法律人 LawPlayer logo

資料由法律人 LawPlayer整理提供·กฎหมายไทย / LawPlayer จากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

adminRule

ระเบียบคณะกรรมการพลังงานปรมาณูเพื่อสันติว่าด้วยการควบคุมความปลอดภัยทางรังสีสำหรับเครื่องปฏิกรณ์ปรมาณูวิจัย พ.ศ. 2558

เลขที่
วันที่ประกาศ
จำนวนมาตรา
30
มาตรา อารัมภบท

ระเบียบคณะกรรมการพลังงานปรมาณูเพื่อสันติ

ระเบียบคณะกรรมการพลังงานปรมาณูเพื่อสันติ

ว่าด้วยการควบคุมความปลอดภัยทางรังสีสำหรับเครื่องปฏิกรณ์ปรมาณูวิจัย

พ.ศ. ๒๕๕๘

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๔ วรรคหนึ่ง (๓) (๔) และมาตรา ๙ (๓) (๔) แห่งพระราชบัญญัติพลังงานปรมาณูเพื่อสันติ

พ.ศ. ๒๕๐๔ และข้อ ๔๖ (๑) แห่งกฎกระทรวงกำหนด เงื่อนไข

วิธีการขอรับใบอนุญาตและการดำเนินการเกี่ยวกับวัสดุนิวเคลียร์พิเศษ วัสดุต้นกำลัง

วัสดุพลอยได้หรือพลังงานปรมาณู พ.ศ. ๒๕๕๐

ซึ่งออกตามความในพระราชบัญญัติพลังงานปรมาณูเพื่อสันติ พ.ศ. ๒๕๐๔

คณะกรรมการพลังงานปรมาณูเพื่อสันติ จึงออกระเบียบไว้ ดังนี้

มาตรา ข้อ ๑

ข้อ ๑ ระเบียบนี้เรียกว่า

“ระเบียบคณะกรรมการพลังงานปรมาณูเพื่อสันติ

ว่าด้วยการควบคุมความปลอดภัยทางรังสีสำหรับเครื่องปฏิกรณ์ปรมาณูวิจัย พ.ศ. ๒๕๕๘”

มาตรา ข้อ ๒

ข้อ ๒[๑] ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา

มาตรา ข้อ ๓

ข้อ ๓ ในระเบียบนี้

“ผู้ปฏิบัติงาน” หมายความว่า

บุคคลซึ่งโดยลักษณะงานทำให้มีโอกาสได้รับรังสีสูงกว่าที่กำหนดให้ประชาชนทั่วไปได้รับ

“กฎกระทรวง” หมายความว่า

กฎกระทรวงกำหนดเงื่อนไข

วิธีการขอรับใบอนุญาตและการดำเนินการเกี่ยวกับวัสดุนิวเคลียร์พิเศษ วัสดุต้นกำลัง

วัสดุพลอยได้ หรือพลังงานปรมาณู พ.ศ. ๒๕๕๐

“ผู้รับใบอนุญาต” หมายความว่า

ผู้รับใบอนุญาตผลิต มีไว้ในครอบครอง

หรือใช้ซึ่งพลังงานปรมาณูจากเครื่องปฏิกรณ์ปรมาณู

“พื้นที่ควบคุม” หมายความว่า

บริเวณรังสีซึ่งต้องควบคุมการเข้าออกตามมาตรการป้องกันรังสีและมาตรการความปลอดภัยทางรังสี

เพื่อควบคุมการได้รับรังสีจากการแผ่รังสีตามสภาพปกติ

หรือป้องกันการแพร่กระจายของการเปรอะเปื้อนทางรังสีในระหว่างการทำงานตามสภาพปกติ

และป้องกัน หรือจำกัดขอบเขตการแผ่รังสีที่มีอยู่

“พื้นที่ตรวจตรา” หมายความว่า

บริเวณใดก็ตามที่มิได้กำหนดเป็นพื้นที่ควบคุม แต่เป็นบริเวณที่มีโอกาสทำให้บุคคลได้รับรังสีสูงกว่าขีดจำกัดของปริมาณรังสีที่ประชาชนทั่วไปที่มิใช่ผู้มารับบริการทางการแพทย์

