法律人 LawPlayer logo

資料由法律人 LawPlayer整理提供·กฎหมายไทย / LawPlayer จากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

adminRule

ระเบียบคณะกรรมการอัยการ ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการสอบสวนชั้นต้นกรณีข้าราชการอัยการถูกกล่าวหาหรือเป็นที่สงสัยว่ากระทำผิดวินัย และการรายงานผลการสอบสวนชั้นต้นที่ปรากฏว่ามีมูลเป็นกรณีกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง พ.ศ. 2554

เลขที่
วันที่ประกาศ
จำนวนมาตรา
19
มาตรา อารัมภบท

ระเบียบคณะกรรมการอัยการ

ระเบียบคณะกรรมการอัยการ

ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการสอบสวนชั้นต้น

กรณีข้าราชการอัยการถูกกล่าวหาหรือเป็นที่สงสัยว่ากระทำผิดวินัย

และการรายงาน

ผลการสอบสวนชั้นต้นที่ปรากฏว่ามีมูลเป็นกรณีกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง

พ.ศ. ๒๕๕๔

โดยที่เป็นการสมควรกำหนดให้มีระเบียบว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการสอบสวนชั้นต้นกรณีข้าราชการอัยการถูกกล่าวหาหรือเป็นที่สงสัยว่ากระทำผิดวินัย

และการรายงานผลการสอบสวนชั้นต้นที่ปรากฏว่ามีมูลเป็นกรณีกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๗๔ วรรคสอง และมาตรา ๗๕ วรรคสาม

แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ พ.ศ. ๒๕๕๓

อันเป็นกฎหมายที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล

ซึ่งมาตรา ๒๙ ประกอบกับมาตรา ๓๑ และมาตรา ๔๑ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

บัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย คณะกรรมการอัยการจึงออกระเบียบ

ดังต่อไปนี้

มาตรา ข้อ ๑

ข้อ ๑ ระเบียบนี้เรียกว่า “ระเบียบคณะกรรมการอัยการ ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการสอบสวนชั้นต้นกรณีข้าราชการอัยการถูกกล่าวหาหรือเป็นที่สงสัยว่ากระทำผิดวินัย

และการรายงานผลการสอบสวนชั้นต้นที่ปรากฏว่ามีมูลเป็นกรณีกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง

พ.ศ. ๒๕๕๔”

มาตรา ข้อ ๒

ข้อ ๒[๑] ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

มาตรา ข้อ ๓

ข้อ ๓ ให้ผู้บังคับบัญชาดังต่อไปนี้

มีอำนาจดำเนินการสอบสวนชั้นต้น

(๑) อัยการสูงสุด สำหรับข้าราชการอัยการทุกตำแหน่ง

ยกเว้นรองอัยการสูงสุด

(๒) อธิบดีอัยการ อธิบดีอัยการภาค หรืออัยการจังหวัด

สำหรับข้าราชการอัยการทุกตำแหน่งซึ่งอยู่ในบังคับบัญชา

มาตรา ข้อ ๔

ข้อ ๔ เมื่อข้าราชการอัยการผู้ใดถูกกล่าวหาหรือมีกรณีเป็นที่สงสัยว่ากระทำผิดวินัย

ให้ผู้บังคับบัญชาตามข้อ ๓

พิจารณาดำเนินการสอบสวนชั้นต้นเพื่อให้ได้ความจริงและเป็นธรรมโดยมิชักช้า

การดำเนินการสอบสวนชั้นต้นโดยผู้บังคับบัญชาตามข้อ ๓ (๒)

ให้ผู้บังคับบัญชาดังกล่าวรายงานสำนักงานอัยการสูงสุดทราบทันที

การกล่าวหาดังต่อไปนี้ ผู้บังคับบัญชาอาจไม่ดำเนินการสอบสวนก็ได้

(๑)

การกล่าวหาเป็นบัตรสนเท่ห์ซึ่งไม่มีพยานหลักฐานแวดล้อมปรากฏชัดแจ้ง ตลอดจนไม่ชี้พยานบุคคลแน่นอนพอที่จะสอบสวนได้

