法律人 LawPlayer logo

資料由法律人 LawPlayer整理提供·กฎหมายไทย / LawPlayer จากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

adminRule

ประกาศให้ใช้แผนการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2535

เลขที่
วันที่ประกาศ
จำนวนมาตรา
1
มาตรา ทั้งฉบับ

ประกาศ

ประกาศ

ให้ใช้แผนการศึกษาแห่งชาติ

พุทธศักราช ๒๕๓๕

ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

มีพระบรมราชโองการ

โปรดเกล้า ฯ ให้ประกาศว่า

โดยที่คณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติพิจารณาเห็นว่า

มีความจำเป็นต้อง

ปรับปรุงแผนการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช ๒๕๒๐

เพื่อให้ระบบการศึกษาสามารถสนอง

ตอบความต้องการและความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วของสังคมไทยได้อย่างมี

ประสิทธิภาพสามารถพัฒนาพลเมืองของประเทศให้มีคุณภาพและปรับตัวได้อย่างรู้เท่าทัน

การเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ

และสามารถสร้างสรรค์สังคมไทยให้เจริญก้าวหน้า และสร้างความสมดุล

ในการพัฒนาประเทศทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคมการเมือง

วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม วิทยาศาสตร์

และเทคโนโลยี ดังนั้น คณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติจึงเสนอแผนการศึกษาแห่งชาติ

พุทธศักราช ๒๕๓๕

เพื่อให้เป็นแนวทางหลักสำหรับการจัดการศึกษาของรัฐซึ่งคณะรัฐมนตรี

ได้พิจารณาให้ความเห็นชอบแล้ว

จึงมีพระบรมราชโองการให้ใช้แผนการศึกษาแห่งชาติ

พุทธศักราช ๒๕๓๕

ตั้งแต่วันที่ ๑๐ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๓๕ เป็นต้นไป

ประกาศ

ณ วันที่ ๑๐ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๓๕ เป็นปีที่ ๔๗ ในรัชกาล

ปัจจุบัน

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

อานันท์ ปันยารชุน

นายกรัฐมนตรี

+------------------------------------------------------------------------------------------------------+

หมวดที่ ๑

หลักการและความมุ่งหมาย

หลักการ

การจัดการศึกษาตามแผนการศึกษาแห่งชาติฉบับนี้

มีหลักการที่สำคัญ ๔ ประการ ดังนี้

๑.

การสร้างความเจริญงอกงามทางปัญญา ความคิด จิตใจ และคุณธรรมของ

บุคคลเป็นสิ่งจำเป็นและเป็นเป้าหมายสำคัญ

เพื่อนำไปสู่การพัฒนาที่สมดุลระหว่างความเจริญ

ทางจิตใจกับความเจริญทางวัตถุและความเติบโตทางเศรษฐกิจ

๒.

ในฐานะที่มนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติและจะต้องดำรงอยู่ร่วมกันกับ

ธรรมชาติอย่างกลมกลืนและเกื้อกูลซึ่งกันและกัน

มนุษย์จะต้องตระหนักถึงการใช้และอนุรักษ์

ทรัพยากรธรรมชาติอย่างเหมาะสมโดยไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม

๓.

การก้าวทันความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาการสมัยใหม่ และการรับ

วัฒนธรรมจากต่างประเทศหรือจากภายนอกชุมชน

จะต้องประสานควบคู่ไปกับความเข้าใจ

และตระหนักในคุณค่าของภูมิปัญญา ภาษา

และวัฒนธรรมดั้งเดิมของท้องถิ่นและของสังคม

ไทย เพื่อประโยชน์ในการพัฒนาความรู้ใหม่ ๆ

ที่สอดคล้องกับสภาพและความต้องการของ

ท้องถิ่น

๔.

ความสมดุลระหว่างการพึ่งพาอาศัยกันกับการพึ่งตนเอง เป็นหลักการ

พื้นฐานที่จำเป็นสำหรับการประสานความร่วมมือร่วมใจกันทั้งในระดับบุคคล

ชุมชน ท้องถิ่น

และประเทศเพื่อให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนอันจะช่วยส่งเสริมบทบาทของประเทศไทยให้

โดดเด่นขึ้นในประชาคมโลก

ความมุ่งหมายของการจัดการศึกษา

การศึกษาเป็นกระบวนการที่ทำให้มนุษย์สามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตของตน

สามารถดำเนินชีวิตในสังคมได้อย่างมีสันติสุข

และสามารถเกื้อหนุนการพัฒนาประเทศ

ได้อย่างเหมาะสมและสอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงในทุก ๆ

ด้านของประเทศ โดยนัย

ดังกล่าว

ความมุ่งหมายของการจัดการศึกษาจึงเน้นการพัฒนาบุคคลใน ๔ ด้านอย่างสมดุล

และกลมกลืนกัน คือ

๑.

ด้านปัญญา บุคคลที่ได้รับการศึกษาพึงเป็นผู้มีปัญญา คือ รู้จักเหตุและผล

รู้จักแยกแยะผิดชอบชั่วดี คุณและโทษ

สิ่งที่ควรกระทำและไม่ควรกระทำบนพื้นฐานของความจริง

รู้จักแก้ไขปัญหาได้อย่างฉลาดและรู้เท่าทันความเปลี่ยนแปลงต่าง

ๆ ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและ

หลากหลาย มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ และใฝ่เรียนใฝ่รู้เพื่อความก้าวหน้าทางความรู้และ

วิทยาการต่าง ๆ

รู้คุณค่าของภูมิปัญญาและวัฒนธรรมของสังคมไทย และรู้จักเลือกรับวิทยา

การและวัฒนธรรมจากภายนอก

๒.

ด้านจิตใจ บุคคลที่ได้รับการศึกษาพึงรู้จักฝึกฝนจิตใจของตนให้มี

ความเจริญงอกงามทางคุณธรรม ได้แก่ มีความละอายต่อการกระทำผิด

รู้จักควบคุมตนเอง

ให้ประพฤติตามกรอบความถูกต้องที่ดีงาม

มีศาสนาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวทางจิตใจ รู้จักพอ

มีสมาธิและมีความอดทนหนักแน่นอันจะเป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติหน้าที่

การงาน และการ

ดำรงชีพ

๓.

