ประกาศ
ประกาศ
ให้ใช้แผนการศึกษาแห่งชาติ
พุทธศักราช ๒๕๓๕
ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
มีพระบรมราชโองการ
โปรดเกล้า ฯ ให้ประกาศว่า
โดยที่คณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติพิจารณาเห็นว่า
มีความจำเป็นต้อง
ปรับปรุงแผนการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช ๒๕๒๐
เพื่อให้ระบบการศึกษาสามารถสนอง
ตอบความต้องการและความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วของสังคมไทยได้อย่างมี
ประสิทธิภาพสามารถพัฒนาพลเมืองของประเทศให้มีคุณภาพและปรับตัวได้อย่างรู้เท่าทัน
การเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ
และสามารถสร้างสรรค์สังคมไทยให้เจริญก้าวหน้า และสร้างความสมดุล
ในการพัฒนาประเทศทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคมการเมือง
วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม วิทยาศาสตร์
และเทคโนโลยี ดังนั้น คณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติจึงเสนอแผนการศึกษาแห่งชาติ
พุทธศักราช ๒๕๓๕
เพื่อให้เป็นแนวทางหลักสำหรับการจัดการศึกษาของรัฐซึ่งคณะรัฐมนตรี
ได้พิจารณาให้ความเห็นชอบแล้ว
จึงมีพระบรมราชโองการให้ใช้แผนการศึกษาแห่งชาติ
พุทธศักราช ๒๕๓๕
ตั้งแต่วันที่ ๑๐ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๓๕ เป็นต้นไป
ประกาศ
ณ วันที่ ๑๐ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๓๕ เป็นปีที่ ๔๗ ในรัชกาล
ปัจจุบัน
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
อานันท์ ปันยารชุน
นายกรัฐมนตรี
+------------------------------------------------------------------------------------------------------+
หมวดที่ ๑
หลักการและความมุ่งหมาย
หลักการ
การจัดการศึกษาตามแผนการศึกษาแห่งชาติฉบับนี้
มีหลักการที่สำคัญ ๔ ประการ ดังนี้
๑.
การสร้างความเจริญงอกงามทางปัญญา ความคิด จิตใจ และคุณธรรมของ
บุคคลเป็นสิ่งจำเป็นและเป็นเป้าหมายสำคัญ
เพื่อนำไปสู่การพัฒนาที่สมดุลระหว่างความเจริญ
ทางจิตใจกับความเจริญทางวัตถุและความเติบโตทางเศรษฐกิจ
๒.
ในฐานะที่มนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติและจะต้องดำรงอยู่ร่วมกันกับ
ธรรมชาติอย่างกลมกลืนและเกื้อกูลซึ่งกันและกัน
มนุษย์จะต้องตระหนักถึงการใช้และอนุรักษ์
ทรัพยากรธรรมชาติอย่างเหมาะสมโดยไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม
๓.
การก้าวทันความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาการสมัยใหม่ และการรับ
วัฒนธรรมจากต่างประเทศหรือจากภายนอกชุมชน
จะต้องประสานควบคู่ไปกับความเข้าใจ
และตระหนักในคุณค่าของภูมิปัญญา ภาษา
และวัฒนธรรมดั้งเดิมของท้องถิ่นและของสังคม
ไทย เพื่อประโยชน์ในการพัฒนาความรู้ใหม่ ๆ
ที่สอดคล้องกับสภาพและความต้องการของ
ท้องถิ่น
๔.
ความสมดุลระหว่างการพึ่งพาอาศัยกันกับการพึ่งตนเอง เป็นหลักการ
พื้นฐานที่จำเป็นสำหรับการประสานความร่วมมือร่วมใจกันทั้งในระดับบุคคล
ชุมชน ท้องถิ่น
และประเทศเพื่อให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนอันจะช่วยส่งเสริมบทบาทของประเทศไทยให้
โดดเด่นขึ้นในประชาคมโลก
ความมุ่งหมายของการจัดการศึกษา
การศึกษาเป็นกระบวนการที่ทำให้มนุษย์สามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตของตน
สามารถดำเนินชีวิตในสังคมได้อย่างมีสันติสุข
และสามารถเกื้อหนุนการพัฒนาประเทศ
ได้อย่างเหมาะสมและสอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงในทุก ๆ
ด้านของประเทศ โดยนัย
ดังกล่าว
ความมุ่งหมายของการจัดการศึกษาจึงเน้นการพัฒนาบุคคลใน ๔ ด้านอย่างสมดุล
และกลมกลืนกัน คือ
๑.
ด้านปัญญา บุคคลที่ได้รับการศึกษาพึงเป็นผู้มีปัญญา คือ รู้จักเหตุและผล
รู้จักแยกแยะผิดชอบชั่วดี คุณและโทษ
สิ่งที่ควรกระทำและไม่ควรกระทำบนพื้นฐานของความจริง
รู้จักแก้ไขปัญหาได้อย่างฉลาดและรู้เท่าทันความเปลี่ยนแปลงต่าง
ๆ ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและ
หลากหลาย มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ และใฝ่เรียนใฝ่รู้เพื่อความก้าวหน้าทางความรู้และ
วิทยาการต่าง ๆ
รู้คุณค่าของภูมิปัญญาและวัฒนธรรมของสังคมไทย และรู้จักเลือกรับวิทยา
การและวัฒนธรรมจากภายนอก
๒.
ด้านจิตใจ บุคคลที่ได้รับการศึกษาพึงรู้จักฝึกฝนจิตใจของตนให้มี
ความเจริญงอกงามทางคุณธรรม ได้แก่ มีความละอายต่อการกระทำผิด
รู้จักควบคุมตนเอง
ให้ประพฤติตามกรอบความถูกต้องที่ดีงาม
มีศาสนาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวทางจิตใจ รู้จักพอ
มีสมาธิและมีความอดทนหนักแน่นอันจะเป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติหน้าที่
การงาน และการ
ดำรงชีพ
๓.
