ประกาศกระทรวงการคลัง
เรื่อง รายงานสถานะหนี้สาธารณะ ณ วันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๖๐
และรายการการกู้เงินและค้ำประกัน
ระหว่างเดือนเมษายน
๒๕๖๐ ถึงเดือนกันยายน ๒๕๖๐[๑]
ด้วยพระราชบัญญัติการบริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ. ๒๕๔๘
และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา ๑๖ วรรคสอง กำหนดให้กระทรวงการคลังสรุปรายงานสถานะหนี้สาธารณะและประกาศในราชกิจจานุเบกษาภายใน
๖๐ วัน หลังจากวันสิ้นเดือนมีนาคมและเดือนกันยายนของทุกปี
โดยรายงานดังกล่าวต้องแสดงหนี้สาธารณะที่เกิดจากการกู้เงินและค้ำประกัน ณ
วันสิ้นเดือนดังกล่าว รวมทั้งรายการการกู้เงินและค้ำประกันที่เกิดขึ้นใหม่ในช่วงระยะเวลาระหว่างเดือนตุลาคมถึงเดือนมีนาคม
และเดือนเมษายนถึงเดือนกันยายนตามลำดับ
กระทรวงการคลังขอรายงานสถานะหนี้สาธารณะ ณ วันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๖๐
และรายการการกู้เงินและค้ำประกัน ระหว่างเดือนเมษายน ๒๕๖๐ ถึงเดือนกันยายน ๒๕๖๐
ดังนี้
๑. รายการสถานะหนี้คงค้าง
ณ สิ้นเดือนกันยายน ๒๕๖๐
ยอดหนี้สาธารณะคงค้าง ณ วันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๖๐ มีจำนวน ๖,๓๖๙,๓๓๑.๓๑
ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ ๔๒.๒๙ ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (Gross Domestic Product: GDP) โดยเป็นหนี้รัฐบาล จำนวน ๔,๙๕๙,๑๖๔.๔๑ ล้านบาท หนี้รัฐวิสาหกิจ จำนวน
๙๗๐,๒๑๖.๓๑ ล้านบาท หนี้รัฐวิสาหกิจที่เป็นสถาบันการเงินซึ่งรัฐบาลเป็นผู้ค้ำประกันเงินกู้
จำนวน ๔๒๖,๓๒๑.๐๔
ล้านบาทและหนี้หน่วยงานอื่นของรัฐ จำนวน ๑๓,๖๒๙.๕๕ ล้านบาท
รายละเอียดดังปรากฏตามตารางที่ ๑
หนี้สาธารณะแบ่งตามอายุเงินกู้คงเหลือจะเป็นหนี้ระยะยาวซึ่งเป็นหนี้ที่จะครบกำหนดชำระเกินกว่า
๑ ปี จำนวน ๕,๖๑๒,๐๓๙.๖๒ ล้านบาท หรือร้อยละ ๘๘.๑๑ และหนี้ระยะสั้นที่จะครบกำหนดชำระภายในไม่เกิน ๑ ปี จำนวน ๗๕๗,๒๙๑.๖๙
ล้านบาท หรือร้อยละ ๑๑.๘๙ ของยอดหนี้สาธารณะคงค้าง ทั้งนี้ หนี้สาธารณะคงค้าง จำนวนทั้งสิ้น
๖,๓๖๙,๓๓๑.๓๑ ล้านบาท ประกอบด้วยหนี้ต่างประเทศ จำนวน ๓๐๑,๕๔๐.๖๓ ล้านบาท
หรือร้อยละ ๔.๗๓ และหนี้ในประเทศ จำนวน ๖,๐๖๗,๗๙๐.๖๘ ล้านบาท หรือร้อยละ ๙๕.๒๗
ของยอดหนี้สาธารณะคงค้าง
ตารางที่ ๑ : หนี้สาธารณะคงค้าง ณ วันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๖๐
หน่วย:
ล้านบาท
รายการ
๓๐
ก.ย. ๒๕๖๐
%
GDP
๑. หนี้รัฐบาล
๑.๑ หนี้ต่างประเทศ
๑.๒ หนี้ในประเทศ
๔,๙๕๙,๑๖๔.๔๑
๙๖,๑๖๖.๑๗
๔,๘๖๒,๙๙๘.๒๔
๓๓.๐๑
หน่วย:
ล้านบาท
รายการ
๓๐
ก.ย. ๒๕๖๐
%
GDP
๒. หนี้รัฐวิสาหกิจ
๒.๑ หนี้ที่รัฐบาลค้ำประกัน
- หนี้ต่างประเทศ
- หนี้ในประเทศ
๒.๒ หนี้ที่รัฐบาลไม่ค้ำประกัน
- หนี้ต่างประเทศ
- หนี้ในประเทศ
๙๗๐,๒๑๖.๓๑
๔๑๘,๑๓๙.๙๑
๘๓,๓๘๒.๖๕
๓๓๔,๗๕๗.๒๖
๕๕๒,๐๗๖.๔๐
๑๒๑,๖๐๓.๕๕
๔๓๐,๔๗๒.๘๕
๖.๔๕
๓. หนี้รัฐวิสาหกิจที่เป็นสถาบันการเงิน (รัฐบาลค้ำประกัน)
๓.๑ หนี้ต่างประเทศ
๓.๒ หนี้ในประเทศ
๔๒๖,๓๒๑.๐๔
๓๘๘.๒๖
๔๒๕,๙๓๒.๗๘
๒.๘๔
๔. หนี้หน่วยงานของรัฐ
๔.๑ หนี้ที่รัฐบาลค้ำประกัน
๔.๒ หนี้ที่รัฐบาลไม่ค้ำประกัน
๑๓,๖๒๙.๕๕
๑๓,๖๒๙.๕๕
๐.๐๙
๕. รวม ๑. + ๒. + ๓. + ๔.
