法律人 LawPlayer logo

資料由法律人 LawPlayer整理提供·กฎหมายไทย / LawPlayer จากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

adminRule

ระเบียบคณะกรรมการกองทุนยุติธรรม ว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการช่วยเหลือประชาชนในการดำเนินคดี พ.ศ. 2559

เลขที่
วันที่ประกาศ
จำนวนมาตรา
45
มาตรา อารัมภบท

ระเบียบคณะกรรมการกองทุนยุติธรรม

ระเบียบคณะกรรมการกองทุนยุติธรรม

ว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข

ในการช่วยเหลือประชาชนในการดำเนินคดี

พ.ศ. ๒๕๕๙

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๘ (๒) มาตรา ๒๖ วรรคสอง มาตรา ๒๗ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติกองทุนยุติธรรม พ.ศ. ๒๕๕๘ คณะกรรมการกองทุนยุติธรรม จึงออกระเบียบไว้ ดังต่อไปนี้

มาตรา ข้อ ๑

ข้อ ๑ ระเบียบนี้เรียกว่า “ระเบียบคณะกรรมการกองทุนยุติธรรม ว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการช่วยเหลือประชาชนในการดำเนินคดี พ.ศ. ๒๕๕๙”

มาตรา ข้อ ๒

ข้อ ๒[๑] ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

มาตรา ข้อ ๓

ข้อ ๓ ให้ประธานกรรมการกองทุนยุติธรรมเป็นผู้รักษาการตามระเบียบนี้ และมีอำนาจตีความและวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาเกี่ยวกับการปฏิบัติตามระเบียบนี้

ข้อความทั่วไป

มาตรา ข้อ ๔

ข้อ ๔ ในระเบียบนี้

“กองทุน” หมายความว่า กองทุนยุติธรรม

“คดี” หมายความว่า คดีอาญา คดีแพ่ง คดีปกครอง คดีเยาวชนและครอบครัว คดีศาลชำนัญพิเศษ และคดีอื่น รวมถึงการบังคับคดี

“คณะกรรมการ” หมายความว่า คณะกรรมการกองทุนยุติธรรม

“ประธาน” หมายความว่า ประธานอนุกรรมการให้ความช่วยเหลือ หรือประธานอนุกรรมการให้ความช่วยเหลือประจำจังหวัดที่คณะกรรมการแต่งตั้ง

“คณะอนุกรรมการ” หมายความว่า คณะอนุกรรมการให้ความช่วยเหลือ หรือคณะอนุกรรมการให้ความช่วยเหลือประจำจังหวัดที่คณะกรรมการแต่งตั้ง

“เลขานุการ” หมายความว่า เลขานุการคณะอนุกรรมการให้ความช่วยเหลือ หรือเลขานุการคณะอนุกรรมการให้ความช่วยเหลือประจำจังหวัดที่คณะกรรมการแต่งตั้ง

“ผู้ขอรับความช่วยเหลือ” หมายความว่า ผู้ขอรับความช่วยเหลือในการดำเนินคดีในราชอาณาจักรทั้งการยื่นคำร้อง ฟ้องคดี ดำเนินคดี ต่อสู้คดี บังคับคดี และการดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง

“ทนายความ” หมายความว่า ทนายความตามกฎหมายว่าด้วยทนายความ และได้ขึ้นบัญชีไว้กับกองทุน

“สำนักงาน” หมายความว่า สำนักงานกองทุนยุติธรรม หรือหน่วยงานในจังหวัดที่สังกัดกระทรวงยุติธรรมที่ปลัดกระทรวงยุติธรรมมอบหมาย

“เจ้าหน้าที่” หมายความว่า พนักงานของกองทุนหรือเจ้าหน้าที่ของกระทรวงยุติธรรมที่ได้รับมอบหมาย

การยื่นคำขอ

มาตรา ข้อ ๕

ข้อ ๕ ผู้ขอรับความช่วยเหลืออาจยื่นคำขอด้วยตนเอง หรือผู้แทนโดยชอบธรรม ผู้อนุบาล ผู้พิทักษ์ สามีหรือภริยาที่จดทะเบียนสมรสเป็นผู้ยื่นคำขอแทน หรือผู้ขอรับความช่วยเหลืออาจมอบอำนาจให้บุคคลใด เป็นผู้ยื่นคำขอแทนก็ได้ โดยวิธีการส่งคำขอทางไปรษณีย์ จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ หรือช่องทางอื่น ตามแบบท้ายระเบียบนี้

กรณีผู้ยื่นคำขอเป็นผู้เยาว์ คนไร้ความสามารถ หรือคนเสมือนไร้ความสามารถ ต้องได้รับความยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรม ผู้อนุบาล หรือผู้พิทักษ์ แล้วแต่กรณี