ซึ่งกำหนดไว้ในกฎกระทรวง

“พื้นที่ที่ไม่ต้องมีการควบคุม” หมายความว่า

พื้นที่ใด ๆ ในบริเวณเครื่องปฏิกรณ์ปรมาณูวิจัยที่ไม่ได้กำหนดให้เป็นพื้นที่ควบคุมหรือพื้นที่ตรวจตรา

“บริเวณรังสีสูง” หมายความว่า

บริเวณในพื้นที่ควบคุมที่มีการแผ่รังสี

ซึ่งทำให้ผู้ปฏิบัติงานมีโอกาสได้รับรังสีมากกว่า ๑ มิลลิซีเวิร์ตต่อชั่วโมง

“เหตุฉุกเฉินทางรังสี” หมายความว่า

เหตุการณ์ใด ๆ ที่เกิดขึ้นที่เกี่ยวข้องกับรังสีและไม่สามารถควบคุมความปลอดภัยทางรังสีที่อาจเกิดขึ้นกับผู้ปฏิบัติงาน

ประชาชน และสิ่งแวดล้อมให้กลับคืนสู่สภาวะปกติได้ในทันที

“ผู้ปฏิบัติงานแทรกแซงเหตุฉุกเฉินทางรังสี” หมายความว่า

ผู้ปฏิบัติงานที่ได้รับการฝึกฝนให้มีความรู้ความเข้าใจในการระงับเหตุฉุกเฉินทางรังสี

หมวดทั่วไป

กิจกรรมที่ผู้รับใบอนุญาตต้องดำเนินการเกี่ยวกับมาตรการป้องกันอันตรายจากรังสี

มาตรา ข้อ ๔

ข้อ ๔ จัดทำแผนผังการแบ่งอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบด้านการป้องกันอันตรายจากรังสีที่ชัดเจนและเข้าใจง่าย

โดยมอบหมายให้ผู้จัดการหน่วยงานเดินเครื่องปฏิกรณ์ปรมาณูวิจัยหรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย

ดูแลรับผิดชอบด้านการป้องกันอันตรายจากรังสี

รวมทั้งกำหนดแผนผังการประสานงานระหว่างผู้รับผิดชอบด้านการป้องกันอันตรายจากรังสีและผู้ปฏิบัติงาน

มาตรา ข้อ ๕

ข้อ ๕ กำหนดความรับผิดชอบและอำนาจหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยรังสีให้เพียงพอที่จะปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

รวมทั้งกำหนดช่องทางให้สามารถติดต่อหัวหน้าหน่วยงานสูงสุดได้โดยตรง

มาตรา ข้อ ๖

ข้อ ๖ จัดทำแผนการเตรียมการป้องกันอันตรายจากรังสี

ในภาวะปกติและการระงับเหตุฉุกเฉินทางรังสี

รวมทั้งกำหนดจำนวนและคุณสมบัติของบุคลากรที่จำเป็นในการปฏิบัติงาน

มาตรา ข้อ ๗

ข้อ ๗ จัดทำแผนการจัดการกากกัมมันตรังสี

โดยคำนึงถึงปริมาณกากกัมมันตรังสีที่จะเกิดขึ้นในอนาคตด้วย

มาตรา ข้อ ๘

ข้อ ๘ กำหนดมาตรการควบคุมการเข้าออกพื้นที่ควบคุมและพื้นที่ตรวจตรา

มาตรา ข้อ ๙

ข้อ ๙ จัดทำแผนและดำเนินการฝึกอบรมบุคลากรที่ปฏิบัติงานทางรังสีในเครื่องปฏิกรณ์ปรมาณูวิจัย

ทั้งในส่วนของการปฏิบัติงานประจำและส่วนของการป้องกันอันตรายจากรังสี

มาตรา ข้อ ๑๐

ข้อ ๑๐ จัดเตรียมเครื่องมือและอุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับการปฏิบัติงานป้องกันอันตรายจากรังสี

และจัดทำเอกสารการปฏิบัติงานตามขั้นตอนด้านการป้องกันอันตรายจากรังสี

โดยเอกสารดังกล่าวต้องได้รับความเห็นชอบจากเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยทางรังสี

มาตรา ข้อ ๑๑

ข้อ ๑๑ ดำเนินการตรวจวัดและประเมินอันตรายจากรังสีแก่ผู้ปฏิบัติงานเป็นระยะ

และแจ้งผลการรับรังสีให้ผู้ปฏิบัติงานทราบ

มาตรา ข้อ ๑๒

ข้อ ๑๒ เมื่อพบเหตุการณ์ที่ส่อเจตนาหรือพบเหตุการณ์ที่มีการจงใจฝ่าฝืนข้อกำหนดหรือกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันอันตรายจากรังสี

ให้ดำเนินการระงับหรือแก้ไข แล้วแจ้งสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติให้ทราบโดยทันที

มาตรา ข้อ ๑๓

ข้อ ๑๓ ดำเนินการปรับปรุงแผนการดำเนินงานตามระเบียบนี้ให้ทันสมัยอยู่เสมอ

เกณฑ์กำหนดปริมาณรังสีที่ยอมให้รับได้

มาตรา ข้อ ๑๔

ข้อ ๑๔ เกณฑ์กำหนดปริมาณรังสีสำหรับผู้ปฏิบัติงานให้เป็นไปตามกฎกระทรวงข้อ

๒๙ และข้อ ๓๐

ปริมาณรังสีตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในวรรคหนึ่ง

เป็นปริมาณรังสีทั้งจากภายนอกและภายในร่างกายโดยคิดผลรวมการรับรังสีตามเอกสารท้ายระเบียบ

มาตรา ข้อ ๑๕

ข้อ ๑๕ เกณฑ์กำหนดปริมาณรังสีสำหรับผู้รับการฝึกอบรมหรือผู้ฝึกงาน

ในกรณีของผู้รับการฝึกอบรมหรือผู้ฝึกงานที่มีอายุตั้งแต่สิบหกปีแต่ไม่เกินสิบแปดปี

ปริมาณรังสี รวมทั้งหมดต้องไม่เกิน ๖ มิลลิซีเวิร์ตต่อปี

สำหรับผู้รับการฝึกอบรมหรือผู้ฝึกงานที่มีอายุเกินสิบแปดปีให้ใช้เกณฑ์เดียวกันกับผู้ปฏิบัติงาน

มาตรา ข้อ ๑๖

ข้อ ๑๖ เกณฑ์กำหนดปริมาณรังสีสำหรับกรณีระงับเหตุฉุกเฉินทางรังสี

กรณีปฏิบัติงานระงับเหตุฉุกเฉินทางรังสีหรือผู้ปฏิบัติงานในฐานะผู้ปฏิบัติงานแทรกแซงเหตุฉุกเฉินทางรังสีหรือปกป้องชีวิตผู้อื่น

ให้ปฏิบัติตามระเบียบคณะกรรมการพลังงานปรมาณูเพื่อสันติว่าด้วยแผนปฏิบัติการกรณีเกิดเหตุฉุกเฉินจากการรั่วไหล

หรือแพร่กระจายรังสีในภาวะไม่ปกติหรือกรณีฉุกเฉินอื่น

มาตรการดำเนินการแก้ไขเมื่อมีการรับรังสีเกินเกณฑ์กำหนด

มาตรา ข้อ ๑๗

ข้อ ๑๗ เมื่อผู้ปฏิบัติงานหรือผู้รับการฝึกอบรมได้รับรังสีเกินเกณฑ์กำหนดตามข้อ

๑๔ และข้อ ๑๕ ผู้รับใบอนุญาตต้องดำเนินการ ดังต่อไปนี้

(๑) แจ้งผู้ปฏิบัติงานหรือผู้รับการฝึกอบรมและสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติให้ทราบโดยทันที

(๒)

ให้ผู้ปฏิบัติงานหรือผู้รับการฝึกอบรมดังกล่าวระงับการปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องกับรังสีออกจากบริเวณรังสี

