法律人 LawPlayer logo

資料由法律人 LawPlayer整理提供·กฎหมายไทย / LawPlayer จากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

adminRule

ข้อบังคับสภามหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ว่าด้วยการกำหนดระดับตำแหน่งและการแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษาให้ดำรงตำแหน่งสูงขึ้น พ.ศ. 2550

เลขที่
วันที่ประกาศ
จำนวนมาตรา
58
มาตรา อารัมภบท

ข้อบังคับสภามหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา

ข้อบังคับสภามหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา

ว่าด้วยการกำหนดระดับตำแหน่งและการแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา

ให้ดำรงตำแหน่งสูงขึ้น พ.ศ.

๒๕๕๐[๑]

โดยที่เป็นการสมควรตราข้อบังคับสภามหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา

ว่าด้วยการกำหนดระดับตำแหน่งและการแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษาให้ดำรงตำแหน่งสูงขึ้น

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา

๑๗ มาตรา ๒๐ และมาตรา ๓๑

แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๗

ประกอบกับมาตรา ๑๘ (๒) และ (๑๓) แห่งพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยราชภัฏ พ.ศ. ๒๕๔๗

สภามหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ในคราวประชุมครั้งที่ ๙/๒๕๕๐ เมื่อวันที่ ๒๖

กันยายน ๒๕๕๐ จึงตราข้อบังคับไว้ ดังต่อไปนี้

มาตรา ข้อ ๑

ข้อ ๑ ข้อบังคับนี้เรียกว่า “ข้อบังคับสภามหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา

ว่าด้วยการกำหนดระดับตำแหน่งและการแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษาให้ดำรงตำแหน่งสูงขึ้น

พ.ศ. ๒๕๕๐”

มาตรา ข้อ ๒

ข้อ ๒ ข้อบังคับนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศเป็นต้นไป

มาตรา ข้อ ๓

ข้อ ๓ ในข้อบังคับนี้

“มหาวิทยาลัย” หมายความว่า

มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา

“สภามหาวิทยาลัย” หมายความว่า

สภามหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา

“อธิการบดี” หมายความว่า

อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา

“ก.บ.ม.” หมายความว่า

คณะกรรมการบริหารมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา

“ข้าราชการ” หมายความว่า

ข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษาของมหาวิทยาลัย

“ตำแหน่ง” หมายความว่า

ตำแหน่งข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษาตามโครงสร้างตำแหน่งที่ ก.พ.อ. กำหนด

“ก.พ.อ.” หมายความว่า

คณะกรรมการข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา

“กรอบของตำแหน่ง” หมายความว่า ชื่อตำแหน่ง

ระดับตำแหน่ง จำนวนตำแหน่ง

มาตรา ข้อ ๔

ข้อ ๔ ให้อธิการบดีรักษาการตามข้อบังคับนี้

และมีอำนาจออกประกาศ หรือคำสั่งเพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติตามมติของ ก.บ.ม.

และมีอำนาจในการวินิจฉัย ตีความ ในกรณีมีปัญหาเกี่ยวกับการปฏิบัติตามข้อบังคับนี้

การกำหนดตำแหน่ง

บททั่วไป

มาตรา ข้อ ๕

ข้อ ๕ การกำหนดระดับตำแหน่งตามข้อบังคับนี้

ให้เป็นไปตามกรอบของตำแหน่ง อันดับเงินเดือนของตำแหน่ง และแผนพัฒนากำลังคนคราวละสี่ปี

ตามที่สภามหาวิทยาลัยเห็นชอบ

กรอบของตำแหน่งตามวรรคหนึ่ง

ให้พิจารณากำหนดตามโครงสร้างระดับตำแหน่งข้าราชการที่ ก.พ.อ. กำหนด

และให้พิจารณาแนวคิดเกี่ยวกับสมรรถนะที่จำเป็นสำหรับแต่ละตำแหน่งเพื่อส่งเสริมการปฏิบัติงานประกอบด้วย

มาตรา ข้อ ๖

ข้อ ๖ ให้ ก.บ.ม. มีหน้าที่ในการวิเคราะห์การพิจารณากำหนดระดับตำแหน่งและจำนวนตำแหน่งเพื่อดำเนินการแต่งตั้งข้าราชการ