หากผู้ยื่นคำขอเป็นสามีหรือภริยาที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรส บุพการี ผู้สืบสันดาน ญาติใกล้ชิด ผู้บังคับบัญชา หรือนายจ้างของบุคคลดังกล่าว ให้เจ้าหน้าที่จัดทำเอกสารมอบอำนาจจากผู้มีสิทธิขอรับความช่วยเหลือต่อไป

กรณีที่ผู้ขอรับความช่วยเหลือยื่นคำขอผ่านส่วนราชการในสังกัดกระทรวงยุติธรรม หรือส่วนราชการอื่น เมื่อส่วนราชการนั้นได้ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายแล้ว ให้นำส่งสำนักงานเพื่อดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป

มาตรา ข้อ ๖

ข้อ ๖ ให้สำนักงานที่เป็นภูมิลำเนา หรือถิ่นที่อยู่อาศัยของผู้ยื่นคำขอเป็นสำนักงานที่รับผิดชอบ หรือเจ้าหน้าที่อาจส่งคำขอไปยังสำนักงานอื่นเพื่อประโยชน์ในการดำเนินคดีก็ได้

ในกรณีข้อพิพาทเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ หรือสิทธิหรือประโยชน์อันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ ให้สำนักงานที่ทรัพย์นั้นตั้งอยู่เป็นสำนักงานที่รับผิดชอบ หรืออาจให้สำนักงานที่เป็นภูมิลำเนา หรือถิ่นที่อยู่อาศัยของผู้ยื่นคำขอเป็นสำนักงานที่รับผิดชอบก็ได้

มาตรา ข้อ ๗

ข้อ ๗ เมื่อเจ้าหน้าที่รับคำขอแล้ว เห็นว่าเอกสารหลักฐานที่จำเป็นต้องประกอบการพิจารณายังไม่ครบถ้วน ให้เจ้าหน้าที่แจ้งให้ผู้ยื่นคำขอทราบเพื่อดำเนินการส่งเอกสารหลักฐานให้ครบถ้วน

มาตรา ข้อ ๘

ข้อ ๘ ก่อนการดำเนินการพิจารณาคำขอ ให้เจ้าหน้าที่ประเมินเบื้องต้น หากพบปัญหาความเดือดร้อนที่จะต้องแก้ไขเร่งด่วน ให้ดำเนินการเพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าหรือประสานส่งต่อตามความจำเป็นแก่กรณี อาทิ การรักษาพยาบาล การไกล่เกลี่ยข้อพิพาท การหาที่พักพิงชั่วคราว เป็นต้น

ทั้งนี้ ให้เจ้าหน้าที่ให้บริการแก่เด็ก สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ หรือผู้ด้อยโอกาส ให้ได้รับความสะดวกรวดเร็วเป็นกรณีพิเศษ

การให้ความช่วยเหลือ

มาตรา ข้อ ๙

ข้อ ๙ ผู้ขอรับความช่วยเหลือในการดำเนินคดีจากกองทุน อาจขอรับความช่วยเหลือได้ในกรณี ดังต่อไปนี้

(๑) ค่าจ้างทนายความ

(๒) ค่าที่ปรึกษาหรือผู้ช่วยเหลือทางกฎหมายในการดำเนินคดี หรือผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน

(๓) ค่าฤชาธรรมเนียม

(๔) ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องในการดำเนินคดี เช่น ค่าตรวจพิสูจน์ ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับค่าวัสดุ อุปกรณ์ เครื่องมือที่ใช้ในการแสวงหาข้อเท็จจริงและหลักฐาน ค่าใช้จ่ายในการจัดเตรียมเอกสาร ค่าใช้จ่ายในการสอบแนวเขตรังวัดที่ดิน ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับแผนที่ภาพถ่ายทางอากาศหรือทางดาวเทียม การอ่าน แปล ตีความ หรือวิเคราะห์ภาพถ่าย

(๕) ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องในการดำเนินคดี ตามที่คณะกรรมการเห็นสมควร

หลักเกณฑ์ เงื่อนไข และอัตราการให้ความช่วยเหลือข้างต้นให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการกำหนด

หลักเกณฑ์การพิจารณา การทบทวน และการแจ้งผล

มาตรา ข้อ ๑๐

ข้อ ๑๐ การพิจารณาให้ความช่วยเหลือ คณะอนุกรรมการต้องคำนึงถึงหลักเกณฑ์ ดังต่อไปนี้

(๑) พฤติกรรมและข้อเท็จจริง ของผู้ที่จะได้รับความช่วยเหลือจากกองทุน

(๒) ฐานะของผู้ที่จะได้รับความช่วยเหลือจากกองทุน

(๓) โอกาสที่ผู้จะได้รับความช่วยเหลือจากกองทุนจะได้รับความช่วยเหลือ หรือบรรเทาความเสียหายตามกฎหมายอื่น

