法律人 LawPlayer logo

資料由法律人 LawPlayer整理提供·กฎหมายไทย / LawPlayer จากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

adminRule

ประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง รายงานสถานะหนี้สาธารณะ ณ วันที่ 30 กันยายน 2555 และรายการการกู้เงินและค้ำประกันระหว่างเดือนเมษายนถึงเดือนกันยายน 2555

เลขที่
วันที่ประกาศ
จำนวนมาตรา
1
มาตรา ทั้งฉบับ

ประกาศกระทรวงการคลัง

ประกาศกระทรวงการคลัง

เรื่อง รายงานสถานะหนี้สาธารณะ ณ วันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๕๕

และรายการการกู้เงินและค้ำประกัน

ระหว่างเดือนเมษายนถึงเดือนกันยายน

๒๕๕๕[๑]

ด้วยพระราชบัญญัติการบริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ. ๒๕๔๘ มาตรา ๑๖ วรรค ๒

กำหนดให้กระทรวงการคลังสรุปรายงานสถานะหนี้สาธารณะและประกาศในราชกิจจานุเบกษา

ภายใน ๖๐ วัน หลังจากวันสิ้นเดือนมีนาคมและเดือนกันยายนของทุกปี

โดยรายงานดังกล่าวต้องแสดงหนี้สาธารณะที่เกิดจากการกู้เงินและค้ำประกัน ณ

วันสิ้นเดือนดังกล่าว

รวมทั้งรายการการกู้เงินและค้ำประกันที่เกิดขึ้นใหม่ในช่วงระยะเวลาระหว่างเดือนตุลาคมถึงเดือนมีนาคม

และเดือนเมษายนถึงเดือนกันยายน ตามลำดับ

กระทรวงการคลังขอรายงานสถานะหนี้สาธารณะ ณ วันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๕๕

และรายการการกู้เงินและค้ำประกัน ระหว่างเดือนเมษายนถึงเดือนกันยายน ๒๕๕๕ ดังนี้

ยอดหนี้สาธารณะคงค้าง ณ วันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๕๕ มีจำนวน ๔,๙๓๗,๒๓๙.๖๒ ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ ๔๓.๙๑

ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (Gross Domestic Product : GDP) โดยเป็นหนี้ของรัฐบาลกู้โดยตรง จำนวน ๓,๕๑๕,๐๑๐.๙๕ ล้านบาท หนี้รัฐวิสาหกิจที่ไม่เป็นสถาบันการเงิน จำนวน ๑,๐๖๔,๒๘๙.๑๑ ล้านบาท หนี้รัฐวิสาหกิจที่เป็นสถาบันการเงิน

(รัฐบาลค้ำประกัน) จำนวน ๓๕๒,๒๐๗.๓๕ ล้านบาท

และหนี้หน่วยงานอื่นของรัฐ จำนวน ๕,๗๓๒.๒๑ ล้านบาท

ส่วนหนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินนั้นไม่มีหนี้คงค้าง

รายละเอียดดังปรากฏตามตารางที่ ๑

หนี้สาธารณะจำนวนดังกล่าวจำแนกตามอายุของหนี้เป็นหนี้ระยะยาว ๔,๖๕๘,๖๔๒.๒๒ ล้านบาท และหนี้ระยะสั้น ๒๗๘,๕๙๗.๔๐ ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ ๙๔.๓๖ และร้อยละ ๕.๖๔ ตามลำดับ และจำแนกตามแหล่งที่มาเป็นหนี้ต่างประเทศ

๓๔๐,๖๗๑.๗๖ ล้านบาท และหนี้ในประเทศ ๔,๕๙๖,๕๖๗.๘๖ ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ ๖.๙๐ และร้อยละ ๙๓.๑๐ ตามลำดับ

ตารางที่

๑ หนี้สาธารณะคงค้าง ณ วันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๕๕

หน่วย : ล้านบาท

รายการ

๓๐ ก.ย. ๒๕๕๕

% GDP

๑. หนี้ที่รัฐบาลกู้โดยตรง

๑.๑ หนี้ต่างประเทศ

๑.๒

หนี้ในประเทศ

๓,๕๑๕,๐๑๐.๙๕

๕๒,๖๔๗.๖๘

๓,๔๖๒,๓๖๓.๒๗

๓๑.๒๖

๒. หนี้ของรัฐวิสาหกิจที่ไม่เป็นสถาบันการเงิน

๒.๑ หนี้ที่รัฐบาลค้ำประกัน

- หนี้ต่างประเทศ

หนี้ในประเทศ

๒.๒ หนี้ที่รัฐบาลไม่ค้ำประกัน

- หนี้ต่างประเทศ

- หนี้ในประเทศ

๑,๐๖๔,๒๘๙.๑๑

๔๙๕,๔๗๘.๘๐

๑๖๐,๑๑๑.๘๔

๓๓๕,๓๖๖.๙๖

๕๖๘,๘๑๐.๓๑

๑๒๒,๗๐๒.๘๙

๔๔๖,๑๐๗.๔๒

๙.๔๗

๓. หนี้ของรัฐวิสาหกิจที่เป็นสถาบันการเงิน

(รัฐบาลค้ำประกัน)

๓.๑ หนี้ต่างประเทศ

๓.๒

หนี้ในประเทศ

๓๕๒,๒๐๗.๓๕

๕,๒๐๙.๓๕

๓๔๖,๙๙๘.๐๐

๓.๑๓

๔. หนี้ของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ

๔.๑ หนี้ที่รัฐบาลค้ำประกัน

๔.๒

หนี้ที่รัฐบาลไม่ค้ำประกัน

๐.๐๐

๕. หนี้หน่วยงานอื่นของรัฐ

๕.๑ หนี้ที่รัฐบาลค้ำประกัน

๕.๒ หนี้ที่รัฐบาลไม่ค้ำประกัน

๕,๗๓๒.๒๑

๕,๗๓๒.๒๑

๐.๐๕

๖. รวม ๑.+๒.+๓.+๔.+๕.

๔,๙๓๗,๒๓๙.๖๒

๔๓.๙๑

หมายเหตุ :- ๑. GDP ปี ๒๕๕๔ และ ประมาณการ GDP ปี ๒๕๕๕ เท่ากับ ๑๐,๕๔๐.๑๐ พันล้านบาท และ ๑๑,๔๗๘.๖๐ พันล้านบาท ตามลำดับ

(สศช. ณ ๒๐ สิงหาคม ๒๕๕๕)

๒. สบน. ได้ปรับวิธีการคำนวณ

GDP ในแต่ละเดือน

เพื่อให้สัดส่วน Debt/GDP สะท้อนค่าที่ใกล้เคียงความเป็นจริงที่สุด โดยได้คำนวณ GDP ของเดือนกันยายน ๒๕๕๕ ดังนี้ [(GDP ปี ๕๔/๑๒)*๓] +[(GDP ปี ๕๕/๑๒)*๙] เท่ากับ ๑๑,๒๔๓.๙๘ พันล้านบาท

๓.

อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศของธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นอัตราเฉลี่ยระหว่างอัตราซื้อและขาย

ณ วันทำการสุดท้ายของเดือน

๔.

ตัวเลขในตารางเป็นตัวเลขเบื้องต้น (Preliminary) และไม่รวมหนี้ของ SPV จำนวน ๒๓,๙๙๙.๙๐ ล้านบาท ที่รัฐบาลมีภาระผูกพันต้องจ่ายภายใต้สัญญาเช่าพื้นที่อาคารสัญญาบริหารจัดหาเฟอร์นิเจอร์

และสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องของโครงการศูนย์ราชการกรุงเทพมหานคร ถ. แจ้งวัฒนะ

๑. รายการการกู้เงินและค้ำประกัน

ระหว่างเดือนเมษายนถึงเดือนกันยายน ๒๕๕๕

คณะกรรมการนโยบายและกำกับการบริหารหนี้สาธารณะโดยอนุมัติคณะรัฐมนตรีได้จัดทำแผนการบริหารหนี้สาธารณะ

ประจำปีงบประมาณ ๒๕๕๕

เพื่อใช้เป็นกรอบในการดำเนินการบริหารและจัดการหนี้สาธารณะประจำปีงบประมาณ

ประกอบด้วย ๕ แผนย่อย และได้ปรับปรุงแผนฯ

ในระหว่างปีเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการใช้เงินกู้และบริหารหนี้

ซึ่งหลังการปรับปรุงแผนฯ ครั้งที่ ๔ ทำให้วงเงินรวมในแผนฯ ที่จะบริหารจัดการมีจำนวนทั้งสิ้น

๒,๒๗๘,๔๗๘.๗๒ ล้านบาท

โดยในช่วงระหว่างเดือนเมษายนถึงเดือนกันยายน ๒๕๕๕

กระทรวงการคลังและรัฐวิสาหกิจได้ดำเนินการกู้เงินและบริหารหนี้เป็นวงเงินทั้งสิ้น

๑,๐๘๗,๒๘๔.๑๙ ล้านบาท

ดังปรากฏตามตารางที่ ๒

ตารางที่

๒ การกู้เงินและการบริหารหนี้ ระหว่างเดือนเมษายนถึงเดือนกันยายน ๒๕๕๕

หน่วย : ล้านบาท

รายการ

วงเงินแผน

ผลดำเนินงาน

(เม.ย. - ก.ย. ๕๕)

๑. แผนการก่อหนี้ใหม่

๑,๑๘๔,๕๒๗.๐๒

๔๙๖,๔๒๐.๒๓

๑.๑ รัฐบาล

๑.๒ รัฐวิสาหกิจ

๘๔๖,๓๗๒.๐๖

๓๓๘,๑๕๔.๙๖

๒๙๑,๙๗๔.๒๘

๒๐๔,๔๔๕.๙๕

๒. แผนการปรับโครงสร้างหนี้

๗๕๒,๙๓๘.๖๔

๕๒๔,๘๒๕.๘๐

๒.๑ รัฐบาล

๒.๒ รัฐวิสาหกิจ

๖๓๒,๙๒๓.๒๕

๑๒๐,๐๑๕.๓๙

๔๔๖,๒๐๓.๙๒

๗๘,๖๒๑.๘๘

๓. แผนการบริหารความเสี่ยง

๑๗๗,๐๐๐.๐๐

๓๗,๗๖๑.๑๖

๔. แผนการบริหารหนี้ของรัฐวิสาหกิจ

ที่ไม่ต้องขออนุมัติคณะรัฐมนตรีภายใต้กรอบแผนฯ

๑๓๔,๐๑๓.๐๖

๒๘,๒๗๗.๐๐

๔.๑ การก่อหนี้ใหม่

๔.๒ การบริหารหนี้

๓๙,๖๓๙.๕๑

๙๔,๓๗๓.๕๕

๒๖,๖๒๘.๐๐*

๑,๖๔๙.๐๐*

๕. แผนการก่อหนี้ใหม่ของหน่วยงานอื่นของรัฐ

ที่ไม่ต้องขออนุมัติคณะรัฐมนตรีภายใต้กรอบแผนฯ

๓๐,๐๐๐.๐๐

๐.๐๐

รวม (๑ - ๓)

๒,๑๑๔,๔๖๕.๖๖

๑,๐๕๙,๐๐๗.๑๙

รวม (๑ - ๕)

๒,๒๗๘,๔๗๘.๗๒

๑,๐๘๗,๒๘๔.๑๙

หมายเหตุ : -* ไม่ได้รวมผลการดำเนินงานของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)

ซึ่งมีสาระสำคัญ

ดังนี้

๑.๑ แผนการก่อหนี้ใหม่ ช่วงเดือนเมษายน ถึงเดือนกันยายน ๒๕๕๕

ประกอบด้วย

๑.๑.๑ การก่อหนี้ใหม่ของรัฐบาล วงเงินรวม ๒๙๑,๙๗๔.๒๘ ล้านบาท

(๑) หนี้ในประเทศ วงเงินรวม ๒๖๐,๙๗๔.๒๘ ล้านบาท

เงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณ

กระทรวงการคลังได้ดำเนินการ

กู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณในช่วงเดือนเมษายนถึงเดือนกันยายน

๒๕๕๕ วงเงินรวม ๒๕๐,๔๗๔.๒๘ ล้านบาท โดยการออกพันธบัตรรัฐบาล จำนวน ๒๑๔,๖๗๔.๒๘ ล้านบาท และตั๋วสัญญาใช้เงิน จำนวน ๓๕,๘๐๐.๐๐

ล้านบาท

เงินกู้เพื่อการวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ

กระทรวงการคลังได้ลงนามในสัญญาเงินกู้กับธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)

เพื่อนำมาใช้ในโครงการเพื่อการวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ จำนวน ๑๐,๐๐๐.๐๐ ล้านบาท เมื่อวันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๕๕

เงินกู้เพื่อการนำส่งเข้ากองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติ

กระทรวงการคลังได้ลงนามในสัญญาเงินกู้กับธนาคารกสิกรไทย จำกัด

(มหาชน) เพื่อนำเงินส่งเข้ากองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติ จำนวน ๕๐๐.๐๐

ล้านบาทเมื่อวันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๕๕

(๒) หนี้ต่างประเทศ วงเงินรวม ๓๑,๐๐๐.๐๐ ล้านบาท

กระทรวงการคลังได้ลงนามในสัญญาเงินกู้กับธนาคารโลก (World Bank) วงเงิน ๑,๐๐๐.๐๐

ล้านเหรียญสหรัฐ หรือเทียบเท่า ๓๑,๐๐๐.๐๐ ล้านบาท

แล้วเมื่อวันที่ ๑๘ พฤษภาคม ๒๕๕๕

๑.๑.๒ การก่อหนี้ใหม่ของรัฐวิสาหกิจ วงเงินรวม ๒๐๔,๔๔๕.๙๕ ล้านบาท

เงินกู้ในประเทศทดแทนเงินกู้ต่างประเทศ รัฐวิสาหกิจ

๒ แห่ง กู้เงินเพื่อลงทุนในโครงการ วงเงินรวม ๓,๗๑๘.๐๖ ล้านบาท

โดยกระทรวงการคลังไม่ค้ำประกัน ได้แก่

(๑) การไฟฟ้านครหลวงออกพันธบัตร วงเงินรวม ๒๐๐.๐๐ ล้านบาท โดยกระทรวงการคลังไม่ค้ำประกัน

เพื่อดำเนินโครงการแผนปรับปรุงและขยายระบบจำหน่ายพลังไฟฟ้า ฉบับที่ ๑๐ ปี ๒๕๕๑ -

๒๕๕๔

(๒) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยออกพันธบัตร วงเงินรวม ๓,๕๑๘.๐๖ ล้านบาท โดยกระทรวงการคลังไม่ค้ำประกัน

เพื่อดำเนินโครงการขยายระบบส่งไฟฟ้า ระยะที่ ๑๑ จำนวน ๑,๘๓๔.๙๐

ล้านบาท โครงการระบบส่งไฟฟ้าเพื่อรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตเอกชนรายใหญ่ จำนวน ๓๘๓.๑๖

ล้านบาท และโครงการโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมวังน้อย ชุดที่ ๔ (ค่าก่อสร้าง) จำนวน

๑,๓๐๐.๐๐ ล้านบาท

เงินกู้บาทสมทบโครงการเงินกู้จากต่างประเทศ

รัฐวิสาหกิจ ๓ แห่ง กู้เงินเพื่อลงทุนในโครงการ วงเงินรวม ๒,๔๓๖.๗๖ ล้านบาท โดยกระทรวงการคลังไม่ค้ำประกัน ดังนี้

(๑) การไฟฟ้านครหลวงออกพันธบัตร วงเงินรวม ๗๐๐.๐๐ ล้านบาท โดยกระทรวงการคลังไม่ค้ำประกัน

เพื่อดำเนินโครงการแผนปรับปรุงและขยายระบบจำหน่ายพลังไฟฟ้า ฉบับที่ ๑๐ ปี ๒๕๕๑ -

๒๕๕๔

(๒) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยออกพันธบัตร วงเงินรวม ๑,๔๘๑.๙๔ ล้านบาท โดยกระทรวงการคลังไม่ค้ำประกัน

เพื่อดำเนินโครงการขยายระบบส่งไฟฟ้า ระยะที่ ๑๑ จำนวน ๖๖๕.๑๐ ล้านบาท

โครงการระบบส่งไฟฟ้าเพื่อรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ จำนวน ๑๑๖.๘๔

ล้านบาท

และโครงการปรับปรุงและขยายระบบส่งไฟฟ้าที่เสื่อมสภาพตามอายุการใช้งานระยะที่ ๑

จำนวน ๗๐๐.๐๐ ล้านบาท

(๓) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคออกพันธบัตร วงเงินรวม ๒๕๔.๘๒ ล้านบาท โดยกระทรวงการคลังไม่ค้ำประกัน

เพื่อดำเนินโครงการพัฒนาระบบสายส่งและสถานีไฟฟ้า ระยะที่ ๗ ส่วนที่ ๒

เงินกู้เพื่อลงทุน

รัฐวิสาหกิจ ๔ แห่ง กู้เงินเพื่อลงทุนในโครงการ วงเงินรวม ๑๕,๐๗๙.๓๓ ล้านบาท แบ่งเป็นหนี้ที่กระทรวงการคลังค้ำประกัน จำนวน ๘,๗๓๔.๑๕ ล้านบาท และกระทรวงการคลังไม่ค้ำประกัน จำนวน ๖,๓๔๕.๑๘ ล้านบาท ได้แก่

(๑) การเคหะแห่งชาติออกพันธบัตรและกู้เงินจากธนาคารพาณิชย์ วงเงินรวม

๒,๕๐๐.๐๐ ล้านบาท โดยกระทรวงการคลังค้ำประกัน เพื่อดำเนินโครงการบ้านเอื้ออาทร

ระยะ ๓ - ๕

(๒) การประปาส่วนภูมิภาคออกพันธบัตร วงเงินรวม ๘๕๐.๐๐ ล้านบาท โดยกระทรวงการคลังค้ำประกัน

เพื่อดำเนินงานก่อสร้างปรับปรุงขยายประปา จำนวน ๙ สาขา ได้แก่ สาขาขอนแก่น จำนวน

๑๘๗.๓๕ ล้านบาท สาขาอุดรธานี จำนวน ๒๐๓.๘๖ ล้านบาท สาขาฉะเชิงเทรา จำนวน ๑๑๔.๔๕

ล้านบาท สาขาโชคชัย จำนวน ๔๔.๔๐ ล้านบาท สาขาปากท่อ จำนวน ๔๕.๙๔ ล้านบาท สาขาปราจีนบุรี

จำนวน ๘๒.๐๐ ล้านบาท สาขาอรัญประเทศ จำนวน ๔๐.๐๐ ล้านบาท สาขาร้อยเอ็ด จำนวน ๖๕.๐๐

ล้านบาท และสาขาบุรีรัมย์ จำนวน ๖๗.๐๐ ล้านบาท

(๓) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคออกพันธบัตร วงเงินรวม ๖,๓๔๕.๑๘ ล้านบาท โดยกระทรวงการคลังไม่ค้ำประกัน