๖,๓๖๙,๓๓๑.๓๑
๔๒.๓๙
หมายเหตุ : ๑. GDP ปี ๒๕๕๙ เท่ากับ ๑๔,๓๖๖.๖๐ พันล้านบาท และประมาณการ GDP ปี ๒๕๖๐ เท่ากับ
๑๕,๒๕๗.๓๐ พันล้านบาท (สำ นักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
ณ ๒๐ พฤศจิกายน ๒๕๖๐)
๒. สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะได้ปรับวิธีการคำนวณ GDP ในแต่ละเดือน เพื่อให้สัดส่วนหนี้สาธารณต่อ GDP สะท้อนค่าที่ใกล้เคียงความเป็นจริง
โดย GDP ในรอบ ๑๒ เดือนที่ผ่านมาสิ้นสุด ณ เดือนกันยายน ๒๕๖๐ คำนวณ ดังนี้ GDP ไตรมาส ๔ ปี ๕๙ + GDP ไตรมาส ๑ - ๓ ปี ๖๐ เท่ากับ ๑๕,๐๒๓.๗๙
พันล้านบาท
๒.
รายการการกู้เงินและค้ำประกันระหว่างเดือนเมษายน ๒๕๖๐ ถึงเดือนกันยายน ๒๕๖๐
คณะกรรมการนโยบายและกำกับการบริหารหนี้สาธารณะโดยอนุมัติคณะรัฐมนตรีได้จัดทำแผนการบริหารหนี้สาธารณะ
ประจำปีงบประมาณ ๒๕๖๐ เพื่อใช้เป็นกรอบในการบริหารจัดการหนี้สาธารณะประจำปีงบประมาณ ประกอบด้วย ๔ แผนย่อย
ซึ่งภายหลังการปรับปรุงแผนฯ ครั้งที่ ๒ ทำให้วงเงินรวมในแผนฯ
ที่จะบริหารจัดการมีจำนวนทั้งสิ้น ๑,๗๓๙,๐๐๗.๔๔ ล้านบาท โดยในระหว่างเดือนเมษายน
๒๕๖๐ ถึงเดือนกันยายน ๒๕๖๐ กระทรวงการคลังและรัฐวิสาหกิจได้ดำเนินการกู้เงินและบริหารหนี้เป็นวงเงินทั้งสิ้น
๙๒๑,๓๒๐.๑๕ ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ ๕๒.๙๘ ของแผนฯ ดังปรากฏตามตารางที่ ๒
ตารางที่ ๒ : การกู้เงินและการบริหารหนี้ ระหว่างเดือนเมษายน ๒๕๖๐
ถึงเดือนกันยายน ๒๕๖๐
หน่วย:
ล้านบาท
รายการ
วงเงินตามแผน
ผลดำเนินงาน
(เม.ย.
๖๐ - ก.ย. ๖๐)
๑. แผนการก่อหนี้ใหม่
๑.๑ รัฐบาล
๑.๒ รัฐวิสาหกิจ
๖๘๘,๔๗๙.๕๗
๖๒๒,๐๑๖.๖๕
๖๖,๔๖๒.๙๒
๓๒๘,๘๗๐.๑๙
๒๙๑,๓๗๔.๐๑
๓๗,๔๙๖.๑๘
๒. แผนการบริหารหนี้เดิม
๒.๑ รัฐบาล
๒.๒ รัฐวิสาหกิจ
๙๐๐,๗๘๖.๑๓
๖๕๒,๘๔๗.๖๓
๒๔๗,๙๓๘.๕๐
๕๔๐,๙๘๘.๙๒
๔๒๙,๒๖๑.๙๕
๑๑๑,๗๒๖.๙๗
๓.
แผนการบริหารหนี้ของรัฐวิสาหกิจที่ไม่ต้องขออนุมัติคณะรัฐมนตรีภายใต้กรอบแผนฯ
๓.๑ การก่อหนี้ใหม่
๓.๒ การบริหารหนี้เดิม
๑๔๗,๒๓๒.๐๓
๗๐,๖๖๔.๑๔
๗๖,๕๖๗.๘๙
๔๙,๘๗๙.๔๔
๔๗,๘๗๙.๔๔
๒,๐๐๐.๐๐*
๔. แผนการบริหารหนี้ของหน่วยงานอื่นของรัฐที่ไม่ต้องขออนุมัติคณะรัฐมนตรีภายใต้กรอบแผนฯ
๒,๕๐๙.๗๑
๑,๕๘๑.๖๐
การก่อหนี้ใหม่
๒,๕๐๙.๗๑
๑,๕๘๑.๖๐
รวม
(๑ - ๒)
๑,๕๘๙,๒๖๕.๗๐
๘๖๙,๘๕๙.๑๑
รวม
(๑ - ๔)
๑,๗๓๙,๐๐๗.๔๔
๙๒๑,๓๒๐.๑๕
หมายเหตุ * รวมผลการบริหารหนี้เดิม
(การปรับโครงสร้างหนี้และการบริหารความเสี่ยง) ของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)
ที่ไม่ได้ขอวงเงินไว้ในแผนฯ
ซึ่งมีสาระสำคัญดังนี้
๑) ผลการก่อหนี้ใหม่ ในช่วงเดือนเมษายน ถึง เดือนกันยายน ๒๕๖๐
วงเงินรวม ๓๒๘,๘๗๐.๑๙ ล้านบาท ประกอบด้วย
๑.๑) การก่อหนี้ใหม่ของรัฐบาล วงเงินรวม ๒๙๑,๓๗๔.๐๑ ล้านบาท ประกอบด้วย
๑.๑.๑) รัฐบาลกู้มาใช้โดยตรง วงเงินรวม ๒๖๓,๘๓๐.๐๑ ล้านบาท ประกอบด้วย
(๑) เงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณ
กระทรวงการคลังได้กู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณ วงเงินรวม ๒๕๗,๓๓๐.๐๑ ล้านบาท
โดยแบ่งเป็นการออกพันธบัตรรัฐบาล วงเงิน ๑๕๐,๔๐๐ ล้านบาท พันธบัตรออมทรัพย์ วงเงิน ๒๒,๓๘๙.๖๗ ล้านบาท
ตั๋วสัญญาใช้เงิน (P/N) วงเงิน ๓๔,๕๔๐.๓๔ ล้านบาท และสัญญาเงินกู้ (Term Loan) วงเงิน ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท
(๒) เงินกู้เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน (DPL) คณะรัฐมนตรีอนุมัติให้กระทรวงการคลังกู้เป็นเงินบาททดแทนการกู้เงินจากต่างประเทศได้ตามมาตรา