ด้านร่างกาย บุคคลที่ได้รับการศึกษาพึงมีร่างกายที่เจริญเติบโตเหมาะสม

กับวัย

รู้จักดูแลรักษาสุขภาพอนามัยของร่างกายทั้งของตนเองและสมาชิกในครอบครัว และ

สามารถพัฒนาสมรรถภาพของร่างกายให้เหมาะสมกับการงานและอาชีพ

๔.

ด้านสังคม บุคคลที่ได้รับการศึกษาพึงมีพฤติกรรมทางสังคมที่ดีงาม ทั้งใน

การทำงานและการอยู่ร่วมกันในครอบครัว องค์กร และสังคม

รู้จักการช่วยเหลือเกื้อกูลประโยชน์

แก่กันและกันโดยไม่เห็นแก่ตัว

มีความสามารถและทักษะในการติดต่อสื่อสารกับบุคคลอื่น

สามารถใช้ภาษาไทยได้อย่างถูกต้องเหมาะสมรวมทั้งสามารถใช้ภาษาต่างประเทศเพื่อการติดต่อ

สื่อสารกับนานาประเทศได้

สามารถธำรงรักษาเอกลักษณ์และวัฒนธรรมที่ดีงามของไทย ตระหนัก

และปฏิบัติตามสิทธิหน้าที่และความรับผิดชอบที่พึงมีต่อผู้อื่น

ต่อสังคม และต่อมวลมนุษยชาติ

มีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาและสร้างสรรค์สังคมให้มีสันติสุข

รู้จักและเคารพในสิทธิและเสรีภาพ

ของตนเองและผู้อื่นตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

รู้จักใช้และ

อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดี

ตลอดจนร่วมส่งเสริมบทบาทของประเทศ

ในประชาคมโลกในทางที่เหมาะสม

หมวดที่ ๒

ระบบการศึกษา

ระบบการศึกษาตามนัยแห่งแผนการศึกษาแห่งชาติฉบับนี้

เป็นระบบที่ให้

บุคคลได้ศึกษาและเรียนรู้อย่างต่อเนื่องไปตลอดชีวิต

เพื่อพัฒนาตนเองทั้งในด้านปัญญา

จิตใจ ร่างกาย

และสังคมอย่างสมดุลและสามารถสร้างเสริมความเจริญก้าวหน้าให้แก่ประเทศ

ภายใต้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

๑.

ระบบการศึกษาตามแผนการศึกษาแห่งชาติฉบับนี้ จะเปิดโอกาสให้บุคคล

เรียนรู้เพื่อพัฒนาตนเองได้เหมาะสมกับวัย กล่าวคือ

การศึกษาในช่วงปฐมวัยเป็นการศึกษา

ที่มุ่งเน้นการอบรมดูแล

และพัฒนาความพร้อมของเด็กเพื่อการเรียนรู้ในขั้นต่อไป การศึกษา

ในวัยเด็กและเยาวชน เป็นการศึกษาที่มุ่งส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนมีคุณธรรม

มีความรู้ และ

สามารถประกอบการงานและอาชีพตามควรแก่วัย

การศึกษาสำหรับผู้ใหญ่ เป็นการศึกษาที่

มุ่งเสริมการพัฒนาคุณธรรม

ควบคู่กับการพัฒนาความรู้ความสามารถในการประกอบการงาน

และอาชีพ การมีส่วนร่วมในกระบวนการพัฒนาชุมชนและประเทศ การมีความสามารถใน

การแสวงหาความรู้และข้อมูลข่าวสารเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตได้อย่างเหมาะสมกับสภาพ

แวดล้อม การศึกษาสำหรับผู้สูงอายุ

เป็นการศึกษาที่ช่วยให้รู้จักปรับตัวเข้ากับสภาพและ

การเปลี่ยนแปลงของวัย

สามารถเข้าร่วมในกิจกรรมของครอบครัวและสังคมได้อย่างเหมาะสม

และมีคุณค่าทั้งแก่ตนเองและสังคม

๒.

ระบบการศึกษาจะเปิดโอกาสให้บุคคลได้เรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต

โดยอาศัยรูปแบบต่าง ๆ ทั้งการศึกษาที่จัดตามแนวระบบโรงเรียน

และการศึกษาที่เกิด

จากกระบวนการการเรียนรู้ในวิถีชีวิต

การศึกษาตามแนวระบบโรงเรียน

เป็นการจัดโดยสถานศึกษา อาศัยระบบชั้น

เรียนเป็นหลัก มีหลักสูตรกำหนดไว้ตามระดับและประเภทการศึกษา

เพื่อให้บุคคลได้เรียนรู้

ตามจุดมุ่งหมายของหลักสูตร

การศึกษาที่เกิดจากกระบวนการเรียนรู้ในวิถีชีวิต

เป็นการศึกษาด้วยตนเอง

จากแหล่งความรู้และสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ที่สัมพันธ์กับวิถีชีวิตของบุคคลทั้งที่มีอยู่เอง

และที่

มนุษย์จงใจสร้างขึ้นเพื่อกระตุ้นการเรียนรู้หรือเป็นการบริการของการเรียนรู้

๓.