มาตรา ข้อ ๑๑

ข้อ ๑๑ การพิจารณาพฤติกรรมและข้อเท็จจริงของผู้ที่จะได้รับความช่วยเหลือจากกองทุนตามข้อ ๑๐ (๑) ควรคำนึงถึงหลักเกณฑ์ ดังต่อไปนี้

กรณีผู้ยื่นคำขอประสงค์ยื่นคำร้อง ฟ้องคดี บังคับคดี หรือการดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง

(๑) เป็นการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ หรือมีกฎหมายบัญญัติรับรองสิทธิ และต้องมีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมาย หรือจะต้องใช้สิทธิทางศาล

(๒) เป็นการปกป้องรักษาประโยชน์ส่วนรวมของประชาชน

(๓) เป็นการกระทำละเมิดที่กระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนต่อกระบวนการยุติธรรม

(๔) เป็นเรื่องที่กระทบต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือความมั่นคงของประเทศหรือความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

(๕) พฤติกรรมข้อเท็จจริงและเงื่อนไขอื่น ๆ ตามสถานการณ์ สภาพแวดล้อมที่เกิดขึ้น เช่น การช่วยเหลือให้พ้นจากการกระทำของผู้มีอิทธิพลหรือการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบของเจ้าหน้าที่ของรัฐ เป็นต้น

กรณีผู้ยื่นคำขอประสงค์ต่อสู้คดี หรือการดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง

(๑) ต้องไม่มีผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศหรือความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เว้นแต่มีหลักฐานอันน่าเชื่อถือว่าน่าจะไม่ได้เป็นผู้กระทำความผิด

(๒) ต้องไม่มีผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน เว้นแต่มีหลักฐานอันน่าเชื่อถือว่าน่าจะไม่ได้เป็นผู้กระทำความผิด

(๓) ต้องไม่มีผลกระทบต่อความเสียหายของประชาชนส่วนรวม เว้นแต่มีหลักฐานอันน่าเชื่อถือว่าน่าจะไม่ได้เป็นผู้กระทำความผิด

(๔) ต้องมีหลักฐานพอสมควรว่ามิได้เป็นผู้ผิดสัญญาหรือละเมิดสิทธิผู้อื่น และต้องใช้สิทธิโดยสุจริต

มาตรา ข้อ ๑๒

ข้อ ๑๒ การพิจารณาฐานะของผู้ที่จะได้รับความช่วยเหลือจากกองทุน ตามข้อ ๑๐ (๒) อาจคำนึงถึง

(๑) รายได้ หรือความสามารถทางเศรษฐกิจของผู้ขอรับความช่วยเหลือ

(๒) ภาระค่าใช้จ่ายในการดำรงชีพตามปกติอันควรแก่ฐานานุรูป

(๓) ภาระหนี้สินของผู้ขอรับความช่วยเหลือ ที่ไม่สามารถเข้าถึงความยุติธรรมเป็นสำคัญ

เจ้าหน้าที่อาจสอบถามหรือให้แสดงหลักฐานต่าง ๆ หรือจะแสดงภาระหนี้สิน หรือมีการจัดส่งเจ้าหน้าที่ไปแสวงหาข้อเท็จจริงเพื่อประกอบการพิจารณาให้ความช่วยเหลือหากมีพฤติการณ์น่าสงสัยเกี่ยวกับฐานะทางเศรษฐกิจของผู้ขอรับความช่วยเหลือ

มาตรา ข้อ ๑๓

ข้อ ๑๓ ในการให้ความช่วยเหลือ คณะอนุกรรมการต้องพิจารณาฐานะทางการเงินของกองทุนประกอบ

มาตรา ข้อ ๑๔

ข้อ ๑๔ ให้เจ้าหน้าที่สอบปากคำ ลงพื้นที่ ตรวจสอบความประพฤติ ตามความเหมาะสมและจำเป็น เพื่อประโยชน์ในการพิจารณาให้ความช่วยเหลือตามวัตถุประสงค์ของกองทุน ทั้งนี้ อาจมีหนังสือสอบถาม หรือเชิญบุคคลใด มาให้ถ้อยคำ ส่งเอกสารหลักฐาน ข้อมูลที่เกี่ยวข้องหรือสิ่งอื่นใดที่จำเป็นต่อการพิจารณาคำขอก็ได้

ให้เจ้าหน้าที่แสวงหาข้อเท็จจริงและทำรายงานความเห็นของเจ้าหน้าที่เพื่อเสนอต่อคณะอนุกรรมการหรือประธานโดยเร็ว