(๒) การกล่าวหาไม่มีข้อมูล

หรือไม่มีสาระเพียงพอให้สอบสวนหาความจริงได้

มาตรา ข้อ ๕

ข้อ ๕ ในกรณีที่มีผู้ถูกกล่าวหาหลายคน

ถ้าผู้ถูกกล่าวหาบางคนไม่ได้อยู่ในบังคับบัญชาของตน

ผู้บังคับบัญชานั้นไม่มีอำนาจดำเนินการสอบสวนชั้นต้น ทั้งนี้

ให้รีบรายงานผู้บังคับบัญชาเหนือตนที่มีอำนาจเพื่อพิจารณาดำเนินการ

มาตรา ข้อ ๖

ข้อ ๖ ในกรณีที่ผู้บังคับบัญชาพิจารณาเห็นว่าการกล่าวหาหรือกรณีเป็นที่สงสัยว่ากระทำผิดวินัยตามข้อ

๔ เป็นกรณีที่จะดำเนินการสอบสวนได้

ผู้บังคับบัญชาอาจมอบหมายให้ข้าราชการอัยการซึ่งมีอาวุโสไม่ต่ำกว่าผู้ถูกกล่าวหา

หรือแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนชั้นต้นเป็นผู้ดำเนินการสอบสวนชั้นต้นแทนก็ได้

ในกรณีที่ไม่อาจดำเนินการตามวรรคหนึ่งได้

ให้ผู้บังคับบัญชานั้นรายงานผู้บังคับบัญชาเหนือตนที่มีอำนาจเพื่อพิจารณาดำเนินการ

มาตรา ข้อ ๗

ข้อ ๗ คณะกรรมการสอบสวนชั้นต้นประกอบด้วยประธานกรรมการหนึ่งคนและกรรมการอย่างน้อยอีกสองคนที่เป็นข้าราชการอัยการซึ่งมีอาวุโสไม่ต่ำกว่าผู้ถูกกล่าวหา

เว้นแต่มีความจำเป็นจะแต่งตั้งกรรมการจากข้าราชการอัยการซึ่งมีอาวุโสต่ำกว่าผู้ถูกกล่าวหาก็ได้

โดยให้กรรมการคนหนึ่งเป็นเลขานุการ

ในกรณีจำเป็นจะให้มีผู้ช่วยเลขานุการซึ่งเป็นข้าราชการฝ่ายอัยการด้วยก็ได้

เมื่อมีการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนชั้นต้นแล้ว

หากมีเหตุสมควรหรือจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงบุคคลที่ได้รับแต่งตั้งเป็นคณะกรรมการสอบสวนชั้นต้น

ให้ผู้บังคับบัญชาผู้มีอำนาจแต่งตั้งมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงได้และให้นำความในวรรคหนึ่งมาใช้บังคับด้วย

การเปลี่ยนแปลงตัวบุคคลที่ได้รับแต่งตั้งเป็นคณะกรรมการสอบสวนชั้นต้น

หรือการเปลี่ยนแปลงตำแหน่ง หรืออาวุโสของบุคคลดังกล่าว

ไม่กระทบกระเทือนถึงการแต่งตั้งหรือการสอบสวนชั้นต้น

มาตรา ข้อ ๘

ข้อ ๘ เมื่อผู้บังคับบัญชาได้มอบหมาย

หรือแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนชั้นต้น ให้ผู้บังคับบัญชาแจ้งการมอบหมายหรือคำสั่งแต่งตั้งให้ผู้ได้รับมอบหมายหรือคณะกรรมการสอบสวนชั้นต้นและผู้ถูกกล่าวหาทราบ

และให้ผู้ได้รับมอบหมายหรือประธานกรรมการสอบสวนชั้นต้นลงลายมือชื่อและวันเดือนปีที่รับทราบไว้เป็นหลักฐาน