การศึกษาตามแนวระบบโรงเรียน แบ่งระดับการศึกษาเป็น ๔ ระดับ คือ

ระดับก่อนประถมศึกษา ระดับประถมศึกษา ระดับมัธยมศึกษา

และระดับอุดมศึกษา

๓.๑

การศึกษาระดับก่อนประถมศึกษา เป็นการศึกษาในลักษณะของการ

อบรมเลี้ยงดูและพัฒนาความพร้อมของเด็ก ทั้งทางร่างกาย จิตใจ

สติปัญญา อารมณ์ บุคลิก

ภาพ และสังคม เพื่อรับการศึกษาในระดับต่อไป

การจัดการศึกษาระดับนี้อาจจัดในรูปของชั้นเด็กเล็ก

อนุบาลศึกษา หรือใน

รูปของศูนย์พัฒนาเด็กประเภทต่าง ๆ

ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพของแต่ละพื้นที่และกลุ่มเป้าหมาย

๓.๒

การศึกษาระดับประถมศึกษา เป็นการศึกษาที่มุ่งวางรากฐานเพื่อให้

ผู้เรียนได้พัฒนาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ทั้งในด้านคุณธรรม

จริยธรรม ความรู้และ

ความสามารถขั้นพื้นฐาน และให้สามารถคงการอ่านออก เขียน

และคำนวณได้

๓.๓

การศึกษาระดับมัธยมศึกษา แบ่งออกเป็น ๒ ตอน คือ ระดับมัธยม

ศึกษาตอนต้น และระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

๓.๓.๑

การศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้น เป็นการศึกษาที่มุ่งส่งเสริมให้

ผู้เรียนได้พัฒนาคุณธรรม ความรู้ ความสามารถ และทักษะต่อจากระดับประถมศึกษา

ให้ผู้เรียนได้ค้นพบความต้องการ ความสนใจ

และความถนัดของตนเองทั้งในด้านวิชาการและ

วิชาชีพ

ตลอดจนมีความสามารถในการประกอบการงานและอาชีพตามควรแก่วัย

๓.๓.๒

การศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย เป็นการศึกษาที่มุ่งส่งเสริม

ให้ผู้เรียนได้ศึกษาตามความถนัดและความสนใจ

เพื่อเป็นพื้นฐานสำหรับการศึกษาต่อ

ในระดับอุดมศึกษาหรือเพื่อให้เพียงพอแก่การประกอบการงานและอาชีพที่ตนถนัดทั้งอาชีพ

อิสระและรับจ้าง รวมทั้งส่งเสริมให้ผู้เรียนได้พัฒนาคุณธรรม

จริยธรรม และทักษะทางสังคม

ที่จำเป็นสำหรับการประกอบการงานและอาชีพและการอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างมีสันติสุข

๓.๔

การศึกษาระดับอุดมศึกษา เป็นการศึกษาหลังระดับมัธยมศึกษาตอน

ปลาย แบ่งเป็น ๓ ระดับ คือ การศึกษาระดับต่ำกว่าปริญญาตรี

การศึกษาระดับปริญญาตรีและ

การศึกษาระดับสูงกว่าปริญญาตรี

๓.๔.๑

การศึกษาระดับต่ำกว่าปริญญาตรี เป็นการศึกษาที่มุ่งส่งเสริม

ให้ผู้เรียนได้พัฒนาความรู้และทักษะวิชาชีพในระดับกลาง

รวมทั้งมีความสามารถในการริเริ่ม

ประกอบการ

๓.๔.๒

การศึกษาระดับปริญญาตรี เป็นการศึกษาที่ส่งเสริมให้ผู้เรียน

ได้พัฒนาความรู้ความสามารถในสาขาวิชาต่าง ๆ ในระดับสูง

โดยเฉพาะการประยุกต์ทฤษฎี

ไปสู่การปฏิบัติ

การริเริ่มการพัฒนาทั้งทางวิชาการและวิชาชีพ การสร้างสรรค์และเผยแพร่

ความรู้ การริเริ่มการพัฒนาประเทศทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม

การเมือง วัฒนธรรม

สิ่งแวดล้อม รวมทั้งการส่งเสริมบทบาทของประเทศในประชาคมโลก

๓.๔.๓

การศึกษาระดับสูงกว่าปริญญาตรี เป็นการศึกษาที่มุ่งส่งเสริม

ให้ผู้เรียนได้พัฒนาความรู้และทักษะในสาขาวิชาการเฉพาะทางให้มีความชำนาญมากยิ่งขึ้น

มุ่งสร้างสรรค์ความก้าวหน้าและความเป็นเลิศทางวิชาการ

โดยเฉพาะการศึกษาค้นคว้า วิจัย

และพัฒนาองค์ความรู้และเทคโนโลยีในด้านวิทยาศาสตร์

มนุษยศาสตร์ และสังคมศาสตร์

การประยุกต์ใช้วิทยาการสากลและภูมิปัญญาท้องถิ่นของไทยเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจและ

สังคม ได้อย่างเหมาะสมกับสภาพของสังคมไทย

๔.

การจัดการศึกษาตามแนวระบบโรงเรียน อาจจัดเป็นการศึกษาประเภท

ต่าง ๆ ได้ตามความเหมาะสมและตามความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย

ชุมชน และประเทศ

เช่น การฝึกหัดครู การศึกษาวิชาชีพ การศึกษาวิชาชีพพิเศษ

การศึกษาวิชาชีพเฉพาะกิจหรือ

เฉพาะบุคคลบางกลุ่ม การศึกษาพิเศษ และการศึกษาของภิกษุ

สามเณร นักบวช และบุคลากร

ทางศาสนา เป็นต้น

การจัดการศึกษาประเภทต่าง

ๆ เหล่านี้ ไม่เพียงแต่จัดตามความเหมาะสม

หรือเพื่อสนองความต้องการเฉพาะของกลุ่มเป้าหมาย

แต่ยังต้องคำนึงถึงการให้บุคคลได้

พัฒนาทั้งในด้านคุณธรรม

ความรู้ความสามารถและทักษะอย่างสมดุลควบคู่กันไปด้วย

๔.๑

การฝึกหัดครู เป็นการศึกษาที่มุ่งฝึกหัดและพัฒนาผู้ที่จะประกอบอาชีพ

ครูและครูประจำการให้มีคุณธรรม

ความรู้ความสามารถและทักษะในการสอนและการกระตุ้น

ผู้เรียนให้เกิดการเรียนรู้ มีจิตสำนึกของความเป็นครู

มีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ และเป็น

แบบอย่างที่ดีทั้งในด้านความประพฤติ

การดำรงชีวิตตลอดจนการรักษาภาษาและวัฒนธรรม

ของชาติ มีความใฝ่รู้ มุ่งพัฒนาตนเองและการสอนอย่างสม่ำเสมอตลอดจนมีส่วนร่วม

ในกระบวนการพัฒนาชุมชน การฟื้นฟู อนุรักษ์

และเสริมสร้างสิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรม

ของท้องถิ่นและประเทศ

๔.๒

การศึกษาวิชาชีพ เป็นการศึกษาที่มุ่งให้ผู้เรียนได้พัฒนาความรู้และ

ทักษะวิชาชีพให้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ทั้งในการประกอบอาชีพอิสระและรับจ้าง