มาตรา ข้อ ๑๕

ข้อ ๑๕ ในการพิจารณาคำขอ ให้คณะอนุกรรมการเป็นผู้พิจารณาคำขอ

ในกรณีที่มีเหตุจำเป็นเร่งด่วนไม่สามารถเสนอคำขอต่อคณะอนุกรรมการตามวรรคหนึ่งได้ ให้ประธานเป็นผู้มีอำนาจพิจารณาคำขอ และรายงานให้คณะอนุกรรมการทราบโดยเร็ว

มาตรา ข้อ ๑๖

ข้อ ๑๖ คณะอนุกรรมการ หรือประธาน มีอำนาจพิจารณาอนุมัติ ไม่อนุมัติ หรือยุติคำขอ

เหตุแห่งการยุติคำขอ มีดังนี้

(๑) ผู้ขอรับความช่วยเหลือมีหนังสือขอยุติคำขอรับความช่วยเหลือ

(๒) ผู้ขอรับความช่วยเหลือไม่ส่งเอกสาร หลักฐานข้อมูลที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมต่อสำนักงานภายในระยะเวลาตามที่กฎหมายกำหนด

(๓) ไม่สามารถติดต่อผู้ขอรับความช่วยเหลือตามที่อยู่ที่แจ้งไว้ได้ภายในระยะเวลาที่กำหนด

(๔) ผู้ขอรับความช่วยเหลือให้ข้อเท็จจริง หรือแสดงข้อความอันเป็นเท็จ

มาตรา ข้อ ๑๗

ข้อ ๑๗ การพิจารณาให้ความช่วยเหลือ คณะอนุกรรมการ หรือประธานอาจให้ความช่วยเหลือเต็มจำนวน หรือบางส่วนก็ได้

มาตรา ข้อ ๑๘

ข้อ ๑๘ ให้เลขานุการ แล้วแต่กรณี แจ้งผลการพิจารณาเป็นหนังสือให้ผู้ขอรับความช่วยเหลือทราบภายในระยะเวลาเจ็ดวันนับแต่วันที่คณะอนุกรรมการหรือประธานพิจารณาแล้วเสร็จ

หากการพิจารณายังไม่แล้วเสร็จ ให้เลขานุการแจ้งเป็นหนังสือให้ผู้ขอรับความช่วยเหลือทราบถึงเหตุแห่งความล่าช้าจนกว่าจะพิจารณาแล้วเสร็จ

มาตรา ข้อ ๑๙

ข้อ ๑๙ หากกรณีผู้ขอรับความช่วยเหลือไม่เห็นด้วยกับผลการพิจารณาของคณะอนุกรรมการหรือประธาน ให้ยื่นหนังสือขอให้ทบทวนผลการพิจารณาต่อคณะอนุกรรมการ หรือประธาน แล้วแต่กรณี พร้อมทั้งแสดงเหตุผลและข้อเท็จจริงภายในกำหนดสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งผลการพิจารณา

มาตรา ข้อ ๒๐

ข้อ ๒๐ ให้เลขานุการ แล้วแต่กรณี แจ้งผลการพิจารณาทบทวนเป็นหนังสือให้ผู้ขอรับความช่วยเหลือทราบ ภายในระยะเวลาเจ็ดวันนับแต่วันที่คณะอนุกรรมการหรือประธานพิจารณาแล้วเสร็จ

การดำเนินการช่วยเหลือของกองทุน

มาตรา ข้อ ๒๑

ข้อ ๒๑ เมื่อผู้มีอำนาจพิจารณาอนุมัติค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีแก่ผู้ขอรับความช่วยเหลือแล้ว ให้ผู้ขอรับความช่วยเหลือทำสัญญาการได้รับความช่วยเหลือ ณ สำนักงานภายในสามสิบวัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งผล ทั้งนี้ ตามแบบที่คณะกรรมการประกาศ

มาตรา ข้อ ๒๒

ข้อ ๒๒ ให้ปลัดกระทรวงยุติธรรมหรือบุคคลที่ได้รับมอบหมายมีอำนาจลงนามในสัญญาการได้รับความช่วยเหลือ

ถ้าผู้ขอรับความช่วยเหลือไม่มาทำสัญญาภายในเวลาที่กำหนดโดยไม่แจ้งเหตุขัดข้อง ให้ถือว่าไม่ประสงค์จะขอรับความช่วยเหลือ ให้คณะอนุกรรมการ หรือประธาน ยุติการให้ความช่วยเหลือ เว้นแต่เป็นกรณีมีเหตุอันสมควร

หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการจ่ายเงินให้เป็นไปตามระเบียบคณะกรรมการกองทุนยุติธรรม ว่าด้วยการรับเงิน การจ่ายเงิน และการเก็บรักษาเงินของกองทุนยุติธรรม

มาตรา ข้อ ๒๓

ข้อ ๒๓ ให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการจัดหาทนายความตามลำดับบัญชีทนายความกองทุนตามความในหมวด ๖ ส่วนที่ ๒