และดำเนินการประเมินอันตรายจากรังสีทันที

(๓) ดำเนินการสืบสวนหาสาเหตุของการรับรังสีเกินเกณฑ์กำหนด

(๔) ดำเนินการแก้ไขเหตุของการได้รับรังสีเกิน

และป้องกันไม่ให้เหตุเช่นเดียวกันเกิดขึ้นอีก

(๕) จัดทำรายงานเป็นหนังสือแจ้งสาเหตุและการแก้ไข

โดยให้เสนอต่อสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติทราบภายในสิบห้าวัน

นับแต่วันที่ทราบเหตุแห่งการที่ผู้ปฏิบัติงานได้รับรังสีเกินเกณฑ์ที่กำหนด

การประเมินปริมาณรังสีและควบคุมการปลดปล่อยสารกัมมันตรังสีออกสู่สิ่งแวดล้อม

มาตรา ข้อ ๑๘

ข้อ ๑๘ ให้มีการตรวจวัดรังสีและสารกัมมันตรังสีในสิ่งแวดล้อม

ดังนี้

(๑)

ดำเนินการตรวจวัดระดับรังสีในธรรมชาติก่อนเริ่มเดินเครื่องใช้งานเครื่องปฏิกรณ์ปรมาณูวิจัย

เพื่อใช้เป็นข้อมูลขั้นมูลฐานในการเปรียบเทียบ

โดยผู้ตรวจวัดที่ได้รับการฝึกอบรมเป็นอย่างดีในวิธีการตรวจวัดและวิเคราะห์ผล

(๒)

ดำเนินการตรวจวัดระดับรังสีในสิ่งแวดล้อมและรังสีที่ประชาชนได้รับโดยตรงในระหว่างการเดินเครื่องใช้งานเครื่องปฏิกรณ์ปรมาณูวิจัย

มาตรา ข้อ ๑๙

ข้อ ๑๙ กรณีการปลดปล่อยสารกัมมันตรังสีออกสู่สิ่งแวดล้อมสำหรับการเดินเครื่องปฏิกรณ์ปรมาณูวิจัยในภาวะปกติ

ผู้รับใบอนุญาตต้องดำเนินการ ดังต่อไปนี้

(๑) กำหนดปริมาณปกติของการปลดปล่อยสารกัมมันตรังสีออกสู่สิ่งแวดล้อม

โดยแสดงเป็นค่าอัตราการปลดปล่อยสารกัมมันตรังสีต่อเนื่องตลอดปีของสารกัมมันตรังสีแต่ละไอโซโทปทางน้ำและทางอากาศ

ผ่านวงจรอาหาร น้ำ อากาศ จนถึงมนุษย์ ยังผลให้ประชาชนได้รับรังสีไม่เกิน ๐.๑ มิลลิซีเวิร์ตต่อปี

(๒)

จัดทำแผนและดำเนินการตรวจวัดสารกัมมันตรังสีที่ปลดปล่อยออกสู่สิ่งแวดล้อมโดยแผนงานและการดำเนินการตรวจวัดการปลดปล่อยสารกัมมันตรังสี

ต้องครอบคลุมไปถึง

ก. การระบุเส้นทางหลักในการปลดปล่อยสารกัมมันตรังสี เช่น

ทางน้ำและทางอากาศ และจัดทำเป็นเอกสารระบุขีดจำกัดการปลดปล่อยด้วย

ข. การเลือกวิเคราะห์สารกัมมันตรังสี

โดยพิจารณาจากแนวโน้มของชนิดสารกัมมันตรังสีที่ปลดปล่อย

รวมทั้งพฤติกรรมทางเคมีด้วย

ค. การเลือกใช้ชนิดของเครื่องมือและตัวอย่างที่เหมาะสม

ง.

