ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย
ที่ สนส. 94/2551
เรื่อง หลักเกณฑ์การกํากับดูแลความเสี่ยงด้านตลาดและการดํารงเงินกองทุน
เพื่อรองรับความเสี่ยงด้านตลาดของสถาบันการเงิน
อื่นๆ - 1. เหตุผลในการออกประกาศ
ความเสี่ยงด้านตลาด (Market Risk) หมายถึง ความเสี่ยงที่จะเกิดผลเสียหายต่อสถาบันการเงินอันเนื่องมาจากความผันผวนทางด้านราคาหรือมูลค่าของฐานะ อันได้แก่ สินทรัพย์หนี้สิน และภาระผูกพันที่สถาบันการเงินมีอยู่ โดยปัจจัยด้านตลาดที่จะส่งผลกระทบต่อราคาหรือมูลค่าดังกล่าวได้แก่ การเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ย อัตราแลกเปลี่ยน ราคาของตราสารทุนและสินค้าโภคภัณฑ์ การถือครองตราสารหรือการมีฐานะที่เกี่ยวข้องความเสี่ยงด้านตลาดจํานวนมากอาจก่อให้เกิดผลเสียหายต่อสถาบันการเงินทั้งในด้านรายได้และความเพียงพอของเงินกองทุนของสถาบันการเงิน หากราคาตลาดของฐานะดังกล่าวมีความผันผวนสูง ซึ่งผลเสียหายที่อาจเกิดขึ้นมีผลมาจากการเปลี่ยนแปลงของราคาตลาดด้วย 2 สาเหตุ คือ (1) ปัจจัยที่จะส่งผลกระทบต่อทั้งระบบในทิศทางเดียวกัน เรียกว่า General market risk (2) การเปลี่ยนแปลงทางด้านราคาที่เป็นผลมาจากผู้ออกตราสารเอง หรือเรียกว่า Specific risk ซึ่งจะเกิดขึ้นกับตราสารหนี้และตราสารทุนดังนั้น สถาบันการเงินจึงต้องมีเงินกองทุนที่เพียงพอเพื่อรองรับผลขาดทุนที่อาจเกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งฐานะที่อยู่ในบัญชีเพื่อการค้าซึ่งจะได้รับผลกระทบในระยะสั้น นอกจากนี้ สถาบันการเงินควรต้องมีระบบการบริหารความเสี่ยงและมีเครื่องมือในการวัด ติดตามและควบคุมความเสี่ยงที่เหมาะสมกับปริมาณและความซับซ้อนของธุรกรรมของสถาบันการเงิน
เพื่อให้การกํากับดูแลการดํารงเงินกองทุนเพื่อรองรับความเสี่ยงด้านตลาดของสถาบันการเงินเป็นไปตามมาตรฐานสากล และสามารถสะท้อนความเสี่ยงด้านตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ถูกต้องและครบถ้วน รวมทั้งเพื่อให้สถาบันการเงินมีการบริหารความเสี่ยงด้านตลาดที่เหมาะสม ธนาคารแห่งประเทศไทยจึงออกประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนดหลักเกณฑ์การกํากับดูแลความเสี่ยงด้านตลาดของสถาบันการเงิน โดยกําหนดให้สถาบันการเงินที่มีปริมาณธุรกรรมในบัญชีเพื่อการค้าในระดับที่มีนัยสําคัญ ต้องดํารงเงินกองทุนเพื่อรองรับความเสี่ยงด้านตลาดสําหรับ 1) ฐานะที่เกี่ยวข้องกับอัตราดอกเบี้ยและราคาตราสารทุนเฉพาะที่อยู่ในบัญชีเพื่อการค้า และ 2) ฐานะที่เกี่ยวข้องกับอัตราแลกเปลี่ยนและราคาสินค้าโภคภัณฑ์ทั้งหมดของสถาบันการเงินทั้งในบัญชีเพื่อการค้าและบัญชีเพื่อการธนาคาร โดยมีวิธีในการคํานวณเงินกองทุน 3 วิธี ได้แก่ 1) วิธีมาตรฐาน 2) วิธีแบบจําลอง และ 3) วิธีผสม ซึ่งหากสถาบันการเงินใดประสงค์จะใช้วิธีการคํานวณแบบจําลองหรือวิธีแบบผสม สถาบันการเงินนั้นต้องได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทยก่อน นอกจากนี้ สถาบันการเงินควรมีระบบการบริหารความเสี่ยงและมีเครื่องมือในการวัด ติดตาม และควบคุมความเสี่ยงที่เหมาะสมกับลักษณะ ปริมาณ และความซับซ้อนของธุรกรรมของสถาบันการเงิน รวมถึงการมีระบบการควบคุมภายในที่เหมาะสมด้วย
เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2551 ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ออกประกาศที่เกี่ยวข้องกับหลักเกณฑ์การกํากับดูแลความเสี่ยงด้านตลาดของสถาบันการเงิน เพื่ออ้างอิงอํานาจตามกฎหมายให้สอดคล้องตามพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 และเป็นการรวบรวมหนังสือเวียนที่เกี่ยวข้องกับนโยบายการกํากับดูแลความเสี่ยงด้านตลาดและหลักเกณฑ์การดํารงเงินกองทุนเพื่อรองรับความเสี่ยงด้านตลาดของสถาบันการเงินมาไว้ในฉบับเดียวกัน โดยสถาบันการเงินใดที่ได้รับการอนุญาตให้ใช้แบบจําลองในการคํานวณเงินกองทุนเพื่อรองรับความเสี่ยงด้านตลาดด้วยวิธีแบบจําลอง วิธีผสม หรือวิธีการใดวิธีการหนึ่งจากธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นรายกรณีแล้ว ให้สถาบันการเงินนั้นสามารถดําเนินการต่อไปได้ โดยไม่ต้องยื่นขออนุญาตใหม่อีกครั้ง
ในครั้งนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยได้มีการปรับปรุงประกาศ เรื่องหลักเกณฑ์การกํากับดูแลความเสี่ยงด้านตลาดและการดํารงเงินกองทุนเพื่อรองรับความเสี่ยงด้านตลาดของสถาบันการเงินเพิ่มเติม เพื่อให้สอดคล้องกับหลักการการดํารงเงินกองทุนเพื่อรองรับความเสี่ยงด้านตลาดตาม Basel I (2006 โดยสาระสําคัญของหลักเกณฑ์ที่มีการเปลี่ยนแปลงจะเกี่ยวข้องกับการกําหนดน้ําหนักเงินกองทุนเพิ่มเติมสําหรับความเสี่ยงด้านอัตราดอกเบี้ยประเภท Specific risk ตามวิธีมาตรฐาน และการกําหนดขอบเขต และการจัดทํานโยบายการบริหารฐานะในบัญชีเพื่อการค้าโดยกําหนดหลักเกณฑ์การประเมินมูลค่าฐานะในบัญชีเพื่อการค้า (Prudential Valuation Guidance)เพิ่มเติมเพื่อให้มีความชัดเจนมากขึ้น
อื่นๆ - 2. อํานาจตามกฎหมาย
อาศัยอํานาจตามความในมาตรา 30 และมาตรา 71 แห่งพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551
อื่นๆ - 3. ชอบเขตการบังคับใช้
ประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับกับสถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจสถาบันการเงินทุกแห่ง ยกเว้นบริษัทเครดิตฟองซิเอร์
อื่นๆ - 4. ประกาศหรือหนังสือเวียนที่ยกเลิก
ตามรายการในเอกสารแนบ 1
อื่นๆ - 5. เนื้อหา
5.1 ในประกาศฉบับนี้
"ความเสี่ยงด้านตลาด" หมายความว่า ความเสี่ยงที่สถาบันการเงินอาจได้รับความเสียหายเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงมูลค่าของฐานะทั้งที่อยู่ในงบดุลและนอกงบดุลที่เกิดจากการเคลื่อนไหวของอัตราดอกเบี้ย ราคาตราสารทุน อัตราแลกเปลี่ยน และราคาสินค้าโภคภัณฑ์โดยการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยและราคาตราสารทุนอาจเกิดจากปัจจัยตลาดทั่วไป (Genera Market Risk) และ/หรือ ปัจจัยเฉพาะของผู้ออกตราสารนั้น (Specific Risk)
"บัญชีเพื่อการค้า" (Trading Book) หมายความว่า ฐานะ (Position) ของตราสารการเงิน (Financial instruments) และสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodities) ที่มีเจตนาถือครองไว้เพื่อการค้า (Trading Intent) หรือเพื่อป้องกันความเสี่ยงของฐานะอื่นๆ ในบัญชีเพื่อการค้า รวมทั้งอนุพันธ์ทางการเงินทุกประเภทที่ไม่ได้นําไปใช้เพื่อป้องกันความเสี่ยงของฐานะในบัญชีเพื่อการธนาคาร (Banking Book) โดยตราสารการเงินที่อยู่ในบัญชีเพื่อการค้าต้อง ไม่มีข้อจํากัดในการซื้อขายหรือในการป้องกันความเสี่ยง นอกจากนี้ ฐานะเหล่านั้นต้องมีการประเมินมูลค่าอย่างถูกต้องที่เป็นปัจจุบันอย่างสม่ําเสมอ รวมทั้งต้องมีการบริหารจัดการที่ดี
"บัญชีเพื่อการธนาคาร" (Banking Book) หมายความว่า ฐานะของเครื่องมือทางการเงินหรือธุรกรรมอื่นที่ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อการค้า หรือตราสารทางการเงินที่มีเจตนาตั้งแต่แรกว่าจะถือครองระยะขาวหรือถือจนครบกําหนดอายุ