ตามข้อบังคับนี้

มาตรา ข้อ ๗

ข้อ ๗ การพิจารณากำหนดระดับตำแหน่งให้อยู่ภายใต้เงื่อนไข

ดังนี้

(๑) การพิจารณาปรับปรุงระบบงานหรือวิธีการทำงานใหม่

(๒) การพิจารณาระบบบริหารงานในมหาวิทยาลัยในเรื่องการกระจายอำนาจบริหารจัดการ

(๓) การพัฒนาบทบาท หน้าที่ คุณภาพงานของตำแหน่ง

เพื่อปฏิบัติภารกิจตามนโยบายและยุทธศาสตร์ของมหาวิทยาลัย

ซึ่งมีผลให้ความรับผิดชอบต่อผลสัมฤทธิ์เพิ่มสูงขึ้น

(๔) การจัดลำดับความสำคัญของงานตามแผนงานโครงการที่สอดคล้องตามบทบาทหน้าที่และความรับผิดชอบของหน่วยงานที่เปลี่ยนแปลงไปตามนโยบาย

(๕) การเปลี่ยนแปลงการจัดแบ่งหน่วยงานภายในใหม่

เพื่อเพิ่มคุณภาพและประสิทธิภาพในการทำงาน

ซึ่งต้องได้รับความเห็นชอบจากสภามหาวิทยาลัย

(๖) การไม่ขัดต่อการแบ่งส่วนราชการที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งมหาวิทยาลัย

มาตรา ข้อ ๘

ข้อ ๘ การกำหนดระดับตำแหน่งตามข้อบังคับนี้

ให้ดำเนินการอย่างโปร่งใส ภายใต้เงื่อนไขดังต่อไปนี้

(๑) ตามโครงสร้างระดับตำแหน่ง และตามมาตรฐานกำหนดตำแหน่งที่ ก.พ.อ. กำหนด

(๒) เป็นเหตุผลความจำเป็นเพื่อประโยชน์ของหน่วยงาน

(๓) ไม่มีผลให้มีการเพิ่มงบประมาณหมวดเงินเดือนและค่าจ้างประจำ

(๔) ไม่มีผลทำให้อัตรากำลังเพิ่มขึ้น

(๕) ต้องคำนึงถึงความมีประสิทธิภาพ ความไม่ซ้ำซ้อน และความประหยัด

(๖) การกำหนดระดับตำแหน่งหัวหน้าหน่วยงานให้เป็นระดับสูงขึ้น

ต้องมีระดับตำแหน่งไม่สูงเท่าระดับตำแหน่งบริหารของหน่วยงานนั้น

ตำแหน่งปฏิบัติการระดับต้น

ตำแหน่งปฏิบัติการระดับกลาง

ตำแหน่งปฏิบัติการระดับต้นที่มีประสบการณ์

และตำแหน่งประเภทผู้บริหาร

มาตรา ข้อ ๙

ข้อ ๙ การกำหนดระดับตำแหน่งของตำแหน่งปฏิบัติการระดับต้น

และตำแหน่งปฏิบัติการระดับกลาง ซึ่งเป็นตำแหน่งระดับควบ ให้เป็นไปตามโครงสร้างระดับตำแหน่ง

และมาตรฐานกำหนดตำแหน่งที่ ก.พ.อ. กำหนด

มาตรา ข้อ ๑๐

ข้อ ๑๐ การกำหนดระดับตำแหน่งของตำแหน่งปฏิบัติการระดับต้นที่มีประสบการณ์

ให้ยึดหลักการวิเคราะห์และประเมินค่างานของตำแหน่ง ดังนี้

(๑) หน้าที่และความรับผิดชอบของตำแหน่ง ได้แก่ กิจกรรมที่ตำแหน่งนั้นต้องปฏิบัติ

ขอบเขตและความหลากหลายของงาน และผลกระทบจากการปฏิบัติงาน

(๒) ความยุ่งยากของงาน ความสามารถที่จำเป็นในการปฏิบัติงาน ได้แก่

การมีคำแนะนำ แนวทางหรือคู่มือ ความมีอิสระในการปฏิบัติงาน

และระดับการติดต่อประสานงานกับหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภายในและภายนอกหน่วยงาน

(๓) การควบคุม กำกับ และตรวจสอบ ได้แก่ ความจำเป็นในการได้รับการให้ทิศทาง การได้รับคำแนะนำ

หรือการได้รับคำปรึกษาในการปฏิบัติงาน

และความจำเป็นในการได้รับการตรวจสอบความถูกต้องสมบูรณ์ของงานโดยผู้บังคับบัญชา

(๔) ความรู้ที่ต้องการในการปฏิบัติงาน คือ ความรู้ที่จำเป็นในการผลิตผลงานให้ได้คุณภาพและปริมาณตามเป้าหมายที่กำหนด