เพื่อดำเนินโครงการพัฒนาระบบสายส่งและสถานีไฟฟ้าระยะที่ ๗ ส่วนที่ ๑ จำนวน ๑๓.๓๙

ล้านบาท โครงการก่อสร้างและปรับปรุงเสริมระบบจำหน่ายระยะที่ ๖ จำนวน ๓๑๙.๘๐

ล้านบาท โครงการพัฒนาระบบสายส่งและสถานีไฟฟ้าระยะที่ ๘ ส่วนที่ ๑ จำนวน ๕๑๙.๕๑

ล้านบาท โครงการพัฒนาระบบสายส่งและสถานีไฟฟ้าระยะที่ ๘ ส่วนที่ ๒ จำนวน ๕๓๐.๗๒

ล้านบาท โครงการติดตั้งระบบศูนย์สั่งการจ่ายไฟระยะที่ ๒ จำนวน ๑๐๔.๔๗ ล้านบาท โครงการเพิ่มความเชื่อถือได้ของระบบไฟฟ้าระยะที่

๒ จำนวน ๓๓๙.๙๔ ล้านบาท โครงการก่อสร้างและปรับปรุงเสริมระบบจำหน่ายระยะที่ ๗

จำนวน ๑,๕๓๔.๙๔ ล้านบาท

โครงการขยายเขตไฟฟ้าให้พื้นที่ทำกินทางการเกษตร จำนวน ๓๑๕.๕๓ ล้านบาท

โครงการปรับปรุงเพิ่มประสิทธิภาพระบบจำหน่าย จำนวน ๑,๐๓๓.๒๓

ล้านบาท โครงการก่อสร้างระบบจำหน่ายด้วยสายเคเบิลใต้น้ำไปยังเกาะต่าง ๆ (เกาะมะพร้าว

เกาะนาคาใหญ่ จ. ภูเก็ต และเกาะพระทอง จ. พังงา) จำนวน ๒.๑๑ ล้านบาท โครงการเร่งรัดขยายเขตระบบจำหน่ายไฟฟ้าให้ครัวเรือนที่ไม่มีไฟฟ้าใช้

จำนวน ๑,๐๕๓.๙๕ ล้านบาท โครงการก่อสร้างสายส่งเคเบิลใต้น้ำ

๑๑๕ เควี (วงจรที่ ๓) ไปยังเกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี จำนวน ๑.๐๑ ล้านบาท

โครงการพัฒนาการอ่านหน่วยด้วยระบบ AMR สำหรับผู้ใช้ไฟรายใหญ่

ระยะที่ ๒ จำนวน ๒.๙๘ ล้านบาท โครงการพัฒนาระบบสายส่งและสถานีไฟฟ้า ระยะที่ ๙

ส่วนที่ ๑ จำนวน ๑๐๔.๘๕ ล้านบาท โครงการพัฒนาระบบสายส่งและสถานีไฟฟ้า ระยะที่ ๙

ส่วนที่ ๒ จำนวน ๗๙.๔๕ ล้านบาท โครงการพัฒนาระบบสายส่งและสถานีไฟฟ้า ระยะที่ ๙

ส่วนที่ ๓ จำนวน ๙๗.๗๑ ล้านบาท โครงการพัฒนาระบบสายส่งและสถานีไฟฟ้า ระยะที่ ๙

ส่วนที่ ๔ จำนวน ๓๐.๔๓ ล้านบาท และโครงการเพิ่มความเชื่อถือได้ของระบบไฟฟ้าระยะที่

๓ จำนวน ๒๖๑.๑๖ ล้านบาท

(๔) การรถไฟแห่งประเทศไทยกู้เงินจากธนาคารพาณิชย์ วงเงินรวม ๕,๓๘๔.๑๕ ล้านบาท โดยกระทรวงการคลังค้ำประกัน

เพื่อดำเนินโครงการปรับปรุงทางระยะที่ ๕ จำนวน ๒,๘๐๐.๐๐

ล้านบาท โครงการปรับปรุงทางระยะที่ ๖ จำนวน ๒,๕๐๐.๐๐ ล้านบาท

และโครงการก่อสร้างระบบขนส่งทางรถไฟเชื่อมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ทางเดินเชื่อมสถานีเพชรบุรี)

จำนวน ๘๔.๑๕ ล้านบาท

เงินกู้เพื่อดำเนินกิจการทั่วไปและอื่น

ๆ รัฐวิสาหกิจ ๘ แห่ง กู้เงินเพื่อดำเนินกิจการทั่วไป วงเงินรวม ๑๘๓,๒๑๑.๘๐ ล้านบาท แบ่งเป็นหนี้ที่กระทรวงการคลังค้ำประกัน จำนวน ๑๗๗,๗๖๕.๕๖ ล้านบาท และกระทรวงการคลังไม่ค้ำประกัน จำนวน ๕,๔๔๖.๒๔ ล้านบาท โดยมีรายละเอียดดังนี้

(๑) การเคหะแห่งชาติลงนามในสัญญาเงินกู้กับธนาคารพาณิชย์ จำนวน ๕๐๐.๐๐

ล้านบาท เพื่อใช้ในการเสริมสภาพคล่อง โดยกระทรวงการคลังค้ำประกัน

(๒) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคออกพันธบัตร จำนวน ๖๐๐.๐๐ ล้านบาท เพื่อดำเนินงานปกติ

โดยกระทรวงการคลังไม่ค้ำประกัน

(๓) การรถไฟแห่งประเทศไทยออกพันธบัตรและกู้เงินจากธนาคารพาณิชย์ วงเงินรวม

๘,๖๒๘.๕๖ ล้านบาท เพื่อชดเชยมาตรการลดภาระค่าครองชีพ จำนวน ๑,๐๓๒.๕๖ ล้านบาท เพื่อบรรเทาการขาดสภาพคล่อง ๖,๗๙๖.๐๐

ล้านบาท และเพื่อเสริมสภาพคล่อง จำนวน ๘๐๐.๐๐ ล้านบาท โดยกระทรวงการคลังค้ำประกัน

(๔) สำนักงานธนานุเคราะห์กู้เงินจากธนาคารพาณิชย์ วงเงินรวม ๑,๐๐๐.๐๐ ล้านบาท เพื่อดำเนินการในการให้บริการรับจำนำ

โดยกระทรวงการคลังไม่ค้ำประกัน

(๕) องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพออกพันธบัตรและกู้เงินจากธนาคารพาณิชย์ วงเงินรวม

๒,๘๘๗.๐๐ ล้านบาท โดยกระทรวงการคลังค้ำประกัน เพื่อเป็นค่าน้ำมัน

ค่าเหมาซ่อม (ปีงบประมาณ ๒๕๕๕)

