ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย
ที่ สนส. 15 /2555
เรื่อง หลักเกณฑ์การคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตสําหรับธนาคารพาณิชย์
โดย Standardised Approach (วิธี SA)
อื่นๆ - 1. เหตุผลในการออกประกาศ
ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ปรับปรุงประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การกํากับดูแลเงินกองทุนสําหรับธนาคารพาณิชย์ โดยอ้างอิงจากหลักเกณฑ์ Basel III: A global regulatory framework for more resilient banks and banking systems (Revised version: June 2011) ของ Basel Committee on Banking Supervision เพื่อให้ธนาคารพาณิชย์มีเงินกองทุนที่มีคุณภาพดีและเพียงพอรองรับความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้ทั้งในภาวะปกติและภาวะวิกฤต และเพื่อรักษาเสถียรภาพระบบสถาบันการเงินโดยรวม ซึ่งรวมถึงการปรับปรุงวิธีการคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตให้สามารถสะท้อนความเสี่ยงด้านเครดิตของธนาคารพาณิชย์ได้ดีขึ้น
ในประกาศฉบับนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยจึงได้ปรับปรุงหลักเกณฑ์การคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตสําหรับธนาคารพาณิชย์โดย Standardised Approach (วิธี SA) เพื่อให้สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ในเรื่ององค์ประกอบของเงินกองทุนที่มีการปรับปรุงใหม่สําหรับบางรายการที่เดิมกําหนดให้หักจากเงินกองทุนได้เปลี่ยนแปลงเป็นให้นําไปคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตแทน โดยไม่ได้เปลี่ยนแปลงหลักการเดิมของวิธี SA
สําหรับรายการอื่น ๆ ให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติตามแนวทางเดิมที่ธนาคารแห่งประเทศไทยได้กําหนดไว้
อื่นๆ - 2. อํานาจตามกฎหมาย
อาศัยอํานาจตามความในมาตรา 29 มาตรา 30 และ มาตรา 32 แห่งพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 อันเป็นกฎหมายที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจํากัดสิทธิเสรีภาพของบุคคลซึ่งมาตรา 29 ประกอบกับมาตรา 31 มาตรา 33 มาตรา 36 มาตรา 39 มาตรา 41 และมาตรา 43 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยบัญญัติให้กระทําได้โดยอาศัยอํานาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ธนาคารแห่งประเทศไทยออกหลักเกณฑ์การคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตโดย Standardised Approach (วิธี SA) และให้ธนาคารพาณิชย์ทุกธนาคารถือปฏิบัติตามที่กําหนดในประกาศนี้
อื่นๆ - 3. ขอบเขตการบังคับใช้
ประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับกับธนาคารพาณิชย์ตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจสถาบันการเงินทุกธนาคาร
อื่นๆ - 4. ประกาศและหนังสือเวียนที่ยกเลิก
1. ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยที่ สนส. 54/2551 เรื่องหลักเกณฑ์การคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตสําหรับธนาคารพาณิชย์ ลงวันที่ 3 สิงหาคม 2551
2. ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยที่ สนส. 90/2551 เรื่องหลักเกณฑ์การคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตสําหรับธนาคารพาณิชย์โดย Standardised Approach (วิธี SA) ลงวันที่ 27 พฤศจิกายน 2551
3. ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยที่ สนส. 10/2553 เรื่องหลักเกณฑ์การคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตสําหรับธนาคารพาณิชย์โดย Standardised Approach (วิธี SA) (ฉบับที่ 3) ลงวันที่ 25 พฤศจิกายน 2553
อื่นๆ - 5. เนื้อหา
5.1 คําจํากัดความ
ในประกาศฉบับนี้
"ลูกหนี้" หมายความว่า เงินให้สินเชื่อ เงินลงทุนในตราสารหนี้ เงินฝาก และรายการนอกงบดุล รวมถึงข้อผูกพันและสิทธิเรียกร้องให้ชําระหนี้ตามกฎหมายอื่น ๆ ของธนาคารพาณิชย์ ทั้งนี้ กรณีที่เป็นเงินให้สินเชื่อ เงินลงทุนในตราสารหนี้ และเงินฝาก ให้รวมดอกเบี้ยค้างรับที่บันทึกบัญชีด้วย
"ลูกหนี้ด้อยคุณภาพ" หมายความว่า ลูกหนี้ที่จัดเป็นสินทรัพย์จัดชั้นต่ํากว่ามาตรฐาน สงสัย สงสัยจะสูญ และสูญ ตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยการจัดชั้นและการกันเงินสํารองของสถาบันการเงิน
"Specific provision" หมายความว่า เงินสํารองที่ได้กันไว้สําหรับสินทรัพย์และรายการนอกงบดุลทั้งหมด โดยธนาคารพาณิชย์ต้องสามารถระบุได้ว่าเป็นเงินสํารองที่ได้กันไว้สําหรับสินทรัพย์หรือรายการนอกงบดุลใด ทั้งนี้ รวมถึงเงินสํารองที่กันไว้สําหรับส่วนที่ลดลงจากการปรับมูลค่าตามราคาตลาดของตราสารหนี้และตราสารทุนที่ถือไว้เพื่อค้าและเผื่อขาย และมูลค่าการด้อยค่าด้วย แต่ไม่รวมเงินสํารองสําหรับสินทรัพย์จัดชั้นปกติที่ธนาคารพาณิชย์นับเป็นเงินกองทุนชั้นที่ 2 แล้ว
5.2 หลักการ
ธนาคารแห่งประเทศไทยได้กําหนดแนวทางการคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตโดย Standardised Approach (วิธี SA) และ Internal Ratings-Based Approach (วิธี IRB เพื่อเป็นทางเลือกสําหรับธนาคารพาณิชย์ในการคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตให้เหมาะสมกับความซับซ้อนของระบบการบริหารความเสี่ยงด้านเครดิตของตนเอง
วิธี SA เป็นวิธีการคํานวณหาสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตที่กําหนดให้ธนาคารพาณิชย์ใช้ข้อมูลจากสถาบันจัดอันดับเครดิตภายนอกในการคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตโดยน้ําหนักความเสี่ยงจะขึ้นอยู่กับประเภทและคุณภาพของสินทรัพย์และรายการนอกงบดุลทั้งนี้ วิธี SA ถือเป็นวิธีการคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตที่มีความซับซ้อนน้อยกว่าวิธี IRB ที่กําหนดให้ธนาคารพาณิชย์ใช้ข้อมูลจากระบบการประเมินอันดับเครดิตภายในของตนเอง (Internal rating ในการคํานวณหาค่าองค์ประกอบความเสี่ยง เพื่อนําไปใช้ในการคํานวณ
หาสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตตามสูตรการคํานวณที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนด
โดยธนาคารพาณิชย์จะต้องนําปริมาณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตที่คํานวณตามหลักเกณฑ์ในประกาศฉบับนี้ไปรวมกับสินทรัพย์เสี่ยงอื่น ๆ ตามที่กําหนดในประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การกํากับดูแลเงินกองทุนสําหรับธนาคารพาณิชย์ เพื่อหาอัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนดต่อไป
5.3 หลักเกณฑ์การคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตโดยวิธี SA
ในการคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตโดยวิธี SA ให้ธนาคารพาณิชย์ที่เลือกใช้วิธี SA ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนด ดังนี้
5.3.1 วิธีการคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตโดนวิธี SA
(1) สินทรัพย์ในงบดุล
ให้ธนาคารพาณิชย์คํานวณหายอดสุทธิของสินทรัพย์โดยหักยอดสินทรัพย์แต่ละรายการด้วย Specific provision ของสินทรัพย์นั้น แล้วนํายอดสุทธิของสินทรัพย์ไปคํานวณหาสินทรัพย์เสี่ยง โดยคูณกับน้ําหนักความเสี่ยงที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนดตามหลักเกณฑ์ในข้อ 5.3.2
(2) รายการนอกงบดุลที่ไม่ใช่สัญญาอนุพันธ์
ให้ธนาคารพาณิชย์คํานวณหายอดสุทธิของรายการนอกงบดุลโดยหักรายการนอกงบดุลแต่ละรายการด้วย Specific provision ของรายการนอกงบดุลนั้น แล้วจึงนํายอดสุทธิของรายการนอกงบดุลไปคูณด้วยค่าแปลงสภาพ (Credit conversion factor: CCF) ตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนดตามเอกสารแนบ 2 เพื่อคํานวณหามูลค่าเทียบเท่าสินทรัพย์ในงบดุลสุทธิ แล้วนํามูลค่าเทียบเท่าสินทรัพย์ในงบดุลสุทธิของรายการนอกงบดุลนั้นไปคูณกับน้ําหนักความเสี่ยงที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนดตามหลักเกณฑ์ในข้อ 5.3.2 เพื่อคํานวณหาสินทรัพย์เสี่ยง
(3) รายการนอกงบดุลประเภทสัญญาอนุพันธ์ (Derivatives)
ให้ธนาคารพาณิชย์คํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตของคู่สัญญาสําหรับธุรกรรมอนุพันธ์ทุกฐานะที่อยู่ในบัญชีเพื่อการธนาคารและบัญชีเพื่อการค้า ตามหลักเกณฑ์ที่กําหนดไว้ในประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตของคู่สัญญาสําหรับธุรกรรมอนุพันธ์ โดยธนาคารพาณิชย์ที่ทําธุรกรรมอนุพันธ์ในบัญชีเพื่อการค้าต้องดํารงเงินกองทุนเพื่อรองรับความเสี่ยงด้านตลาดสําหรับธุรกรรมดังกล่าวด้วยตามหลักเกณฑ์ที่กําหนดไว้ในประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การกํากับดูแลความเสี่ยงด้านตลาดและการดํารงเงินกองทุนเพื่อรองรับความเสี่ยงด้านตลาดของสถาบันการเงิน
ทั้งนี้ ยกเว้นฐานะของธุรกรรมอนุพันธ์ด้านเครดิตที่อยู่ในบัญชีเพื่อการธนาคาร ทั้งกรณีธนาคารพาณิชย์เป็นผู้ขายข้อตกลงรับประกันความเสี่ยงด้านเครดิตและผู้ซื้อข้อตกลงรับประกันความเสี่ยงด้านเครดิต ให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนดตามเอกสารแนบ 3
(4) ฐานะที่เกี่ยวข้องกับการชําระราคาและการส่งมอบที่ยังไม่เสร็จสิ้น (Unsettled transaction)
ให้ธนาคารพาณิชย์คํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตตามหลักเกณฑ์ที่กําหนดไว้ในประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตสําหรับการผิดนัดชําระราคาและการส่งมอบและธุรกรรม Non-delivery versus payment (Non-DvP) สําหรับธนาคารพาณิชย์
ในกรณีที่มีการปรับลดความเสี่ยงด้านเครดิตสําหรับวิธี SA (Credit risk mitigation: CRM) ธนาคารพาณิชย์สามารถปรับลดความเสี่ยงด้านเครดิตตามวิธีการที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนด
ในกรณีที่ธนาคารพาณิชย์มีสินทรัพย์และรายการนอกงบดุลที่เป็นเงินตราต่างประเทศทุกประเภท ให้ธนาคารพาณิชย์แปลงเป็นเงินบาทโดยใช้อัตราแลกเปลี่ยนปัจจุบันในวันที่รายงานตามอัตราแลกเปลี่ยนที่กําหนดในประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยข้อกําหนดเกี่ยวกับการบันทึกบัญชีของสถาบันการเงิน
5.3.2 น้ําหนักความเสี่ยงของสินทรัพย์และรายการนอกงบดุล
ให้ธนาคารพาณิชย์กําหนดน้ําหนักความเสี่ยงของสินทรัพย์และรายการนอกงบดุล' โดยพิจารณาตามประเภทและคุณภาพของสินทรัพย์ โดยจําแนกเป็น 2 กรณี (รายละเอียดปรากฏตามเอกสารแนบ 1) ดังนี้
(1) กรณีสินทรัพย์และรายการนอกงบดุลที่ไม่ด้อยคุณภาพ จําแนกเป็น 9 ประเภท ได้แก่
(1.1) ลูกหนี้ภาครัฐบาล และธนาคารกลาง
(1.2) ลูกหนี้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์การของรัฐ และรัฐวิสาหกิจ
(1.3) ลูกหนี้ธนาคารเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศ
(1.4) ลูกหนี้สถาบันการเงิน
(1.5) ลูกหนี้บริษัทหลักทรัพย์
(1.6) ลูกหนี้ธุรกิจเอกชน
(1.7) ลูกหนี้ร้ายย่อย
(1.8) สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย
(1.9) สินทรัพย์อื่น
ในการกําหนดน้ําหนักความเสี่ยงของสินทรัพย์ประเภท (1.1) ถึง(1.9) นั้น ธนาคารพาณิชย์ต้องอ้างอิงหลักเกณฑ์ตามที่กําหนดในเอกสารแนบ 1 โดยสําหรับสินทรัพย์ประเภท (1.1) ถึง (1.6) นั้น ธนาคารพาณิชย์ต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์อันดับเครดิตจากสถาบันจัดอันดับเครดิตภายนอกในข้อ 5.3.3 ด้วย
(2) กรณีลูกหนี้ด้อยคุณภาพ จําแนกเป็น 3 ประเภท ได้แก่
(2.1) ลูกหนี้ด้อยคุณภาพในส่วนที่ไม่มีการปรับลดความเสี่ยงด้านเครดิตตามประเภทที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนดตามหลักเกณฑ์เรื่องการปรับลดความเสี่ยงด้านเครดิตในข้อ 5.3.4
(2.2) ลูกหนี้ด้อยคุณภาพในส่วนที่ไม่มีการปรับลดความเสี่ยงด้านเครดิตตามประเภทที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนดตามหลักเกณฑ์เรื่องการปรับลดความเสี่ยงด้านเครดิตในข้อ 5.3.4 แต่มีหลักประกันประเภท (ก) อสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์ (Commercial real estate: CRE) (ข) อสังหาริมทรัพย์เพื่อที่อยู่อาศัย (Residential real estate: RRE) และ (ค) ลูกหนี้การค้าหรือลูกหนี้การเงินของลูกหนี้ของธนาคารพาณิชย์ (Receivable) เป็นประกันเต็มจํานวน
(2.3) สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยตามข้อ 5.3.2 (1.8) ซึ่งได้รับน้ําหนักความเสี่ยงร้อยละ 35 หรือร้อยละ 75 และจัดเป็นลูกหนี้ด้อยคุณภาพ
5.3.3 อันดับเครดิต (Rating) จากสถาบันจัดอันดับเครดิตภายนอก (External credit assessment institutions: ECAls)
(1) การใช้ Rating จาก ECAIร เพื่อกําหนดน้ําหนักความเสี่ยงของลูกหนี้
ให้ธนาคารพาณิชย์ใช้ Rating จาก ECAIs ที่ได้รับความเห็นชอบจากธนาคารแห่งประเทศไทยในการกําหนดน้ําหนักความเสี่ยงของลูกหนี้ โดยให้อ้างอิงรายชื่อและการเทียบเคียง Rating จาก ECAIs กับ Rating เกรดของลูกหนี้ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนดรวมทั้งปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การใช้อันดับเครดิตจากสถาบันจัดอันดับเครดิตภายนอก (รายละเอียดปรากฎตามเอกสารแนบ 4)
(2) หลักเกณฑ์การให้ความเห็นชอบ ECAls และกระบวนการเทียบเคียงระหว่าง Rating และน้ําหนักความเสี่ยง (Mapping process)