ในคดีที่มีความยุ่งยากซับซ้อนหรือมีผลกระทบต่อประชาชน หรือกลุ่มบุคคลตั้งแต่สิบรายขึ้นไปหรือที่อาจมีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม เจ้าหน้าที่อาจจัดหาทนายความนอกเหนือเขตพื้นที่ หรือทนายความที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนไว้กับกองทุน โดยความเห็นชอบของเลขานุการ

เพื่อประโยชน์ของผู้ขอรับความช่วยเหลือ หากกองทุนพิจารณาให้ความช่วยเหลือในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกา กองทุนอาจกำหนดให้ทนายความรายเดิมมีหน้าที่ร่างอุทธรณ์ หรือฎีกา แล้วแต่กรณี

มาตรา ข้อ ๒๔

ข้อ ๒๔ การทำสัญญาจ้างทนายความเพื่อดำเนินการช่วยเหลือผู้ขอรับความช่วยเหลือในการดำเนินคดี ให้ปลัดกระทรวงยุติธรรมหรือบุคคลที่ได้รับมอบหมายจัดทำสัญญาจ้างทนายความและลงนามในสัญญาจ้างทนายความ ทั้งนี้ เป็นไปตามแบบที่คณะกรรมการประกาศ

ในกรณีจำเป็นเร่งด่วนที่ไม่อาจทำสัญญาจ้างทนายความได้ทัน ให้เลขานุการ พิจารณาคัดเลือกทนายความจากบัญชีทนายความของกองทุนเพื่อดำเนินคดี หรือบังคับคดีให้ผู้ขอรับความช่วยเหลือไปพลางก่อนแล้วทำสัญญาจ้างทนายความกับกองทุนภายหลัง

ทนายความจะต้องปฏิบัติตามสัญญาจ้างทนายความ และข้อบังคับสภาทนายความ

มาตรา ข้อ ๒๕

ข้อ ๒๕ ผู้ขอรับความช่วยเหลือไม่อาจเปลี่ยนตัวทนายความที่ได้รับการแต่งตั้งได้ เว้นแต่ความปรากฏแก่เจ้าหน้าที่ หรือผู้ขอรับความช่วยเหลือพบพฤติการณ์ที่อาจทำให้เกิดความเสียหายแก่คดีหรือทนายความผิดสัญญาจ้างทนายความ เจ้าหน้าที่หรือผู้ขอรับความช่วยเหลือ อาจร้องขอให้เปลี่ยนทนายความได้ โดยให้ชี้แจงและแสดงเหตุผลเป็นหนังสือ

ทนายความไม่อาจขอถอนตัวจากการที่ได้รับแต่งตั้งได้ เว้นแต่มีเหตุสำคัญที่ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ตามสัญญาจ้างทนายความ

ทั้งนี้ การพิจารณาเปลี่ยนทนายความให้อยู่ในดุลพินิจของคณะอนุกรรมการ หรือประธานหรือเลขานุการ แล้วแต่กรณี

กรณีมีการแต่งตั้งทนายความเข้าไปในคดีแล้วต้องได้รับอนุญาตจากศาลให้เปลี่ยนทนายความ

มาตรา ข้อ ๒๖

ข้อ ๒๖ ให้เจ้าหน้าที่กำกับดูแลการปฏิบัติหน้าที่ของทนายความให้เป็นไปตามสัญญาอย่างต่อเนื่องเพื่อมิให้เกิดความเสียหายเกี่ยวแก่คดี หากพบว่าทนายความละเลยเพิกเฉยไม่ตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ให้เจ้าหน้าที่แจ้งเตือนทนายความโดยเร็ว

มาตรา ข้อ ๒๗

ข้อ ๒๗ ในกรณีที่มีเหตุจำเป็น ผู้ขอรับความช่วยเหลือจะเสนอทนายความที่มีความรู้ความสามารถ ประสบการณ์ให้คณะอนุกรรมการพิจารณาอนุมัติแต่งตั้งก็ได้ แม้ทนายความผู้นั้นจะไม่ได้ขึ้นบัญชีไว้กับกองทุนก็ตาม ให้ทนายความดังกล่าวได้รับค่าจ้างเช่นเดียวกับทนายความที่ขึ้นบัญชีกับกองทุนและต้องมีความผูกพันเป็นไปตามระเบียบนี้ด้วย

มาตรา ข้อ ๒๘

ข้อ ๒๘ ในกรณีที่ทนายความที่ขึ้นบัญชีกับกองทุนตามประกาศของคณะกรรมการ พ้นสภาพการเป็นทนายความ แต่ยังทำงานตามสัญญาจ้างไม่แล้วเสร็จ ให้เลขานุการมีอำนาจแต่งตั้งและอนุมัติวงเงินในการจ้างทนายความคนใหม่เพื่อดำเนินคดีให้ผู้ขอรับความช่วยเหลือ ทั้งนี้ ให้อยู่ภายใต้วงเงินที่คณะกรรมการกำหนด