๒๓ แห่งพระราชบัญญัติการบริหารหนี้สาธารณะฯ วงเงิน ๑,๕๐๐ ล้านบาท
(๓)
เงินกู้เพื่อการพัฒนาระบบบริหารจัดการทรัพยากรน้ำและระบบขนส่งทางถนน ระยะเร่งด่วน:
มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะที่ ๒
กระทรวงการคลังได้กู้เงินจากสถาบันการเงินในประเทศทดแทนการกู้เงินจากต่างประเทศ
เพื่อนำไปใช้ในโครงการพัฒนาระบบบริหารจัดการทรัพยากรน้ำและระบบขนส่งทางถนน
ระยะเร่งด่วน: มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะที่ ๒ วงเงิน ๕,๐๐๐ ล้านบาท
๑.๑.๒) รัฐบาลกู้มาให้กู้ต่อ วงเงินรวม ๒๗,๕๔๔ ล้านบาท ประกอบด้วย
(๑) เงินกู้ในประเทศเพื่อให้กู้ต่อ
กระทรวงการคลังได้กู้เงินจากสถาบันการเงินในประเทศเพื่อนำมาให้รัฐวิสาหกิจกู้ต่อ
วงเงินรวม ๒๗,๕๔๔ ล้านบาท แบ่งเป็น ๑)
การกู้เงินเพื่อให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทยกู้ต่อ ๑๗,๒๒๐ ล้านบาท ๒)
การกู้เงินเพื่อให้การรถไฟแห่งประเทศไทยกู้ต่อ ๙,๘๗๔ ล้านบาท และ ๓) การกู้เงินเพื่อให้การเคหะแห่งชาติกู้ต่อ
๔๕๐ ล้านบาท
(๒) เงินกู้ต่างประเทศเพื่อให้กู้ต่อ -ไม่มี-
๑.๒) การก่อหนี้ใหม่ของรัฐวิสาหกิจ วงเงินรวม ๓๗,๔๙๖.๑๘ ล้านบาท
ประกอบด้วย
๑.๒.๑) เงินกู้เพื่อลงทุน ในช่วงเดือนเมษายน ๒๕๖๐ ถึงเดือนกันยายน
๒๕๖๐ มีรัฐวิสาหกิจ ๖ แห่ง ได้ก่อหนี้ใหม่เพื่อลงทุน วงเงินรวม ๒๗,๙๑๙ ล้านบาท
ได้แก่
(๑) การเคหะแห่งชาติได้กู้เงินวงเงินรวม ๔,๓๐๐ ล้านบาท โดยแบ่งเป็นการกู้เพื่อดำเนินโครงการบ้านเอื้ออาทร
ระยะที่ ๓ และ ๕ วงเงิน ๕๐๐ ล้านบาท โครงการพัฒนาที่อยู่อาศัย ชุดที่ ๑ ปี ๒๕๕๗
วงเงิน ๑,๕๐๐ ล้านบาท และโครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยชุดที่ ๑ ปี ๒๕๕๘ วงเงิน ๒,๓๐๐
ล้านบาท โดยกระทรวงการคลังค้ำประกันทั้งหมด
(๒) การประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) ได้กู้เงินวงเงินรวม ๑๐๐ ล้านบาท โดยแบ่งเป็นการกู้เพื่อก่อสร้างปรับปรุงขยาย
กปภ. จันทบุรี จังหวัดจันทบุรี วงเงิน ๓๕ ล้านบาท และงานก่อสร้างปรับปรุงขยาย
กปภ. ภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต วงเงิน ๖๕ ล้านบาท โดยกระทรวงการคลังค้ำประกันทั้งหมด
(๓) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยได้กู้เงินวงเงินรวม ๑๘,๐๐๐ ล้านบาท
กระทรวงการคลังไม่ค้ำประกันทั้งหมด และแบ่งเป็นการกู้ ดังนี้
- โครงการขยายระบบส่งไฟฟ้าในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ระยะที่ ๓ วงเงิน
๑,๐๐๐ ล้านบาท
- โครงการขยายระบบไฟฟ้าระยะที่ ๑๒ วงเงิน ๗,๐๐๐ ล้านบาท
- โครงการปรับปรุงและขยายระบบส่งไฟฟ้าที่เสื่อมสภาพตามอายุการใช้งาน
ระยะที่ ๑: ส่วนสายส่งไฟฟ้าแรงสูง วงเงิน ๕๐๐ ล้านบาท
- โครงการปรับปรุงและขยายระบบส่งไฟฟ้าที่เสื่อมสภาพตามอายุการใช้งาน
ระยะที่ ๒ วงเงิน ๒,๕๐๐ ล้านบาท
โครงการปรับปรุงระบบส่งไฟฟ้าบริเวณภาคตะวันออกเพื่อเสริมความมั่นคงระบบไฟฟ้า
วงเงิน ๑,๕๐๐ ล้านบาท
โครงการระบบส่งไฟฟ้าบริเวณภาคตะวันตกและภาคใต้เพื่อเสริมความมั่นคงระบบไฟฟ้า
วงเงิน ๑,๕๐๐ ล้านบาท
- โครงการระบบส่งเพื่อรับซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนน้ำงึ่ม ๓
และน้ำเทิน ๑ วงเงิน ๕๐๐ ล้านบาท
- โครงการพัฒนาระบบส่งไฟฟ้าบริเวณจังหวัดเลย หนองบัวลำภูและขอนแก่น
เพื่อรับซื้อไฟฟ้าจากโครงการในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว วงเงิน ๒,๐๐๐ ล้านบาท
- โครงการพัฒนาระบบส่งไฟฟ้าบริเวณจังหวัดอุบลราชธานี ยโสธร
และอำนาจเจริญ วงเงิน ๑,๕๐๐ ล้านบาท
