ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย
ที่ สกส. 7 /2559
เรื่อง หลักเกณฑ์การกํากับดูแลเงินกองทุนของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ
อื่นๆ - 1. เหตุผลในการออกประกาศ
สถาบันการเงินเฉพาะกิจมีบทบาทสําคัญในการพัฒนาส่งเสริมเศรษฐกิจตามนโยบายของภาครัฐและเป็นส่วนประกอบที่สําคัญของระบบสถาบันการเงินไทย ดังนั้นเพื่อให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจมีความมั่นคง แข็งแกร่ง และมีภูมิต้านทานที่ดี สามารถปฏิบัติตามพันธกิจได้อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งเพื่อรักษาเสถียรภาพของระบบสถาบันการเงินโดยรวมของประเทศ ธนาคารแห่งประเทศไทยจึงกําหนดให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจดํารงเงินกองทุนให้เพียงพอสําหรับรองรับความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
ที่ผ่านมาธนาคารแห่งประเทศไทยกํากับดูแลด้านเงินกองทุนโดยอ้างอิงจากหลักเกณฑ์ที่ใช้ในการกํากับดูแลสถาบันการเงินตามมาตรฐานสากลที่พัฒนาโดย Basel Committee on Banking Supervision ซึ่งได้กําหนดมาตรฐานเกี่ยวกับความเพียงพอของเงินกองทุนโดยพิจารณาจากปริมาณความเสี่ยงที่เกิดจากการดําเนินธุรกิจ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากสถาบันการเงินเฉพาะกิจมีลักษณะการดําเนินธุรกิจที่ใกล้เคียงกับธนาคารพาณิชย์แต่มีขอบเขตการทําธุรกิจที่จํากัดและซับซ้อนน้อยกว่าธนาคารพาณิชย์โดยทั่วไป ดังนั้น เพื่อให้การกํากับดูแลมีความสอดคล้องกัน ธนาคารแห่งประเทศไทยจึงนําหลักเกณฑ์การกํากับดูแลเงินกองทุนของธนาคารพาณิชย์มาประยุกต์ใช้เป็นแนวทางในการกํากับดูแลความมั่นคงของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ
นอกจากนี้ ในการกําหนดหลักเกณฑ์กํากับดูแลสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ธนาคารแห่งประเทศไทยยังได้คํานึงถึงลักษณะธุรกิจของสถาบันการเงินเฉพาะกิจบางแห่งที่อาจมีลักษณะเฉพาะแตกต่างจากธุรกิจธนาคารพาณิชย์ทั่วไปหรือมีการกระจุกตัวในธุรกิจบางประเภท เช่น ภาระผูกพันที่เกิดจากการรับประกันความเสี่ยง เป็นต้น จึงได้มีการกําหนดให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจบางแห่งที่ทําธุรกรรมดังกล่าว ดํารงอัตราส่วนปริมาณธุรกรรมเทียบเคียงกับเงินกองทุนเพิ่มเติมควบคู่ไปกับอัตราส่วนความเพียงพอของเงินกองทุนซึ่งคํานวณจากการประเมินความเสี่ยง
ประกาศฉบับนี้กําหนดให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจดํารงเงินกองทุนขั้นต่ํา รวมทั้งครอบคลุมถึงการประเมินความเพียงพอของเงินกองทุนตามลักษณะความเสี่ยงของตนเอง และการเปิดเผยข้อมูลของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและเป็นการส่งเสริมธรรมาภิบาลในการบริหารจัดการสถาบันการเงินเฉพาะกิจ
อื่นๆ - 2. อํานาจตามกฎหมาย
อาศัยอํานาจตามความในมาตรา 29 มาตรา 30 และมาตรา 31 ประกอบมาตรา 120 แห่งพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 ธนาคารแห่งประเทศไทยโดยความเห็นชอบของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังออกหลักเกณฑ์การกํากับดูแลเงินกองทุนให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจถือปฏิบัติตามที่กําหนดในประกาศฉบับนี้
อื่นๆ - 3. ขอบเขตการบังคับใช้
ประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับกับธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทยธนาคารเพื่อการส่งออกและนําเข้าแห่งประเทศไทย บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อมและบรรษัทตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัย
อื่นๆ - 4. เนื้อหา
4.1 คําจํากัดความ
ในประกาศฉบับนี้
"สถาบันการเงินเฉพาะกิจ" หมายความว่า สถาบันการเงินของรัฐที่มีกฎหมายเฉพาะจัดตั้งขึ้น ได้แก่ ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย ธนาคารเพื่อการส่งออกและนําเข้าแห่งประเทศไทย บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม และบรรษัทตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัย
4.2 หลักการ
หลักเกณฑ์การกํากับดูแลเงินกองทุนสําหรับสถาบันการเงินเฉพาะกิจตามประกาศฉบับนี้ มีรายละเอียด ดังนี้
(1) การดํารงเงินกองทุน ประกอบด้วย 3 Pillars ดังนี้
Pillar 1 การดํารงเงินกองทุนขั้นต่ํา (Minimum capital requirement)
Pillar 1 เป็นหลักเกณฑ์ที่กําหนดให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจต้องดํารงเงินกองทุนขั้นต่ําเพื่อรองรับความเสี่ยงที่สําคัญ ได้แก่ ความเสี่ยงด้านเครดิต' (Credit risk) ความเสี่ยงด้านตลาด2 (Market risk และความเสี่ยงด้านปฏิบัติการ (Operational risk) ตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนดรวมทั้งการกําหนดวิธีการคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงที่สามารถสะท้อนความเสี่ยงที่แท้จริงได้
Pillar 2 การกํากับดูแลโดยทางการ (Supervisory review process)
Pillar 2 ระบุให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจควรมีเงินกองทุนสูงกว่าเงินกองทุนขั้นต่ําตาม Pillar 1 เพื่อรองรับความเสี่ยงที่ไม่ครอบคลุมใน Pilar 1 เช่น ความเสี่ยงด้านอัตราดอกเบี้ยในบัญชีเพื่อการธนาคาร และความเสี่ยงในการกระจุกตัวของลูกหนี้ เป็นต้น นอกจากนี้ Pillar 2 ยังกําหนดให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจมีระบบการบริหารความเสี่ยงที่ดี โดยสถาบันการเงินเฉพาะกิจต้องมีกระบวนการประเมินความเพียงพอของเงินกองทุนโดยคํานึงถึงความเสี่ยงทุกด้านของตนเองและมีการทดสอบภาวะวิกฤตที่เหมาะสม
ธนาคารแห่งประเทศไทยจะตรวจสอบ ติดตาม และประเมินระบบบริหารความเสี่ยง รวมถึงกระบวนการประเมินความเพียงพอของเงินกองทุนของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ซึ่งอาจมีความแตกต่างกันตามลักษณะเฉพาะของสถาบันการเงินเฉพาะกิจแต่ละแห่ง ตลอดจนดําเนินมาตรการกับสถาบันการเงินเฉพาะกิจแต่ละแห่งอย่างเหมาะสมและทันกาล
Pillar 3 การใช้กลไกตลาดในการกํากับดูแล (Market discipline)
Pillar 3 มีวัตถุประสงค์ให้ใช้กลไกตลาดในการกํากับดูแล เพื่อเสริมการกํากับดูแลตาม Pillar 1 และ Pillar 2 โดยกําหนดให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจต้องเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการดํารงเงินกองทุน ระดับความเสี่ยงและระบบการบริหารความเสี่ยงของตนเอง เพื่อให้บุคคลภายนอกหรือผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในตลาด เช่น ผู้ลงทุน คู่ค้า และผู้ฝากเงิน เป็นต้น สามารถใช้ข้อมูลดังกล่าวในการวิเคราะห์และประเมินความเสี่ยงของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ซึ่งจะเป็นกลไกตลาดที่สําคัญในการผลักดันให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจมีระบบการบริหารความเสี่ยงที่ดี นอกเหนือจากการควบคุมภายในของสถาบันการเงินเฉพาะกิจเองและการกํากับดูแลโดยธนาคารแห่งประเทศไทย