มาตรา ข้อ ๒๙

ข้อ ๒๙ การจ่ายค่าจ้างและค่าอื่นใดให้แก่ทนายความ ให้เป็นไปตามสัญญาจ้างทนายความ ทั้งนี้ ทนายความต้องปฏิบัติตามระเบียบนี้หรือระเบียบอื่นที่กำหนดให้ทนายความต้องปฏิบัติ มิฉะนั้นกองทุนมีสิทธิบอกเลิกสัญญาและเรียกคืนค่าจ้างและค่าอื่นใดได้ตามสัญญา

กรณีทนายความไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามสัญญา จนทำให้เกิดความเสียหายแก่กองทุน ให้กองทุนดำเนินการเรียกร้องค่าเสียหายหรือดำเนินคดีกับทนายความต่อไป แล้วแต่กรณี

มาตรา ข้อ ๓๐

ข้อ ๓๐ ให้เจ้าหน้าที่จัดทำคำร้องให้ผู้ขอรับความช่วยเหลือในการดำเนินคดีลงนามในคำร้องยื่นไว้ต่อศาลโดยให้ปรากฏข้อความว่า “เมื่อศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง ให้ผู้ขอรับความช่วยเหลือเป็นฝ่ายได้รับคืน ค่าฤชาธรรมเนียม และหรือค่าทนายความคืน ขอศาลได้โปรดมีคำสั่งให้จ่ายเงินจำนวน (ตามที่กองทุนยุติธรรมจะได้แถลงศาลทราบ เมื่อคดีนี้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งแล้ว) ให้แก่กองทุนยุติธรรม” ในขณะที่อนุมัติความช่วยเหลือให้แก่ผู้ขอรับความช่วยเหลือ และยื่นไว้ต่อศาลในคดีที่ขอรับความช่วยเหลือ ทั้งนี้ ผู้ขอรับความช่วยเหลือยินยอมให้มีการดำเนินการดังกล่าวข้างต้น

ทนายความกองทุน

ทนายความกองทุนยุติธรรม

มาตรา ข้อ ๓๑

ข้อ ๓๑ ให้สำนักงานกองทุนยุติธรรม ประกาศรับสมัครทนายความเพื่อขึ้นบัญชีกับกองทุนอย่างน้อยปีละ ๑ ครั้ง หรือขอบัญชีทนายความจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ให้สำนักงานทำหน้าที่ตรวจสอบคุณสมบัติ ลักษณะต้องห้าม และหลักฐานเบื้องต้นของทนายความส่งให้สำนักงานกองทุนยุติธรรมรวบรวมบัญชีรายชื่อทนายความและตรวจสอบเพื่อขึ้นบัญชีทนายความตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการกำหนด แล้วประกาศให้ทราบเป็นการทั่วไป

มาตรา ข้อ ๓๒

ข้อ ๓๒ ผู้สมัครเป็นทนายความกองทุนยุติธรรมต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังต่อไปนี้

(๑) มีสัญชาติไทย

(๒) มีอายุไม่ต่ำกว่า ๒๕ ปีบริบูรณ์

(๓) เป็นผู้ที่ได้รับอนุญาตให้เป็นทนายความตามกฎหมายว่าด้วยทนายความ และเป็นทนายความมาแล้วไม่น้อยกว่า ๓ ปี

(๔) มีประสบการณ์การว่าความรวมทุกประเภทคดีมาแล้วไม่น้อยกว่า ๒๐ คดี

(๕) เป็นผู้เลื่อมใสในการปกครองระบอบประชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญด้วยความบริสุทธิ์ใจ

(๖) ไม่เป็นผู้มีความประพฤติเสื่อมเสีย หรือบกพร่องในศีลธรรมอันดี

(๗) ไม่เป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัว

(๘) ไม่เป็นผู้เคยถูกลงโทษไล่ออก ปลดออก หรือให้ออกจากราชการหรือรัฐวิสาหกิจหน่วยงานอื่นของรัฐหรือหน่วยงานของเอกชน

(๙) ไม่เป็นผู้เคยรับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ

(๑๐) ไม่เป็นคนไร้ความสามารถ หรือคนเสมือนไร้ความสามารถหรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบหรือมีกายหรือจิตใจไม่เหมาะสมที่จะเป็นทนายความกองทุนยุติธรรม

(๑๑) ไม่เป็นผู้เคยถูกสอบสวนคดีมรรยาททนายความและถูกลงโทษฐานประพฤติผิดมรรยาททนายความ