"ฐานะที่มีเจตนาถือไว้เพื่อการค้า" (Trading Intent) หมายความว่า ฐานะต่างๆ ที่ถือไว้ในระยะสั้นโดยมีเจตนาเพื่อการขายต่อ และ/หรือ เพื่อหาประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงของราคาหรือเพื่อหากําไรจากความแตกต่างของราคาในแต่ละตลาดเปรียบเทียบกัน (Arbitrage) ครอบคลุมทั้งฐานะที่เป็นของสถาบันการเงินเอง ฐานะที่เกิดจากการทําธุรกรรมเพื่อลูกค้าโดยสถาบันการเงิน เช่น การให้บริการเป็นนายหน้าโดยซื้อขายในนามของสถาบันการเงิน (Matched Principal Brokering และฐานะที่เกิดขึ้นจากการเป็นผู้เสนอราคาซื้อขายในตลาด (Market Makers)
"เงินกองทุน" หมายความว่า
(1) เงินกองทุนของธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในประเทศ ให้ใช้ความหมายเดียวกับเงินกองทุนทั้งสิ้นตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยเรื่องหลักเกณฑ์การกํากับดูแลเงินกองทุนสําหรับธนาคารพาณิชย์
(2) เงินกองทุนของสาขาของธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศ ให้ใช้ความหมายเดียวกับเงินกองทุนตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยเรื่องหลักเกณฑ์การกํากับดูแลเงินกองทุนสําหรับธนาคารพาณิชย์
(3) เงินกองทุนของบริษัทเงินทุน ให้ใช้ตามความหมายเดียวกับเงินกองทุนทั้งสิ้นตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยองค์ประกอบของเงินกองทุนและหลักเกณฑ์การดํารงเงินกองทุนสําหรับบริษัทเงินทุน
"ปริมาณธุรกรรมในบัญชีเพื่อการค้าตั้งแต่ระดับที่มีนัยสําคัญ" หมายความว่าปริมาณธุรกรรมในบัญชีเพื่อการค้าที่สถาบันการเงินได้ประเมินแล้วอยู่ในระดับที่มีนัยสําคัญ (Threshold) ตามหลักเกณฑ์การประเมินปริมาณธุรกรรมในบัญชีเพื่อการค้าที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนด (เอกสารแนบ 2)
"ปริมาณธุรกรรมในบัญชีเพื่อการค้าต่ํากว่าระดับที่มีนัยสําคัญ" หมายความว่า ปริมาณธุรกรรมในบัญชีเพื่อการค้าที่สถาบันการเงินได้ประเมินแล้วต่ํากว่าระดับที่มีนัยสําคัญ(Threshold) ตามหลักเกณฑ์การประเมินปริมาณธุรกรรมในบัญชีเพื่อการค้าที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนด (เอกสารแนบ 2)
"สินทรัพย์เสี่ยงด้านตลาด" หมายความว่า สินทรัพย์เสี่ยงที่คํานวณโดยการนําเงินกองทุนเพื่อรองรับความเสี่ยงด้านตลาดที่คํานวณขึ้นตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กําหนดตามประกาศฉบับนี้ คูณด้วย 12.5
"คณะกรรมการสถาบันการเงิน" หมายความว่า คณะกรรมการของสถาบันการเงินที่จดทะเบียนในประเทศ หรือคณะผู้บริหารที่มีอํานาจหน้าที่ความรับผิดชอบที่เกี่ยวข้องในกรณีของสาขาของธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศ
5.2 ขอบเขตของหลักเกณฑ์การกํากับดูแลความเสี่ยงด้านตลาด
ให้สถาบันการเงินปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การกํากับดูแลความเสี่ยงด้านตลาดซึ่งครอบคลุมถึงองค์ประกอบความเสี่ยงที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ย ราคาของตราสารทุน อัตราแลกเปลี่ยน และราคาสินค้าโภคภัณฑ์ โดยมีรายละเอียดแบ่งออกเป็น 5 เรื่อง ดังนี้
5.2.1 การประเมินปริมาณธุรกรรมในบัญชีเพื่อการค้า
5.2.2 การควบคุมภายในสําหรับการบริหารความเสี่ยงด้านตลาด
5.2.3 การจัดทํานโยบายการบริหารฐานะในบัญชีเพื่อการค้า
5.2.4 การดํารงเงินกองทุนสําหรับความเสี่ยงด้านตลาด