ให้ผู้ได้รับมอบหมายหรือคณะกรรมการสอบสวนชั้นต้นดำเนินการสอบสวน

และรวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง แล้วสรุปความเห็นรวมทั้งความเห็นแย้งถ้ามี

เสนอต่อผู้บังคับบัญชาภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับมอบหมายหรือแต่งตั้ง

แล้วแต่กรณี ถ้ามีความจำเป็นซึ่งจะสอบสวนไม่ทันภายในกำหนดเวลานั้น ก็ให้ขออนุมัติต่อผู้บังคับบัญชาขยายเวลาออกไปได้อีกไม่เกินสองครั้งแต่ละครั้งเป็นเวลาไม่เกินสามสิบวัน

และต้องแสดงเหตุที่ต้องขยายเวลาไว้ด้วยทุกครั้ง

แต่ถ้าขยายเวลาแล้วผู้ได้รับมอบหมายหรือคณะกรรมการสอบสวนชั้นต้นยังสอบสวนไม่เสร็จ

ให้รายงานผู้บังคับบัญชาพร้อมแสดงเหตุ ทั้งนี้

ผู้บังคับบัญชาจะให้สอบสวนภายในเวลาที่กำหนดตามที่จำเป็นก็ได้

มาตรา ข้อ ๙

ข้อ ๙ การดำเนินการสอบสวนชั้นต้นจะทำโดยให้คู่กรณีที่เกี่ยวข้องชี้แจงเรื่องราวเป็นหนังสือหรือสอบสวนข้อเท็จจริง

หรือบันทึกเรื่องราวและความเห็นก็ได้

ห้ามมิให้ผู้ดำเนินการสอบสวนชั้นต้นส่งหนังสือร้องเรียน ถ้ามี

ให้แก่ผู้ถูกกล่าวหาแต่ต้องสรุปสาระสำคัญของหนังสือร้องเรียนให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบ

โดยมิให้แจ้งข้อมูลใดที่จะทำให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบถึงตัวบุคคลผู้ร้องเรียน

มาตรา ข้อ ๑๐

ข้อ ๑๐ ในกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหาให้ถ้อยคำรับว่าได้กระทำการตามที่ถูกกล่าวหา

ให้ผู้ดำเนินการสอบสวนชั้นต้นบันทึกถ้อยคำรับ รวมทั้งเหตุผล สาเหตุแห่งการกระทำ

และข้อเท็จจริงอื่นที่เกี่ยวข้องไว้ ในกรณีนี้ผู้ดำเนินการสอบสวนชั้นต้นจะไม่ทำการสอบสวนต่อไปก็ได้

หรือจะสอบสวนต่อไปตามควรเพื่อทราบข้อเท็จจริงและพฤติการณ์เกี่ยวกับเรื่องที่กล่าวหาก็ได้

ในกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหามิได้ให้ถ้อยคำรับสารภาพ

ให้ผู้ดำเนินการสอบสวนชั้นต้นดำเนินการสอบสวนเพื่อรวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหาต่อไป

ให้ผู้ดำเนินการสอบสวนชั้นต้นสรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหาเท่าที่มีให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบ

โดยไม่ต้องระบุชื่อพยาน เพื่อให้ผู้ถูกกล่าวหามีโอกาสที่จะได้ทราบข้อเท็จจริงอย่างเพียงพอ

มาตรา ข้อ ๑๑

ข้อ ๑๑ ให้ผู้ดำเนินการสอบสวนชั้นต้นให้โอกาสแก่ผู้ถูกกล่าวหาที่จะชี้แจง

ตลอดจนนำพยานหลักฐานเข้าสืบแก้ข้อกล่าวหาได้ ทั้งนี้ ภายในกำหนดระยะเวลาอันสมควร

โดยผู้ถูกกล่าวหาจะนำพยานหลักฐานมาเอง หรือจะขอให้ผู้ดำเนินการสอบสวนเรียกพยานหลักฐานนั้นมาก็ได้