ด้านร่างกาย บุคคลที่ได้รับการศึกษาพึงมีร่างกายที่เจริญเติบโตเหมาะสม
กับวัย
รู้จักดูแลรักษาสุขภาพอนามัยของร่างกายทั้งของตนเองและสมาชิกในครอบครัว และ
สามารถพัฒนาสมรรถภาพของร่างกายให้เหมาะสมกับการงานและอาชีพ
๔.
ด้านสังคม บุคคลที่ได้รับการศึกษาพึงมีพฤติกรรมทางสังคมที่ดีงาม ทั้งใน
การทำงานและการอยู่ร่วมกันในครอบครัว องค์กร และสังคม
รู้จักการช่วยเหลือเกื้อกูลประโยชน์
แก่กันและกันโดยไม่เห็นแก่ตัว
มีความสามารถและทักษะในการติดต่อสื่อสารกับบุคคลอื่น
สามารถใช้ภาษาไทยได้อย่างถูกต้องเหมาะสมรวมทั้งสามารถใช้ภาษาต่างประเทศเพื่อการติดต่อ
สื่อสารกับนานาประเทศได้
สามารถธำรงรักษาเอกลักษณ์และวัฒนธรรมที่ดีงามของไทย ตระหนัก
และปฏิบัติตามสิทธิหน้าที่และความรับผิดชอบที่พึงมีต่อผู้อื่น
ต่อสังคม และต่อมวลมนุษยชาติ
มีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาและสร้างสรรค์สังคมให้มีสันติสุข
รู้จักและเคารพในสิทธิและเสรีภาพ
ของตนเองและผู้อื่นตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
รู้จักใช้และ
อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดี
ตลอดจนร่วมส่งเสริมบทบาทของประเทศ
ในประชาคมโลกในทางที่เหมาะสม
หมวดที่ ๒
ระบบการศึกษา
ระบบการศึกษาตามนัยแห่งแผนการศึกษาแห่งชาติฉบับนี้
เป็นระบบที่ให้
บุคคลได้ศึกษาและเรียนรู้อย่างต่อเนื่องไปตลอดชีวิต
เพื่อพัฒนาตนเองทั้งในด้านปัญญา
จิตใจ ร่างกาย
และสังคมอย่างสมดุลและสามารถสร้างเสริมความเจริญก้าวหน้าให้แก่ประเทศ
ภายใต้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
๑.
ระบบการศึกษาตามแผนการศึกษาแห่งชาติฉบับนี้ จะเปิดโอกาสให้บุคคล
เรียนรู้เพื่อพัฒนาตนเองได้เหมาะสมกับวัย กล่าวคือ
การศึกษาในช่วงปฐมวัยเป็นการศึกษา
ที่มุ่งเน้นการอบรมดูแล
และพัฒนาความพร้อมของเด็กเพื่อการเรียนรู้ในขั้นต่อไป การศึกษา
ในวัยเด็กและเยาวชน เป็นการศึกษาที่มุ่งส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนมีคุณธรรม
มีความรู้ และ
สามารถประกอบการงานและอาชีพตามควรแก่วัย
การศึกษาสำหรับผู้ใหญ่ เป็นการศึกษาที่
มุ่งเสริมการพัฒนาคุณธรรม
ควบคู่กับการพัฒนาความรู้ความสามารถในการประกอบการงาน
และอาชีพ การมีส่วนร่วมในกระบวนการพัฒนาชุมชนและประเทศ การมีความสามารถใน
การแสวงหาความรู้และข้อมูลข่าวสารเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตได้อย่างเหมาะสมกับสภาพ
แวดล้อม การศึกษาสำหรับผู้สูงอายุ
เป็นการศึกษาที่ช่วยให้รู้จักปรับตัวเข้ากับสภาพและ
การเปลี่ยนแปลงของวัย
สามารถเข้าร่วมในกิจกรรมของครอบครัวและสังคมได้อย่างเหมาะสม
และมีคุณค่าทั้งแก่ตนเองและสังคม
๒.
ระบบการศึกษาจะเปิดโอกาสให้บุคคลได้เรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต
โดยอาศัยรูปแบบต่าง ๆ ทั้งการศึกษาที่จัดตามแนวระบบโรงเรียน
และการศึกษาที่เกิด
จากกระบวนการการเรียนรู้ในวิถีชีวิต
การศึกษาตามแนวระบบโรงเรียน
เป็นการจัดโดยสถานศึกษา อาศัยระบบชั้น
เรียนเป็นหลัก มีหลักสูตรกำหนดไว้ตามระดับและประเภทการศึกษา
เพื่อให้บุคคลได้เรียนรู้
ตามจุดมุ่งหมายของหลักสูตร
การศึกษาที่เกิดจากกระบวนการเรียนรู้ในวิถีชีวิต
เป็นการศึกษาด้วยตนเอง
จากแหล่งความรู้และสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ที่สัมพันธ์กับวิถีชีวิตของบุคคลทั้งที่มีอยู่เอง
และที่
มนุษย์จงใจสร้างขึ้นเพื่อกระตุ้นการเรียนรู้หรือเป็นการบริการของการเรียนรู้
๓.