การระบุกระบวนการตรวจวัดและการวิเคราะห์ที่มีความว่องไวและความถี่ที่เหมาะสมหรือกำหนดให้มีการตรวจวัดอย่างต่อเนื่อง

สำหรับการตรวจวัดสารกัมมันตรังสีที่ปลดปล่อยออกสู่สิ่งแวดล้อม

มาตรา ข้อ ๒๐

ข้อ ๒๐ เมื่อพบว่ามีระดับรังสีหรือมีการปลดปล่อยสารกัมมันตรังสีออกจากเครื่องปฏิกรณ์ปรมาณูวิจัยเกินเกณฑ์ปฏิบัติงานปกติตามข้อ

๑๙ (๑) ผู้รับใบอนุญาตต้องดำเนินการโดย

(๑) ทำการตรวจสอบสืบหาสาเหตุของความผิดปกติ

(๒) ดำเนินการแก้ไขโดยใช้มาตรการต่าง ๆ อย่างมีประสิทธิภาพเพื่อให้กลับสู่ภาวะปกติ

(๓)

แจ้งให้สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติทราบโดยพลันและจัดทำรายงานเป็นหนังสือแจ้งสาเหตุและการแก้ไข

โดยให้เสนอต่อสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติทราบภายในสิบห้าวัน

มาตรา ข้อ ๒๑

ข้อ ๒๑ ปริมาณสูงสุดของการปลดปล่อยสารกัมมันตรังสีออกสู่สิ่งแวดล้อม

สำหรับภาวะการเดินเครื่องปฏิกรณ์ปรมาณูวิจัย

ต้องไม่มีอัตราการปลดปล่อยสารกัมมันตรังสีซึ่งยังผลให้ประชาชนได้รับรังสีเกิน ๐.๓

มิลลิซีเวิร์ตต่อปี

หากอัตราการปลดปล่อยสารกัมมันตรังสีเกินเกณฑ์สูงสุดที่กำหนดนี้ให้หยุดเดินเครื่องในทันที

และดำเนินการตามข้อ ๒๐ (๑) ข้อ ๒๐ (๒) และข้อ ๒๐ (๓)

การควบคุมการรับรังสี

มาตรา ข้อ ๒๒

ข้อ ๒๒ ผู้รับใบอนุญาตต้องดำเนินการควบคุมการรับรังสีสำหรับผู้ปฏิบัติงาน

โดย

(๑)

จัดทำระเบียบปฏิบัติเฉพาะและขั้นตอนการปฏิบัติงานในบริเวณรังสีและบริเวณรังสีสูงสำหรับผู้ปฏิบัติงาน

เพื่อให้ผู้ปฏิบัติงานได้รับรังสีน้อยที่สุด

(๒) จัดเตรียมเครื่องบันทึกรังสีประจำตัวบุคคล

เครื่องมือตรวจวัดรังสี และอุปกรณ์อื่นที่จำเป็นในการปฏิบัติงานในบริเวณรังสี

(๓)

จัดเตรียมอุปกรณ์และเครื่องตรวจวัดรังสีที่สามารถอ่านค่าได้โดยตรง

สำหรับการปฏิบัติงานในบริเวณที่อาจได้รับรังสีจากภายนอกร่างกายเป็นปริมาณสูง

(๔)

อุปกรณ์และเครื่องมือตรวจวัดรังสีต้องได้รับการตรวจสอบความถูกต้องเป็นประจำ

(๕) กำหนดเกณฑ์ความเปรอะเปื้อนทางรังสี และมาตรการขจัดความเปรอะเปื้อนทางรังสีโดยใช้วิธีการที่เหมาะสมเพื่อลดการแพร่กระจายของสารกัมมันตรังสี

(๖)

กำหนดมาตรการการตรวจวัดความเปรอะเปื้อนทางรังสีอย่างต่อเนื่องในบริเวณที่เก็บวัสดุกัมมันตรังสี

วัสดุนิวเคลียร์ หรือบริเวณปฏิบัติงาน รวมทั้งบริเวณที่ติดต่อกับบริเวณดังกล่าว

(๗) กำหนดมาตรการเพื่อคัดแยกบุคคล

หรือผู้ปฏิบัติงานที่มีโอกาสเปรอะเปื้อนทางรังสีออกจากผู้ที่ไม่เปรอะเปื้อน

เพื่อผลในการควบคุมการแพร่กระจายของการเปรอะเปื้อนทางรังสีในภาวะปกติและในกรณีเกิดอุบัติเหตุ

(๘)

จัดเตรียมข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับระดับความเปรอะเปื้อนทางรังสีให้เพียงพอสำหรับผู้ที่เข้าไปปฏิบัติงานในบริเวณที่มีการควบคุมความเปรอะเปื้อนนั้น