รวมทั้ง

สามารถดำเนินชีวิตและประกอบอาชีพได้อย่างเหมาะสม

การจัดการศึกษาวิชาชีพ

อาจจัดในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งประเภทในโรงเรียน

หรือนอกโรงเรียน การจัดการศึกษาวิชาชีพในระบบโรงเรียน

เป็นการพัฒนาความรู้และทักษะ

วิชาชีพที่สอดคล้องกับแต่ละระดับของการศึกษา

ตั้งแต่ระดับประถมศึกษาถึงระดับอุดมศึกษา

ส่วนการจัดการศึกษาวิชาชีพนอกโรงเรียนเป็นการอบรมวิชาชีพเฉพาะด้านในระยะสั้นสำหรับผู้ที่

ต้องการพัฒนาความรู้และทักษะเพิ่มเติม

๔.๓

การศึกษาวิชาชีพพิเศษ เป็นการศึกษาที่มุ่งให้ผู้เรียนได้ฝึกหัดหรือ

พัฒนาทักษะวิชาชีพบางด้านที่ต้องการให้มีความชำนาญเป็นพิเศษตั้งแต่เยาว์วัยและต้องฝึกฝน

เป็นระยะเวลานานมีนาฏศิลป์ ดนตรี กีฬา เป็นต้น

การจัดการศึกษาอาจจัดตั้งเป็นสถานศึกษา

เฉพาะหรือจัดในหลักสูตรปกติ

๔.๔

การศึกษาวิชาชีพเฉพาะกิจ หรือเฉพาะบุคคลบางกลุ่ม เป็นการศึกษา

ที่มุ่งให้ผู้เรียนมีความรู้และทักษะวิชาชีพตามความต้องการของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง

โดยเฉพาะ หรือเป็นการจัดการศึกษาที่มุ่งจัดให้เหมาะสม

และสอดคล้องกับลักษณะหรือ

ความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย

ซึ่งไม่อาจดำเนินการได้โดยสถาบันการศึกษาปกติ ในการ

จัดการศึกษาต้องจัดให้สอดคล้องกับนโยบายการศึกษาของรัฐด้วย

๔.๕

การศึกษาพิเศษ เป็นการศึกษาที่มุ่งให้ผู้เรียนที่มีความบกพร่องทางกาย

สติปัญญา จิตใจ อารมณ์

ได้เรียนรู้อย่างเหมาะสมกับสภาพร่างกาย จิตใจและความสามารถ

และเป็นการศึกษาที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนที่มีความสามารถพิเศษหรือมีปัญญาเลิศได้พัฒนาความ

ถนัดและอัจฉริยภาพของตนได้อย่างเต็มที่

การจัดการศึกษาพิเศษนี้อาจจัดเป็นสถานศึกษา

เฉพาะ

หรือจัดในสถานศึกษาปกติตั้งแต่ระดับก่อนประถมศึกษาจนถึงระดับอุดมศึกษา

๔.๖

การศึกษาของภิกษุ สามเณร นักบวช และบุคลากรทางศาสนา

เป็นการศึกษาที่มุ่งสร้างเสริมให้ภิกษุ สามเณร นักบวช

และบุคลากรทางศาสนามีความเป็น

ผู้นำด้านปัญญา จิตใจ และศีลธรรม

เป็นแบบอย่างที่ดีและมีบทบาทในการปลูกฝังคุณธรรม

ค่านิยมและพฤติกรรมที่เหมาะสมแก่คนในสังคม

ตลอดจนเป็นผู้นำหรือมีส่วนร่วมใน

การอนุรักษ์ ฟื้นฟู และเสริมสร้างวัฒนธรรมของท้องถิ่นและสิ่งแวดล้อม

[ดูข้อมูลจากภาพกฎหมาย]

หมวดที่ ๓

แนวนโยบายการศึกษา

เพื่อให้การศึกษาของประเทศบรรลุตามหลักการและความมุ่งหมายดังกล่าว

ข้างต้น รัฐจึงกำหนดนโยบายการศึกษาไว้ดังนี้

๑.

จัดระบบเครือข่ายการเรียนรู้เพื่อให้ประชาชนมีโอกาสได้เรียนรู้อย่าง

กว้างขวาง และต่อเนื่องตลอดชีวิต

๒.

จัดการศึกษาและส่งเสริมการอบรมเลี้ยงดูที่เป็นประโยชน์ต่อพัฒนา

การของเด็ก ตามสภาวะความต้องการพื้นฐานตามวัยตั้งแต่ปฏิสนธิ

และการพัฒนาคุณลักษณะ

ที่พึงประสงค์

๓.

ส่งเสริมให้เด็กปฐมวัยทุกคนได้รับบริการเพื่อเตรียมความพร้อม

อย่างน้อย ๑ ปี ก่อนเข้าเรียนระดับประถมศึกษา

๔.

จัดการศึกษาภาคบังคับให้ทั่วถึง มีคุณภาพ และสะดวกแก่ผู้เรียน

สถานศึกษาของรัฐ

และของท้องถิ่นจะต้องจัดการศึกษาภาคบังคับเป็นบริการแบบให้เปล่า

การจัดการศึกษาในระดับใดให้เป็นการศึกษาภาคบังคับ

ให้เป็นไปตาม

กฎหมายการศึกษาที่กำหนดไว้เป็นการเฉพาะ

๕.

ให้การศึกษาระดับมัธยมศึกษาเป็นการศึกษาขั้นพื้นฐานของปวงชน

รัฐพึงเร่งรัดและขยายการศึกษาขั้นพื้นฐานเพื่อปวงชนอย่างทั่วถึง

เพื่อ

ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้สูงขึ้น

๖.

ปฏิรูปการฝึกหัดครูและการพัฒนาครูประจำการ โดยมุ่งให้เป็นการพัฒนา

วิชาชีพเฉพาะเพื่อสร้างจิตสำนึกของความเป็นครู

พัฒนาความรู้ความสามารถทั้งทางวิชาชีพครู

และวิชาการให้ได้มาตรฐาน และยกฐานะของวิชาชีพครูให้สูงขึ้น

๗.