การศึกษาตามแนวระบบโรงเรียน แบ่งระดับการศึกษาเป็น ๔ ระดับ คือ
ระดับก่อนประถมศึกษา ระดับประถมศึกษา ระดับมัธยมศึกษา
และระดับอุดมศึกษา
๓.๑
การศึกษาระดับก่อนประถมศึกษา เป็นการศึกษาในลักษณะของการ
อบรมเลี้ยงดูและพัฒนาความพร้อมของเด็ก ทั้งทางร่างกาย จิตใจ
สติปัญญา อารมณ์ บุคลิก
ภาพ และสังคม เพื่อรับการศึกษาในระดับต่อไป
การจัดการศึกษาระดับนี้อาจจัดในรูปของชั้นเด็กเล็ก
อนุบาลศึกษา หรือใน
รูปของศูนย์พัฒนาเด็กประเภทต่าง ๆ
ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพของแต่ละพื้นที่และกลุ่มเป้าหมาย
๓.๒
การศึกษาระดับประถมศึกษา เป็นการศึกษาที่มุ่งวางรากฐานเพื่อให้
ผู้เรียนได้พัฒนาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ทั้งในด้านคุณธรรม
จริยธรรม ความรู้และ
ความสามารถขั้นพื้นฐาน และให้สามารถคงการอ่านออก เขียน
และคำนวณได้
๓.๓
การศึกษาระดับมัธยมศึกษา แบ่งออกเป็น ๒ ตอน คือ ระดับมัธยม
ศึกษาตอนต้น และระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย
๓.๓.๑
การศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้น เป็นการศึกษาที่มุ่งส่งเสริมให้
ผู้เรียนได้พัฒนาคุณธรรม ความรู้ ความสามารถ และทักษะต่อจากระดับประถมศึกษา
ให้ผู้เรียนได้ค้นพบความต้องการ ความสนใจ
และความถนัดของตนเองทั้งในด้านวิชาการและ
วิชาชีพ
ตลอดจนมีความสามารถในการประกอบการงานและอาชีพตามควรแก่วัย
๓.๓.๒
การศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย เป็นการศึกษาที่มุ่งส่งเสริม
ให้ผู้เรียนได้ศึกษาตามความถนัดและความสนใจ
เพื่อเป็นพื้นฐานสำหรับการศึกษาต่อ
ในระดับอุดมศึกษาหรือเพื่อให้เพียงพอแก่การประกอบการงานและอาชีพที่ตนถนัดทั้งอาชีพ
อิสระและรับจ้าง รวมทั้งส่งเสริมให้ผู้เรียนได้พัฒนาคุณธรรม
จริยธรรม และทักษะทางสังคม
ที่จำเป็นสำหรับการประกอบการงานและอาชีพและการอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างมีสันติสุข
๓.๔
การศึกษาระดับอุดมศึกษา เป็นการศึกษาหลังระดับมัธยมศึกษาตอน
ปลาย แบ่งเป็น ๓ ระดับ คือ การศึกษาระดับต่ำกว่าปริญญาตรี
การศึกษาระดับปริญญาตรีและ
การศึกษาระดับสูงกว่าปริญญาตรี
๓.๔.๑
การศึกษาระดับต่ำกว่าปริญญาตรี เป็นการศึกษาที่มุ่งส่งเสริม
ให้ผู้เรียนได้พัฒนาความรู้และทักษะวิชาชีพในระดับกลาง
รวมทั้งมีความสามารถในการริเริ่ม
ประกอบการ
๓.๔.๒
การศึกษาระดับปริญญาตรี เป็นการศึกษาที่ส่งเสริมให้ผู้เรียน
ได้พัฒนาความรู้ความสามารถในสาขาวิชาต่าง ๆ ในระดับสูง
โดยเฉพาะการประยุกต์ทฤษฎี
ไปสู่การปฏิบัติ
การริเริ่มการพัฒนาทั้งทางวิชาการและวิชาชีพ การสร้างสรรค์และเผยแพร่
ความรู้ การริเริ่มการพัฒนาประเทศทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม
การเมือง วัฒนธรรม
สิ่งแวดล้อม รวมทั้งการส่งเสริมบทบาทของประเทศในประชาคมโลก
๓.๔.๓
การศึกษาระดับสูงกว่าปริญญาตรี เป็นการศึกษาที่มุ่งส่งเสริม
ให้ผู้เรียนได้พัฒนาความรู้และทักษะในสาขาวิชาการเฉพาะทางให้มีความชำนาญมากยิ่งขึ้น
มุ่งสร้างสรรค์ความก้าวหน้าและความเป็นเลิศทางวิชาการ
โดยเฉพาะการศึกษาค้นคว้า วิจัย
และพัฒนาองค์ความรู้และเทคโนโลยีในด้านวิทยาศาสตร์
มนุษยศาสตร์ และสังคมศาสตร์
การประยุกต์ใช้วิทยาการสากลและภูมิปัญญาท้องถิ่นของไทยเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจและ
สังคม ได้อย่างเหมาะสมกับสภาพของสังคมไทย
๔.
การจัดการศึกษาตามแนวระบบโรงเรียน อาจจัดเป็นการศึกษาประเภท
ต่าง ๆ ได้ตามความเหมาะสมและตามความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย
ชุมชน และประเทศ
เช่น การฝึกหัดครู การศึกษาวิชาชีพ การศึกษาวิชาชีพพิเศษ
การศึกษาวิชาชีพเฉพาะกิจหรือ
เฉพาะบุคคลบางกลุ่ม การศึกษาพิเศษ และการศึกษาของภิกษุ
สามเณร นักบวช และบุคลากร
ทางศาสนา เป็นต้น
การจัดการศึกษาประเภทต่าง
ๆ เหล่านี้ ไม่เพียงแต่จัดตามความเหมาะสม
หรือเพื่อสนองความต้องการเฉพาะของกลุ่มเป้าหมาย
แต่ยังต้องคำนึงถึงการให้บุคคลได้
พัฒนาทั้งในด้านคุณธรรม
ความรู้ความสามารถและทักษะอย่างสมดุลควบคู่กันไปด้วย
๔.๑
การฝึกหัดครู เป็นการศึกษาที่มุ่งฝึกหัดและพัฒนาผู้ที่จะประกอบอาชีพ
ครูและครูประจำการให้มีคุณธรรม