(๔) การไฟฟ้านครหลวงได้กู้เงินวงเงิน ๓,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อดำเนินงานแผนปรับปรุงและขยายระบบจำหน่ายพลังไฟฟ้า
ฉบับที่ ๑๑ (ปี ๒๕๕๕ - ๒๕๕๙) โดยกระทรวงการคลังไม่ค้ำประกัน
(๕) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคได้กู้เงินวงเงินรวม ๒,๓๐๐ ล้านบาท กระทรวงการคลังไม่ค้ำประกันทั้งหมด
โดยแบ่งเป็นการกู้ดังนี้
- พัฒนาระบบสายส่งไฟฟ้าและสถานีไฟฟ้า ระยะที่ ๘
ส่วนที่ ๑ วงเงิน ๖๓.๗๐ ล้านบาท
- โครงการก่อสร้างและปรับปรุงเสริมระบบจำหน่าย
ระยะที่ ๗ วงเงิน ๖๒.๗๗ ล้านบาท
- โครงการปรับปรุงเพิ่มประสิทธิภาพระบบจำหน่าย วงเงิน ๓๕.๒๓ ล้านบาท
ก่อสร้างระบบจำหน่ายด้วยสายเคเบิลใต้นํ้าไปยังเกาะต่าง ๆ (เกาะมะพร้าว เกาะนาคาใหญ่ จังหวัดภูเก็ต และเกาะพระทอง
จังหวัดพังงา) วงเงิน ๑๔.๘๕ ล้านบาท
- พัฒนาระบบสายส่งและสถานีไฟฟ้า ระยะที่ ๙ ส่วนที่
๑ ๓ วงเงิน ๓๙๔.๗๑ ล้านบาท
- เพิ่มความเชื่อถือได้ของระบบไฟฟ้า ระยะที่ ๓ วงเงิน ๕๘๒.๕๘ ล้านบาท
- ขยายเขตไฟฟ้าให้บ้านเรือนราษฎรรายใหม่ วงเงิน ๑,๐๐๐ ล้านบาท
- ขยายเขตระบบไฟฟ้าให้ครัวเรือนห่างไกล วงเงิน ๑๔๖.๑๖ ล้านบาท
โดยกระทรวงการคลังไม่ค้ำประกันทั้งหมด
(๖) การรถไฟแห่งประเทศไทยได้กู้เงินวงเงิน ๒๑๙ ล้านบาท เพื่อดำเนินโครงการจัดหารถจักรดีเซลไฟฟ้า
จำนวน ๒๐ คัน (๒๐ ตัน/เพลา) โดยกระทรวงการคลังค้ำประกัน
๑.๒.๒) เงินกู้เพื่อดำเนินกิจการทั่วไปและอื่น ๆ ช่วงเดือนเมษายน
๒๕๖๐ ถึงเดือนกันยายน ๒๕๖๐ มีรัฐวิสาหกิจ ๓ แห่ง
ได้ก่อหนี้เพื่อดำเนินกิจการทั่วไปและอื่น ๆ วงเงินรวม ๙,๕๗๗.๑๘ ล้านบาท ได้แก่
(๑) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคได้กู้เงินจากสถาบันการเงินในประเทศ วงเงิน
๑,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อดำเนินงานปกติ โดยกระทรวงการคลังไม่ค้ำประกัน
(๒) การรถไฟแห่งประเทศไทยได้กู้เงินจากสถาบันการเงินในประเทศ วงเงิน
๓,๑๐๐ ล้านบาท เพื่อบรรเทาการขาดสภาพคล่อง โดยกระทรวงการคลังค้ำประกัน
(๓) องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพได้กู้เงินจากสถาบันการเงินในประเทศ
วงเงินรวม ๕,๔๗๗.๑๘ ล้านบาท
โดยแบ่งเป็นการกู้เพื่อเป็นค่าเชื้อเพลิงและค่าเหมาซ่อม (ปีงบประมาณ ๒๕๖๐) วงเงิน
๙๔๕.๕๒ ล้านบาท เพื่อเป็นค่าดอกเบี้ยที่ครบกำหนดในปีงบประมาณ ๒๕๖๐ วงเงิน ๕๙๓.๒๕
ล้านบาท เพื่อเสริมสภาพคล่องทางการเงิน วงเงิน ๒,๑๖๑.๒๑ ล้านบาท
และเพื่อเสริมสภาพคล่องสำหรับการดำเนินโครงการรถเมล์ฟรีและรถ PSO ปีงบประมาณ ๒๕๖๐ วงเงิน ๑,๗๗๗.๒๐ ล้านบาท โดยกระทรวงการคลังค้ำประกันทั้งหมด
๒) ผลการบริหารหนี้เดิม ในช่วงเดือนเมษายน ๒๕๖๐ ถึงเดือนกันยายน ๒๕๖๐
วงเงินรวม ๕๔๐,๙๘๘.๙๒ ล้านบาท ประกอบด้วย
๒.๑) การบริหารหนี้เดิมของรัฐบาล วงเงินรวม ๔๒๙,๒๖๑.๙๕ ล้านบาท
๒.๑.๑) การปรับโครงสร้างหนี้ในประเทศของรัฐบาล
กระทรวงการคลังปรับโครงสร้างหนี้ในประเทศของรัฐบาล รวมทั้งสิ้น ๔๑๔,๗๖๓.๖๑
ล้านบาท แบ่งเป็นการกู้เงินเพื่อปรับโครงสร้างหนี้ Roll-over/Refinance วงเงิน ๓๙๒,๕๖๔.๖๓ ล้านบาท และการชำระคืนหนี้ วงเงิน ๒๒,๑๙๘.๙๘ ล้านบาท
โดยมีรายละเอียดดังนี้
๒.๑.๑.๑) หนี้เงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณหรือเมื่อมีรายจ่ายสูงกว่ารายได้
วงเงินรวม ๒๐๒,๙๘๖.๔๙ ล้านบาท แบ่งเป็น
(๑) ตั๋วเงินคลัง
ในปีงบประมาณ ๒๕๖๐ มียอดตั๋วเงินคลังเพื่อใช้ในการบริหารดุลเงินสด
วงเงิน ๘๐,๐๐๐ ล้านบาท
(๒) พันธบัตรและตราสารหนี้อื่น ๆ
กระทรวงการคลังปรับโครงสร้างหนี้พันธบัตรรัฐบาลและตราสารหนี้อื่น ๆ