(๖) บริษัท ธนารักษ์พัฒนาสินทรัพย์ จำกัด กู้เงินจากธนาคารพาณิชย์ จำนวน

๓๐๐.๐๐ ล้านบาท เพื่อใช้ในการเสริมสภาพคล่อง โดยกระทรวงการคลังไม่ค้ำประกัน

(๗) การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยกู้เงินตามมาตรการสินเชื่อเพื่อพัฒนาระบบป้องกันอุทกภัยโดยธนาคารออมสิน

จำนวน ๓,๕๔๖.๒๔ ล้านบาท โดยกระทรวงการคลังไม่ค้ำประกัน

(๘) ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรกู้เงินจากธนาคารพาณิชย์

วงเงินรวม ๑๖๕,๗๕๐.๐๐ ล้านบาท

เพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินโครงการที่มีวัตถุประสงค์ในการแก้ไขปัญหาราคาผลิตผลทางการเกษตรตามนโยบายของรัฐบาล

ในปีงบประมาณ ๒๕๕๕ โดยกระทรวงการคลังค้ำประกัน

๑.๒ แผนการปรับโครงสร้างหนี้ ช่วงเดือนเมษายนถึงเดือนกันยายน ๒๕๕๕ ประกอบด้วย

๑.๒.๑ การปรับโครงสร้างหนี้ของรัฐบาล กระทรวงการคลังได้ดำเนินการปรับโครงสร้างหนี้ของรัฐบาล

รวมทั้งสิ้น ๔๔๖,๒๐๓.๙๒ ล้านบาท ดังนี้

หนี้เงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณหรือเมื่อมีรายจ่ายสูงกว่ารายได้

ณ เดือนเมษายน ๒๕๕๕

กระทรวงการคลังมียอดตั๋วเงินคลังที่หมุนเวียนอยู่ในตลาดรวม ๑๑๙,๙๐๘.๖๗ ล้านบาท จำแนกเป็น ๑. ตั๋วเงินคลังเพื่อใช้ในการบริหารดุลเงินสด จำนวน

๘๐,๐๐๐.๐๐ ล้านบาท และ ๒.

ตั๋วเงินคลังที่กู้มาเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณในช่วงปี ๒๕๕๔ จำนวน ๓๙,๙๐๘.๖๗ ล้านบาท โดยในช่วงเดือนเมษายนถึงเดือนกันยายน ๒๕๕๕

กระทรวงการคลังได้ดำเนินการแปลงตั๋วเงินคลังเป็นตั๋วสัญญาใช้เงิน จำนวน ๑๗,๗๗๓.๖๗ ล้านบาท ทำให้ ณ สิ้นเดือนกันยายน ๒๕๕๕

กระทรวงการคลังมีวงเงินตั๋วเงินคลังคงเหลือที่สามารถนำมาบริหารจัดการได้ จำนวน ๑๐๒,๑๓๕.๐๐ ล้านบาท

หนี้เงินกู้เพื่อชดใช้ความเสียหายให้

FIDF 3

(๑) กระทรวงการคลังปรับโครงสร้างหนี้พันธบัตรออมทรัพย์ ปีงบประมาณ ๒๕๔๘

ครั้งที่ ๑ ที่ครบกำหนดไถ่ถอนในวันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๕๕

โดยการออกตั๋วสัญญาใช้เงินเพื่อการปรับโครงสร้างหนี้ (R-Bill) จำนวน ๕,๐๐๐.๐๐ ล้านบาท

(๒) กระทรวงการคลังปรับโครงสร้างหนี้พันธบัตรออมทรัพย์ช่วยชาติ ปีงบประมาณ

๒๕๔๕ รุ่นอายุ ๑๐ ปี ที่ครบกำหนดไถ่ถอนในวันที่ ๒ กันยายน ๒๕๕๕ วงเงินรวม ๒๐๖,๐๒๓.๒๕ ล้านบาท โดยแบ่งเป็น ๑. การกู้เงินล่วงหน้า (Pre-funding) วงเงินรวม ๑๕๑,๘๐๐.๐๐ ล้านบาท โดยการออกพันธบัตรรัฐบาล

จำนวน ๘๐,๔๕๐.๐๐ ล้านบาท

และตั๋วสัญญาใช้เงินเพื่อการปรับโครงสร้างหนี้ (R-Bill) จำนวน

๗๑,๓๕๐.๐๐ ล้านบาท ๒. การออกตั๋วสัญญาใช้เงิน (PN) จำนวน ๗,๒๒๓.๒๕ ล้านบาท ๓. การกู้เงินระยะสั้น

จำนวน ๓๕,๐๐๐ ล้านบาท และ ๔. การใช้เงินทดรองจ่าย จำนวน ๑๒,๐๐๐.๐๐ ล้านบาท เพื่อนำไปชำระคืนหนี้ในวันที่ครบกำหนดชำระ ทั้งนี้

ภายหลังจากการปรับโครงสร้างหนี้เงินกู้ดังกล่าว ได้มีการออกพันธบัตรรัฐบาล

วงเงินรวม ๔๗,๐๐๐.๐๐ ล้านบาท

เพื่อนำไปชำระคืนหนี้เงินกู้ระยะสั้นและเงินทดรองจ่ายด้วย

(๓)

กระทรวงการคลังปรับโครงสร้างหนี้เงินกู้ระยะยาวและตั๋วสัญญาใช้เงินที่ออกภายใต้พระราชกำหนด

FIDF 3 โดยการออกตั๋วสัญญาใช้เงินเพื่อการปรับโครงสร้างหนี้ (R-Bill) วงเงินรวม ๑๘,๐๐๐.๐๐ ล้านบาท

หนี้เงินกู้เพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ

กระทรวงการคลังดำเนินการปรับโครงสร้างหนี้เงินกู้เพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ

วงเงินรวม ๙๗,๒๗๒.๐๐ ล้านบาท จากสัญญาเงินกู้ให้เป็นพันธบัตรรัฐบาล

จำนวน ๖๑,๔๐๐.๐๐ ล้านบาท

และพันธบัตรรัฐบาลประเภทอัตราดอกเบี้ยแปรผันตามการเปลี่ยนแปลงของเงินเฟ้อจำนวน ๓๕,๘๗๒.๐๐ ล้านบาท

๑.๒.๒ การปรับโครงสร้างหนี้ของรัฐวิสาหกิจ : หนี้ในประเทศ

รัฐวิสาหกิจ จำนวน ๑๐ แห่ง ดำเนินการปรับโครงสร้างหนี้ วงเงินรวม ๗๘,๖๒๑.๘๘ ล้านบาท แบ่งเป็นหนี้ที่กระทรวงการคลังค้ำประกัน ๗๒,๖๒๑.๘๘ ล้านบาท และกระทรวงการคลังไม่ค้ำประกัน ๖,๐๐๐.๐๐