ได้แก่ ความรู้ระดับพื้นฐาน ความรู้ระดับพื้นฐานชั้นสูง

ความรู้เชิงหลักการหรือแนวคิดวิชาชีพ นโยบายของหน่วยงาน

และการประยุกต์หลักการมาใช้ในการปฏิบัติงาน

มาตรา ข้อ ๑๑

ข้อ ๑๑ การกำหนดระดับตำแหน่งของตำแหน่งประเภทผู้บริหาร

ให้ยึดหลักการวิเคราะห์และประเมินค่างานของตำแหน่ง ดังนี้

(๑) หน้าที่และความรับผิดชอบของตำแหน่ง ได้แก่

จำนวนและระดับตำแหน่งของผู้ใต้บังคับบัญชา

ซึ่งสะท้อนถึงประสิทธิภาพและประสิทธิผลของงาน ระดับความรับผิดชอบของตำแหน่ง

จำนวนเงินงบประมาณและลักษณะของกิจกรรมทางการเงิน

และความยุติธรรมความซื่อสัตย์และการรักษาความลับของราชการ

(๒) ความยุ่งยากของงาน ความสามารถที่จำเป็นในการปฏิบัติงาน ได้แก่

ขอบเขตของการตัดสินใจ ความคิดริเริ่มที่ต้องใช้ในงานและลักษณะ

และวัตถุประสงค์ของการติดต่อกับผู้อื่นในการปฏิบัติงาน

(๓) ระดับความสำคัญของการควบคุมบังคับบัญชาและการตรวจสอบงาน

(๔) ความรู้ที่ต้องการในการปฏิบัติงาน คือ

ความรู้ความสามารถที่ต้องการของตำแหน่ง

และความรู้ที่จำเป็นในการปฏิบัติงานตามหน้าที่และความรับผิดชอบในฐานะผู้บังคับบัญชา

ได้แก่ ความรู้ขั้นพื้นฐานเกี่ยวกับขั้นตอนและวิธีการปฏิบัติงาน

ความรู้ในศิลปะการบังคับบัญชา การบริหาร

และการนำความรู้ไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ความรู้ในทฤษฎี แนวคิดในวิชาชีพ

และการประยุกต์ใช้เพื่อให้บรรลุผลสำเร็จ ความสามารถในการคิดวิเคราะห์

และการตัดสินใจในเรื่องที่มีความสำคัญแตกต่างกัน

การกำหนดระดับตำแหน่งประเภทผู้บริหารภายในหน่วยงาน

ต้องมีระดับตำแหน่งไม่สูงเท่าระดับตำแหน่งประเภทผู้บริหารสูงสุดของหน่วยงานนั้น

มาตรา ข้อ ๑๒

ข้อ ๑๒ การกำหนดค่านํ้าหนักในแต่ละองค์ประกอบและเกณฑ์การตัดสินเพื่อกำหนดระดับตำแหน่งตามข้อ

๑๐ และข้อ ๑๑ ต้องกำหนดให้เหมาะสมกับแต่ละตำแหน่ง และให้เป็นไปตามประกาศของมหาวิทยาลัยโดยความเห็นชอบของ

ก.บ.ม.

ตำแหน่งระดับชำนาญการ

ระดับเชี่ยวชาญ และระดับเชี่ยวชาญพิเศษ

มาตรา ข้อ ๑๓

ข้อ ๑๓ การกำหนดตำแหน่งระดับชำนาญการ

ระดับเชี่ยวชาญ และระดับเชี่ยวชาญพิเศษ ให้พิจารณาความจำเป็นตามภารกิจของหน่วยงานตามหลักเกณฑ์ตามข้อ

๑๔ และข้อ ๑๕

มาตรา ข้อ ๑๔

ข้อ ๑๔ การวิเคราะห์ภารกิจของหน่วยงานเพื่อกำหนดให้มีตำแหน่งระดับชำนาญการ

ระดับเชี่ยวชาญ และระดับเชี่ยวชาญพิเศษ ให้พิจารณาดังนี้

(๑) หน่วยงานที่ปฏิบัติภารกิจหลัก หมายถึง

หน่วยงานที่มีฐานะเทียบเท่าคณะซึ่งมีหน้าที่ในการสอน การวิจัย การให้บริการทางวิชาการ

ให้มีตำแหน่งระดับชำนาญการ ระดับเชี่ยวชาญ และระดับเชี่ยวชาญพิเศษ

(๒) หน่วยงานที่ปฏิบัติภารกิจสนับสนุนภารกิจหลัก หมายถึง

หน่วยงานซึ่งมีหน้าที่ในการบริหารจัดการเพื่อสนับสนุนภารกิจหลัก

กรณีหน่วยงานที่มีฐานะเทียบเท่ากองให้มีตำแหน่งระดับชำนาญการ กรณีหน่วยงานที่มีฐานะเทียบเท่าสำนักงานอธิการบดีให้มีตำแหน่งระดับเชี่ยวชาญ

