ข้อ ๙ ให้ยกเลิกความในข้อ 35 แห่งประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง การลงทุนประกอบธุรกิจอื่นของบริษัทประกันวินาศภัย ลงวันที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2547 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
“ข้อ 35 การทําธุรกรรมซื้อหรือขายหลักทรัพย์ โดยมีสัญญาขายหรือซื้อคืน ตามข้อ 3 (27) บริษัทสามารถทําได้ตามเงื่อนไข ดังต่อไปนี้
(1) บริษัทสามารถทําธุรกรรมดังกล่าวได้เฉพาะกับสถาบันการเงินหรือผู้ลงทุนประเภทสถาบันดังนี้
(ก) ธนาคาร
(ข) บริษัทเงินทุน หรือบริษัทหลักทรัพย์
(ค) บริษัทประกันภัย
(ง) สถาบันการเงินระหว่างประเทศ
(จ) นิติบุคคลที่มีกฎหมายเฉพาะจัดตั้งขึ้น
(ฉ) กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน
(ช) กองทุนบําเหน็จบํานาญ
(ซ) กองทุนสํารองเลี้ยงชีพ
(ฌ) กองทุนรวม
(ญ) ธนาคารแห่งประเทศไทย
(ฎ) ส่วนราชการหรือองค์การ หรือรัฐวิสาหกิจ
(2) หลักทรัพย์ที่ใช้ทําธุรกรรมดังกล่าวอาจเป็นตราสารอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้
(ก) พันธบัตรรัฐบาลไทย พันธบัตรธนาคารแห่งประเทศไทย หรือตั๋วเงินคลัง
(ข) พันธบัตร หุ้นกู้องค์การหรือรัฐวิสาหกิจ
(ค) ตราสารอื่นตามที่นายทะเบียนประกาศกําหนด
(3) ต้องทําสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย โดยต้องเป็นสัญญาที่ได้รับการยอมรับจากสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) เว้นแต่เป็นสัญญาที่บริษัททํากับธนาคารแห่งประเทศไทย ทั้งนี้ จะมีเอกสารแนบท้ายสัญญา (annex) ด้วยก็ได้ ธุรกรรมดังกล่าวให้ทําได้เฉพาะสกุลเงินบาท และมีระยะเวลาการขายและซื้อคืนไม่เกินหนึ่งปี
(4) การคํานวณมูลค่าหลักทรัพย์ ให้คํานวณตามมาตรฐานการปฏิบัติงานในตลาดตราสารหนี้ (market convention) ในการทําธุรกรรมซื้อหรือขายหลักทรัพย์โดยมีสัญญาขายหรือซื้อคืนที่ได้รับการยอมรับจากสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA)
(5) การทําธุรกรรมซื้อหลักทรัพย์โดยมีสัญญาขายคืน ให้ราคาซื้อ ณ วันเริ่มต้นสัญญาต่ํากว่ามูลค่าหลักทรัพย์ โดยมีส่วนลดในอัตราที่เหมาะสมและสะท้อนความเสี่ยงของคู่สัญญาและหลักทรัพย์ที่ใช้ทําธุรกรรมนั้น
ในระหว่างที่สัญญามีผลใช้บังคับ บริษัทต้องดํารงมูลค่าหลักทรัพย์ ณ สิ้นวัน ไม่น้อยกว่าราคาซื้อรวมกับผลประโยชน์ที่พึงได้รับจากการทําธุรกรรมนับแต่วันเริ่มต้นสัญญาจนถึงวันที่คํานวณมูลค่าหลักทรัพย์ คูณด้วย (1+อัตราส่วนลดหลักทรัพย์) หากมูลค่าไม่เป็นไปตามที่กําหนด บริษัทต้องเรียกให้คู่สัญญาโอนเงินหรือโอนกรรมสิทธิ์ในหลักทรัพย์ให้บริษัท เพื่อให้มูลค่ารวมของหลักทรัพย์ที่ทําธุรกรรมและทรัพย์สินที่โอนมาดังกล่าวเป็นไปตามที่กําหนดภายในวันทําการถัดจากวันที่มูลค่าหลักทรัพย์เปลี่ยนแปลงไป เว้นแต่ได้มีการกําหนดส่วนต่างขั้นต่ําที่บริษัทไม่ต้องเรียกให้คู่สัญญาโอนเงินหรือโอนกรรมสิทธิ์ในหลักทรัพย์ไว้ โดยการกําหนดส่วนต่างดังกล่าวต้องคํานึงถึงปัจจัยความเสี่ยงของคู่สัญญา
(6) ให้บริษัทนับหลักทรัพย์ที่ได้จากการทําธุรกรรมซื้อโดยมีสัญญาขายคืนรวมกับหลักทรัพย์ประเภทเดียวกันที่บริษัทลงทุนไว้แล้ว ในการคํานวณสัดส่วนการลงทุนของบริษัทในหลักทรัพย์ดังกล่าว
ยอดคงค้างสุทธิของธุรกรรมซื้อหรือขายหลักทรัพย์โดยมีสัญญาขายหรือซื้อคืน ณ สิ้นวันใด เมื่อรวมกันทุกสัญญาแล้วต้องมีอัตราส่วนไม่เกินร้อยละสิบของสินทรัพย์ที่ได้มาหรือมีอยู่จากการลงทุนตามข้อ 3 ทั้งหมด
ในกรณีที่บริษัทไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กําหนดไว้นี้ นายทะเบียนอาจสั่งให้บริษัทชี้แจงเหตุผลและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้อง และในกรณีที่เห็นสมควร นายทะเบียนอาจกําหนดเงื่อนไขใด ๆ ให้บริษัทปฏิบัติหรือสั่งให้ยกเลิกการทําธุรกรรมในข้อนี้ได้”