ส่งเสริมให้การอุดมศึกษามีความเป็นเลิศในการสร้างและพัฒนาองค์

ความรู้และเทคโนโลยี

และให้มีการประสานวิทยาการสากลกับภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อให้

การอุดมศึกษามีบทบาทนำการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมไปในทิศทางที่พึงประสงค์

๘.

ปรับปรุงเนื้อหาสาระและกระบวนการเรียนการสอนทุกระดับและ

ทุกประเภทการศึกษาให้สนองต่อหลักการ และสอดคล้องกับความมุ่งหมายของการจัดการ

ศึกษาที่ตั้งไว้

๙.

ส่งเสริมให้ผู้เรียนทุกระดับรวมทั้งประชาชนโดยทั่วไป มีความรู้ความ

สามารถในการใช้ภาษาไทยได้อย่างถูกต้องและเหมาะสมเพื่อการสื่อสาร

เพื่อสร้างสรรค์และ

พัฒนาความคิดและองค์ความรู้และเพื่อธำรงรักษาวัฒนธรรมของชาติ

๑๐.

ส่งเสริมให้มีการเรียนภาษาต่างประเทศที่เอื้อต่อการพัฒนาประเทศ

อย่างกว้างขวาง เพื่อประโยชน์ในการศึกษาค้นคว้า

การติดต่อสื่อสารในด้านวิทยาการ การค้า

ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม

๑๑.

ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาเพื่อสร้างนวัตกรรม เทคโนโลยีทางการศึกษา

และองค์ความรู้ในศาสตร์สาขาต่าง ๆ

ที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาเนื้อหาสาระ กระบวนการ

เรียนการสอน และต่อการส่งเสริมการเรียนรู้

๑๒.

ส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้เพื่อขยาย

บริการการศึกษาเพื่อแลกเปลี่ยนและกระจายความรู้ข้อมูลข่าวสารไปสู่ประชาชนและชุมชนได้

อย่างกว้างขวางและรวดเร็ว

๑๓.

ส่งเสริมและสนับสนุนบทบาทของครอบครัว ชุมชน สถาบันสังคมอื่น ๆ

และสื่อมวลชนให้มีส่วนร่วมในกระบวนการของการศึกษา

การอนุรักษ์และพัฒนา

ทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่น

๑๔.

สนับสนุนการจัดการศึกษาในรูปแบบและวิธีการที่เอื้อให้ผู้มีปัญญาเลิศ

หรือมีความสามารถพิเศษได้พัฒนาอัจฉริยภาพของตน

๑๕.

สนับสนุนการขยายบริการการศึกษาให้แก่ผู้ด้อยโอกาสทางเศรษฐกิจและ

สังคม และผู้ที่มีความบกพร่องทางกาย สติปัญญา จิตใจ

และอารมณ์ ให้กว้างขวางและทั่วถึง

โดยเร็ว

๑๖.

ส่งเสริมการศึกษาของภิกษุ สามเณร นักบวช และบุคลากรทางศาสนา

เพื่อให้สามารถเป็นแบบอย่างที่ดี

และเป็นผู้นำในการปลูกฝังคุณธรรม ศีลธรรม และค่านิยม

ที่เหมาะสมให้แก่บุคคลและสังคม

๑๗.

ปรับปรุงระบบบริหารการศึกษาให้มีเอกภาพด้านนโยบายและมาตรฐาน

การศึกษารวมทั้งให้กระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่น และสถานศึกษา

เพื่อให้สถานศึกษามีความ

คล่องตัวในการบริหารและการจัดการภายในของสถานศึกษา

รวมทั้งสนับสนุนให้บุคคลและ

องค์กรในชุมชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจและการจัดการศึกษาของชุมชน

๑๘.

ส่งเสริมให้เอกชนจัดการศึกษาทุกระดับเพิ่มขึ้น ให้มีอิสระและความ

คล่องตัวในการบริหารและการจัดการ สามารถพึ่งตนเองได้

โดยรัฐให้การสนับสนุน

ด้านวิชาการ ทรัพยากร การอำนวยความสะดวกในการดำเนินงาน

และการรับรองมาตรฐาน

๑๙.

ระดม จัดสรร และใช้ทรัพยากรทางการศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพและ

เป็นธรรม

หมวดที่ ๔

แนวทางการจัดการศึกษา

เพื่อให้การจัดการศึกษาเป็นไปตามนโยบายดังกล่าวข้างต้น

ให้ดำเนินการตามแนวทาง ดังต่อไปนี้

การจัดเครือข่ายการเรียนรู้และบริการการศึกษาเพื่อปวงชน

๑.

ขยายบริการการอบรมเลี้ยงดูเด็กปฐมวัยให้กว้างขวาง โดยเฉพาะในชนบท

ห่างไกลและชุมชนแออัดในทุกจังหวัด

โดยให้โรงเรียนประถมศึกษาทุกโรงทั้งของรัฐและ

ท้องถิ่น จัดบริการเตรียมความพร้อมสำหรับเด็กอย่างน้อย ๑ ปี

ก่อนเข้าเรียนระดับประถม

ศึกษา

๒.

ขยายบริการการศึกษาขั้นพื้นฐานในรูปแบบและวิธีการที่หลากหลาย โดย

คำนึงถึงสภาพปัญหาข้อจำกัดและความสามารถพิเศษของผู้เรียน

เพื่อให้ผู้ที่อยู่ในพื้นที่ต่าง ๆ

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในชนบทห่างไกล ในเขตชุมชนแออัดในเมือง

เขตภูเขาและชายแดน รวมทั้ง

เด็กที่ต้องย้ายถิ่นตามพ่อแม่ผู้ปกครองไปประกอบอาชีพสามารถได้รับการศึกษาถึงระดับ

มัธยมศึกษาอย่างทั่วถึง

๓.

ปรับปรุงและพัฒนารูปแบบการรับเข้าศึกษาในระดับประถมศึกษา

มัธยมศึกษา

เพื่อกระจายโอกาสในการเข้ารับการศึกษาให้เป็นธรรม

๔.