ล้านบาท โดยเป็นการกู้เงินเพื่อ Roll-over จำนวน ๖๙,๓๘๗.๓๖ ล้านบาท การชำระคืนหนี้เดิมที่มีแผนจะ Roll-over จำนวน ๔,๑๔๑.๑๖ ล้านบาท และการต่อสัญญาเพื่อขยายอายุหนี้ออกไป

จำนวน ๕,๐๙๓.๓๖ ล้านบาท โดยมีรายละเอียดดังนี้

(๑) การเคหะแห่งชาติออกพันธบัตร จำนวน ๕,๕๐๐ ล้านบาท เพื่อ Roll-over พันธบัตรที่ครบกำหนดชำระ

โดยกระทรวงการคลังค้ำประกัน

(๒) การทางพิเศษแห่งประเทศไทยกู้เงินจากธนาคารพาณิชย์ จำนวน ๒,๕๐๐.๐๐ ล้านบาท เพื่อ Roll-over พันธบัตรที่ครบกำหนดชำระ

และใช้รายได้ จำนวน ๓,๐๐๐.๐๐ ล้านบาท ชำระคืนหนี้ในวันที่ครบกำหนดชำระ

โดยกระทรวงการคลังค้ำประกัน

(๓) การประปาส่วนภูมิภาคใช้รายได้ จำนวน ๑,๐๐๐.๐๐ ล้านบาท ชำระคืนหนี้ในวันที่ครบกำหนดชำระ

โดยกระทรวงการคลังค้ำประกัน

(๔) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยออกพันธบัตร จำนวน ๖,๐๐๐.๐๐ ล้านบาท เพื่อ Roll-over พันธบัตรที่ครบกำหนดชำระ

โดยกระทรวงการคลังไม่ค้ำประกัน

(๕) การรถไฟแห่งประเทศไทยออกพันธบัตร จำนวน ๑๑,๘๖๑.๒๘ ล้านบาท และกู้เงินจากธนาคารพาณิชย์ จำนวน ๘๘๗.๐๘ ล้านบาท เพื่อ Roll-over หนี้ที่ครบกำหนดชำระโดยกระทรวงการคลังค้ำประกัน

และภายหลังได้ใช้เงินงบประมาณที่ได้รับจัดสรรมาเพื่อชำระคืนหนี้เงินกู้จากธนาคารพาณิชย์

จำนวน ๘๘๗.๐๘ ล้านบาท

(๖) องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพออกพันธบัตร จำนวน ๕,๐๗๙.๐๐ ล้านบาท เพื่อ Roll-over พันธบัตรและหนี้เงินกู้ที่ครบกำหนดชำระ

โดยกระทรวงการคลังค้ำประกัน และใช้เงินรายได้ จำนวน ๑๐.๐๐ ล้านบาท

ชำระหนี้ในวันที่ครบกำหนดชำระ

(๗) องค์การคลังสินค้าชำระหนี้เงินกู้ที่ครบกำหนดชำระ

โดยใช้รายได้จากการระบายข้าว จำนวน ๔๗.๗๑ ล้านบาท

และดำเนินการต่อสัญญาเพื่อขยายอายุหนี้ออกไปจำนวน ๙๐๗.๙๒ ล้านบาท โดยกระทรวงการคลังค้ำประกัน

(๘)

องค์การตลาดเพื่อเกษตรกรชำระหนี้เงินกู้ที่ครบกำหนดชำระโดยใช้เงินงบประมาณที่ได้รับจัดสรร

จำนวน ๘๓.๔๕ ล้านบาท และดำเนินการต่อสัญญาเพื่อขยายอายุหนี้ออกไป จำนวน ๔,๑๘๕.๔๔ ล้านบาท โดยกระทรวงการคลังค้ำประกัน

(๙) ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรกู้เงินจากธนาคารพาณิชย์จำนวน

๒๑,๐๖๐.๐๐ ล้านบาท เพื่อ Roll-over หนี้เงินกู้ที่ครบกำหนดชำระ

โดยกระทรวงการคลังค้ำประกันและภายหลังได้ใช้เงินที่ได้จากการระบายข้าวมาชำระหนี้เงินกู้จากธนาคารพาณิชย์

จำนวน ๑,๒๖๐.๐๐ ล้านบาท ทำให้สามารถลดภาระดอกเบี้ยได้ ๘๒.๘๖

ล้านบาท

(๑๐) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ออกพันธบัตร จำนวน ๑๖,๕๐๐.๐๐ ล้านบาท เพื่อ Roll-over พันธบัตรที่ครบกำหนดชำระ

โดยกระทรวงการคลังค้ำประกัน

๑.๓ แผนการบริหารความเสี่ยง ช่วงเดือนเมษายนถึงเดือนกันยายน ๒๕๕๕ ประกอบด้วย

๑.๓.๑ การบริหารความเสี่ยงหนี้ของรัฐบาล

หนี้ในประเทศ

กระทรวงการคลังได้ดำเนินการชำระหนี้เงินกู้ก่อนครบกำหนดชำระวงเงินรวม

๙,๓๓๖.๘๒ ล้านบาท แบ่งเป็น ๑. หนี้เงินกู้ FIDF 3

จำนวน ๘,๙๖๙.๐๒ ล้านบาท ทำให้สามารถลดภาระดอกเบี้ยได้ ๑,๓๐๒.๓๐ ล้านบาท และ ๒.