(1) การคํานวณเงินกองทุนเพื่อรองรับความเสี่ยงด้านตลาดตามวิธีมาตรฐาน
(2) การคํานวณเงินกองทุนเพื่อรองรับความเสี่ยงด้านตลาดตามวิธีแบบจําลอง
(3) การคํานวณเงินกองทุนเพื่อรองรับความเสี่ยงด้านตลาดตามวิธีผสม
5.2.5 การจัดทําข้อมูลและแบบรายงานที่เกี่ยวข้อง
5.3 การปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การกํากับดูแลความเสี่ยงด้านตลาด
ให้สถาบันการเงินถือปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การกํากับดูแลความเสี่ยงด้านตลาดโดยต้องมีการประเมินปริมาณการทําธุรกรรมในบัญชีเพื่อการค้าก่อนตามข้อ 5.4 เพื่อพิจารณาระดับที่สถาบันการเงินต้องถือปฏิบัติ เพื่อให้สอดคล้องกับลักษณะ ปริมาณและความซับซ้อนในการทําธุรกรรม ดังนี้
5.3.1 สถาบันการเงินที่มีปริมาณธุรกรรมในบัญชีเพื่อการค้าตั้งแต่ระดับที่มีนัยสําคัญ (Threshold) ตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนด ให้ถือปฏิบัติตามนโยบายในข้อ 5.2.1 -- 5.2.5
5.3.2 สถาบันการเงินที่มีปริมาณธุรกรรมในบัญชีเพื่อการค้าต่ํากว่าระดับที่มีนัยสําคัญ (Threshold) ตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนด ให้ถือปฏิบัติตามนโยบายในข้อ 5.2.1 - 5.23 และให้ประเมินความเสี่ยงด้านตลาดเพื่อดํารงเงินกองทุนเฉพาะองค์ประกอบด้านราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ในส่วนที่เกี่ยวข้องตามนโยบายในข้อ 5.2.4 - 5.2.5 ด้วย
5.4 การประเมินปริมาณธุรกรรมในบัญชีเพื่อการค้า
5.4.1 ให้สถาบันการเงินอ้างอิงปริมาณธุรกรรมในบัญชีเพื่อการค้าตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยพิจารณาว่า เป็นระดับที่มีนัยสําคัญ (Threshold) จากหลักเกณฑ์การประเมินปริมาณธุรกรรมในบัญชีเพื่อการค้าที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนด รายละเอียดปรากฏตามเอกสารแนบ 2 ทั้งนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยอาจพิจารณาทบทวนระดับที่มีนัยสําคัญของปริมาณธุรกรรมในบัญชีเพื่อการค้าเป็นครั้งคราว เพื่อให้สอดคล้องกับภาวะตลาดการเงินและมาตรฐานการบัญชีที่เกี่ยวข้องที่อาจเปลี่ยนแปลงไปในอนาคต
5.4.2 ให้สถาบันการเงินทุกแห่ง ประเมินปริมาณธุรกรรมในบัญชีเพื่อการค้าเพื่อเปรียบเทียบกับระดับที่มีนัยสําคัญ โดยการประเมินปริมาณธุรกรรมจะคํานวณตามแบบรายงานปริมาณธุรกรรมในบัญชีเพื่อการค้าตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนด ซึ่งปัจจุบันอยู่ในระบบบริหารข้อมูล (Data Management System.) ที่สถาบันการเงินต้องรายงานเป็นประจําทุกเดือน (ตัวอย่างตามเอกสารแนบ 2.1) ทั้งนี้
(1) สถาบันการเงินที่มีปริมาณธุรกรรมตั้งแต่ระดับที่มีนัยสําคัญให้ถือปฏิบัติตามแนวนโยบายในข้อ 5.3.1. ไปตลอด โดยสถาบันการเงินอาจพิจารณาขออนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทยเพื่อขอยกเลิกการปฏิบัติตามแนวนโยบายในข้อดังกล่าวได้ ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยจะพิจารณาให้เป็นรายกรณี หากสถาบันการเงินมีเหตุผลที่สําคัญ เช่น มีนโยบายยกเลิกการทําธุรกรรมเพื่อการค้าหรือมีปริมาณธุรกรรมในบัญชีเพื่อการค้าในระดับที่ต่ํามากเป็นระยะเวลานาน เป็นต้น
(2) สถาบันการเงินที่มีปริมาณธุรกรรมต่ํากว่าระดับที่มีนัยสําคัญให้ถือปฏิบัติตามแนวนโยบายในข้อ 5.3.2 รวมทั้งต้องติดตามฐานะของสถาบันการเงินอย่างสม่ําเสมอโดยธนาคารแห่งประเทศไทยจะพิจารณาทบทวนระดับที่มีนัยสําคัญของสถาบันการเงินทุก 6 เดือน
5.5 การควบคุมภายในสําหรับการบริหารความเสี่ยงด้านตลาด