ความรู้ความสามารถและทักษะในการสอนและการกระตุ้น
ผู้เรียนให้เกิดการเรียนรู้ มีจิตสำนึกของความเป็นครู
มีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ และเป็น
แบบอย่างที่ดีทั้งในด้านความประพฤติ
การดำรงชีวิตตลอดจนการรักษาภาษาและวัฒนธรรม
ของชาติ มีความใฝ่รู้ มุ่งพัฒนาตนเองและการสอนอย่างสม่ำเสมอตลอดจนมีส่วนร่วม
ในกระบวนการพัฒนาชุมชน การฟื้นฟู อนุรักษ์
และเสริมสร้างสิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรม
ของท้องถิ่นและประเทศ
๔.๒
การศึกษาวิชาชีพ เป็นการศึกษาที่มุ่งให้ผู้เรียนได้พัฒนาความรู้และ
ทักษะวิชาชีพให้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ทั้งในการประกอบอาชีพอิสระและรับจ้าง
รวมทั้ง
สามารถดำเนินชีวิตและประกอบอาชีพได้อย่างเหมาะสม
การจัดการศึกษาวิชาชีพ
อาจจัดในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งประเภทในโรงเรียน
หรือนอกโรงเรียน การจัดการศึกษาวิชาชีพในระบบโรงเรียน
เป็นการพัฒนาความรู้และทักษะ
วิชาชีพที่สอดคล้องกับแต่ละระดับของการศึกษา
ตั้งแต่ระดับประถมศึกษาถึงระดับอุดมศึกษา
ส่วนการจัดการศึกษาวิชาชีพนอกโรงเรียนเป็นการอบรมวิชาชีพเฉพาะด้านในระยะสั้นสำหรับผู้ที่
ต้องการพัฒนาความรู้และทักษะเพิ่มเติม
๔.๓
การศึกษาวิชาชีพพิเศษ เป็นการศึกษาที่มุ่งให้ผู้เรียนได้ฝึกหัดหรือ
พัฒนาทักษะวิชาชีพบางด้านที่ต้องการให้มีความชำนาญเป็นพิเศษตั้งแต่เยาว์วัยและต้องฝึกฝน
เป็นระยะเวลานานมีนาฏศิลป์ ดนตรี กีฬา เป็นต้น
การจัดการศึกษาอาจจัดตั้งเป็นสถานศึกษา
เฉพาะหรือจัดในหลักสูตรปกติ
๔.๔
การศึกษาวิชาชีพเฉพาะกิจ หรือเฉพาะบุคคลบางกลุ่ม เป็นการศึกษา
ที่มุ่งให้ผู้เรียนมีความรู้และทักษะวิชาชีพตามความต้องการของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง
โดยเฉพาะ หรือเป็นการจัดการศึกษาที่มุ่งจัดให้เหมาะสม
และสอดคล้องกับลักษณะหรือ
ความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย
ซึ่งไม่อาจดำเนินการได้โดยสถาบันการศึกษาปกติ ในการ
จัดการศึกษาต้องจัดให้สอดคล้องกับนโยบายการศึกษาของรัฐด้วย
๔.๕
การศึกษาพิเศษ เป็นการศึกษาที่มุ่งให้ผู้เรียนที่มีความบกพร่องทางกาย
สติปัญญา จิตใจ อารมณ์
ได้เรียนรู้อย่างเหมาะสมกับสภาพร่างกาย จิตใจและความสามารถ
และเป็นการศึกษาที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนที่มีความสามารถพิเศษหรือมีปัญญาเลิศได้พัฒนาความ
ถนัดและอัจฉริยภาพของตนได้อย่างเต็มที่
การจัดการศึกษาพิเศษนี้อาจจัดเป็นสถานศึกษา
เฉพาะ
หรือจัดในสถานศึกษาปกติตั้งแต่ระดับก่อนประถมศึกษาจนถึงระดับอุดมศึกษา
๔.๖
การศึกษาของภิกษุ สามเณร นักบวช และบุคลากรทางศาสนา
เป็นการศึกษาที่มุ่งสร้างเสริมให้ภิกษุ สามเณร นักบวช
และบุคลากรทางศาสนามีความเป็น
ผู้นำด้านปัญญา จิตใจ และศีลธรรม
เป็นแบบอย่างที่ดีและมีบทบาทในการปลูกฝังคุณธรรม
ค่านิยมและพฤติกรรมที่เหมาะสมแก่คนในสังคม
ตลอดจนเป็นผู้นำหรือมีส่วนร่วมใน
การอนุรักษ์ ฟื้นฟู และเสริมสร้างวัฒนธรรมของท้องถิ่นและสิ่งแวดล้อม
[ดูข้อมูลจากภาพกฎหมาย]
หมวดที่ ๓
แนวนโยบายการศึกษา
เพื่อให้การศึกษาของประเทศบรรลุตามหลักการและความมุ่งหมายดังกล่าว
ข้างต้น รัฐจึงกำหนดนโยบายการศึกษาไว้ดังนี้
๑.
จัดระบบเครือข่ายการเรียนรู้เพื่อให้ประชาชนมีโอกาสได้เรียนรู้อย่าง
กว้างขวาง และต่อเนื่องตลอดชีวิต
๒.
จัดการศึกษาและส่งเสริมการอบรมเลี้ยงดูที่เป็นประโยชน์ต่อพัฒนา
การของเด็ก ตามสภาวะความต้องการพื้นฐานตามวัยตั้งแต่ปฏิสนธิ
และการพัฒนาคุณลักษณะ
ที่พึงประสงค์
๓.
ส่งเสริมให้เด็กปฐมวัยทุกคนได้รับบริการเพื่อเตรียมความพร้อม
อย่างน้อย ๑ ปี ก่อนเข้าเรียนระดับประถมศึกษา
๔.
จัดการศึกษาภาคบังคับให้ทั่วถึง มีคุณภาพ และสะดวกแก่ผู้เรียน
สถานศึกษาของรัฐ
และของท้องถิ่นจะต้องจัดการศึกษาภาคบังคับเป็นบริการแบบให้เปล่า
การจัดการศึกษาในระดับใดให้เป็นการศึกษาภาคบังคับ
ให้เป็นไปตาม
กฎหมายการศึกษาที่กำหนดไว้เป็นการเฉพาะ
๕.
ให้การศึกษาระดับมัธยมศึกษาเป็นการศึกษาขั้นพื้นฐานของปวงชน
รัฐพึงเร่งรัดและขยายการศึกษาขั้นพื้นฐานเพื่อปวงชนอย่างทั่วถึง
เพื่อ
ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้สูงขึ้น
๖.