หนี้เงินกู้เพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ จำนวน ๓๖๗.๘๐ ล้านบาท

ทำให้สามารถลดภาระดอกเบี้ยได้ ๒๓.๓๒ ล้านบาท

หนี้ต่างประเทศ

(๑) การชำระคืนหนี้ก่อนครบกำหนดชำระ

กระทรวงการคลังได้ดำเนินการชำระหนี้เงินกู้ต่างประเทศก่อนครบกำหนดให้กับแหล่งเงินกู้จำนวน

๒ แหล่ง วงเงินรวม ๑๕๐.๔๓ ล้านบาท ได้แก่ ๑. สถาบันเครดิตเพื่อการบูรณะและพัฒนาแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมัน

(KfW) จำนวน ๑.๕๖ ล้านยูโร หรือเทียบเท่า ๖๑.๖๘ ล้านบาท ทำให้สามารถลดภาระดอกเบี้ยได้

๑.๒๗ ล้านบาท และ ๒. เงินกู้รัฐบาลแคนาดา (CIDA) จำนวน ๒.๘๑

ล้านเหรียญสหรัฐ หรือเทียบเท่า ๘๘.๗๕ ล้านบาท

(๒) การปิดความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน วงเงินรวม ๑๒,๓๐๒.๐๐ ล้านบาท

กระทรวงการคลังได้ดำเนินการปิดความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนโดยการแปลงหนี้สกุลเงินต่างประเทศเป็นสกุลเงินบาท

(Cross Currency Swap) วงเงินรวม

๔๐๐.๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ หรือเทียบเท่า ๑๒,๓๐๒.๐๐ ล้านบาท

กับแหล่งเงินกู้ จำนวน ๒ แหล่ง ได้แก่ ๑. ธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย จำนวน

๓๐๐.๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ หรือเทียบเท่า ๙,๒๐๘.๐๐ ล้านบาท และ

๒. ธนาคารโลก (World Bank) จำนวน

๑๐๐.๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ หรือเทียบเท่า ๓,๐๙๔.๐๐ ล้านบาท

๑.๓.๒ การบริหารความเสี่ยงหนี้ของรัฐวิสาหกิจ วงเงินรวม ๑๕,๙๗๑.๙๑ ล้านบาท ประกอบด้วย

(๑) การเคหะแห่งชาติ ชำระคืนหนี้เงินกู้ก่อนครบกำหนดชำระ จำนวน ๒

สัญญา วงเงินรวม ๓,๐๐๐.๐๐ ล้านบาท จำแนกเป็น ๑. เงินกู้ธนาคารกรุงไทย

จำกัด (มหาชน) จำนวน ๒,๕๐๐.๐๐ ล้านบาท และ ๒.

เงินกู้ธนาคารออมสิน จำนวน ๕๐๐.๐๐ ล้านบาท ทำให้สามารถลดภาระดอกเบี้ยได้ ๑๔.๓๓

ล้านบาท

(๒) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค

ชำระคืนหนี้เงินกู้ก่อนครบกำหนดชำระวงเงินรวม ๙,๗๔๖.๙๑ ล้านบาท

จำแนกเป็น ๑. เงินกู้ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) จำนวน ๓,๒๐๗.๙๙

ล้านบาท ๒. เงินกู้ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) จำนวน ๒,๗๓๖.๘๔

ล้านบาท และ ๓. เงินกู้ธนาคารออมสิน จำนวน ๓,๘๐๒.๐๘ ล้านบาท ทั้งนี้ สามารถลดภาระดอกเบี้ยได้ทั้งสิ้น ๓๕๓.๖๓

ล้านบาท

(๓) ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร

ชำระหนี้เงินกู้โครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต ๒๕๕๔/๒๕๕๕

ก่อนครบกำหนดชำระ จำนวน ๓,๐๐๐.๐๐ ล้านบาท ทำให้สามารถลดภาระดอกเบี้ยได้ ๔๗๖.๕๒

ล้านบาท

(๔) สำนักงานธนานุเคราะห์ ชำระหนี้เงินกู้ก่อนครบกำหนดชำระจำนวน

๒๒๕.๐๐ ล้านบาท ให้แก่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ทำให้สามารถลดภาระดอกเบี้ยได้ ๔๗.๗๑

ล้านบาท

๑.๔

แผนการบริหารหนี้ของรัฐวิสาหกิจที่ไม่ต้องขออนุมัติคณะรัฐมนตรีภายใต้กรอบแผนฯ วงเงินรวม

๒๘,๒๗๗.๐๐ ล้านบาท ประกอบด้วย

๑.๔.๑ การก่อหนี้ใหม่ วงเงินรวม ๒๖,๖๒๘.๐๐ ล้านบาท

เงินกู้ของรัฐวิสาหกิจที่เป็นบริษัทมหาชนจำกัด

บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน)

ได้กู้เงินเพื่อชำระค่าจัดซื้อเครื่องบินแอร์บัส A330-300 ลำที่ ๔

และ A380-800 ลำที่ ๑ วงเงินรวม ๙,๐๙๘.๐๐

ล้านบาท

เงินกู้ระยะสั้นเพื่อเสริมสภาพคล่องในรูป

Credit Line

การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค บริษัท ทีโอที จำกัด

(มหาชน) และบริษัท ธนารักษ์พัฒนาสินทรัพย์ จำกัด

ได้ดำเนินการทำสัญญาเงินกู้ระยะสั้นในรูป Credit Line วงเงินรวม ๑๗,๕๓๐.๐๐ ล้านบาท

ทั้งนี้ นอกจากผลการก่อหนี้ใหม่ดังกล่าวข้างต้นแล้ว

ยังมีการก่อหนี้ใหม่ของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)

ที่ได้กู้เงินโดยการออกหุ้นกู้ในประเทศ วงเงินรวม ๔๕,๐๐๐.๐๐ ล้านบาท ทำให้แผนการจัดหาเงินทุนในช่วงปี ๒๕๕๕ - ๒๕๕๗

มีวงเงินคงเหลืออยู่ที่ระดับ ๓๔,๕๐๐.๐๐ ล้านบาท

๑.๔.๒ การบริหารหนี้ วงเงินรวม ๑,๖๔๙.๐๐ ล้านบาท

บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน)

ดำเนินการแปลงหนี้สกุลเงินยูโรที่มีอัตราดอกเบี้ยแบบลอยตัวเป็นอัตราดอกเบี้ยแบบคงที่

(Interest Rate Swap) วงเงินรวม ๔๒.๔๙

ล้านยูโร หรือเทียบเท่า ๑,๖๔๙.๐๐ ล้านบาท

นอกจากผลการบริหารหนี้ดังกล่าวข้างต้นแล้ว

ยังมีการบริหารหนี้ของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ที่ได้ดำเนินการทำ Cross Currency Swap วงเงินรวม ๑๕,๒๙๒.๐๐ ล้านบาท จำแนกเป็น ๑.

การแปลงหนี้สกุลเงินบาทเป็นสกุลเงินเหรียญสหรัฐ วงเงินรวม ๖,๐๐๐.๐๐

ล้านบาท หรือเทียบเท่า ๑๙๘.๔๗ ล้านเหรียญสหรัฐ และ ๒.