ส่งเสริมให้ชุมชนจัดกระบวนการเรียนรู้ภายในชุมชน เพื่อให้ชุมชน

มีการศึกษา การแสวงหาความรู้ข้อมูลข่าวสาร

และการรู้จักเลือกสรรภูมิปัญญาท้องถิ่นและ

วิทยาการอื่น ๆ

ให้ชุมชนสามารถวิเคราะห์ปัญหาและความต้องการของตน เพื่อให้พัฒนาชุมชน

ได้สอดคล้องกับสภาพปัญหาและความต้องการนั้นและหาวิธีการต่าง

ๆ สนับสนุนให้มีการ

แลกเปลี่ยนประสบการณ์การพัฒนาด้านต่าง ๆ ระหว่างชุมชน

๕.

พัฒนาและส่งเสริมความร่วมมือและการประสานงานของแหล่งความรู้

ต่าง ๆ

ที่ส่งเสริมการถ่ายทอดและกระจายความรู้ข้อมูลข่าวสารสู่ประชาชนและชุมชน

อย่างกว้างขวาง

๖.

ส่งเสริมและสนับสนุนให้หน่วยงานการศึกษา หน่วยงานอื่น ๆ ของรัฐ และ

องค์กรเอกชนประสานความร่วมมือและทรัพยากรระหว่างกันอย่างเป็นระบบในการดำเนินงาน

เพื่อส่งเสริมและพัฒนาแหล่งความรู้ของชุมชนด้วยรูปแบบและวิธีการต่าง

๗.

ให้เทคโนโลยีการสื่อสาร สารสนเทศ และสื่อมวลชนทุกประเภท

ในการให้บริการความรู้ ข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ

แก่ประชาชนและชุมชนอย่างกว้างขวาง และ

ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชนร่วมมือในการให้ข้อมูลข่าวสารแก่สื่อมวลชน

หรือ

ร่วมผลิตสื่อที่เหมาะสมสำหรับการเผยแพร่

เนื้อหาสาระและกระบวนการเรียนการสอน

๘.

จัดหลักสูตรแต่ละระดับและประเภทการศึกษาให้มีเนื้อหาสาระ ทั้งส่วนที่

เป็นพื้นฐานที่จำเป็นต่อการพัฒนาบุคคลและสังคม

และส่วนที่เสริมสร้างศักยภาพตามความ

แตกต่างของบุคคล

๙.

นำความรู้ที่ได้จากการศึกษา ค้นคว้า และวิจัยในศาสตร์สาขาต่าง ๆ

รวมทั้งจากแหล่งวิทยาการอื่น ๆ เช่น ภูมิปัญญาท้องถิ่น วัด

ห้องสมุด พิพิธภัณฑ์ สื่อมวลชน

เป็นต้น

มาพิจารณาประกอบการจัดเนื้อหาสาระและกระบวนการเรียนการสอนทุกระดับ

ประเภท และรูปแบบการศึกษา

๑๐.

จัดเนื้อหาสาระของหลักสูตรทุกระดับการศึกษาโดยให้ความสำคัญแก่

ภาษาไทย และให้มีการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการศึกษาที่เป็นประโยชน์

ต่อการเรียนการสอนภาษาไทย

๑๑.

พัฒนาเนื้อหาสาระด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้ทันกับ

ความเจริญก้าวหน้าของโลกเพื่อให้ผู้เรียนมีพื้นฐานความรู้ด้านวิทยาศาสตร์

สามารถประดิษฐ์

คิดค้นและนำความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทั้งในระดับพื้นฐานและเทคโนโลยีที่คิดค้น

ขึ้นใหม่มาประยุกช์ใช้ได้อย่างเหมาะสม

๑๒.

จัดเนื้อหาสาระและกระบวนการเรียนการสอน โดยเน้นการฝึกปฏิบัติ

หรือการจัดกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อให้ผู้เรียนมีคุณธรรม

มีเจตคติและพฤติกรรมที่เหมาะสม

ทั้งทางสังคม วัฒนธรรมการเมือง และการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

๑๓.

จัดกระบวนการเรียนการสอนที่ให้ผู้เรียนเข้าใจและรู้จักคิด

แบบวิทยาศาสตร์ และที่เอื้อให้ผู้เรียนใฝ่หาความรู้

รู้จักคิดริเริ่ม รวมทั้งมีความสามารถในการ

วิเคราะห์และสังเคราะห์

๑๔.

จัดการฝึกอบรมวิชาชีพ โดยเน้นการฝึกปฏิบัติ เพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้

และทักษะที่จะประกอบวิชาชีพ

และเป็นกำลังทางเศรษฐกิจที่มีคุณภาพของประเทศ

๑๕.

ให้สถานศึกษามีความคล่องตัวในการจัดเนื้อหาสาระและกระบวนการ

เรียนการสอนให้สัมพันธ์สอดคล้อง

และเกื้อกูลกับวิถีชีวิตของชุมชน โดยส่งเสริมให้องค์กร

ต่าง ๆ และประชาชนมีส่วนร่วมในการจัดและพัฒนานั้น

๑๖.

ส่งเสริมให้สถานศึกษาจัดการเรียนการสอนภาษาต่างประเทศที่เอื้อ

ต่อการพัฒนาประเทศและใช้ครูที่มีความสามารถในการฝึกทักษะทางภาษา

๑๗.

ส่งเสริมการเรียนการสอนทั้งในรูปแบบการจัดการศึกษาในระบบ

โรงเรียน นอกระบบโรงเรียนและการศึกษาตามอัธยาศัย

โดยคำนึงถึงความเหมาะสมกับสภาพ

และความพร้อมของผู้เรียน

๑๘.

ส่งเสริมการให้ความรู้เกี่ยวกับชีวิตครอบครัว การอบรมเลี้ยงดูเด็ก และ

การเสริมสร้างสัมพันธภาพระหว่างวัย

๑๙.

ส่งเสริมให้ครอบครัว สถานศึกษา สถาบันศาสนา สถาบันในชุมชน

และสื่อมวลชนร่วมมือกันในการปลูกฝังคุณธรรม ค่านิยมที่เหมาะสม

และการชี้นำแนวทางที่ดี

แก่เด็กและเยาวชนอย่างจริงจังและต่อเนื่อง

๒๐.