ในช่วง ๖ เดือนหลังของปีงบประมาณ ๒๕๖๐ วงเงินรวม ๑๒๒,๙๘๖.๔๙ ล้านบาท โดยออกพันธบัตรรัฐบาล
วงเงิน ๓๔,๐๐๐ ล้านบาท ดำเนินธุรกรรมแลกเปลี่ยนพันธบัตรรัฐบาล
(Bond Switching) วงเงินรวม ๗๕,๖๘๒ ล้านบาท ชำระคืนจากบัญชีเงินฝากจากเงินกู้เพื่อการบริหารหนี้ (Premium) วงเงิน ๔,๐๐๐ ล้านบาท ชำระคืนจากงบชำระคืนเงินต้น Repayment/Prepayment วงเงิน ๙,๓๐๔.๔๙ ล้านบาท
๒.๑.๑.๒)
หนี้เงินกู้เพื่อชดใช้ความเสียหายให้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน
(FIDF) วงเงิน ๑๘๙,๖๗๘.๐๔ ล้านบาท
(๑) หนี้เงินกู้เพื่อชดใช้ความเสียหายให้ FIDF๑ วงเงินรวม ๒๑,๖๗๘.๐๔ ล้านบาท
โดยกระทรวงการคลังปรับโครงสร้างหนี้ด้วยการออกตั๋วสัญญาใช้เงินเพื่อการปรับโครงสร้างหนี้
(R-bill) วงเงินรวม ๑๕,๗๓๒ ล้านบาท ออกตั๋วสัญญาใช้เงิน (P/N) วงเงิน ๔,๐๐๐ ล้านบาท Repayment/Prepayment จากเงินในบัญชีสะสมเพื่อการชำระคืนต้นเงินกู้ชดใช้ความเสียหายของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน
- ๒ วงเงิน ๑,๙๔๖.๐๔ ล้านบาท
(๒) หนี้เงินกู้เพื่อชดใช้ความเสียหายให้ FIDF๓ วงเงินรวม ๑๖๘,๐๐๐ ล้านบาท โดยแบ่งเป็น
(๒.๑) การออกตั๋วสัญญาใช้เงิน (P/N) วงเงินรวม
๒๗,๕๕๐ ล้านบาท เพื่อปรับโครงสร้างหนี้พันธบัตรรัฐบาลเพื่อการปรับโครงสร้างหนี้
ปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๕ - ๒๕๕๖ จำนวน ๗ รุ่น
(๒.๒) การออกพันธบัตรรัฐบาล วงเงินรวม ๙๐,๔๕๐ ล้านบาท
เพื่อปรับโครงสร้างหนี้พันธบัตรรัฐบาลเพื่อการปรับโครงสร้างหนี้ ปีงบประมาณ พ.ศ.
๒๕๕๕ - ๒๕๕๖ จำนวน ๗ รุ่น
(๒.๓) การออกตั๋วสัญญาใช้เงินเพื่อการปรับโครงสร้างหนี้ (R-bill) วงเงินรวม ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อปรับโครงสร้างหนี้พันธบัตรรัฐบาลเพื่อการปรับโครงสร้างหนี้ ปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๕ - ๒๕๕๖ จำนวน
๗ รุ่น (ต่อมาใช้เงินในบัญชีสะสมเพื่อการชำระคืนต้นเงินกู้ชดใช้ความเสียหายของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ๒ เพื่อชำระคืน R-bill
ก่อนครบกำหนด วงเงิน ๖,๙๔๘.๔๕ ล้านบาท)
(๒.๔) การออกตั๋วสัญญาใช้เงินเพื่อการปรับโครงสร้างหนี้ (R-bill) วงเงินรวม ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท
เพื่อปรับโครงสร้างหนี้พันธบัตรรัฐบาลปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ ครั้งที่ ๑
และตั๋วสัญญาใช้เงินเพื่อการปรับโครงสร้างหนี้ ปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๙ ครั้งที่ ๒
๒.๑.๑.๓) หนี้เงินกู้เพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ วงเงิน
๑๔,๓๑๘ ล้านบาท โดยเป็นการดำเนินธุรกรรมแลกเปลี่ยนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Switching) สำหรับปรับโครงสร้างหนี้พันธบัตรออมทรัพย์ไทยเข้มแข็ง
ปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๕ ครั้งที่ ๔ และครั้งที่ ๕
๒.๑.๑.๔) หนี้เงินกู้มาเพื่อให้กู้ต่อ วงเงินรวม ๗,๗๘๑.๐๘ ล้านบาท โดยแบ่งเป็นการออกตั๋วสัญญาใช้เงินสำหรับปรับโครงสร้างสินเชื่อระยะยาว
(Long Term Loan) ซึ่งให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทยกู้ต่อในปีงบประมาณ ๒๕๕๙
ครั้งที่ ๑/๑ วงเงิน ๓,๗๐๐ ล้านบาท ครั้งที่ ๑/๒ วงเงิน ๑,๗๐๐ ล้านบาท และครั้งที่
๑/๓ วงเงิน ๒,๓๘๑.๐๘ ล้านบาท
๒.๑.๒) การปรับโครงสร้างหนี้ต่างประเทศของรัฐบาล
เป็นการปรับโครงสร้างหนี้เงินกู้ Euro Commercial Paper (ECP) วงเงินรวม ๖,๐๑๘
ล้านบาท แบ่งออกเป็น ECP ครั้งที่