หากผู้ดำเนินการสอบสวนชั้นต้นเห็นว่า

การสอบสวนพยานหลักฐานใดจะทำให้การสอบสวนข้อเท็จจริงในชั้นต้นต้องล่าช้าไปโดยไม่จำเป็น

หรือมิใช่พยานหลักฐานในประเด็นสำคัญ

ผู้ดำเนินการสอบสวนชั้นต้นจะงดการสอบสวนพยานหลักฐานนั้นเสียก็ได้

แต่ต้องบันทึกเหตุนั้นไว้ในสำนวนการสอบสวนชั้นต้น

มาตรา ข้อ ๑๒

ข้อ ๑๒ ให้ผู้ดำเนินการสอบสวนชั้นต้นทำรายงานการสอบสวน

โดยสรุปข้อเท็จจริงพร้อมทั้งแสดงความเห็นว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำผิดวินัยกรณีใดหรือไม่

ตามมาตราใด และควรลงโทษสถานใด ตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ

มาตรา ข้อ ๑๓

ข้อ ๑๓ ในกรณีที่ผู้บังคับบัญชาตามข้อ ๓

พิจารณาแล้วเห็นว่า

ผู้ถูกกล่าวหามิได้กระทำผิดวินัยหรือการกระทำของผู้ถูกกล่าวหาไม่เป็นความผิดวินัย

ให้สั่งยุติเรื่อง แล้วรายงานอัยการสูงสุดเพื่อทราบและพิจารณา

แต่ถ้าผู้บังคับบัญชาเห็นว่าผู้ถูกกล่าวหาได้กระทำผิดวินัยไม่ร้ายแรง

ให้รายงานตามลำดับถึงอัยการสูงสุดเพื่อเสนอคณะกรรมการอัยการพิจารณา

เพื่อประโยชน์ในการดำเนินการทางวินัย

อัยการสูงสุดอาจสั่งให้ผู้บังคับบัญชาตามวรรคหนึ่งดำเนินการสอบสวนชั้นต้นเพิ่มเติมก็ได้

การรายงานตามลำดับถึงอัยการสูงสุดตามวรรคหนึ่ง

หากอัยการสูงสุดพิจารณาแล้วเห็นว่าผู้ถูกกล่าวหาไม่ได้กระทำผิดวินัยหรือการกระทำของผู้ถูกกล่าวหาไม่เป็นความผิดวินัย

ให้สั่งยุติเรื่องได้ หรือหากเห็นว่าเป็นกรณีกระทำผิดวินัยเล็กน้อยและมีเหตุอันควรงดโทษ

จะงดโทษให้โดยให้ทำทัณฑ์บนเป็นหนังสือหรือว่ากล่าวตักเตือนก็ได้

มาตรา ข้อ ๑๔

ข้อ ๑๔ ในกรณีที่ผู้บังคับบัญชาตามข้อ

๓ เห็นว่าการกระทำของผู้ถูกกล่าวหามีมูลเป็นกรณีกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง

ให้ผู้บังคับบัญชาผู้ดำเนินการสอบสวนชั้นต้นสรุปข้อเท็จจริง

ทั้งแสดงความเห็นว่ามีมูลเป็นการกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงกรณีใด ตามมาตราใด

ตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ แล้วให้รายงานตามลำดับถึงอัยการสูงสุด

เพื่อประโยชน์ในการดำเนินการทางวินัย

อัยการสูงสุดอาจสั่งให้ผู้บังคับบัญชาตามวรรคหนึ่งดำเนินการสอบสวนชั้นต้นเพิ่มเติมก็ได้

หากอัยการสูงสุดพิจารณาแล้วเห็นว่า

ผู้ถูกกล่าวหาไม่ได้กระทำผิดวินัยหรือการกระทำของผู้ถูกกล่าวหาไม่เป็นความผิดวินัย

ให้สั่งยุติเรื่องได้

หรือหากเห็นว่าเป็นกรณีกระทำผิดวินัยเล็กน้อยและมีเหตุอันควรงดโทษ

จะงดโทษให้โดยให้ทำทัณฑ์บนเป็นหนังสือหรือว่ากล่าวตักเตือนก็ได้

มาตรา ข้อ ๑๕

ข้อ ๑๕ ในกรณีที่อัยการสูงสุดเห็นว่าการกระทำของผู้ถูกกล่าวหาตามข้อ

๑๓ หรือข้อ ๑๔ มีมูลเป็นกรณีกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ให้รายงานประธานคณะกรรมการอัยการ