ให้ธนาคารพาณิชย์และ ECAIs ที่ประสงค์จะยื่นคําขอให้ธนาคารแห่งประเทศไทยให้ความเห็นชอบ ECAIs อ้างอิงหลักเกณฑ์การให้ความเห็นชอบและ Mapping process ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนด ตามหนังสือเวียนว่าด้วยหลักเกณฑ์การให้ความเห็นชอบสถาบันจัดอันดับเครดิตภายนอก (External credit assessment institutions: ECAIs) ตามหลักเกณฑ์การดํารงเงินกองทุนขั้นต่ําสําหรับความเสี่ยงด้านเครดิต โดย Standardised Approach (วิธี SA) โดยให้ธนาคารพาณิชย์และ ECAIs นําส่งคําขอพร้อมข้อมูลประกอบการพิจารณามาที่ฝ่ายกํากับสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย
5.3.4 การปรับลดความเสี่ยงด้านเครดิตสําหรับวิธี SA (Credit risk mitigation: CRM)
(1) เกณฑ์มาตรฐานขั้นต่ําสําหรับการปรับลดความเสี่ยงด้านเครดิต
(1.1) เกณฑ์มาตรฐานขั้นต่ําด้านกฎหมาย
(1.1.1) ธนาคารพาณิชย์ต้องมีเอกสารหรือสัญญาที่เกี่ยวข้องกับการปรับลดความเสี่ยงด้านเครดิตซึ่งมีผลผูกพันกับผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย และสามารถใช้บังคับได้ตามกฎหมายโดยไม่ขัดหรือแย้งกับกฎหมายอื่น
(1.1.2) ธนาคารพาณิชย์ต้องมีกระบวนการและระบบในการพิจารณาถึงเงื่อนไขด้านกฎหมาย การติดตามทบทวนว่าเอกสารหรือสัญญาดังกล่าวยังมีผลบังคับใช้ได้ตามกฎหมายอย่างต่อเนื่อง
(1.2) ธนาคารพาณิชย์ต้องมีกระบวนการในการควบคุมความเสี่ยงอื่นที่อาจเกิดขึ้นจากการนําวิธีการปรับลดความเสี่ยงด้านเครดิตมาใช้ เช่น ความเสี่ยงด้านปฏิบัติการความเสี่ยงด้านตลาด ความเสี่ยงที่เกิดจากการกระจุกตัวของความเสี่ยงด้านเครดิต เป็นต้น
ทั้งนี้ หากธนาคารพาณิชย์ไม่ได้มีการควบคุมความเสี่ยงอื่นที่อาจจะเกิดขึ้นจากการนําวิธีการปรับลดความเสี่ยงด้านเครดิตมาใช้ ธนาคารแห่งประเทศไทยอาจพิจารณากําหนดให้ธนาคารพาณิชย์ดํารงเงินกองทุนเพิ่มเติม หรือดําเนินมาตรการต่าง ๆ ตามที่กําหนดในประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การกํากับดูแลเงินกองทุนโดยทางการ (Pillar 2)
(1.3) ธนาคารพาณิชย์ต้องปฏิบัติตามเกณฑ์การเปิดเผยข้อมูลในเรื่องการปรับลดความเสี่ยงตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนดในประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการดํารงเงินกองทุนสําหรับธนาคารพาณิชย์
(2) ประเภทของการปรับลดความเสี่ยงด้านเครดิต
การปรับลดความเสี่ยงที่ธนาคารแห่งประเทศไทยอนุญาตให้ธนาคารพาณิชย์นํามาใช้ปรับลดความเสี่ยงด้านเครดิตโดยวิธี SA มี 3 ประเภทหลัก ดังนี้
(2.1) หลักประกันทางการเงิน (Financial collateral)
ธนาคารพาณิชย์สามารถนํามูลค่าหลักประกันทางการเงินที่ธนาคารแห่งประเทศไทยอนุญาตมาปรับลดยอดสินทรัพย์ก่อนนําไปคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตได้ ตามหลักเกณฑ์การปรับลดความเสี่ยงด้านเครดิตโดยหลักประกันทางการเงิน (รายละเอียดปรากฎตามเอกสารแนบ 5 โดยธนาคารพาณิชย์สามารถเลือกวิธีคํานวณการปรับลดความเสี่ยงด้านเครดิตด้วยหลักประกันทางการเงินได้ 2 วิธี ได้แก่ วิธี Simple และวิธี Comprehensive
สําหรับวิธี Comprehensive ธนาคารพาณิชย์สามารถเลือกใช้วิธีคํานวณค่าปรับลดได้ 2 วิธี ได้แก่ (1) ใช้ค่าปรับลดมาตรฐานที่กําหนดโดยธนาคารแห่งประเทศไทย (Standard supervisory haircut) และ (2) ใช้ค่าปรับลดที่ธนาคารพาณิชย์ประมาณค่าเอง (Own estimates for haircut)