๑ (๕๐ ล้านเหรียญสหรัฐ) วงเงิน ๑,๖๘๐.๗๓ ล้านบาท ECP ครั้งที่ ๒ (๕๐ ล้านเหรียญสหรัฐ) วงเงิน
๑,๖๗๑.๘๕ ล้านบาท และ ECP ครั้งที่ ๓ (๘๐ ล้านเหรียญ) วงเงิน
๒,๖๖๕.๔๒ ล้านบาท
๒.๑.๓) ผลการบริหารความเสี่ยง ในช่วงเดือนเมษายน ๒๕๖๐
ถึงเดือนกันยายน ๒๕๖๐ การบริหารความเสี่ยงหนี้ของรัฐบาล วงเงินรวม ๘,๔๘๐.๓๔
ล้านบาท
๒.๒)
การปรับโครงสร้างหนี้ในประเทศของรัฐวิสาหกิจ
รัฐวิสาหกิจ จำ นวน ๗ แห่ง ได้ปรับโครงสร้างหนี้ วงเงินรวม ๑๑๑,๗๒๖.๙๗ ล้านบาท
ซึ่งเป็นหนี้ที่กระทรวงการคลังค้ำประกันทั้งหมด โดยเป็นการกู้เงินเพื่อ Roll-over และ Refinance วงเงิน ๑๐๑,๙๒๒.๔๘ ล้านบาท
และเป็นการชำระคืนหนี้วงเงิน ๙,๘๐๔.๔๙ ล้านบาท โดยมีรายละเอียดดังนี้
(๑) การเคหะแห่งชาติปรับโครงสร้างหนี้ วงเงินรวม ๔,๐๐๐ ล้านบาท โดยการออกพันธบัตร
(กระทรวงการคลังค้ำประกัน) เพื่อ Refinance หนี้เงินกู้สำหรับปรับโครงสร้างสินเชื่อระยะยาว
(Long Term Loan)
วงเงิน ๒,๐๐๐ ล้านบาท ปรับโครงสร้างหนี้พันธบัตร วงเงิน ๒,๐๐๐ ล้านบาท
(๒) การทางพิเศษแห่งประเทศไทยปรับโครงสร้างหนี้ วงเงินรวม ๕,๗๐๐ ล้านบาท
โดยการออกพันธบัตร (กระทรวงการคลังค้ำประกัน) เพื่อ Refinance หนี้เงินกู้สำหรับปรับโครงสร้างสินเชื่อระยะยาว (Long Term Loan) วงเงิน ๕,๗๐๐
ล้านบาท
(๓) กปภ. ปรับโครงสร้างหนี้ วงเงิน ๑,๐๐๐
ล้านบาท โดยการออกพันธบัตร (กระทรวงการคลังค้ำประกัน)
เพื่อ Refinance หนี้เงินกู้สำหรับปรับโครงสร้างสินเชื่อระยะยาว
(Long Term Loan)
วงเงิน ๑,๐๐๐ ล้านบาท
(๔) การยางแห่งประเทศไทยได้ขยายระยะเวลาการชำระหนี้วงเงินรวม ๒๒,๔๕๘.๗๗
ล้านบาท เงินกู้โครงการสร้างมูลภัณฑ์กันชนรักษาเสถียรภาพราคายาง วงเงิน ๗,๘๓๑.๑๗ ล้านบาท
และโครงการพัฒนาศักยภาพสถาบันเกษตรกรเพื่อรักษาเสถียรภาพราคายาง วงเงิน ๑๔,๖๒๗.๖๐ ล้านบาท จากเดิมวันที่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๖๐ เป็นวันที่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๖๓
โดยกระทรวงการคลังค้ำประกัน และต่อมาการยางแห่งประเทศไทยได้นำเงินระบายผลิตผล
ชำระคืนหนี้ก่อนครบกำหนด วงเงินรวม ๙,๘๐๔.๔๙ ล้านบาท แบ่งเป็น (๑)
โครงการสร้างมูลภัณฑ์กันชนรักษาเสถียรภาพราคายาง ๒,๗๔๕.๓๖ ล้านบาท และ (๒)
โครงการพัฒนาศักยภาพสถาบันเกษตรกรเพื่อรักษาเสถียรภาพราคายาง ๗,๐๕๙.๑๓ ล้านบาท
(๕) การรถไฟแห่งประเทศไทยปรับโครงสร้างหนี้ วงเงินรวม ๑๕,๙๐๐ ล้านบาท
แบ่งเป็น การออกพันธบัตรวงเงิน ๘,๒๐๐ ล้านบาท เพื่อ Roll-over พันธบัตรและหนี้เงินกู้ (Long Term Loan) ที่ครบกำหนดชำระ
และการกู้เงินจากสถาบันการเงินในประเทศ วงเงิน ๗,๗๐๐ ล้านบาท
เพื่อ Roll-over/Refinance พันธบัตรและหนี้เงินกู้ (Long Term Loan) ที่ครบกำหนดชำระ
โดยกระทรวงการคลังค้ำประกันทั้งหมด
(๖) องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพปรับโครงสร้างหนี้ วงเงินรวม ๑๒,๖๖๘.๒๐ ล้านบาท แบ่งเป็น การออกพันธบัตรวงเงิน
๘,๘๐๕.๙๐ ล้านบาท เพื่อ Refinance หนี้เงินกู้ที่ครบกำหนดชำระ
และการกู้เงินจากสถาบันการเงินในประเทศ วงเงิน ๓,๘๖๒.๓๐
ล้านบาท เพื่อ Roll-over พันธบัตรและหนี้เงินกู้ (Long Term Loan) ที่ครบกำหนดชำระ
โดยกระทรวงการคลังค้ำประกันทั้งหมด
(๗) ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรได้ปรับโครงสร้างหนี้ วงเงินรวม
๕๐,๐๐๐ ล้านบาท แบ่งเป็น การกู้เงินจากสถาบันการเงินในประเทศ วงเงิน ๒๐,๐๐๐
ล้านบาท และการออกพันธบัตร วงเงิน ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท
โดยกระทรวงการคลังค้ำประกันทั้งหมดเพื่อ Roll-over/Refinance พันธบัตรและหนี้เงินกู้ที่ครบกำหนดชำระ จำนวน ๕๐,๐๐๐
ล้านบาท
๓)
ผลการบริหารหนี้ของรัฐวิสาหกิจที่ไม่ต้องขออนุมัติคณะรัฐมนตรีภายใต้กรอบแผนฯ ในช่วงเดือนเมษายน
๒๕๖๐ ถึงเดือนกันยายน ๒๕๖๐ วงเงินรวม ๔๙,๘๗๙.๔๔ ล้านบาท ประกอบด้วย
๓.๑) การก่อหนี้ใหม่ วงเงินรวม ๔๗,๘๗๙.๔๔ ล้านบาท
๓.๑.๑) บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน)
กู้เงินเพื่อจัดซื้อเครื่องบินรุ่น A๓๕๐ - ๙๐๐
จำนวน ๒ ลำ วงเงินรวม ๗,๙๑๓.๖๙ ล้านบาท
แยกเป็นการกู้เงินต่างประเทศสกุลเงินเยนวงเงิน ๑๓,๐๖๕.๐๙
ล้านเยน (อัตราแลกเปลี่ยน ณ ๒๙ กันยายน ๒๕๖๐ หนึ่งเยน เท่ากับ ๐.๓๐๑๒๗
บาทเทียบเท่าวงเงินประมาณ ๓,๙๓๖.๑๑ ล้านบาท) และสกุลเงินเหรียญสหรัฐ ๑๑๙.๒๐
ล้านเหรียญสหรัฐ (อัตราแลกเปลี่ยน ณ ๒๙ กันยายน ๒๕๖๐ หนึ่งเหรียญสหรัฐ เท่ากับ ๓๓.๓๖๙
บาท เทียบเท่าวงเงินประมาณ ๓,๙๗๗.๕๘ ล้านบาท) และกู้เพื่อดำเนินกิจการทั่วไป วงเงิน
๘,๐๐๐ ล้านบาท
๓.๑.๒) รัฐวิสาหกิจ ๗
แห่งได้ลงนามในสัญญากู้เงินระยะสั้นเพื่อเสริมสภาพคล่องในรูปแบบ Credit Line และสินเชื่อเบิกเกินบัญชี (O/D) กับสถาบันการเงินในประเทศ วงเงินรวม ๓๑,๙๖๕.๗๕ ล้านบาท ประกอบด้วย
(๑) บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) วงเงิน ๓,๐๐๐ ล้านบาท
(๒) บริษัท ไทยสมายล์แอร์เวย์ จำกัด วงเงิน ๑,๕๐๐ ล้านบาท
(๓) บริษัท ธนารักษ์พัฒนาสินทรัพย์ จำกัด
วงเงิน ๒,๖๓๐ ล้านบาท
(๔) บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด
วงเงิน ๒๐๐ ล้านบาท
(๕) บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) วงเงิน ๒๔,๓๐๐ ล้านบาท
(๖) บริษัท อสมท. จำกัด (มหาชน) วงเงิน ๓๑๒.๗๕ ล้านบาท
(๗) องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ วงเงิน ๒๓ ล้านบาท
๓.๒) การบริหารหนี้ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)
บริหารความเสี่ยงหนี้หุ้นกู้สกุลเงินบาท วงเงิน ๒,๐๐๐
ล้านบาท โดยการแปลงอัตราดอกเบี้ยจากคงที่เป็นลอยตัว (Interest Rate Swap: IRS) แบบมีเงื่อนไข (Flip - Flop)
๔)
ผลการบริหารหนี้ของหน่วยงานอื่นของรัฐที่ไม่ต้องขออนุมัติคณะรัฐมนตรีภายใต้กรอบแผนฯ
ในช่วงเดือนเมษายน ๒๕๖๐ ถึงเดือนกันยายน ๒๕๖๐
การก่อหนี้ใหม่ สำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน
(องค์การมหาชน) ได้กู้เงินจากสถาบันการเงินในประเทศ วงเงิน ๑,๕๘๑.๖๐ ล้านบาท
เพื่อให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวสำหรับโครงการก่อสร้างถนนจากเมืองหงสา - บ้านเชียงแมน (เมืองจอมเพชร
แขวงหลวงพระบาง) สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
จากการดำเนินการตามข้อ ๑ - ๔ กระทรวงการคลัง รัฐวิสาหกิจ
และหน่วยงานอื่นของรัฐได้กู้เงินและบริหารหนี้รวมทั้งสิ้น ๙๒๑,๓๒๐.๑๕ ล้านบาท
โดยแบ่งเป็น (๑) หนี้ของรัฐบาล วงเงิน ๗๒๐,๖๓๕.๙๖ ล้านบาท (๒)
หนี้ของรัฐวิสาหกิจที่กระทรวงการคลังค้ำประกัน วงเงิน ๑๒๔,๙๒๓.๑๕ ล้านบาท และ (๓) หนี้ของรัฐวิสาหกิจและหน่วยงานอื่นของรัฐที่กระทรวงการคลังไม่ค้ำประกัน
วงเงิน ๗๕,๗๖๑.๐๔ ล้านบาท
อนึ่ง
ผลการดำเนินการบริหารความเสี่ยงหนี้ของรัฐบาลและรัฐวิสาหกิจที่ไม่ได้บรรจุอยู่ในแผนการบริหารหนี้สาธารณะ ประจำปีงบประมาณ
๒๕๖๐ โดยใช้เงินจากบัญชีสะสมฯ งบชำระหนี้เหลือจ่ายและรายได้ชำระคืนหนี้ก่อนครบกำหนด
(Prepayment) และปรับโครงสร้างหนี้ วงเงินรวม ๔๖,๘๕๕.๕๗ ล้านบาท
ซึ่งสามารถลดภาระดอกเบี้ยได้รวมทั้งสิ้น ๙๕๗.๖๕ ล้านบาท โดยมีรายละเอียดดังนี้