ส่งเสริมให้มีการผลิตและใช้ประโยชน์จากสิ่งพิมพ์และสื่อการเรียนรู้

รูปแบบต่าง ๆ ที่ได้มาตรฐานอย่างกว้างขวาง

๒๑.

พัฒนาระบบการให้คำปรึกษาและการแนะแนวให้ครอบคลุมทั้งด้านวิชา

การแนวทางการประกอบอาชีพ และการปรับตัวทางอารมณ์และสังคม

เพื่อให้ผู้เรียนสามารถ

เลือกเรียนได้ตามความถนัดหรือความสนใจและเรียนได้อย่างเป็นสุข

๒๒.

พัฒนาระบบการนิเทศ การติดตาม และการประเมินผลการจัดการศึกษา

ของสถานศึกษาทุกระดับและประเภท พร้อมทั้งเร่งรัดให้มีการนำผลการประเมินมาใช้พัฒนา

กระบวนการเรียนการสอน

๒๓.

ส่งเสริมให้มีการเทียบโอนผลการเรียนสำหรับผู้เรียนที่ประสงค์

จะเปลี่ยนแนวการศึกษาหรือสถานศึกษา

รวมทั้งจัดให้มีการเทียบประสบการณ์เป็นหน่วย

การเรียนสำหรับผู้ที่ประสงค์จะกลับมาศึกษาต่อ

ทั้งนี้ให้สถานศึกษาที่จะรับเข้าเรียนพิจารณา

เทียบโอนได้ตามเกณฑ์หรือตามความเหมาะสม

๒๔.

ดำเนินการเกี่ยวกับการรับรองมาตรฐานวิชาชีพสำหรับผู้ที่ประสงค์

จะเทียบระดับความรู้และทักษะ

พร้อมทั้งเร่งรัดให้มีการกำหนดเกณฑ์มาตรฐานวิชาชีพ

ด้านต่าง ๆ อย่างกว้างขวางยิ่งขึ้น

ครูและบุคลากรทางการศึกษา

๒๕.

พัฒนาระบบการคัดเลือกผู้เข้าศึกษาวิชาชีพครู เพื่อให้ได้ผู้ที่มีความสน

ใจ

ความถนัดและความตั้งใจจริงในการเป็นครูมาเรียนและประกอบอาชีพครู พร้อมทั้ง

สนับสนุนส่งเสริมให้ผู้ที่มีความรู้ความสามารถในวิชาชีพอื่นมาประกอบอาชีพครู

โดยให้ได้รับ

การฝึกอบรมวิชาครูเพิ่มเติมก่อนประจำการ

๒๖.

พัฒนากระบวนการฝึกหัดครู การอบรมและพัฒนาครูและบุคลากร

ทางการศึกษา

โดยเน้นให้มีการฝึกปฏิบัติและการจัดกิจกรรมที่ส่งเสริมการพัฒนาคุณธรรม

ความสามารถในการสอนและการจัดประสบการณ์การเรียนรู้

การวิเคราะห์ สังเคราะห์

การแสวงหาความรู้และการเรียนรู้ด้วยตนเอง

การริเริ่มสร้างสรรค์ การสร้างการประยุกต์และ

ใช้เทคโนโลยีทางการศึกษา

ตลอดจนการมีส่วนร่วมในกระบวนการพัฒนาของชุมชน การฟื้นฟู

อนุรักษ์และเสริมสร้างสิ่งแวดล้อม

และวัฒนธรรมของท้องถิ่นและของประเทศ

๒๗.

ส่งเสริมให้ครูมีบทบาทเป็นผู้นำทางความคิด และเป็นผู้ประสาน

ความร่วมมือในการพัฒนาชุมชนตลอดจนประสานแหล่งความรู้วิทยาการสากลกับภูมิปัญญา

ท้องถิ่น

เพื่อให้เกิดการถ่ายทอดแลกเปลี่ยนและกระจายความรู้อย่างกว้างขวาง

๒๘.

จัดอัตรากำลังของหน่วยงานทางการศึกษาต่าง ๆ ให้เหมาะสมกับ

ปริมาณงาน เพื่อให้การใช้ครูและบุคลากรทางการศึกษาของแต่ละหน่วยงานเป็นไปอย่างมี

ประสิทธิภาพ

๒๙.

พัฒนาระบบการบริหารงานบุคคลของครูให้เหมาะสมกับวิชาชีพ พร้อม

ทั้งให้มีการกำหนดระเบียบ และวิธีการเพื่อยกฐานะอาชีพครู

๓๐.

จัดให้มีการกำกับดูแลคุณภาพ มาตรฐาน และการปฏิบัติวิชาชีพตาม

จรรยาวิชาชีพครูโดยการพัฒนาองค์กรวิชาชีพให้เข้มแข็ง

และให้มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ

ครูที่มีกฎหมายรองรับ

การบริหารและการจัดการ

๓๑.

ให้หน่วยงานบริหารส่วนกลางทำหน้าที่ในการกำหนดนโยบาย การวาง

แผนการศึกษาระดับชาติ การส่งเสริมมาตรฐานการศึกษา

การรับรองวิทยฐานะ การคุ้มครอง

ผู้รับบริการการศึกษาและการให้ข้อสนเทศทางการศึกษาแก่สาธารณะ

ให้มีการมอบอำนาจจากส่วนกลางไปยังจังหวัดและสถานศึกษาในเรื่องของ

การบริหาร การวางแผนและการจัดการศึกษาระดับจังหวัด

รวมถึงการตัดสินใจเกี่ยวกับการ

บริหารงานบุคคล การเงินและงบประมาณ

๓๒.

ให้มีคณะกรรมการการศึกษาระดับจังหวัด ซึ่งประกอบด้วยผู้แทนจาก

องค์กรของรัฐ องค์กรเอกชน องค์กรท้องถิ่น

เพื่อวางแผนและจัดการศึกษาของจังหวัด

โดยคำนึงถึงเอกภาพด้านนโยบาย และมาตรฐานการศึกษา

รวมทั้งความต้องการของท้องถิ่น

๓๓.