(2.2) การหักกลบหนี้ในงบดุล (On-balance sheet netting)
ธนาคารพาณิชย์สามารถใช้วิธีหักกลบหนี้ให้งบดุล ระหว่างสินทรัพย์ (เงินให้กู้ และหนี้สิน (เงินฝาก ของคู่สัญญารายเดียวกัน เพื่อปรับลดความเสี่ยงด้านเครดิตได้ตามหลักเกณฑ์การปรับลดความเสี่ยงด้านเครดิตโดยการหักกลบหนี้ในงบดุล (รายละเอียดปรากฎตามเอกสารแนบ 6)
(2.3) การค้ําประกันและอนุพันธ์ด้านเครดิต (Guarantee and credit derivatives)
ธนาคารพาณิชย์สามารถปรับลดความเสี่ยงด้านเครดิตโดยการค้ําประกันและอนุพันธ์ด้านเครดิตได้ ตามหลักเกณฑ์การปรับลดความเสี่ยงด้านเครดิตโดยการค้ําประกันและอนุพันธ์ด้านเครดิต(รายละเอียดปรากฎตามเอกสารแนบ 7)
ทั้งนี้ ธนาคารพาณิชย์ต้องยื่นแบบประเมินความพร้อมในการปฏิบัติตามเกณฑ์มาตรฐานขั้นต่ําที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนดสําหรับการปรับลดความเสี่ยงด้านเครดิต(รายละเอียดปรากฏตามเอกสารแนบ 8) อย่างน้อย 15 วันก่อนนําการปรับลดความเสี่ยงด้านเครดิตมาใช้ในการคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิต โดยนําส่งที่ฝ่ายกํากับสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย
สําหรับธนาคารพาณิชย์ที่ได้ยื่นแบบประเมินความพร้อมฯ สําหรับการปรับลดความเสี่ยงด้านเครดิตก่อรที่ประกาศฉบับนี้จะมีผลบังคับใช้ตามกฎหมาย ธนาคารพาณิชย์ไม่ต้องยื่นแบบประเมินความพร้อมอีกฯ อีก
(3) ความแตกต่างระหว่างอายุสัญญา (Maturity mismatch)
กรณีที่มีความแตกต่างระหว่างอายุสัญญา กล่าวคือเมื่ออายุคงเหลือของการปรับลดความเสี่ยงด้านเครดิตน้อยกว่าอายุคงเหลือของยอดสุทธิของธุรกรรมที่จะปรับลดความเสี่ยงด้านเครดิต ให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนด(รายละเอียดปรากฎตามเอกสารแนบ 9)
(4) กรณีมีการปรับลดความเสี่ยงด้านเครดิตหลายประเภท
กรณีที่ธนาคารพาณิชย์มีการปรับลดความเสี่ยงด้านเครดิตหลายประเภทเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากลูกหนี้รายเดียวกัน เช่น ธนาคารพาณิชย์มีทั้งหลักประกันทางการเงินและการค้ําประกัน ให้ธนาคารพาณิชย์แบ่งยอกสินทรัพย์ออกเป็นส่วน ๆ ตามประเภทของการปรับลดความเสี่ยงด้านเครดิต และคํานวณหาสินทรัพย์เสี่ยงแยกสําหรับแต่ละส่วน
กรณีที่ธนาคารพาณิชย์ใช้การปรับลดความเสี่ยงด้านเครดิตจากผู้ขายรายเดียวกัน แต่การปรับลดความเสี่ยงด้านเครดิตมีอายุสัญญาต่างกัน ให้ธนาคารพาณิชย์แบ่งยอดสินทรัพย์ออกเป็นส่วน ๆ และคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงแยกตามอายุของการปรับลดความเสี่ยงด้านเครดิต
(5) การนับช้ําผลของการปรับลดความเสี่ยงด้านเครดิต
ธนาคารแห่งประเทศไทยไม่อนุญาตให้ธนาคารพาณิชย์นับซ้ําผลของการปรับลดความเสี่ยงด้านเครดิต ดังนั้น สินทรัพย์ที่ใช้ Issue-specific rating ที่ได้มีการสะท้อนการปรับลดความเสี่ยงเข้าไปใน Rating เพื่อกําหนดน้ําหนักความเสี่ยงสําหรับลูกหนี้แล้ว จะไม่สามารถนํามาปรับลดความเสี่ยงด้านเครดิตได้อีก
5.4 การคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงโดย Simplified Standardised Approach (วิธี SSA)