มาตรา ข้อ ๓๓

ข้อ ๓๓ ผู้ใดประสงค์สมัครเป็นทนายความ จะต้องส่งใบสมัครที่สำนักงาน

ใบสมัครทนายความให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการกำหนด

การอนุมัติและจัดจ้างทนายความ

มาตรา ข้อ ๓๔

ข้อ ๓๔ ในการแต่งตั้งทนายความเพื่อให้ความช่วยเหลือผู้ขอรับความช่วยเหลือในการดำเนินคดีให้ประธานหรือเลขานุการ พิจารณาคัดเลือกจากบัญชีทนายความของกองทุน

การแต่งตั้งทนายความให้พิจารณาจากทนายความที่ขึ้นบัญชีไว้ในแต่ละเขตจังหวัด ตามลำดับในบัญชีทนายความของกองทุนก่อน หากปรากฏข้อเท็จจริงที่เป็นข้อสำคัญไม่อาจใช้ทนายความที่ขึ้นบัญชีในจังหวัด หรือกรณีไม่มีทนายความที่จะดำเนินคดี หรือการบังคับคดี เพื่อให้ความช่วยเหลือประชาชนในเขตจังหวัดนั้นให้คัดเลือกจากบัญชีทนายความในจังหวัดใกล้เคียง

ให้เลขานุการ จัดให้มีทนายความขึ้นบัญชีไว้ให้ความช่วยเหลือในการดำเนินคดีแก่ประชาชนให้เพียงพอ เพื่อให้ได้รับความสะดวก รวดเร็ว และให้ควบคุมดูแล การให้บริการดังกล่าวดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย ถูกต้อง และเป็นธรรม

ให้เลขานุการ พิจารณาแต่งตั้งทนายความและอนุมัติวงเงินในการจ้างทนายความ

ทนายความที่ได้รับการแต่งตั้งจะต้องไม่เป็นหรือเคยเป็นทนายความของคู่ความฝ่ายตรงข้ามและไม่เป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในคดี หากทราบภายหลัง ต้องแจ้งเหตุอันไม่อาจดำเนินคดีได้ให้แจ้งฝ่ายเลขานุการทราบ เพื่อพิจารณาจัดจ้างทนายความผู้อื่นต่อไป

วินัยและความประพฤติ

มาตรา ข้อ ๓๕

ข้อ ๓๕ ทนายความต้องปฏิบัติตนตามข้อบังคับสภาทนายความว่าด้วยมรรยาททนายความและข้อกำหนดตามสัญญาจ้างทนายความโดยเคร่งครัด

มาตรา ข้อ ๓๖

ข้อ ๓๖ ทนายความต้องดำเนินคดีให้กับผู้ขอรับความช่วยเหลือโดยไม่ชักช้าเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายต่อคดี พึงระมัดระวังมิให้คดีของผู้ขอรับความช่วยเหลือเกิดความเสื่อมเสียซึ่งสิทธิประโยชน์หรือเกิดความเสียหาย

มาตรา ข้อ ๓๗

ข้อ ๓๗ ห้ามทนายความเรียกค่าบริการหรือค่าจ้าง หรือผลประโยชน์ใด ๆ หรือกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใด ที่ไม่เหมาะสมอันเป็นการขัดต่อการปฏิบัติหน้าที่ในการให้ความช่วยเหลือ จากผู้ขอรับความช่วยเหลือ

มาตรา ข้อ ๓๘

ข้อ ๓๘ ให้เลขานุการและเจ้าหน้าที่ ควบคุม กำกับ ดูแล ป้องกันมิให้ทนายความประพฤติผิดวินัย

มาตรา ข้อ ๓๙

ข้อ ๓๙ ทนายความผู้ใดฝ่าฝืนข้อกำหนดในข้อ ๓๕ ถึงข้อ ๓๗ หรือประพฤติตนไม่สมควรโดยประการอื่นให้พ้นสภาพการเป็นทนายความตามระเบียบนี้ และให้สำนักงานกองทุนยุติธรรมรายงานสภาทนายความทราบ และกองทุนมีสิทธิบอกเลิกสัญญา และฟ้องเรียกค่าจ้างคืน

การพ้นสภาพการเป็นทนายความ

มาตรา ข้อ ๔๐

ข้อ ๔๐ ทนายความพ้นสภาพการเป็นทนายความ เมื่อ

(๑) ตาย

(๒) ลาออก

(๓) ขาดจากความเป็นทนายความตามกฎหมายว่าด้วยทนายความ

(๔) พ้นสภาพการเป็นทนายความ ตามข้อ ๓๙

มาตรา ข้อ ๔๑

ข้อ ๔๑ ให้สำนักงานกองทุนยุติธรรมตรวจสอบสถานะทนายความที่ขึ้นบัญชีกองทุนเพื่อให้เป็นปัจจุบันทุกระยะสองปีและให้คณะกรรมการประกาศยกเลิกบัญชีรายชื่อทนายความที่พ้นสภาพตามข้อ ๔๐