ปฏิรูปการฝึกหัดครูและการพัฒนาครูประจำการ โดยมุ่งให้เป็นการพัฒนา
วิชาชีพเฉพาะเพื่อสร้างจิตสำนึกของความเป็นครู
พัฒนาความรู้ความสามารถทั้งทางวิชาชีพครู
และวิชาการให้ได้มาตรฐาน และยกฐานะของวิชาชีพครูให้สูงขึ้น
๗.
ส่งเสริมให้การอุดมศึกษามีความเป็นเลิศในการสร้างและพัฒนาองค์
ความรู้และเทคโนโลยี
และให้มีการประสานวิทยาการสากลกับภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อให้
การอุดมศึกษามีบทบาทนำการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมไปในทิศทางที่พึงประสงค์
๘.
ปรับปรุงเนื้อหาสาระและกระบวนการเรียนการสอนทุกระดับและ
ทุกประเภทการศึกษาให้สนองต่อหลักการ และสอดคล้องกับความมุ่งหมายของการจัดการ
ศึกษาที่ตั้งไว้
๙.
ส่งเสริมให้ผู้เรียนทุกระดับรวมทั้งประชาชนโดยทั่วไป มีความรู้ความ
สามารถในการใช้ภาษาไทยได้อย่างถูกต้องและเหมาะสมเพื่อการสื่อสาร
เพื่อสร้างสรรค์และ
พัฒนาความคิดและองค์ความรู้และเพื่อธำรงรักษาวัฒนธรรมของชาติ
๑๐.
ส่งเสริมให้มีการเรียนภาษาต่างประเทศที่เอื้อต่อการพัฒนาประเทศ
อย่างกว้างขวาง เพื่อประโยชน์ในการศึกษาค้นคว้า
การติดต่อสื่อสารในด้านวิทยาการ การค้า
ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม
๑๑.
ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาเพื่อสร้างนวัตกรรม เทคโนโลยีทางการศึกษา
และองค์ความรู้ในศาสตร์สาขาต่าง ๆ
ที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาเนื้อหาสาระ กระบวนการ
เรียนการสอน และต่อการส่งเสริมการเรียนรู้
๑๒.
ส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้เพื่อขยาย
บริการการศึกษาเพื่อแลกเปลี่ยนและกระจายความรู้ข้อมูลข่าวสารไปสู่ประชาชนและชุมชนได้
อย่างกว้างขวางและรวดเร็ว
๑๓.
ส่งเสริมและสนับสนุนบทบาทของครอบครัว ชุมชน สถาบันสังคมอื่น ๆ
และสื่อมวลชนให้มีส่วนร่วมในกระบวนการของการศึกษา
การอนุรักษ์และพัฒนา
ทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่น
๑๔.
สนับสนุนการจัดการศึกษาในรูปแบบและวิธีการที่เอื้อให้ผู้มีปัญญาเลิศ
หรือมีความสามารถพิเศษได้พัฒนาอัจฉริยภาพของตน
๑๕.
สนับสนุนการขยายบริการการศึกษาให้แก่ผู้ด้อยโอกาสทางเศรษฐกิจและ
สังคม และผู้ที่มีความบกพร่องทางกาย สติปัญญา จิตใจ
และอารมณ์ ให้กว้างขวางและทั่วถึง
โดยเร็ว
๑๖.
ส่งเสริมการศึกษาของภิกษุ สามเณร นักบวช และบุคลากรทางศาสนา
เพื่อให้สามารถเป็นแบบอย่างที่ดี
และเป็นผู้นำในการปลูกฝังคุณธรรม ศีลธรรม และค่านิยม
ที่เหมาะสมให้แก่บุคคลและสังคม
๑๗.
ปรับปรุงระบบบริหารการศึกษาให้มีเอกภาพด้านนโยบายและมาตรฐาน
การศึกษารวมทั้งให้กระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่น และสถานศึกษา
เพื่อให้สถานศึกษามีความ
คล่องตัวในการบริหารและการจัดการภายในของสถานศึกษา
รวมทั้งสนับสนุนให้บุคคลและ
องค์กรในชุมชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจและการจัดการศึกษาของชุมชน
๑๘.
ส่งเสริมให้เอกชนจัดการศึกษาทุกระดับเพิ่มขึ้น ให้มีอิสระและความ
คล่องตัวในการบริหารและการจัดการ สามารถพึ่งตนเองได้
โดยรัฐให้การสนับสนุน
ด้านวิชาการ ทรัพยากร การอำนวยความสะดวกในการดำเนินงาน
และการรับรองมาตรฐาน
๑๙.
ระดม จัดสรร และใช้ทรัพยากรทางการศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพและ
เป็นธรรม
หมวดที่ ๔
แนวทางการจัดการศึกษา
เพื่อให้การจัดการศึกษาเป็นไปตามนโยบายดังกล่าวข้างต้น
ให้ดำเนินการตามแนวทาง ดังต่อไปนี้
การจัดเครือข่ายการเรียนรู้และบริการการศึกษาเพื่อปวงชน
๑.
ขยายบริการการอบรมเลี้ยงดูเด็กปฐมวัยให้กว้างขวาง โดยเฉพาะในชนบท
ห่างไกลและชุมชนแออัดในทุกจังหวัด
โดยให้โรงเรียนประถมศึกษาทุกโรงทั้งของรัฐและ
ท้องถิ่น จัดบริการเตรียมความพร้อมสำหรับเด็กอย่างน้อย ๑ ปี
ก่อนเข้าเรียนระดับประถม
ศึกษา
๒.
ขยายบริการการศึกษาขั้นพื้นฐานในรูปแบบและวิธีการที่หลากหลาย โดย
คำนึงถึงสภาพปัญหาข้อจำกัดและความสามารถพิเศษของผู้เรียน
เพื่อให้ผู้ที่อยู่ในพื้นที่ต่าง ๆ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในชนบทห่างไกล ในเขตชุมชนแออัดในเมือง
เขตภูเขาและชายแดน รวมทั้ง
เด็กที่ต้องย้ายถิ่นตามพ่อแม่ผู้ปกครองไปประกอบอาชีพสามารถได้รับการศึกษาถึงระดับ
มัธยมศึกษาอย่างทั่วถึง
๓.