พัฒนาระบบการวางแผน การติดตามและประเมินผล เพื่อปรับและ

ประสานการบริหารและการจัดการศึกษาระดับชาติ ภูมิภาค

และท้องถิ่น ให้สอดคล้องกับ

แนวนโยบายการศึกษาของแผนการศึกษาแห่งชาติในการประเมินผลควรชี้ให้เห็นถึงประสิทธิ

ภาพของการดำเนินงานโครงการต่าง ๆ

รวมทั้งนำผลการประเมินดังกล่าวมาใช้ให้เกิดผลใน

การปรับปรุงการจัดการศึกษา

๓๔.

ส่งเสริมให้มีการรับรองมาตรฐานความรู้ของบุคคลเพื่อการศึกษาอบรม

หรือการทำงานโดยไม่ใช้ระบบชั้นเรียนเป็นเงื่อนไข

๓๕.

ดำเนินการปรับปรุงกฎหมาย กฎ ระเบียบ และข้อบังคับต่าง ๆ

ให้เอื้อต่อการประสานการใช้ทรัพยากรและการปฏิบัติงานของหน่วยงานต่าง

ๆ ทั้งในระดับ

ชาติ ภูมิภาค ท้องถิ่น

และชุมชนตลอดจนการมอบอำนาจจากส่วนกลางไปยังจังหวัด ท้องถิ่น

และสถานศึกษา

๓๖.

สนับสนุนให้สถานศึกษาที่มีฐานะเป็นนิติบุคคลมีระบบและโครงสร้าง

การบริหารการจัดการศึกษาการจัดหาหรือใช้ทรัพยากรเพื่อการศึกษา

ที่เป็นอิสระโดย

อยู่ในกำกับของรัฐ รวมทั้งให้มีเสรีภาพทางวิชาการ

ทรัพยากรและการลงทุนเพื่อการศึกษา

๓๗.

ให้หน่วยงานการศึกษาประสานการวางแผนและการดำเนินงานที่เกี่ยวกับ

การระดมทรัพยากรจากแหล่งต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ชุมชน

และต่างประเทศมาใช้

ประโยชน์ทางการศึกษาให้มากที่สุดโดยให้สอดคล้องกับนโยบาย

ความจำเป็นเร่งด่วน และ

ทิศทางการพัฒนาการศึกษาของประเทศ

๓๘.

จัดสรรงบประมาณให้แก่หน่วยงานการศึกษาของรัฐโดยให้ความสำคัญ

แก่การศึกษาภาคบังคับ การขยายการศึกษาขั้นพื้นฐาน

การจัดการศึกษาสำหรับผู้ด้อยโอกาส

ทางเศรษฐกิจและสังคมการดำเนินงานที่ส่งเสริมการจัดการศึกษาและการเรียนรู้ของชุมชน

การศึกษาสำหรับผู้บกพร่องทางกายสติปัญญา จิตใจ อารมณ์

การปรับปรุงคุณภาพการศึกษา

การวิจัยและพัฒนา

มากกว่าการขยายการจัดบริการการศึกษาในระดับสูง

๓๙.

ให้ภาคเอกชนและชุมชนเพิ่มบทบาทในการจัดการศึกษา โดยเฉพาะ

การศึกษาที่สนองความต้องการเฉพาะกลุ่มบุคคล

ทั้งนี้ให้หน่วยงานของรัฐสนับสนุน

ด้านวิชาการ ทรัพยากร และการอำนวยความสะดวกอย่างเหมาะสม

๔๐.

ให้สถานศึกษาปรับค่าบำรุงและค่าธรรมเนียมการศึกษาให้สอดคล้องกับ

อัตราผลตอบแทนส่วนบุคคลที่ผู้เรียนจะได้รับจากการศึกษาในแต่ละระดับ

ประเภท และสาขา

วิชา โดยคำนึงถึงค่าใช้จ่ายที่แท้จริงของการจัดการศึกษา

ทั้งนี้จะต้องจัดมาตรการช่วยเหลือ

ผู้ด้อยโอกาสทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างเพียงพอ

๔๑.

ส่งเสริมหรือสนับสนุนให้สถานประกอบการจัดการศึกษา และฝึกอบรม

ทักษะสำหรับการประกอบอาชีพโดยรัฐจะต้องมีมาตรการจูงใจบางประการ

๔๒.

ส่งเสริมให้องค์กรบริหารส่วนท้องถิ่นมีรายได้เพื่อใช้ในการจัดการศึกษา

ที่ตอบสนองความต้องการของชุมชนเพิ่มขึ้น

โดยการปรับปรุงระบบภาษี รวมทั้งให้องค์กร

ดังกล่าวจัดสรรรายได้เพื่อใช้ในการจัดการศึกษาเพิ่มขึ้นด้วย

เพื่อให้มีการนำแผนการศึกษาแห่งชาติ

พุทธศักราช ๒๕๓๕ ไปปฏิบัติ

ให้บังเกิดผลอย่างจริงจังตามหลักการ ความมุ่งหมาย

และแนวนโยบายที่วางไว้ให้หน่วยงาน

ที่รับผิดชอบจัดทำแผนพัฒนาการศึกษาแห่งชาติ

และแผนปฏิบัติการที่เป็นรูปธรรมและ

สอดคล้องกับแผนการศึกษาแห่งชาตินี้ สำหรับทุกระยะ ๕ ปี รวมทั้งจัดให้มีกลไกเพื่อกำกับ

ดูแล ติดตาม และประเมินผลการจัดการศึกษาอย่างต่อเนื่อง

[รก.๒๕๓๕/๗๑/๑/๒๓ มิถุนายน ๒๕๓๕]

1 มาตรา

อ้างอิงกฎหมายนี้

ประกาศให้ใช้แผนการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2535 (Office of the Council of State). Retrieved via LawPlayer, https://lawplayer.com/th/act/pythainlp_bc5345410c1b8fb2

ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).

Thai official texts excluded from copyright (Copyright Act B.E. 2537 s.7);開放資料層 CC BY 署名

本頁資料來源:สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (OCS)·整理提供:法律人 LawPlayer· lawplayer.com