และมีมาตรการที่เหมาะสมเพื่อป้องกันการเปรอะเปื้อนทางรังสีต่ออุปกรณ์และเครื่องมือที่ใช้ในบริเวณดังกล่าว

มาตรา ข้อ ๒๓

ข้อ ๒๓ ผู้รับใบอนุญาตต้องกำหนดบริเวณหรือพื้นที่ปฏิบัติงานที่จำเป็นต้องมีการควบคุมทางรังสี

และกำหนดมาตรการการควบคุมการเข้าออกบริเวณหรือพื้นที่ดังกล่าว เช่น

พื้นที่ที่ไม่ต้องมีการควบคุม พื้นที่ตรวจตรา และพื้นที่ควบคุม

มาตรา ข้อ ๒๔

ข้อ ๒๔ ในบริเวณรังสีสูง

ให้มีป้ายเตือนหรือสัญญาณเตือนที่เห็นชัดเจนเพื่อให้ผู้ปฏิบัติงานระมัดระวังการได้รับรังสีในปริมาณมาก

การประเมินการรับปริมาณรังสีของผู้ปฏิบัติงาน

มาตรา ข้อ ๒๕

ข้อ ๒๕ ผู้รับใบอนุญาตต้องดำเนินการประเมินปริมาณรังสีที่ผู้ปฏิบัติงานได้รับภายนอกร่างกายโดยจัดให้มีการตรวจวัดรังสีด้วยเครื่องตรวจวัดรังสีประจำตัวบุคคลและดำเนินการ

ดังต่อไปนี้

(๑)

จัดทำแผนและกำหนดเกณฑ์การพิจารณาการใช้เครื่องบันทึกรังสีประจำตัวบุคคลเพื่อตรวจวัดรังสีที่ผู้ปฏิบัติงานได้รับ

(๒)

จัดทำข้อมูลรายละเอียดเพื่อแจ้งผลการตรวจวัดรังสีและประวัติการรับรังสีของแต่ละบุคคลให้ผู้ปฏิบัติงานทราบและหามาตรการลดการรับรังสี

โดยให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจสอบข้อมูลรายละเอียดและประวัติการรับรังสีนี้ได้

(๓) การอ่านค่าปริมาณรังสีจากเครื่องวัดรังสีประจำตัวบุคคลและการประเมินผลการรับรังสีต้องกระทำโดยผู้รับผิดชอบที่มีคุณสมบัติเหมาะสม

มาตรา ข้อ ๒๖

ข้อ ๒๖ หากมีการปฏิบัติงานเกี่ยวข้องกับสารกัมมันตรังสีชนิดไม่ปิดผนึกหรือปฏิบัติงานในบริเวณที่มีการเปรอะเปื้อนทางรังสี

ผู้รับใบอนุญาตต้องดำเนินการประเมินปริมาณรังสีที่เข้าสู่ภายในร่างกายผู้ปฏิบัติงานโดย

(๑)

จัดให้มีการตรวจร่างกายโดยแพทย์ผู้ชำนาญการในกรณีที่ผู้ปฏิบัติงานได้รับรังสีสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดในกฎกระทรวงข้อ

๒๙ และ ๓๐

(๒)

จัดให้มีการตรวจวัดรังสีภายในร่างกายด้วยเครื่องตรวจวัดรังสีทั่วร่างกายหรือเก็บตัวอย่างไปวิเคราะห์ด้วยวิธีทางชีวภาพตามความเหมาะสม

เมื่อสงสัยว่าผู้ปฏิบัติงานอาจได้รับสารกัมมันตรังสีเข้าสู่ร่างกายโดยการหายใจ

กลืนกิน หรือผ่านบาดแผล

การจัดการกากกัมมันตรังสี

มาตรา ข้อ ๒๗

ข้อ ๒๗ ผู้รับใบอนุญาตต้องดำเนินการจัดการกากกัมมันตรังสีตามกฎกระทรวง

กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการจัดการกากกัมมันตรังสี

มาตรา ข้อ ๒๘

ข้อ ๒๘ กำหนดมาตรการจำกัดปริมาตรกากกัมมันตรังสีให้น้อยที่สุด

โดยกำหนดขั้นตอนในการรวบรวม การคัดแยก การจัดเก็บ การบำบัด การแปรสภาพ การทิ้ง

และการขจัดกากกัมมันตรังสี และไม่นำวัสดุที่ไม่จำเป็นเข้าไปในบริเวณที่อาจมีการเปรอะเปื้อนทางรังสี