ปรับปรุงและพัฒนารูปแบบการรับเข้าศึกษาในระดับประถมศึกษา
มัธยมศึกษา
เพื่อกระจายโอกาสในการเข้ารับการศึกษาให้เป็นธรรม
๔.
ส่งเสริมให้ชุมชนจัดกระบวนการเรียนรู้ภายในชุมชน เพื่อให้ชุมชน
มีการศึกษา การแสวงหาความรู้ข้อมูลข่าวสาร
และการรู้จักเลือกสรรภูมิปัญญาท้องถิ่นและ
วิทยาการอื่น ๆ
ให้ชุมชนสามารถวิเคราะห์ปัญหาและความต้องการของตน เพื่อให้พัฒนาชุมชน
ได้สอดคล้องกับสภาพปัญหาและความต้องการนั้นและหาวิธีการต่าง
ๆ สนับสนุนให้มีการ
แลกเปลี่ยนประสบการณ์การพัฒนาด้านต่าง ๆ ระหว่างชุมชน
๕.
พัฒนาและส่งเสริมความร่วมมือและการประสานงานของแหล่งความรู้
ต่าง ๆ
ที่ส่งเสริมการถ่ายทอดและกระจายความรู้ข้อมูลข่าวสารสู่ประชาชนและชุมชน
อย่างกว้างขวาง
๖.
ส่งเสริมและสนับสนุนให้หน่วยงานการศึกษา หน่วยงานอื่น ๆ ของรัฐ และ
องค์กรเอกชนประสานความร่วมมือและทรัพยากรระหว่างกันอย่างเป็นระบบในการดำเนินงาน
เพื่อส่งเสริมและพัฒนาแหล่งความรู้ของชุมชนด้วยรูปแบบและวิธีการต่าง
ๆ
๗.
ให้เทคโนโลยีการสื่อสาร สารสนเทศ และสื่อมวลชนทุกประเภท
ในการให้บริการความรู้ ข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ
แก่ประชาชนและชุมชนอย่างกว้างขวาง และ
ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชนร่วมมือในการให้ข้อมูลข่าวสารแก่สื่อมวลชน
หรือ
ร่วมผลิตสื่อที่เหมาะสมสำหรับการเผยแพร่
เนื้อหาสาระและกระบวนการเรียนการสอน
๘.
จัดหลักสูตรแต่ละระดับและประเภทการศึกษาให้มีเนื้อหาสาระ ทั้งส่วนที่
เป็นพื้นฐานที่จำเป็นต่อการพัฒนาบุคคลและสังคม
และส่วนที่เสริมสร้างศักยภาพตามความ
แตกต่างของบุคคล
๙.
นำความรู้ที่ได้จากการศึกษา ค้นคว้า และวิจัยในศาสตร์สาขาต่าง ๆ
รวมทั้งจากแหล่งวิทยาการอื่น ๆ เช่น ภูมิปัญญาท้องถิ่น วัด
ห้องสมุด พิพิธภัณฑ์ สื่อมวลชน
เป็นต้น
มาพิจารณาประกอบการจัดเนื้อหาสาระและกระบวนการเรียนการสอนทุกระดับ
ประเภท และรูปแบบการศึกษา
๑๐.
จัดเนื้อหาสาระของหลักสูตรทุกระดับการศึกษาโดยให้ความสำคัญแก่
ภาษาไทย และให้มีการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการศึกษาที่เป็นประโยชน์
ต่อการเรียนการสอนภาษาไทย
๑๑.
พัฒนาเนื้อหาสาระด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้ทันกับ
ความเจริญก้าวหน้าของโลกเพื่อให้ผู้เรียนมีพื้นฐานความรู้ด้านวิทยาศาสตร์
สามารถประดิษฐ์
คิดค้นและนำความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทั้งในระดับพื้นฐานและเทคโนโลยีที่คิดค้น
ขึ้นใหม่มาประยุกช์ใช้ได้อย่างเหมาะสม
๑๒.
จัดเนื้อหาสาระและกระบวนการเรียนการสอน โดยเน้นการฝึกปฏิบัติ
หรือการจัดกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อให้ผู้เรียนมีคุณธรรม
มีเจตคติและพฤติกรรมที่เหมาะสม
ทั้งทางสังคม วัฒนธรรมการเมือง และการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม
๑๓.
จัดกระบวนการเรียนการสอนที่ให้ผู้เรียนเข้าใจและรู้จักคิด
แบบวิทยาศาสตร์ และที่เอื้อให้ผู้เรียนใฝ่หาความรู้
รู้จักคิดริเริ่ม รวมทั้งมีความสามารถในการ
วิเคราะห์และสังเคราะห์
๑๔.
จัดการฝึกอบรมวิชาชีพ โดยเน้นการฝึกปฏิบัติ เพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้
และทักษะที่จะประกอบวิชาชีพ
และเป็นกำลังทางเศรษฐกิจที่มีคุณภาพของประเทศ
๑๕.
ให้สถานศึกษามีความคล่องตัวในการจัดเนื้อหาสาระและกระบวนการ
เรียนการสอนให้สัมพันธ์สอดคล้อง
และเกื้อกูลกับวิถีชีวิตของชุมชน โดยส่งเสริมให้องค์กร
ต่าง ๆ และประชาชนมีส่วนร่วมในการจัดและพัฒนานั้น
๑๖.
ส่งเสริมให้สถานศึกษาจัดการเรียนการสอนภาษาต่างประเทศที่เอื้อ
ต่อการพัฒนาประเทศและใช้ครูที่มีความสามารถในการฝึกทักษะทางภาษา
๑๗.
ส่งเสริมการเรียนการสอนทั้งในรูปแบบการจัดการศึกษาในระบบ
โรงเรียน นอกระบบโรงเรียนและการศึกษาตามอัธยาศัย
โดยคำนึงถึงความเหมาะสมกับสภาพ
และความพร้อมของผู้เรียน
๑๘.
ส่งเสริมการให้ความรู้เกี่ยวกับชีวิตครอบครัว การอบรมเลี้ยงดูเด็ก และ
การเสริมสร้างสัมพันธภาพระหว่างวัย
๑๙.
