ข้อ ๕
เพื่อประโยชน์ในการดำเนินคดีและการรวบรวมพยานหลักฐาน
ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติดังนี้
(๑) บันทึกวัน เวลา สถานที่เกิดเหตุ ชื่อตัว
ชื่อสกุล และที่อยู่ของผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิด
หากผู้ถูกกล่าวหาเป็นนิติบุคคลให้ระบุชื่อผู้มีอำนาจกระทำการแทนนิติบุคคลในขณะกระทำความผิดและในขณะที่บันทึกข้อเท็จจริง
(๒)
บันทึกรายละเอียดแห่งการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่า ผู้ถูกกล่าวหาได้กระทำความผิดทั้งบุคคล
และสิ่งของที่เกี่ยวข้องและตรวจพบ หรือพบเห็นพยานหลักฐาน
และให้บันทึกไว้ด้วยว่าผู้กระทำผิดยอมรับหรือไม่ว่าได้กระทำความผิด
(๓) สอบถามบุคคลที่เกี่ยวข้อง
หรือเรียกบุคคลที่เกี่ยวข้องมาให้ถ้อยคำและบันทึกรายละเอียดไว้
(๔) อ่านบันทึกให้ผู้ให้ถ้อยคำฟัง
หรือให้ผู้ให้ถ้อยคำอ่านด้วยตนเอง ถ้ามีข้อความแก้ไข ทักท้วง
หรือเพิ่มเติมให้แก้ไขให้ถูกต้อง หรือมิฉะนั้นให้บันทึกไว้
และให้ผู้ให้ถ้อยคำลงลายมือชื่อรับรองว่าถูกต้อง
ในกรณีที่ผู้ให้ถ้อยคำไม่สามารถลงลายมือชื่อได้ให้ผู้นั้นพิมพ์ลายนิ้วมือแทน แต่ถ้าผู้ให้ถ้อยคำไม่ยอมลงลายมือชื่อให้บันทึกเหตุนั้นไว้
(๕) บันทึกจะต้องระบุสถานที่ วัน เดือน ปี ที่ทำ
นาม ตำแหน่งของเจ้าหน้าที่ผู้ทำ
และให้พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ทำบันทึกลงลายมือชื่อของตนในบันทึกนั้น
การบันทึกถ้ามีผิดที่ใดห้ามมิให้ลบออก
ให้เพียงแต่ขีดฆ่าคำผิดนั้นแล้วเขียนใหม่ และให้ผู้ทำบันทึกลงนามย่อรับรอง
(๖) มีหนังสือเรียกพยานหลักฐาน
หรือเอกสารที่เกี่ยวข้องจากผู้ครอบครองมารวบรวมไว้ในสำนวนโดยเฉพาะเอกสารหลักฐานที่นายจ้างจะต้องจัดทำไว้ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน
พ.ศ. ๒๕๔๑ รวมทั้งสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนหรือสำเนาบัตรอื่นๆ ที่ทางราชการออกให้
สำเนาทะเบียนบ้าน สำเนาหนังสือรับรองการจดทะเบียนนิติบุคคล
หรือเอกสารอื่นใดที่เกี่ยวกับคดี
เอกสารที่ยื่นต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ให้จัดทำเป็นภาษาไทย
ถ้าเป็นเอกสารที่ทำขึ้นเป็นภาษาต่างประเทศ ให้แปลเป็นภาษาไทยและให้ผู้แปลลงลายมือชื่อรับรองความถูกต้องมาให้ภายในระยะเวลาที่พนักงานเจ้าหน้าที่กำหนด
ในกรณีนี้ให้ถือว่าเอกสารดังกล่าวได้ยื่นต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ในวันที่พนักงานเจ้าหน้าที่ได้รับคำแปลนั้น
เว้นแต่พนักงานเจ้าหน้าที่จะยอมรับเอกสารที่ทำขึ้นเป็นภาษาต่างประเทศ
และในกรณีนี้ให้ถือว่าวันที่ได้ยื่นเอกสารฉบับที่ทำขึ้นเป็นภาษาต่างประเทศเป็นวันที่พนักงานเจ้าหน้าที่ได้รับเอกสารดังกล่าว
(๗) มีอำนาจกระทำการอื่นๆ
ตามที่พระราชบัญญัตินี้ให้อำนาจไว้
โดยให้นำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาใช้บังคับโดยอนุโลมเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อเท็จจริงแน่ชัดในการกระทำความผิด