ห้ามทนายความที่ถูกยกเลิกบัญชีตามวรรคหนึ่งสมัครขึ้นบัญชีทนายความอีก

การรายงานผล

มาตรา ข้อ ๔๒

ข้อ ๔๒ ให้เลขานุการคณะอนุกรรมการให้ความช่วยเหลือประจำจังหวัดรายงานผลการพิจารณาให้ความช่วยเหลือต่อคณะอนุกรรมการให้ความช่วยเหลือ เพื่อรายงานต่อคณะกรรมการภายในวันที่ห้าของทุกเดือน

ให้เลขานุการคณะอนุกรรมการให้ความช่วยเหลือรายงานผลการพิจารณาตามวรรคหนึ่งและผลการดำเนินงานของคณะอนุกรรมการให้ความช่วยเหลือ และผลการดำเนินงานของคณะอนุกรรมการหรือคณะทำงาน ที่คณะกรรมการมอบหมาย เพื่อเสนอต่อคณะกรรมการทุกรอบสามเดือน

มาตรา ข้อ ๔๓

ข้อ ๔๓ ในกรณีที่คณะกรรมการมีข้อคิดเห็น หรือมติเกี่ยวข้องกับผลการพิจารณาของคณะอนุกรรมการคณะใด ให้สำนักงานแจ้งให้ประธานอนุกรรมการคณะนั้นทราบโดยเร็ว

เบ็ดเตล็ด

มาตรา ข้อ ๔๔

ข้อ ๔๔ กรณีผู้ขอรับความช่วยเหลือให้ข้อเท็จจริง หรือแสดงข้อความอันเป็นเท็จถึงขนาดว่าหากไม่แสดงข้อความอันเป็นเท็จจะไม่ได้รับความช่วยเหลือจากกองทุน ต่อเจ้าหน้าที่เพื่อเป็นประโยชน์แก่ตนในการขอรับความช่วยเหลือเงินกองทุน เจ้าหน้าที่อาจเสนอความเห็นต่อคณะอนุกรรมการหรือประธานเพื่อยุติคำขอดังกล่าวก็ได้

กรณีผู้ขอรับความช่วยเหลือให้ข้อเท็จจริง หรือแสดงข้อความอันเป็นเท็จ เพื่อเป็นประโยชน์แก่ตนถึงขนาดว่า หากไม่แสดงข้อความอันเป็นเท็จจะไม่ได้รับความช่วยเหลือจากกองทุนต่อคณะอนุกรรมการหรือประธาน จนเป็นผลให้คณะอนุกรรมการหรือประธานอนุมัติหรือได้จ่ายเงินช่วยเหลือแล้วคณะอนุกรรมการหรือประธานอาจยกเลิกการอนุมัติ หรือการจ่ายเงินดังกล่าวก็ได้

หากผู้ขอรับความช่วยเหลือมิได้ชำระเงินคืน ให้กองทุนดำเนินคดีกับผู้ขอรับความช่วยเหลือต่อไป

มาตรา ข้อ ๔๕

ข้อ ๔๕ การพิจารณาให้ความช่วยเหลือของคณะอนุกรรมการหรือประธานในเรื่องใดหากไม่มีหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการกำหนด ให้ใช้ระเบียบของทางราชการที่กำหนดไว้ในเรื่องนั้นได้โดยอนุโลม

ประกาศ ณ วันที่ ๒๗ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๙

พลเอก ไพบูลย์ คุ้มฉายา

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม

ประธานกรรมการกองทุนยุติธรรม

[เอกสารแนบท้าย]

๑. แบบคำขอรับความช่วยเหลือเงินกองทุนยุติธรรม กรณีการช่วยเหลือประชาชนในการดำเนินคดี (แบบ กทย. ๑)

(ดูข้อมูลจากภาพกฎหมาย)

วริญา/ปริยานุช/จัดทำ

๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๙

นุสรา/ตรวจ

๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๙

[๑] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๓๓/ตอนพิเศษ ๑๘๕ ง/หน้า ๘/๒๓ สิงหาคม ๒๕๕๙

45 มาตรา

อ้างอิงกฎหมายนี้

ระเบียบคณะกรรมการกองทุนยุติธรรม ว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการช่วยเหลือประชาชนในการดำเนินคดี พ.ศ. 2559 (Office of the Council of State). Retrieved via LawPlayer, https://lawplayer.com/th/act/pythainlp_c02cca8f01cd6a78

ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).

Thai official texts excluded from copyright (Copyright Act B.E. 2537 s.7);開放資料層 CC BY 署名

本頁資料來源:สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (OCS)·整理提供:法律人 LawPlayer· lawplayer.com