อนึ่ง ในช่วงเวลาที่เริ่มบังคับใช้หลักเกณฑ์ตามประกาศฉบับนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนดให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การดํารงเงินกองทุนขั้นต่ําหรือ Pillar 1 เท่านั้น โดยในอนาคตหากมีความจําเป็นในการบังคับใช้หลักการใน Pillar 2 และ Pillar 3 ธนาคารแห่งประเทศไทยจะประกาศกําหนดต่อไป
(2) การดํารงอัตราส่วนเงินกองทุนต่อภาระผูกพันจากการรับประกันความเสี่ยง
สําหรับสถาบันการเงินเฉพาะกิจที่ทําธุรกรรมหลักเกี่ยวกับการรับประกันความเสี่ยงอาจต้องดํารงอัตราส่วนเงินกองทุนต่อภาระผูกพันที่เกิดจากการรับประกันความเสี่ยงเพิ่มเติมด้วย เพื่อควบคุมปริมาณการทําธุรกรรมดังกล่าวให้เหมาะสม ตามหลักเกณฑ์และแนวทางที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนด โดยในเบื้องต้นธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนดให้ธนาคารเพื่อการส่งออกและนําเข้าแห่งประเทศไทยดํารงอัตราส่วนเงินกองทุนต่อภาระผูกพันที่เกิดจากการรับประกันความเสี่ยงเพิ่มเติมควบคู่ไปกับอัตราส่วนเงินกองทุนตามหลักเกณฑ์ Basel II ส่วนในกรณีของบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม หากมีการทําธุรกรรมรับประกันความเสี่ยงนอกเหนือจากโครงการค้ําประกันสินเชื่อผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมตามนโยบายรัฐบาล (Portfolio Guarantee Scheme: PGS) อย่างมีนัยสําคัญ ธนาคารแห่งประเทศไทยอาจกําหนดให้ดํารงอัตราส่วนเงินกองทุนเพิ่มเติมได้ ตามที่จะประกาศกําหนดต่อไป
ทั้งนี้ ประกาศฉบับนี้เป็นประกาศหลักในชุดประกาศที่เกี่ยวข้องกับการกํากับดูแลเงินกองทุนของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ซึ่งระบุข้อกําหนดหลักที่สถาบันการเงินเฉพาะกิจจะต้องถือปฏิบัติ
โดยให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจอ้างอิงรายละเอียดตามหลักเกณฑ์ในประกาศย่อยที่เกี่ยวข้อง ดังนี้
1. ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยองค์ประกอบของเงินกองทุนของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ
2. ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ
3. ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การกํากับดูแลความเสี่ยงด้านตลาดและการคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านตลาดของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ
4. ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การคํานวณมูลค่าเทียบเท่าสินทรัพย์เสี่ยงด้านปฏิบัติการของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ
5. ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การดํารงอัตราส่วนเงินกองทุนต่อภาระผูกพันที่เกิดจากการรับประกันความเสี่ยงของธนาคารเพื่อการส่งออกและนําเข้าแห่งประเทศไทย
4.3 การดํารงเงินกองทุนขั้นต่ํา (Minimum capital requirement)
ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนดเกณฑ์การดํารงเงินกองทุนขั้นต่ําโดยใช้อัตราส่วนระหว่างเงินกองทุนทั้งสิ้นและสินทรัพย์เสี่ยงทั้งสิ้น โดยเมื่อสิ้นวันหนึ่ง ๆ อัตราส่วนระหว่างเงินกองทุนทั้งสิ้นกับสินทรัพย์เสี่ยงทั้งสิ้นต้องไม่ต่ํากว่าอัตราส่วนเงินกองทุนขั้นต่ําที่กําหนด ดังนี้
เงินกองทุนทั้งสิ้น ≥ อัตราส่วนเงินกองทุนขั้นต่ํา
สินทรัพย์เสี่ยงทั้งสิ้น
ทั้งนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนดอัตราส่วนการดํารงเงินกองทุนขั้นต่ําตามข้อ 4.3.1 องค์ประกอบของเงินกองทุนทั้งสิ้นตามข้อ 4.3.2 และการคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงทั้งสิ้น ซึ่งประกอบด้วยสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิต สินทรัพย์เสี่ยงด้านตลาด และมูลค่าเทียบเท่าสินทรัพย์เสี่ยงด้านปฏิบัติการตามข้อ 4.3.3
4.3.1 อัตราส่วนการดํารงเงินกองทุนขั้นต่ํา
ให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจดํารงเงินกองทุนขั้นต่ําทั้งสิ้นเมื่อสิ้นวันหนึ่ง ๆ เป็นอัตราส่วนกับสินทรัพย์เสี่ยงทั้งสิ้น (Total capital ratio ไม่ต่ํากว่าร้อยละ 8.5 โดยมีเงื่อนไขว่าเงินกองทุนชั้นที่ ต่อสินทรัพย์เสี่ยงทั้งสิ้น (Tier 1 ratio) ต้องเป็นอัตราส่วนไม่ต่ํากว่าร้อยละ 4.25 ทั้งนี้ เงินกองทุนชั้นที่ 2 ต้องมีจํานวนสูงสุดไม่เกินเงินกองทุนชั้นที่ 1 และการคํานวณอัตราส่วนดังกล่าวให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจใช้ยอดรวมของทุกสํานักงานและใช้มูลค่าตามบัญชี ณ วันที่คํานวณ
4.3.2 องค์ประกอบของเงินกองทุน
ให้เงินกองทุนทั้งสิ้นของสถาบันการเงินเฉพาะกิจมีองค์ประกอบตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยองค์ประกอบของเงินกองทุนของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ซึ่งกําหนดให้เงินกองทุนทั้งสิ้นประกอบด้วยเงินกองทุนชั้นที่ 1 (Tier 1) เงินกองทุนชั้นที่ 2 (Tier 2) และรายการหักจากเงินกองทุน
4.3.3 การคํานวณสินทรัพย์เสี่ยง
ให้สินทรัพย์เสี่ยงทั้งสิ้นของสถาบันการเงินเฉพาะกิจเท่ากับผลรวมของสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิต สินทรัพย์เสี่ยงด้านตลาด และมูลค่าเทียบเท่าสินทรัพย์เสี่ยงด้านปฏิบัติการโดยอ้างอิงหลักเกณฑ์การคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงแต่ละด้าน ดังนี้
(1) การคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิต
ให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตของรายการต่าง ๆ ได้แก่ สินทรัพย์และรายการนอกงบดุลทุกรายการที่อยู่ในบัญชีเพื่อการธนาคาร ธุรกรรมขายโดยมีสัญญาว่าจะซื้อคืน/ซื้อโดยมีสัญญาว่าจะขายคืน และธุรกรรมยืม/ให้ยืมหลักทรัพย์ (Repo-style transaction) ธุรกรรมอนุพันธ์ รวมถึงสินทรัพย์และรายการนอกงบดุลทุกรายการในบัญชีเพื่อการค้าของสถาบันการเงินเฉพาะกิจที่มีปริมาณธุรกรรมในบัญชีเพื่อการค้า อยู่ในระดับที่ไม่มีนัยสําคัญซึ่งไม่เข้าเกณฑ์ที่จะต้องดํารงเงินกองทุนเพื่อรองรับความเสี่ยงด้านตลาด ตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนด ดังต่อไปนี้
(1.1) หลักเกณฑ์การคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิต
ธนาคารแห่งประเทศไทยอนุญาตให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจใช้วิธีการคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ได้ 2 วิธี ได้แก่ Standardised Approach (วิธี SA) และ Simplified Standardised Approach (วิธี SSA) ดังนี้