การจัดทำรายงานและการเก็บบันทึก

มาตรา ข้อ ๒๙

ข้อ ๒๙ ผู้รับใบอนุญาตต้องจัดทำรายงานและเก็บบันทึกรายงานต่าง

ๆ เพื่อให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจสอบได้ ดังต่อไปนี้

(๑) ข้อมูลรายละเอียดและประวัติการซ่อมบำรุง

การเดินเครื่องปฏิกรณ์ปรมาณูวิจัยการจัดการเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ในแกนเครื่องปฏิกรณ์ปรมาณูวิจัย

การจัดการเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ใช้แล้ว การปรับปรุงหรือเปลี่ยนแปลงระบบอุปกรณ์ในส่วนที่เกี่ยวกับระบบเครื่องปฏิกรณ์ปรมาณูวิจัยที่มีผลต่อการรับรังสีของผู้ปฏิบัติงาน

(๒) ข้อมูลรายละเอียดและประวัติการรับรังสีของผู้ปฏิบัติงานในเครื่องปฏิกรณ์ปรมาณูวิจัย ทั้งนี้

เพื่อแสดงสถานภาพของการดำเนินงานด้านความปลอดภัยทางรังสีของเครื่องปฏิกรณ์ปรมาณูวิจัย

(๓)

ข้อมูลรายละเอียดของการปลดปล่อยรังสีและสารกัมมันตรังสีออกสู่สิ่งแวดล้อม

การสำรวจระดับรังสีและความเปรอะเปื้อนทางรังสีบริเวณปฏิบัติงาน

(๔)

ข้อมูลรายละเอียดของการขนย้ายและการปลดปล่อยกากกัมมันตรังสีออกจากเครื่องปฏิกรณ์ปรมาณูวิจัย

(๕) ข้อมูลรายละเอียดในกรณีเกิดเหตุขัดข้องหรืออุบัติเหตุ

โดยชี้แจงสาเหตุการแก้ไขและผลกระทบต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อม

มาตรา ข้อ ๓๐

ข้อ ๓๐ แจ้งผลรายงานตามข้อ

๒๙ (๑) - ข้อ ๒๙ (๕) ให้ผู้เกี่ยวข้องทราบ

และจัดเก็บรายงานดังกล่าวให้สามารถตรวจสอบย้อนหลังได้อย่างน้อยห้าปี

ประกาศ

ณ วันที่ ๒๓ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๘

ยงยุทธ

ยุทธวงศ์

รองนายกรัฐมนตรี

ประธานกรรมการพลังงานปรมาณูเพื่อสันติ

[เอกสารแนบท้าย]

๑. เอกสารท้ายระเบียบ

(ดูข้อมูลจากภาพกฎหมาย)

ปริยานุช/ผู้จัดทำ

๑๑ พฤษภาคม

๒๕๕๘

วิศนี/ผู้ตรวจ

๒๐ พฤษภาคม

๒๕๕๘

[๑] ราชกิจจานุเบกษา

เล่ม ๑๓๒/ตอนพิเศษ ๑๐๕ ง/หน้า ๑๓/๗ พฤษภาคม ๒๕๕๘

30 มาตรา

อ้างอิงกฎหมายนี้

ระเบียบคณะกรรมการพลังงานปรมาณูเพื่อสันติว่าด้วยการควบคุมความปลอดภัยทางรังสีสำหรับเครื่องปฏิกรณ์ปรมาณูวิจัย พ.ศ. 2558 (Office of the Council of State). Retrieved via LawPlayer, https://lawplayer.com/th/act/pythainlp_ab82150d842a06e3

ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).

Thai official texts excluded from copyright (Copyright Act B.E. 2537 s.7);開放資料層 CC BY 署名

本頁資料來源:สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (OCS)·整理提供:法律人 LawPlayer· lawplayer.com