ธนาคารแห่งประเทศไทยอนุญาตให้เฉพาะธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อยสามารถเลือกใช้วิธี SSA ซึ่งเป็นทางเลือกเพิ่มเติมในการคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตได้ เนื่องจากธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อยมีขอบเขตการทําธุรกรรมที่จํากัดและซับซ้อนน้อยกว่าธนาคารพาณิชย์ทั่วไป (รายละเอียดปรากฎตามเอกสารแนบ 10)
5.5 การยื่นขออนุญาตในการใช้วิธี SA
ให้ธนาคารพาณิชย์ที่จะเลือกใช้น้ําหนักความเสี่ยงร้อยละ 100 สําหรับลูกหนี้ธุรกิจเอกชนทุกรายตามข้อ 5.3.2 (1.6) และธนาคารพาณิชย์ที่จะเลือกใช้วิธีปรับลดความเสี่ยงด้านเครดิตด้วยหลักประกันทางการเงินโดยวิธี Comprehensive และค่าใช้จ่ายปรับลดที่ธนาคารพาณิชย์ประมาณค่าเองตามข้อ 5.3.4 (2.1 ยื่นขออนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย 3 เดือนก่อนการใช้น้ําหนักความเสี่ยงร้อยละ 100 สําหรับลูกหนี้ธุรกิจเอกชนทุกราย และอย่างน้อย 6 เดือนก่อนการใช้ค่าปรับลดที่ธนาคารพาณิชย์ประมาณค่าเอง แล้วแต่กรณี ทั้งนี้ ให้ธนาคารพาณิชย์ยื่นคําขออนุญาตมาที่ฝ่ายกํากับสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย
สําหรับธนาคารพาณิชย์ที่ได้รับความเห็นชอบจากธนาคารแห่งประเทศไทยให้ใช้น้ําหนักความเสี่ยงร้อยละ 100 สําหรับลูกหนี้ธุรกิจเอกชนทุกราย และ/หรือได้รับความเห็นชอบให้ใช้วิธีปรับลดความเสี่ยงด้านเครดิตด้วยหลักประกันทางการเงินโดยวิธี Comprehensive และใช้ค่าปรับลดที่ธนาคารพาณิชย์ประมาณค่าเองก่อนที่ประกาศฉบับนี้จะมีผลบังคับใช้ตามกฎหมาย ให้ถือว่าธนาคารพาณิชย์ได้รับอนุญาตให้ใช้วิธีดังกล่าวตามประกาศฉบับนี้ โดยไม่ต้องยื่นขออนุญาตใหม่
อื่นๆ - 6. บทเฉพาะกาล
ตามบทเฉพาะกาลของประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยองค์ประกอบของเงินกองทุนสําหรับธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในประเทศ และประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยองค์ประกอบของเงินกองทุนสําหรับสาขาของธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศ ซึ่งกําหนดให้ธนาคารพาณิชย์นํารายการสินทรัพย์ไม่มีตัวตน และเงินลงทุนในบริษัทที่ทําธุรกิจทางการเงินและธุรกิจสนับสนุน (ยกเว้นบริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงิน Full consolidation ที่ต้องจัดทํางบการเงินรวมของกลุ่มธุรกิจทางการเงิน และบริษัทที่ทําธุรกิจสนับสนุนระบบสถาบันการเงินหรือที่ได้มาจากการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ มาหักออกจากเงินกองทุนตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2557 เป็นต้นไป โดยในระยะเวลา 5 ปีแรก ให้หักเงินกองทุนในอัตราร้อยละ 20 ร้อยละ 40 ร้อยละ 60 ร้อยละ 80 และร้อยละ 100 ต่อปี ตามลําดับ นั้น ให้ธนาคารพาณิชย์นํารายการดังกล่าวในส่วนที่ยังไม่ครบกําหนดต้องหักออกจากเงินกองทุนไปคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตตามหลักเกณฑ์ที่กําหนดในประกาศฉบับนี้หรือประกาศอื่นที่เกี่ยวข้อง แล้วแต่กรณี (รายละเอียดปรากฎตามเอกสารแนบ 11)
อื่นๆ - 7. วันเริ่มต้นบังคับใช้
ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2556 เป็นต้นไป
ผู้มีอํานาจลงนาม - ประกาศ ณ วันที่ 8 พฤศจิกายน 2555
(นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล)
ผู้ว่าการ
ธนาคารแห่งประเทศไทย