(1.1.1) Standardised Approach (วิธี SA)
ให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงโดยใช้น้ําหนักความเสี่ยงที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนดตามประเภทของสินทรัพย์และรายการนอกงบดุลรวมทั้งพิจารณาคุณภาพจากอันดับเครดิตที่ได้รับจากสถาบันจัดอันดับเครดิตภายนอกร่วมด้วย นอกจากนี้สถาบันการเงินเฉพาะกิจสามารถปรับลดความเสี่ยงด้านเครดิตได้โดยใช้หลักประกันทางการเงิน (Financial collateral กรหักกลบหนี้ในงบแสดงฐานะการเงิน (On-balance sheet netting) และการค้ําประกันและอนุพันธ์ด้านเครดิต (Guarantee and credit derivatives) ซึ่งสถาบันการเงินเฉพาะกิจจะต้องปฏิบัติตามเกณฑ์มาตรฐานขั้นต่ําและหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนดในแต่ละเรื่องด้วย
(1.1.2) Simplified Standardised Approach (วิธี SSA)
สถาบันการเงินเฉพาะกิจอาจเลือกใช้วิธีการคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตแบบวิธี SSA เป็นทางเลือกเพิ่มเติมได้ โดยวิธี SSA จะมีความซับซ้อนน้อยกว่าวิธี SA คือ ใช้น้ําหนักความเสี่ยงที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนดตามประเภทของสินทรัพย์และรายการนอกงบดุล โดยไม่มีการใช้ข้อมูลจากสถาบันจัดอันดับเครดิตภายนอกในการคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิต และอนุญาตให้สามารถปรับลดความเสี่ยงด้านเครดิตโดยใช้หลักประกันทางการเงิน (Financial collateral) และการค้ําประกัน (Guarantee) เท่านั้น
(1.2) หลักเกณฑ์การคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตของคู่สัญญาสําหรับธุรกรรมอนุพันธ์
ให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตสําหรับธุรกรรมอนุพันธ์ เพื่อสะท้อนความเสี่ยงได้อย่างเหมาะสมยิ่งขึ้น ตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยจะประกาศกําหนดต่อไป
(2) การคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านตลาด
ให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านตลาดตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การกํากับดูแลความเสี่ยงด้านตลาดและการคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านตลาดของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ซึ้งกําหนดหลักเกณฑ์การกํากับดูแลความเสี่ยงด้านตลาดในเชิงคุณภาพเพื่อให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจมีการบริหารความเสี่ยงด้านตลาดที่เหมาะสมและกําหนดวิธีการคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านตลาดด้วยวิธีมาตรฐาน โดยสินทรัพย์เสี่ยงที่คํานวณได้ตามวิธีนี้ขึ้นอยู่กับมูลค่าของฐานะที่สถาบันการเงินเฉพาะกิจถือครองอยู่และน้ําหนักเงินกองทุนที่แบ่งตามปัจจัยความเสี่ยงด้านต่าง ๆ ได้แก่ อัตราดอกเบี้ย ราคาตราสารทุน อัตราแลกเปลี่ยน และราคาสินค้าโภคภัณฑ์
(3) การคํานวณมูลค่าเทียบเท่าสินทรัพย์เสี่ยงด้านปฏิบัติการ