การแปลงหนี้สกุลเงินเยนเป็นสกุลเงินเหรียญสหรัฐวงเงินรวม ๒๓,๐๐๐.๐๐

ล้านเยน หรือเทียบเท่า ๙,๒๙๒.๐๐ ล้านบาท

๑.๕

แผนการก่อหนี้ใหม่ของหน่วยงานอื่นของรัฐที่ไม่ต้องขออนุมัติคณะรัฐมนตรีภายใต้กรอบแผนฯ

ไม่มีการก่อหนี้ใหม่ของหน่วยงานอื่นของรัฐที่ไม่ต้องขออนุมัติคณะรัฐมนตรีภายใต้กรอบแผนฯ

ในช่วงเดือนเมษายนถึงเดือนกันยายน ๒๕๕๕

๒. สรุปผลการดำเนินการตามแผนการบริหารหนี้สาธารณะ

ในช่วง ๖ เดือนหลังของปีงบประมาณ ๒๕๕๕

๒.๑ จากผลการดำเนินงานที่กล่าวมาแล้ว ในช่วงระยะเวลา ๖

เดือนหลังของปีงบประมาณ ๒๕๕๕ (เมษายน - กันยายน ๒๕๕๕)

กระทรวงการคลังและรัฐวิสาหกิจได้ดำเนินการบริหารและจัดการหนี้สาธารณะตามกรอบแผนการบริหารหนี้สาธารณะ

ประจำปีงบประมาณ ๒๕๕๕ เป็นจำนวนทั้งสิ้น ๑,๐๕๙,๐๐๗.๑๙ ล้านบาท โดยมีความก้าวหน้า คิดเป็นร้อยละ ๕๐.๐๘

ของแผนการบริหารหนี้สาธารณะทั้งปี

๒.๒ ผลการกู้เงินและบริหารจัดการหนี้ของรัฐวิสาหกิจที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องขออนุมัติคณะรัฐมนตรีภายใต้กรอบแผนการบริหารหนี้สาธารณะ

ในช่วง ๖ เดือนหลังของปีงบประมาณ ๒๕๕๕ รัฐวิสาหกิจได้กู้เงินและบริหารหนี้รวมทั้งสิ้น

๒๘,๒๗๗.๐๐ ล้านบาท

๒.๓ จากการดำเนินการตามข้อ ๒.๑ - ๒.๒ กระทรวงการคลังและรัฐวิสาหกิจได้กู้เงินและบริหารหนี้รวมทั้งสิ้น

๑,๐๘๗,๒๘๔.๑๙ ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ ๔๗.๗๒

ของแผนการบริหารหนี้สาธารณะทั้งปี

ทั้งนี้ การกู้เงินและการบริหารหนี้ตามแผนการบริหารหนี้สาธารณะ

แบ่งเป็น ๑. หนี้ของรัฐบาล จำนวน ๗๕๙,๙๖๗.๔๕ ล้านบาท ๒.

หนี้ของรัฐวิสาหกิจที่กระทรวงการคลังค้ำประกัน จำนวน ๒๕๙,๑๒๑.๕๙

ล้านบาท และ ๓. หนี้ของรัฐวิสาหกิจที่กระทรวงการคลังไม่ค้ำประกัน จำนวน ๖๘,๑๙๕.๑๕ ล้านบาท

ผลของการบริหารหนี้ที่ได้ดำเนินการทั้งในส่วนของรัฐบาลและรัฐวิสาหกิจ

(รายละเอียดปรากฏตามข้อ ๑.๒ ข้อ ๑.๓ และข้อ ๑.๔.๒) วงเงินรวมทั้งสิ้น ๕๖๔,๒๓๕.๙๖ ล้านบาท นั้น สามารถลดยอดหนี้ได้ทั้งสิ้น ๓๑,๗๔๗.๔๐

ล้านบาท (รายละเอียดปรากฏตามข้อ ๑.๒.๒ ข้อ ๑.๓.๑ และข้อ ๑.๓.๒)

รวมทั้งประหยัดดอกเบี้ยได้ จำนวน ๒,๓๐๑.๙๔ ล้านบาท

(รายละเอียดปรากฏตาม ข้อ ๑.๒.๒ ข้อ ๑.๓.๑ และข้อ ๑.๓.๒)

ประกาศ

ณ วันที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๕

กิตติรัตน์

ณ ระนอง

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

หมายเหตุ :- FIDF หมายถึง

กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน

FIDF1 หมายถึง

พันธบัตรที่ออกภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินและจัดการเงินกู้เพื่อช่วยเหลือกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน

พ.ศ. ๒๕๔๑ ซึ่งรวมทั้งเงินกู้หรือตราสารหนี้ระยะสั้นที่มีอายุไม่เกิน ๑ ปี

FIDF3 หมายถึง

พันธบัตรที่ออกภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินและจัดการเงินกู้เพื่อช่วยเหลือกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน

ระยะที่สอง พ.ศ. ๒๕๔๕

Refinance หมายถึง การกู้เงินจากแหล่งใหม่เพื่อนำไปใช้คืนแหล่งเงินกู้เดิม

ซึ่งเป็นการลดต้นทุนการกู้เงิน

Roll-over หมายถึง การกู้เงินใหม่เพื่อนำไปชำระเงินกู้ที่ครบกำหนดชำระ

เพื่อให้เงินกู้ดังกล่าวมีระยะเงินกู้สอดคล้องกับระยะคืนทุน

Swap หมายถึง

การแปลงหนี้ที่นิยมดำเนินการมี

๒ วิธี คือ การแปลงสกุลเงิน เช่น การแปลงหนี้สกุลเงินเยนเป็นเงินบาท

และการแปลงอัตราดอกเบี้ย เช่น การแปลงอัตราดอกเบี้ยแบบลอยตัวเป็นอัตราดอกเบี้ยคงที่

ปริยานุช/ผู้จัดทำ

๒๗ พฤศจิกายน

๒๕๕๕

ณัฐพร/ผู้ตรวจ

๒๗ พฤศจิกายน

๒๕๕๕

[๑] ราชกิจจานุเบกษา

เล่ม ๑๒๙/ตอนพิเศษ ๑๗๗ ง/หน้า ๓๔/๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๕

1 มาตรา

อ้างอิงกฎหมายนี้

ประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง รายงานสถานะหนี้สาธารณะ ณ วันที่ 30 กันยายน 2555 และรายการการกู้เงินและค้ำประกันระหว่างเดือนเมษายนถึงเดือนกันยายน 2555 (Office of the Council of State). Retrieved via LawPlayer, https://lawplayer.com/th/act/pythainlp_b10840810003944d

ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).

Thai official texts excluded from copyright (Copyright Act B.E. 2537 s.7);開放資料層 CC BY 署名

本頁資料來源:สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (OCS)·整理提供:法律人 LawPlayer· lawplayer.com