คณะกรรมการของสถาบันการเงินและผู้บริหารระดับสูงต้องจัดให้มีระบบการควบคุมภายในสําหรับการบริหารความเสี่ยงด้านตลาดให้สอดคล้องกับหลักเกณฑ์การควบคุมภายในสําหรับการบริหารความเสี่ยงด้านตลาดที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนด รายละเอียดปรากฏตามเอกสารแนบ 3 ทั้งนี้ ระบบการควบคุมภายในดังกล่าวต้องครอบคลุมประเด็นสําคัญอย่างน้อยดังต่อไปนี้
5.5.1 บทบาทและหน้าที่ของคณะกรรมการของสถาบันการเงินและผู้บริหารระดับสูง
5.5.2 แนวทางการวัดติดตาม และประเมินความเสี่ยง
5.5.3 แนวปฏิบัติในการควบคุมความเสี่ยงและการแบ่งแยกหน้าที่
5.5.4 แนวทางการเก็บข้อมูลและการสื่อสารภายในองค์กร
5.5.5. ระบบการตรวจสอบภายในและการแก้ไขข้อบกพร่องที่เกิดขึ้น
5.6 การจัดทํานโยบายการบริหารฐานะในบัญชีเพื่อการค้า
ให้สถาบันการเงินจัดทํานโยบายการบริหารฐานะในบัญชีเพื่อการค้า (Trading Book Policy) ของสถาบันการเงินที่เหมาะสมกับลักษณะ ปริมาณ และความซับซ้อนของธุรกรรมของสถาบันการเงินตามหลักเกณฑ์การจัดทํานโยบายการบริหารฐานะในบัญชีเพื่อการค้าที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนด รายละเอียดปรากฏตามเอกสารแนบ 4 ดังนี้
5.6.1 ฐานะในบัญชีเพื่อการค้า (Trading Book) จะประกอบด้วยฐานะในตราสารการเงิน เช่น ตราสารหนี้ ตราสารทุน ที่สถาบันการเงินถือครองไว้โดยมีเจตนาเพื่อการค้า หรือเพื่อป้องกันความเสี่ยงของฐานะอื่น ๆ ในบัญชีเพื่อการค้า รวมทั้งอนุพันธ์ทางการเงินทุกประเภทที่ไม่ได้นําไปใช้เพื่อป้องกันความเสี่ยงของฐานะในบัญชีเพื่อการธนาคาร(Banking Book) ทั้งนี้ ตราสารการเงินในบัญชีเพื่อการค้าต้องไม่มีข้อจํากัดในการซื้อขาย รวมทั้งมีการประเมินมูลค่าของฐานะที่ถูกต้องเป็นปัจจุบันอย่างสม่ําเสมอ และต้องมีการบริหารจัดการที่ดี
5.6.2 สถาบันการเงินต้องจัดทํานโยบายดังกล่าวเป็นลายลักษณ์อักษรพร้อมให้ผู้ตรวจสอบธนาคารแห่งประเทศไทยตรวจสอบได้เมื่อร้องขอ และต้องมีรายละเอียดครอบคลุมในประเด็นต่างๆ อย่างน้อยตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนด โดยเฉพาะเรื่องนโยบายการจัดกลุ่มตราสารการเงินให้อยู่ในบัญชีเพื่อการค้า และบัญชีเพื่อการธนาคาร นโยบายการโยกย้ายรายการระหว่างบัญชี การกําหนดระยะเวลาการถือครองฐานะในบัญชีเพื่อการค้าการกําหนดนโยบาย กลยุทธ์ทางการค้า และกระบวนการบริหารฐานะที่ชัดเจน เป็นต้น
5.6.3 คณะกรรมการของสถาบันการเงินหรือคณะกรรมการอื่นที่ได้รับมอบหมายต้องเป็นผู้อนุมัตินโยบายดังกล่าวและต้องเผยแพร่ให้ผู้ที่เกี่ยวข้องทราบและนําไปปฏิบัติโดยทั่วกัน
5.6.4 นโยบายดังกล่าวต้องมีการกําหนดเวลาทบทวนเป็นประจําที่ชัดเจนเพื่อความเหมาะสมกับสถานการณ์และการเปลี่ยนแปลงของธุรกิจ หากมีการปรับปรุงในประเด็นที่สําคัญ จะต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการของสถาบันการเงินหรือคณะกรรมการอื่นที่ได้รับมอบหมาย
5.6.5 สถาบันการเงินต้องจัดให้มีระบบการประเมินมูลค่าฐานะในบัญชีเพื่อการค้าที่เหมาะสม และมีระบบการควบคุมภายในอย่างเพียงพอ เพื่อให้คณะกรรมการของสถาบันการเงินและผู้บริหารระดับสูงมีความมั่นใจว่าระบบการประเมินมูลค่าฐานะดังกล่าวมีความถูกต้องเหมาะสมและน่าเชื่อถือ (รายละเอียดปรากฏตามเอกสารแนบ 4.2)
5.7 การดํารงเงินกองทุนเพื่อรองรับความเสี่ยงด้านตลาด
5.7.1 ให้สถาบันการเงินที่มีธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงด้านตลาดดํารงเงินกองทุนเพื่อรองรับความเสี่ยงดังกล่าวให้เพียงพอกับระดับความเสี่ยงที่เกิดขึ้นตลอดเวลา
