ๕

ข้อ ๕

การทำธุรกรรมที่มีผลให้บริษัทเงินทุนเข้ารับความเสี่ยงด้านเครดิต (credit

risk) โดยบริษัทเงินทุนมีภาระต้องชำระเงินหรือรับความเสียหายเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่กำหนดขึ้นเกี่ยวกับความสามารถในการชำระหนี้

(Credit Event) ของบุคคลใด

ให้ถือว่าเป็นการก่อภาระผูกพันเพื่อบุคคลนั้นด้วย

มาตรา ข้อ ๖

ข้อ ๖ ความในข้อ ๓

ไม่ใช้บังคับแก่กรณีที่บริษัทเงินทุน

(๑) ให้กู้ยืมหรือลงทุนโดยการซื้อหลักทรัพย์หรือตราสารหนี้ดังต่อไปนี้

(ก) หลักทรัพย์รัฐบาลไทย

หรือตราสารแสดงสิทธิในหนี้ที่ออกโดยกระทรวงการคลัง

(ข) หุ้นกู้

พันธบัตร หรือตราสารแสดงสิทธิในหนี้ที่กระทรวงการคลังค้ำประกันต้นเงินและดอกเบี้ย

(ค) หุ้นกู้

พันธบัตร

หรือตราสารแสดงสิทธิในหนี้ที่ออกโดยองค์การของรัฐหรือนิติบุคคลที่มีกฎหมายเฉพาะจัดตั้งขึ้น

(ง) หุ้น หุ้นกู้

หรือตราสารแสดงสิทธิในหนี้ที่ออกโดยบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

(๒) ให้กู้ยืมเงิน

รับรองตั๋วเงิน รับอาวัลตั๋วเงิน ค้ำประกัน

หรือก่อภาระผูกพันอื่นใดโดยมีหลักทรัพย์หรือตราสารดังต่อไปนี้เป็นประกัน

(ก) หลักทรัพย์รัฐบาลไทย หรือตราสารแสดงสิทธิในหนี้ที่ออกโดยกระทรวงการคลัง

(ข) หุ้นกู้

พันธบัตร หรือตราสารแสดงสิทธิในหนี้ที่กระทรวงการคลังค้ำประกันต้นเงินและดอกเบี้ย

(ค) หุ้นกู้

พันธบัตร

หรือตราสารแสดงสิทธิในหนี้ที่ออกโดยองค์การของรัฐหรือนิติบุคคลที่มีกฎหมายเฉพาะจัดตั้งขึ้น

การคำนวณราคาของหลักประกันตามวรรคหนึ่ง (๒) ให้ถือตามราคาดังนี้

(๑) กรณีหลักทรัพย์รัฐบาลไทยต้องไม่เกินจำนวนเงินที่ตราไว้

(๒) กรณีหุ้นกู้ พันธบัตร

หรือตราสารแสดงสิทธิในหนี้ประเภทระบุอัตราดอกเบี้ย ต้องไม่เกินจำนวนเงินที่ตราไว้

(๓) กรณีหุ้นกู้

พันธบัตร หรือตราสารแสดงสิทธิในหนี้ประเภทไม่ระบุอัตราดอกเบี้ย ต้องไม่เกินร้อยละ

๖๐ ของจำนวนเงินที่ตราไว้

(๓) การให้กู้ยืม

หรือลงทุนในส่วนของสินทรัพย์อ้างอิง

ซึ่งมีการทำสัญญาที่มีผลเป็นการโอนความเสี่ยงด้านเครดิตในธุรกรรม Credit

Default Swaps ของสินทรัพย์อ้างอิงดังกล่าว

(๔) การให้กู้ยืมเงิน

หรือลงทุนโดยซื้อตราสารแสดงสิทธิในหนี้

โดยมีบุคคลอื่นทำสัญญากับบริษัทเงินทุนนั้นว่า

บุคคลอื่นนั้นจะรับความเสี่ยงด้านเครดิต (credit risk) ในกรณีที่บริษัทเงินทุนไม่ได้รับชำระเงินคืน

ทั้งนี้ เฉพาะส่วนที่ไม่เกินจำนวนเงินสดที่ผู้รับความเสี่ยงนำมาวางไว้เป็นประกัน

หรือไม่เกินจำนวนเงินที่มีสิทธิหักกลบลบหนี้กับผู้รับความเสี่ยงนั้น

มาตรา ข้อ ๗

ข้อ ๗[๑] ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

ประกาศ ณ วันที่ ๒๙ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๖

หม่อมราชวงศ์ปรีดิยาธร เทวกุล

ผู้ว่าการ

ธนาคารแห่งประเทศไทย

สุภาพร/พิมพ์

๔ สิงหาคม ๒๕๔๖

ศุภสรณ์/อภิสิทธิ์

ผู้จัดทำ

๘ สิงหาคม ๒๕๔๖

[๑]รก.๒๕๔๖/พ๕๑ง/๘๘/๑ พฤษภาคม ๒๕๔๖

7 มาตรา

อ้างอิงกฎหมายนี้

ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่อง การกำหนดอัตราส่วนการให้กู้ยืมเงิน หรือลงทุน หรือก่อภาระผูกพันหรือจ่ายเงินตามภาระผูกพันเพื่อบุคคลหนึ่งบุคคลใด กับเงินกองทุนของบริษัทเงินทุน (Office of the Council of State). Retrieved via LawPlayer, https://lawplayer.com/th/act/pythainlp_aadb8681e71cba3b

ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).

Thai official texts excluded from copyright (Copyright Act B.E. 2537 s.7);開放資料層 CC BY 署名

本頁資料來源:สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (OCS)·整理提供:法律人 LawPlayer· lawplayer.com