เพื่อเสนอคณะกรรมการอัยการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทำการสอบสวนต่อไป

โดยให้สำนักงานคณะกรรมการอัยการเสนอแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนด้วย

มาตรา ข้อ ๑๖

ข้อ ๑๖ เมื่อผู้บังคับบัญชาตามข้อ

ได้ดำเนินการสอบสวนชั้นต้นแล้วเห็นว่าข้าราชการอัยการนั้นกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงและเป็นกรณีความผิดที่ปรากฏชัดแจ้ง

ตามข้อกำหนดคณะกรรมการอัยการ ว่าด้วยความผิดที่ปรากฏชัดแจ้ง

หรือได้ให้ถ้อยคำรับสารภาพเป็นหนังสือต่อผู้บังคับบัญชา

ให้รีบรายงานตามลำดับจนถึงอัยการสูงสุด

เพื่อนำเสนอประธานคณะกรรมการอัยการดำเนินการตามมาตรา ๗๙

แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ พ.ศ. ๒๕๕๓ ต่อไป

มาตรา ข้อ ๑๗

ข้อ ๑๗ การดำเนินการสอบสวนชั้นต้นที่กระทำไปโดยถูกต้องตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ

พ.ศ. ๒๕๒๑ ให้ถือว่าเป็นอันสมบูรณ์และเป็นการสอบสวนชั้นต้นตามระเบียบนี้ ถ้ากรณียังค้างระหว่างการดำเนินการใด

ก็ให้ดำเนินการต่อไปจนกว่าจะเสร็จ

แต่การพิจารณาและการสั่งลงโทษให้ดำเนินการตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ

พ.ศ. ๒๕๕๓

มาตรา ข้อ ๑๘

ข้อ ๑๘ ให้คณะกรรมการอัยการมีอำนาจตีความและวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับการปฏิบัติตามระเบียบนี้

มาตรา ข้อ ๑๙

ข้อ ๑๙ ให้อัยการสูงสุดรักษาการตามระเบียบนี้

บรรดาระเบียบ ข้อกำหนด ประกาศ

และคำสั่งอื่นใดซึ่งขัดหรือแย้งกับระเบียบนี้ ให้ใช้ระเบียบนี้แทน

ประกาศ

ณ วันที่ ๙ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๔

จุลสิงห์

วสันตสิงห์

อัยการสูงสุด

ประธานคณะกรรมการอัยการ

ปริยานุช/ผู้จัดทำ

๒๐ ธันวาคม

๒๕๕๔

ปณตภร/ผู้ตรวจ

๒๐ ธันวาคม

๒๕๕๔

[๑] ราชกิจจานุเบกษา

เล่ม ๑๒๘/ตอนที่ ๙๑ ก/หน้า ๙/๑๙ ธันวาคม ๒๕๕๔

19 มาตรา

อ้างอิงกฎหมายนี้

ระเบียบคณะกรรมการอัยการ ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการสอบสวนชั้นต้นกรณีข้าราชการอัยการถูกกล่าวหาหรือเป็นที่สงสัยว่ากระทำผิดวินัย และการรายงานผลการสอบสวนชั้นต้นที่ปรากฏว่ามีมูลเป็นกรณีกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง พ.ศ. 2554 (Office of the Council of State). Retrieved via LawPlayer, https://lawplayer.com/th/act/pythainlp_bd8cf284598f2614

ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).

Thai official texts excluded from copyright (Copyright Act B.E. 2537 s.7);開放資料層 CC BY 署名

本頁資料來源:สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (OCS)·整理提供:法律人 LawPlayer· lawplayer.com