ส่งเสริมให้ครอบครัว สถานศึกษา สถาบันศาสนา สถาบันในชุมชน
และสื่อมวลชนร่วมมือกันในการปลูกฝังคุณธรรม ค่านิยมที่เหมาะสม
และการชี้นำแนวทางที่ดี
แก่เด็กและเยาวชนอย่างจริงจังและต่อเนื่อง
๒๐.
ส่งเสริมให้มีการผลิตและใช้ประโยชน์จากสิ่งพิมพ์และสื่อการเรียนรู้
รูปแบบต่าง ๆ ที่ได้มาตรฐานอย่างกว้างขวาง
๒๑.
พัฒนาระบบการให้คำปรึกษาและการแนะแนวให้ครอบคลุมทั้งด้านวิชา
การแนวทางการประกอบอาชีพ และการปรับตัวทางอารมณ์และสังคม
เพื่อให้ผู้เรียนสามารถ
เลือกเรียนได้ตามความถนัดหรือความสนใจและเรียนได้อย่างเป็นสุข
๒๒.
พัฒนาระบบการนิเทศ การติดตาม และการประเมินผลการจัดการศึกษา
ของสถานศึกษาทุกระดับและประเภท พร้อมทั้งเร่งรัดให้มีการนำผลการประเมินมาใช้พัฒนา
กระบวนการเรียนการสอน
๒๓.
ส่งเสริมให้มีการเทียบโอนผลการเรียนสำหรับผู้เรียนที่ประสงค์
จะเปลี่ยนแนวการศึกษาหรือสถานศึกษา
รวมทั้งจัดให้มีการเทียบประสบการณ์เป็นหน่วย
การเรียนสำหรับผู้ที่ประสงค์จะกลับมาศึกษาต่อ
ทั้งนี้ให้สถานศึกษาที่จะรับเข้าเรียนพิจารณา
เทียบโอนได้ตามเกณฑ์หรือตามความเหมาะสม
๒๔.
ดำเนินการเกี่ยวกับการรับรองมาตรฐานวิชาชีพสำหรับผู้ที่ประสงค์
จะเทียบระดับความรู้และทักษะ
พร้อมทั้งเร่งรัดให้มีการกำหนดเกณฑ์มาตรฐานวิชาชีพ
ด้านต่าง ๆ อย่างกว้างขวางยิ่งขึ้น
ครูและบุคลากรทางการศึกษา
๒๕.
พัฒนาระบบการคัดเลือกผู้เข้าศึกษาวิชาชีพครู เพื่อให้ได้ผู้ที่มีความสน
ใจ
ความถนัดและความตั้งใจจริงในการเป็นครูมาเรียนและประกอบอาชีพครู พร้อมทั้ง
สนับสนุนส่งเสริมให้ผู้ที่มีความรู้ความสามารถในวิชาชีพอื่นมาประกอบอาชีพครู
โดยให้ได้รับ
การฝึกอบรมวิชาครูเพิ่มเติมก่อนประจำการ
๒๖.
พัฒนากระบวนการฝึกหัดครู การอบรมและพัฒนาครูและบุคลากร
ทางการศึกษา
โดยเน้นให้มีการฝึกปฏิบัติและการจัดกิจกรรมที่ส่งเสริมการพัฒนาคุณธรรม
ความสามารถในการสอนและการจัดประสบการณ์การเรียนรู้
การวิเคราะห์ สังเคราะห์
การแสวงหาความรู้และการเรียนรู้ด้วยตนเอง
การริเริ่มสร้างสรรค์ การสร้างการประยุกต์และ
ใช้เทคโนโลยีทางการศึกษา
ตลอดจนการมีส่วนร่วมในกระบวนการพัฒนาของชุมชน การฟื้นฟู
อนุรักษ์และเสริมสร้างสิ่งแวดล้อม
และวัฒนธรรมของท้องถิ่นและของประเทศ
๒๗.
ส่งเสริมให้ครูมีบทบาทเป็นผู้นำทางความคิด และเป็นผู้ประสาน
ความร่วมมือในการพัฒนาชุมชนตลอดจนประสานแหล่งความรู้วิทยาการสากลกับภูมิปัญญา
ท้องถิ่น
เพื่อให้เกิดการถ่ายทอดแลกเปลี่ยนและกระจายความรู้อย่างกว้างขวาง
๒๘.
จัดอัตรากำลังของหน่วยงานทางการศึกษาต่าง ๆ ให้เหมาะสมกับ
ปริมาณงาน เพื่อให้การใช้ครูและบุคลากรทางการศึกษาของแต่ละหน่วยงานเป็นไปอย่างมี
ประสิทธิภาพ
๒๙.
พัฒนาระบบการบริหารงานบุคคลของครูให้เหมาะสมกับวิชาชีพ พร้อม
ทั้งให้มีการกำหนดระเบียบ และวิธีการเพื่อยกฐานะอาชีพครู
๓๐.
จัดให้มีการกำกับดูแลคุณภาพ มาตรฐาน และการปฏิบัติวิชาชีพตาม
จรรยาวิชาชีพครูโดยการพัฒนาองค์กรวิชาชีพให้เข้มแข็ง
และให้มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ
ครูที่มีกฎหมายรองรับ
การบริหารและการจัดการ
๓๑.
ให้หน่วยงานบริหารส่วนกลางทำหน้าที่ในการกำหนดนโยบาย การวาง
แผนการศึกษาระดับชาติ การส่งเสริมมาตรฐานการศึกษา
การรับรองวิทยฐานะ การคุ้มครอง
ผู้รับบริการการศึกษาและการให้ข้อสนเทศทางการศึกษาแก่สาธารณะ
ให้มีการมอบอำนาจจากส่วนกลางไปยังจังหวัดและสถานศึกษาในเรื่องของ
การบริหาร การวางแผนและการจัดการศึกษาระดับจังหวัด
รวมถึงการตัดสินใจเกี่ยวกับการ
บริหารงานบุคคล การเงินและงบประมาณ
๓๒.