5.7.2 ให้สถาบันการเงินที่มีปริมาณธุรกรรมในบัญชีเพื่อการค้าตั้งแต่ระดับที่มีนัยสําคัญ ดํารงเงินกองทุนเพื่อรองรับความเสี่ยงด้านตลาดตามองค์ประกอบตามข้อ (1) ถึงข้อ (4) สําหรับสถาบันการเงินที่มีปริมาณธุรกรรมในบัญชีเพื่อการค้าต่ํากว่าระดับที่มีนัยสําคัญให้ดํารงเงินกองทุนเฉพาะในข้อ (4) เท่านั้น
(1) ความเสี่ยงด้านอัตราดอกเบี้ยจากฐานะที่เกี่ยวข้องกับอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในบัญชีเพื่อการค้า
(2) ความเสี่ยงด้านราคาตราสารทุนจากฐานะที่เกี่ยวข้องกับตราสารทุนที่อยู่ในบัญชีเพื่อการค้า
(3) ความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนจากฐานะทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับเงินตราต่างประเทศ
(4) ความเสี่ยงด้านราคาสินค้าโภคภัณฑ์จากฐานะทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับสินค้าโภคภัณฑ์
ทั้งนี้ สถาบันการเงินที่มีปริมาณธุรกรรมในบัญชีเพื่อการค้าต่ํากว่าระดับที่มีนัยสําคัญ ต้องดํารงเงินกองทุนเพื่อรองรับความเสี่ยงด้านเครดิตที่เกี่ยวข้องสําหรับฐานะที่อยู่ในบัญชีเพื่อการค้าทุกฐานะ ตามหลักเกณฑ์ที่กําหนดในประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การกํากับดูแลงินกองทุนสําหรับธนาคารพาณิชย์ และประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยองค์ประกอบของเงินกองทุนและหลักเกณฑ์การดํารงเงินกองทุนสําหรับบริษัท
นอกจากนี้ สถาบันการเงินต้องดํารงเงินกองทุนเพื่อรองรับความเสี่ยงด้านตลาดสําหรับฐานะที่เกี่ยวข้องกับ Credit Derivatives ที่จัดอยู่ในบัญชีเพื่อการค้า ตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ว่าด้วยการอนุญาตให้ธนาคารพาณิชย์ทําธุรกรรม Credit Derivatives
5.7.3 ธนาคารแห่งประเทศไทยอาจพิจารณาสั่งการให้สถาบันการเงินที่มีปริมาณธุรกรรมในบัญชีเพื่อการค้าต่ํากว่าระดับที่มีนัยสําคัญ ต้องดํารงเงินกองทุนเพื่อรองรับความเสี่ยงด้านตลาดในทุกองค์ประกอบหรือองค์ประกอบใดองค์ประกอบหนึ่งเพิ่มเติมจากความเสี่ยงด้านราคาสินค้าโภคภัณฑ์ตามข้อ 5.7.2 (4) และ Credit Derivatives ที่จัดอยู่ในบัญชีเพื่อการค้าได้ หากพิจารณาแล้วเห็นว่าการสั่งการดังกล่าวทําให้สถาบันการเงินแห่งนั้นมีความมั่นคงยิ่งขึ้น ซึ่งกรณีนี้ธนาคารแห่งประเทศไทยอาจพิจารณาสั่งการในภายหลัง
5.7.4. ให้สถาบันการเงินคํานวณเงินกองทุนเพื่อรองรับความเสี่ยงด้านตลาด
สําหรับประเภทของความเสี่ยงด้านตลาดที่กําหนดในข้อ 5.1.2 ซึ่งคํานวณตามวิธีใดวิธีหนึ่ง ดังนี้
(1) วิธีมาตรฐาน (Standardised Approach) หรือ
(2) วิธีแบบจําลอง (Internal Model Approach) หรือ
(3) วิธีผสมระหว่างวิธีมาตรฐานกับวิธีแบบจําลอง
5.7.5 ให้สถาบันการเงินนําเงินกองทุนเพื่อรองรับความเสี่ยงด้านตลาดที่คํานวณได้ตามวิธีที่ระบุในข้อ 5.7.4 มาคูณด้วย 12.5 เป็นสินทรัพย์เสี่ยงด้านตลาด เพื่อนํามาใช้ในการดํารงเงินกองทุนเป็นอัตราส่วนกับสินทรัพย์เสี่ยงทั้งสิ้นไม่ต่ํากว่าที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนดในประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การกํากับดูแลเงินกองทุนสําหรับธนาคารพาณิชย์ และประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยองค์ประกอบของเงินกองทุนและหลักเกณฑ์การดํารงเงินกองทุนสําหรับบริษัทเงินทุน