๑) การบริหารความเสี่ยงหนี้รัฐบาล โดยการทำ Prepayment วงเงินรวม ๒๔,๓๖๗.๙๗ ล้านบาท ซึ่งสามารถลดภาระดอกเบี้ยได้ทั้งสิ้น ๗๑๕.๓๒
ล้านบาท ประกอบด้วย
(๑)
ตั๋วสัญญาใช้เงินภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินและจัดการเงินกู้เพื่อช่วยเหลือกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน
ระยะที่ ๒ พ.ศ. ๒๕๕๕ ประจำปีงบประมาณ ๒๕๕๙ ครั้งที่ ๑ รุ่นที่ ๑ - ๒ วงเงิน
๑๖,๘๗๗.๙๗ ล้านบาท ทำให้สามารถลดภาระดอกเบี้ยได้ รวมทั้งสิ้น ๓๐๖.๖๒ ล้านบาท
(๒) ตั๋วสัญญาใช้เงินเพื่อการบริหารหนี้ ปีงบประมาณ ๒๕๕๗ ครั้งที่ ๑ ๒ วงเงิน ๗,๔๙๐.๐๐ ล้านบาท ทำให้สามารถลดภาระดอกเบี้ยได้รวมทั้งสิ้น
๔๐๘.๖๐ ล้านบาท
๒) การบริหารความเสี่ยงหนี้รัฐวิสาหกิจ วงเงินรวม
๒๒,๔๘๗.๖๐ ล้านบาท ซึ่งสามารถลดภาระดอกเบี้ยได้ทั้งสิ้น ๒๔๒.๓๓ ล้านบาท ประกอบด้วย
(๑) ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรใช้เงินที่ได้รับจากการระบายผลิตผลทางการเกษตร
วงเงิน ๑๓,๐๗๕.๖๐ ล้านบาท ทำให้สามารถลดภาระดอกเบี้ยได้รวมทั้งสิ้น ๒๓๐.๓๘ ล้านบาท
(๒) การทางพิเศษแห่งประเทศไทยใช้รายได้ชำระหนี้เงินกู้ วงเงิน ๔๐๐.๐๐
ล้านบาท ทำให้สามารถลดภาระดอกเบี้ยได้รวมทั้งสิ้น ๑๑.๘๒ ล้านบาท
(๓) องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ ใช้เงินรายได้ชำระหนี้เงินกู้ วงเงิน
๑๒.๐๐ ล้านบาท ทำให้สามารถลดภาระดอกเบี้ยได้รวมทั้งสิ้น ๐.๑๓ ล้านบาท
(๔) บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)
ได้บริหารความเสี่ยงหนี้ในประเทศโดยการแปลงอัตราดอกเบี้ยจากคงที่เป็นลอยตัว (Interest Rate Swap: IRS) วงเงิน ๔,๐๐๐ ล้านบาท
(๕) บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน)
ได้บริหารความเสี่ยงหนี้ในประเทศโดยการแปลงหนี้สกุลเงินบาทเป็นเงินเยน
(Cross Currency Swap: CCS) วงเงินรวม ๕,๐๐๐
ล้านบาท
ประกาศ ณ วันที่ ๒๗ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๖๐
จุมพล ริมสาคร
รองปลัดกระทรวงการคลัง
หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านรายจ่ายและหนี้สิน ปฏิบัติราชการแทน
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
หมายเหตุ
: FIDF กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน
FIDF ๑
พันธบัตรที่ออกภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินและจัดการเงินกู้เพื่อช่วยเหลือกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน
พ.ศ. ๒๕๔๑ ซึ่งรวมทั้งเงินกู้หรือตราสารหนี้ระยะสั้นที่มีอายุไม่เกิน ๑ ปี
FIDF ๓
พันธบัตรที่ออกภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินและจัดการเงินกู้เพื่อช่วยเหลือกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินระยะที่สอง
พ.ศ. ๒๕๔๕ ซึ่งรวมทั้งเงินกู้หรือตราสารหนี้ระยะสั้นที่มีอายุไม่เกิน ๑ ปี
Refinance การกู้เงินจากแหล่งใหม่เพื่อนำไปใช้คืนแหล่งเงินกู้เดิมซึ่งเป็นการลดต้นทุนการกู้เงิน
Roll-over การกู้เงินใหม่เพื่อนำไปชำระเงินกู้ที่ครบกำหนดชำระเพื่อให้เงินกู้ดังกล่าวมีระยะเงินกู้สอดคล้องกับระยะคืนทุน
Promissory Note ตั๋วสัญญาใช้เงิน
Cross Currency Swap การแปลงหนี้โดยแปลงสกุลเงิน
เช่น การแปลงหนี้สกุลเงินเยนเป็นเงินบาท
Interest Rate Swap การแปลงอัตราดอกเบี้ยจากคงที่เป็นลอยตัว
หรือจากลอยตัวเป็นคงที่
พิมพ์มาดา/อัญชลี/จัดทำ
๖
ธันวาคม ๒๕๖๐
[๑] ราชกิจจานุเบกษา
เล่ม ๑๓๔/ตอนพิเศษ ๒๙๖ ง/หน้า ๒๑/๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๖๐