ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย
ที่ สนส.1 /2552
เรื่อง การทําสัญญาค้ําประกันด้วยบุคคลของสถาบันการเงิน
อื่นๆ - 1. เหตุผลในการออกประกาศ
เนื่องจากสถาบันการเงินหลายแห่งจะกําหนดข้อสัญญาค้ําประกันให้ผู้ค้ําประกันรับผิดในหนี้ในอนาคตของลูกหนี้ โดยไม่จํากัดจํานวน ต่อมาธนาคารแห่งประเทศไทยและสมาคมธนาคารไทยเห็นร่วมกันว่า วิธีปฏิบัติดังกล่าวเป็นการตัดสิทธิผู้ค้ําประกันที่จะบริหารความเสี่ยงของตนเอง สมควรที่จะมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงวิธีปฏิบัติดังกล่าว จึงได้สนับสนุนให้มีการตราพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงินอันมีข้อความในมาตรา 39(3) ขึ้น นอกจากนั้น เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้แก่ผู้ค้ําประกันมากขึ้น สภานิติบัญญัติแห่งชาติได้เพิ่มเติมบทกฎหมายให้ธนาคารแห่งประเทศไทยออกข้อกําหนดเพิ่มให้สถาบันการเงินแจ้งผู้ค้ําประกันหากสถาบันการเงินไม่สามารถตกลงกับลูกหนี้ที่ผิดนัดชําระหนี้ได้ภายใน 6 เดือน เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ค้ําประกันชําระหนี้แทนลูกหนี้อันเป็นลูกหนี้ชั้นต้น ถ้าเกรงว่าดอกเบี้ยจะเพิ่มขึ้นตามระยะเวลาซึ่งจะเป็นภาระที่สูงขึ้นแก่ผู้ค้ําประกันในอนาคต
ในการปรับปรุงประกาศในครั้งนี้ เพื่อยกเว้นไม่นําหลักเกณฑ์ข้างต้นมาใช้บังคับในกรณีที่บริษัทแม่ทําสัญญาค้ําประกันบริษัทลูกต่อเจ้าหนี้สถาบันการเงิน เนื่องจากบริษัทแม่มีอํานาจควบคุมเหนือบริษัทลูก ดังนั้นในทางปฏิบัติการก่อหนี้เพิ่มขึ้นเกินเพดานเดิมของบริษัทลูกย่อมขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของบริษัทแม่ ด้วยเหตุเดียวกันกรณีที่ถูกหนี้ตกลงขอผ่อนเวลากับเจ้าหนี้สถาบันการเงินก็ไม่จําเป็นต้องแจ้งให้ผู้ค้ําประกันทราบตามกําหนดเวลาข้างต้น
อื่นๆ - 2. อํานาจตามกฎหมาย
อาศัยอํานาจตามความในมาตรา 39(3) แห่งพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 ธนาคารแห่งประเทศไทยออกข้อกําหนดให้สถาบันการเงินดําเนินการเกี่ยวกับการทําสัญญาค้ําประกันด้วยบุคคล
อื่นๆ - 3. ขอบเขตการบังคับใช้
ประกาศฉบับนี้ใช้บังคับกับสถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจสถาบันการเงินทุกแห่ง
อื่นๆ - 4. ประกาศและหนังสือเวียนที่ยกเลิก
ให้ยกเลิกประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยที่ สนส. 78/2551 เรื่อง การทําสัญญาค้ําประกันด้วยบุคคลของสถาบันการเงิน ลงวันที่ 3 สิงหาคม 2551
อื่นๆ - 5. เนื้อหา
5.1 ในประกาศฉบับนี้
คําจํากัดความของคําว่า "บริษัทแม่" ให้เป็นไปตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 ความว่า
"บริษัทแม่" หมายความว่า บริษัทที่มีอํานาจควบคุมกิจการของบริษัทอื่นไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม ในลักษณะดังต่อไปนี้
(1) มีหุ้นในบริษัทหนึ่งเกินกว่าร้อยละห้าสิบของหุ้นที่จําหน่ายได้แล้วทั้งหมด
(2) มีอํานาจควบคุมคะแนนเสียงส่วนใหญ่ในที่ประชุมผู้ถือหุ้นของบริษัทหนึ่ง
(3) มีอํานาจควบคุมการแต่งตั้งหรือถอดถอนผู้มีอํานาจในการจัดการหรือกรรมการตั้งแต่กึ่งหนึ่งของกรรมการทั้งหมดในบริษัทหนึ่ง หรือ
(4) มีอํานาจควบคุมกิจการในลักษณะอื่นใดตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกําหนด
การมีหุ้นในบริษัทหนึ่งตั้งแต่ร้อยละยี่สิบขึ้นไปของหุ้นที่จําหน่ายได้แล้วทั้งหมดไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่ามีอํานาจควบคุมกิจการ เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่ามิได้มีอํานาจควบคุมกิจการ
5.2 หลักเกณฑ์
5.2.1 ในการทําสัญญาค้ําประกันด้วยบุคคล ให้สถาบันการเงินถือปฏิบัติดังนี้
(1) สัญญาค้ําประกันด้วยบุคคลดังกล่าวต้องมีการระบุวงเงินของต้นเงินในสัญญาให้ชัดเจน หรือมิให้มีการทําข้อตกลงให้ผู้ค้ําประกันทําสัญญาค้ําประกันแบบไม่จํากัดจํานวน
(2) ในกรณีที่เป็นการค้ําประกันหนี้ที่มีกําหนดเวลาชําระเงินที่แน่นอนและสถาบันการเงินยอมผ่อนเวลาให้แก่ลูกหนี้ชั้นต้น แต่ไม่สามารถจะตกลงกันได้กายในเวลา 6 เดือนนับจากวันที่ลูกหนี้ผิดนัดชําระหนี้ให้สถาบันการเงินแจ้งรายละเอียดดังกล่าวให้ผู้ค้ําประกันทราบเป็นลายลักษณ์อักษร
5.2.2 ความในข้อ 5.2.1 ไม่ใช้บังคับกับกรณีที่บริษัทแม่ทําสัญญาค้ําประกันบริษัทลูกต่อเจ้าหนี้สถาบันการเงิน ดังนั้น การค้ําประกันจึงไม่จําเป็นต้องจํากัดวงเงิน และกรณีลูกหนี้ผิดนัดชําระหนี้ สถาบันการเงินก็ไม่ต้องแจ้งผู้ค้ําประกันทราบตามกําหนดเวลาข้างต้น
อื่นๆ - 6. วันเริ่มต้นบังคับใช้
ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
ผู้มีอํานาจลงนาม - ประกาศ ณ วันที่ 27 มกราคม 2552
(นางธาริษา วัฒนเกส)
ผู้ว่าการ
ธนาคารแห่งประเทศไทย