ทั้งนี้ สินทรัพย์เสี่ยงทั้งสิ้น หมายถึง ยอดรวมของสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตกับสินทรัพย์เสี่ยงด้านตลาดและสินทรัพย์เสี่ยงด้านการปฏิบัติการ โดยสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตคํานวณตามหลักเกณฑ์ที่กําหนดไว้ในประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การกํากับดูแลเงินกองทุนสําหรับธนาคารพาณิชย์ และประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยองค์ประกอบของเงินกองทุนและหลักเกณฑ์การดํารงเงินกองทุนสําหรับบริษัทเงินทุน(ในการคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตสําหรับสถาบันการเงินที่มีปริมาณธุรกรรมในบัญชีเพื่อการค้าตั้งแต่ระดับที่มีนัยสําคัญ ให้ยกเว้น ตราสารที่จัดอยู่ในบัญชีเพื่อการค้า แต่ยังคงรวมความเสี่ยงของคู่ค้า (Counterparty Risk) จากอนุพันธ์ทางการเงินประเภท OTC (Over the Counter) ที่ จัดอยู่ในทุกบัญชี) และสินทรัพย์เสี่ยงด้านการปฏิบัติการคํานวณตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การกํากับดูแลเงินกองทุนสําหรับธนาคารพาณิชย์
5.8 การคํานวณเงินกองทุนเพื่อรองรับความเสี่ยงด้านตลาดตามวิธีมาตรฐาน
5.8.1 สถาบันการเงินสามารถเลือกคํานวณเงินกองทุนเพื่อรองรับความเสี่ยงด้านตลาดด้วยวิธีมาตรฐานได้ โดยเงินกองทุนที่จะต้องดํารงขึ้นอยู่กับมูลค่าของฐานะที่สถาบันการเงินถือครองเละน้ําหนักเงินกองทุนที่แบ่งตามปัจจัยความเสี่ยงด้านอัตราดอกเบี้ย ราคาตราสารทุน อัตราแลกเปลี่ยน และราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ทั้งนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นผู้กําหนดน้ําหนักเงินกองทุน (Capital Charge) เพื่อรองรับความเสี่ยงแต่ละประเภท โดยที่น้ําหนักเงินกองทุนเพื่อรองรับความเสี่ยง General Market Risk ประมาณการจากความอ่อน ไหว (Sensitivity) ของมูลค่าฐานะต่อการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยความเสี่ยงแต่ละประเภทดังกล่าวโดยไม่มีการพิจารณาค่าสหสัมพันธ์ (Correlation) ระหว่างปัจจัยความเสี่ยง
ทั้งนี้ การคํานวณเงินกองทุนเพื่อรองรับความเสี่ยงด้านตลาดตามวิธีมาตรฐาน แบ่งตามประเภทของความเสี่ยงด้านต่างๆ ดังนี้
| | | |
| --- | --- | --- |
| ความเสี่ยงด้าน | น้ําหนักเงินกองทุน (Capital Charge) เพื่อรองรับความเสี่ยงประเภท | รายละเอียดการคํานวณตาม |
| Specific Risk | General Market Risk |
| อัตราดอกเบี้ย (รวมถึง Credit Derivatives) | ร้อยละ 0 – 12 ขึ้นอยู่กับความเสี่ยงด้านเครดิตของผู้ออกตราสารหนี้นั้น | ร้อยละ 0 – 12.5 ขึ้นอยู่กับอายุคงเหลือหรือระยะเวลากําหนดอัตราดอกเบี้ยครั้งต่อไปของตราสารหนี้นั้น | เอกสารแนบ 5 และประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยการอนุญาตให้ธนาคารพาณิชย์ทําธุรกรรม Credit Derivatives |
| ราคาตราสารทุน | ร้อยละ 2,4 และ 8 ขึ้นอยู่กับสภาพคล่องของตราสารทุนนั้น และการกระจายตัวในการลงทุน | ร้อยละ 8 | เอกสารแนบ 6 |
| | | |
| --- | --- | --- |
| ความเสี่ยงด้าน | น้ําหนักเงินกองทุน (Capital Charge) เพื่อรองรับความเสี่ยงประเภท | รายละเอียดการคํานวณตาม |
| Specific Risk | General Market Risk |
| อัตราแลกเปลี่ยน | ไม่มี | ร้อยละ 8 | เอกสารแนบ 7 |
| ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ | ไม่มี | ร้อยละ 0.6 – 15ขึ้นกับอายุคงเหลือของสัญญา | เอกสารแนบ8 |