ให้มีคณะกรรมการการศึกษาระดับจังหวัด ซึ่งประกอบด้วยผู้แทนจาก
องค์กรของรัฐ องค์กรเอกชน องค์กรท้องถิ่น
เพื่อวางแผนและจัดการศึกษาของจังหวัด
โดยคำนึงถึงเอกภาพด้านนโยบาย และมาตรฐานการศึกษา
รวมทั้งความต้องการของท้องถิ่น
๓๓.
พัฒนาระบบการวางแผน การติดตามและประเมินผล เพื่อปรับและ
ประสานการบริหารและการจัดการศึกษาระดับชาติ ภูมิภาค
และท้องถิ่น ให้สอดคล้องกับ
แนวนโยบายการศึกษาของแผนการศึกษาแห่งชาติในการประเมินผลควรชี้ให้เห็นถึงประสิทธิ
ภาพของการดำเนินงานโครงการต่าง ๆ
รวมทั้งนำผลการประเมินดังกล่าวมาใช้ให้เกิดผลใน
การปรับปรุงการจัดการศึกษา
๓๔.
ส่งเสริมให้มีการรับรองมาตรฐานความรู้ของบุคคลเพื่อการศึกษาอบรม
หรือการทำงานโดยไม่ใช้ระบบชั้นเรียนเป็นเงื่อนไข
๓๕.
ดำเนินการปรับปรุงกฎหมาย กฎ ระเบียบ และข้อบังคับต่าง ๆ
ให้เอื้อต่อการประสานการใช้ทรัพยากรและการปฏิบัติงานของหน่วยงานต่าง
ๆ ทั้งในระดับ
ชาติ ภูมิภาค ท้องถิ่น
และชุมชนตลอดจนการมอบอำนาจจากส่วนกลางไปยังจังหวัด ท้องถิ่น
และสถานศึกษา
๓๖.
สนับสนุนให้สถานศึกษาที่มีฐานะเป็นนิติบุคคลมีระบบและโครงสร้าง
การบริหารการจัดการศึกษาการจัดหาหรือใช้ทรัพยากรเพื่อการศึกษา
ที่เป็นอิสระโดย
อยู่ในกำกับของรัฐ รวมทั้งให้มีเสรีภาพทางวิชาการ
ทรัพยากรและการลงทุนเพื่อการศึกษา
๓๗.
ให้หน่วยงานการศึกษาประสานการวางแผนและการดำเนินงานที่เกี่ยวกับ
การระดมทรัพยากรจากแหล่งต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ชุมชน
และต่างประเทศมาใช้
ประโยชน์ทางการศึกษาให้มากที่สุดโดยให้สอดคล้องกับนโยบาย
ความจำเป็นเร่งด่วน และ
ทิศทางการพัฒนาการศึกษาของประเทศ
๓๘.
จัดสรรงบประมาณให้แก่หน่วยงานการศึกษาของรัฐโดยให้ความสำคัญ
แก่การศึกษาภาคบังคับ การขยายการศึกษาขั้นพื้นฐาน
การจัดการศึกษาสำหรับผู้ด้อยโอกาส
ทางเศรษฐกิจและสังคมการดำเนินงานที่ส่งเสริมการจัดการศึกษาและการเรียนรู้ของชุมชน
การศึกษาสำหรับผู้บกพร่องทางกายสติปัญญา จิตใจ อารมณ์
การปรับปรุงคุณภาพการศึกษา
การวิจัยและพัฒนา
มากกว่าการขยายการจัดบริการการศึกษาในระดับสูง
๓๙.
ให้ภาคเอกชนและชุมชนเพิ่มบทบาทในการจัดการศึกษา โดยเฉพาะ
การศึกษาที่สนองความต้องการเฉพาะกลุ่มบุคคล
ทั้งนี้ให้หน่วยงานของรัฐสนับสนุน
ด้านวิชาการ ทรัพยากร และการอำนวยความสะดวกอย่างเหมาะสม
๔๐.
ให้สถานศึกษาปรับค่าบำรุงและค่าธรรมเนียมการศึกษาให้สอดคล้องกับ
อัตราผลตอบแทนส่วนบุคคลที่ผู้เรียนจะได้รับจากการศึกษาในแต่ละระดับ
ประเภท และสาขา
วิชา โดยคำนึงถึงค่าใช้จ่ายที่แท้จริงของการจัดการศึกษา
ทั้งนี้จะต้องจัดมาตรการช่วยเหลือ
ผู้ด้อยโอกาสทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างเพียงพอ
๔๑.
ส่งเสริมหรือสนับสนุนให้สถานประกอบการจัดการศึกษา และฝึกอบรม
ทักษะสำหรับการประกอบอาชีพโดยรัฐจะต้องมีมาตรการจูงใจบางประการ
๔๒.
ส่งเสริมให้องค์กรบริหารส่วนท้องถิ่นมีรายได้เพื่อใช้ในการจัดการศึกษา
ที่ตอบสนองความต้องการของชุมชนเพิ่มขึ้น
โดยการปรับปรุงระบบภาษี รวมทั้งให้องค์กร
ดังกล่าวจัดสรรรายได้เพื่อใช้ในการจัดการศึกษาเพิ่มขึ้นด้วย
เพื่อให้มีการนำแผนการศึกษาแห่งชาติ
พุทธศักราช ๒๕๓๕ ไปปฏิบัติ
ให้บังเกิดผลอย่างจริงจังตามหลักการ ความมุ่งหมาย
และแนวนโยบายที่วางไว้ให้หน่วยงาน
ที่รับผิดชอบจัดทำแผนพัฒนาการศึกษาแห่งชาติ
และแผนปฏิบัติการที่เป็นรูปธรรมและ
สอดคล้องกับแผนการศึกษาแห่งชาตินี้ สำหรับทุกระยะ ๕ ปี รวมทั้งจัดให้มีกลไกเพื่อกำกับ
ดูแล ติดตาม และประเมินผลการจัดการศึกษาอย่างต่อเนื่อง
[รก.๒๕๓๕/๗๑/๑/๒๓ มิถุนายน ๒๕๓๕]