ให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจคํานวณมูลค่าเทียบเท่าสินทรัพย์เสี่ยงด้านปฏิบัติการ"ตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การคํานวณมูลค่าเทียบเท่าสินทรัพย์เสี่ยงด้านปฏิบัติการของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ซึ่งกําหนดให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจสามารถเลือกใช้วิธีการคํานวณมูลค่าเทียบเท่าสินทรัพย์เสี่ยงด้านปฏิบัติการได้ 2 วิธี คือ วิธี Basic Indicator Approach (วิธี BA) หรือ วิธี Standardised Approach (วิธี SA) ดังนี้
(3.1) Basic Indicator Approach (วิธี BIA)
ให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจใช้รายได้จากการดําเนินงาน (Gross income) เป็นค่าตัวแทน (Proxy ในการคํานวณมูลค่าเทียบเท่าสินทรัพย์เสี่ยงด้านปฏิบัติการ ซึ่งจะคํานวณจากค่าเฉลี่ยย้อนหลังของผลคูณค่าคงที่ความเสี่ยงที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนดกับรายได้จากการดําเนินงานของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ
(3.2) Standardised Approach (วิธี SA-OR) รวมถึง Alternative Standardised Approach (วิธี ASA)
ให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจจัดสรรรายได้จากการดําเนินงานลงในประเภทสายธุรกิจที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนด และคํานวณค่าเฉลี่ยย้อนหลังของผลรวมของรายได้จากการดําเนินงานคูณกับค่าคงที่ความเสี่ยงที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนดไว้สําหรับแต่ละสายธุรกิจ โดยมีทางเลือกภายใต้วิธี SA -OR อีกหนึ่งวิธี คือ วิธี ASA ซึ่งอนุญาตให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจที่มีการประกอบธุรกิจให้สินเชื่อสามารถเลือกใช้ยอดคงค้างเป็นค่าตัวแทนในการคํานวณมูลค่าเทียบเท่าสินทรัพย์เสี่ยงด้านปฏิบัติการของสายธุรกิจ Commercial banking และ Retail banking แทนการใช้รายได้จากการดําเนินงาน ทั้งนี้ สถาบันการเงินเฉพาะกิจที่จะเลือกใช้วิธี SA-OR และวิธี ASA จะต้องผ่านเกณฑ์มาตรฐานขั้นต่ําตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนดด้วย
4.4 การดํารงอัตราส่วนเงินกองทุนต่อภาระผูกพันจากการรับประกันความเสี่ยง
ให้ธนาคารเพื่อการส่งออกและนําเข้าแห่งประเทศไทยดํารงอัตราส่วนเงินกองทุนต่อภาระผูกพันที่เกิดจากการรับประกันความเสี่ยง ดังนี้
เงินกองทนชั้นที่ 1 ≥12 20%
ภาระผูกพันที่เกิดจากการรับประกันความเสี่ยง
โดยเงินกองทุนชั้นที่ 1 และภาระผูกพันที่เกิดจากการรับประกันความเสี่ยง ให้เป็นไปตามที่กําหนดในประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การดํารงอัตราส่วนเงินกองทุนต่อภาระผูกพันที่เกิดจากการรับประกันความเสี่ยงของธนาคารเพื่อการส่งออกและนําเข้าแห่งประเทศไทย
อื่นๆ - 5. บทเฉพาะกาล
สําหรับสถาบันการเงินเฉพาะกิจที่อยู่ระหว่างการฟื้นฟูกิจการตามมาตรการของทางการก่อนประกาศฉบับนี้ใช้บังคับ ให้เริ่มปฏิบัติตามประกาศฉบับนี้ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2560 โดยหากปฏิบัติตามประกาศฉบับนี้แล้ว มีอัตราส่วนเงินกองทุนต่ํากว่าอัตราขั้นต่ําตามที่กําหนด จะไม่ถือเป็นการฝ้าฝืนบทบัญญัติของประกาศฉบับนี้ ทั้งนี้ จนกว่าจะดําเนินการตามแผนฟื้นฟูกิจการแล้วเสร็จตามที่ทางการกําหนด
อื่นๆ - 6. วันเริ่มต้นบังคับใช้
ประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2560 เป็นต้นไป
ผู้มีอํานาจลงนาม - ประกาศ ณ วันที่ 11 ตุลาคม 2559
(นายวิรไท สันติประภพ)
ผู้ว่าการ
ธนาคารแห่งประเทศไทย