| Options | การคํานวณเงินกองทุนเพื่อรองรับความเสี่ยงของ Options แบ่งเป็น 3 วิธี ได้แก่ 1) วิธี Simplified 2) วิธี Delta Plus และ 3) วิธี Contingent Loss | เอกสารแนบ 9 |
5.9 การคํานวณเงินกองทุนเพื่อรองรับความเสี่ยงด้านตลาดตามวิธีแบบจําลอง
สถาบันการเงินสามารถเลือกคํานวณเงินกองทุนเพื่อรองรับความเสี่ยงด้านตลาดตามวิธีแบบจําลองได้ ภายหลังจากที่ได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทยแล้วในการประเมินความเสี่ยงด้วยวิธีนี้ สถาบันการเงินต้องถือปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และข้อกําหนดที่เกี่ยวข้อง รายละเอียดปรากฏตามเอกสารแนบ 10 ดังนี้
5.9.1 หลักเกณฑ์เชิงคุณภาพ (Qualitative Standards)
5.9.2 ข้อกําหนดของปัจจัยความเสี่ยงด้านตลาดต่างๆ (Specification of Market Risk Factors
5.9.3 หลักเกณฑ์เชิงปริมาณ (Quantitative Standards)
5.9.4 หลักเกณฑ์การจัดทํา Stress Testing
5.9.5 หลักเกณฑ์การจัดทํา Back Testing และการกําหนดค่า Pius Factor
5.9.6 หลักเกณฑ์การใช้แบบจําลองในการประเมินความเสี่ยง Specific Risk
5.10 การคํานวณเงินกองทุนเพื่อรองรับความเสี่ยงด้านตลาดตามวิธีผสม
5.10.1 สถาบันการเงินสามารถเลือกคํานวณเงินกองทุนเพื่อรองรับความเสี่ยงด้านตลาดตามวิธีผสมระหว่างวิธีมาตรฐานกับวิธีแบบจําลองเพื่อดํารงเงินกองทุนได้สําหรับความเสี่ยงด้านตลาดในแต่ละองค์ประกอบ ทั้งนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยไม่อนุญาตให้สถาบันการเงินคํานวณเงินกองทุนเพื่อรองรับความเสี่ยงด้านตลาคในองค์ประกอบเดียวกันโดยใช้ 2 วิธี เช่น คํานวณเงินกองทุนเพื่อรองรับความเสี่ยงด้านอัตราดอกเบี้ยสําหรับตราสารต่างชนิดกันโดยใช้ทั้งวิธีมาตรฐานและวิธีแบบจําลอง ยกเว้นการประเมินความเสี่ยงของ Optionsหรือฐานะที่ประเมินความเสี่ยงได้ยากและได้รับความเห็นชอบจากธนาคารแห่งประเทศไทยแล้ว
5.10.2 หากสถาบันการเงินใช้แบบจําลองในการคํานวณเงินกองทุนเพื่อรองรับความเสี่ยงด้านตลาดในองค์ประกอบใดแล้ว ธนาคารแห่งประเทศไทยไม่อนุญาตให้สถาบันการเงินกลับมาใช้วิธีมาตรฐานในการประเมินความเสี่ยงในองค์ประกอบดังกล่าวได้อีกยกเว้นกรณีที่ธนาคารแห่งประเทศไทยพิจารณายกเลิกการอนุญาตให้ใช้วิธีแบบจําลองในการประเมินความเสี่ยง อย่างไรก็ตาม ธนาคารแห่งประเทศไทยไม่จํากัดเวลาที่สถาบันการเงินคํานวณเงินกองทุนโดยวิธีแบบจําลองร่วมกับวิธีมาตรฐานในช่วงที่กําลังพัฒนาแบบจําลองให้สามารถประเมินความเสี่ยงด้านตลาดในทุกองค์ประกอบได้
ทั้งนี้ สําหรับรายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับหลักเกณฑ์การประเมินความเสี่ยงด้านตลาดตามวิธีผสมให้สถาบันการเงินอ้างอิง รายละเอียดตามเอกสารแนบ 11
5.11 การจัดทําข้อมูลแบบรายงานที่เกี่ยวข้อง
ให้สถาบันการเงินจัดทําข้อมูลและจัดส่งแบบรายงานการประเมินปริมาณธุรกรรมในบัญชีเพื่อการค้า ซึ่งปัจจุบันอยู่ในระบบบริหารข้อมูล (Data Management System) ชุด Total Trading Book Position (DS\_TBP) และแบบรายงานที่เกี่ยวข้องกับการดํารงเงินกองทุนเพื่อรองรับความเสี่ยงด้านตลาด ซึ่งปัจจุบันจัดส่งในรูป Excel File ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยตามหลักเกณฑ์การจัดทําข้อมูลและแบบรายงานที่เกี่ยวข้อง รายละเอียดตามเอกสารแนบ 12
อื่นๆ - 6. วันเริ่มต้นบังคับใช้
ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2551 เป็นต้นไป
ผู้มีอํานาจลงนาม - ประกาศ ณ วันที่ 27 พฤศจิกายน 2551
(นางธาริษา วัฒนเกส)
ผู้ว่าการ
ธนาคารแห่งประเทศไทย