มาตรา ข้อ ๑๕

ข้อ ๑๕ การวิเคราะห์และประเมินค่างานของตำแหน่งเพื่อกำหนดระดับตำแหน่งของตำแหน่งระดับชำนาญการ

ระดับเชี่ยวชาญ และระดับเชี่ยวชาญพิเศษ ให้พิจารณาดังนี้

(๑) ภาระงานของหน่วยงานให้พิจารณาจากลักษณะงาน

คุณภาพและปริมาณงานของหน่วยงาน

(๒) ลักษณะหน้าที่ความรับผิดชอบและคุณภาพงานของตำแหน่ง ให้พิจารณาดังนี้

(ก) ตำแหน่งระดับชำนาญการ ลักษณะงานต้องปฏิบัติโดยผู้มีความรู้ ความสามารถ ความชำนาญงาน

ทักษะ หรือประสบการณ์ในการปฏิบัติงานเฉพาะด้านหรือเฉพาะทาง และต้องทำการศึกษาค้นคว้า

ทดลอง วิเคราะห์ สังเคราะห์หรือวิจัย โดยใช้หรือประยุกต์หลักการ เหตุผล แนวความคิด

วิธีการเพื่อการปฏิบัติงานตามมาตรฐานที่กำหนดไว้

หรือพัฒนางานในหน้าที่และงานเฉพาะด้านหรือเฉพาะทาง

หรือแก้ไขปัญหาในงานหลักที่ปฏิบัติ ซึ่งมีความยุ่งยากและมีขอบเขตกว้างขวาง

(ข) ตำแหน่งระดับเชี่ยวชาญและระดับเชี่ยวชาญพิเศษ

ลักษณะงานต้องปฏิบัติโดยผู้มีความรู้ทฤษฎี หลักวิชา

หรือหลักการเกี่ยวกับงานเฉพาะด้านหรือเฉพาะทาง

และเป็นงานเชิงพัฒนาระบบหรือมาตรฐานของงาน หรืองานพัฒนาทฤษฎี หลักการ ความรู้ใหม่

ซึ่งต้องมีการวิจัยเกี่ยวกับงานเฉพาะด้านหรือเฉพาะทาง

และนำมาประยุกต์ใช้ในทางปฏิบัติ

โดยต้องประยุกต์ทฤษฎีแนวความคิดใหม่เกี่ยวกับเนื้อหาของงาน

เพื่อแก้ไขปัญหาในงานที่มีความยุ่งยากมากและมีขอบเขตกว้างขวางมาก

หรือถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับงาน ตลอดจนให้คำปรึกษาแนะนำ หรือปรับปรุงผสมผสานเทคนิคระดับสูงระหว่างสาขาที่เกี่ยวข้อง

การดำเนินการ

มาตรา ข้อ ๑๖

ข้อ ๑๖ การวิเคราะห์ตำแหน่งที่มีลักษณะหน้าที่และความรับผิดชอบ

ปริมาณและคุณภาพของงานของตำแหน่งที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมในสาระสำคัญ

ถึงระดับที่จะต้องมีการปรับปรุงระดับตำแหน่ง ให้จัดทำข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับตำแหน่งที่จะเสนอขอปรับปรุงการกำหนดระดับตำแหน่งได้แก่

ชื่อตำแหน่ง ระดับ เลขที่ สังกัด หน้าที่

ความรับผิดชอบเดิมและใหม่ของตำแหน่งดังกล่าวลักษณะงานที่ปฏิบัติเดิมและใหม่ของตำแหน่งดังกล่าว

เพื่อประกอบการพิจารณา

มาตรา ข้อ ๑๗

ข้อ ๑๗ เมื่อ ก.บ.ม. พิจารณาและเสนอให้สภามหาวิทยาลัยมีมติกำหนดกรอบของตำแหน่งในหน่วยงานใดแล้ว

ให้มีการประกาศให้ข้าราชการได้รับทราบร่วมกัน

เพื่อเปิดโอกาสให้ข้าราชการได้เตรียมความพร้อมในการประเมินเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งดังกล่าว

มาตรา ข้อ ๑๘

ข้อ ๑๘ ให้มีการจัดทำรายงานสรุปผลการพิจารณากรอบของตำแหน่ง

เพื่อเป็นแหล่งอ้างอิงในการสืบค้น และเพื่อแสดงความโปร่งใส

การแต่งตั้งข้าราชการให้ดำรงตำแหน่งสูงขึ้น

ตำแหน่งปฏิบัติการระดับต้น

และตำแหน่งปฏิบัติการระดับกลาง

มาตรา ข้อ ๑๙

ข้อ ๑๙ ให้มีการตรวจสอบคุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่งตามมาตรฐานกำหนดตำแหน่งที่

ก.พ.อ. กำหนด ก่อนการประเมินบุคคลเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งปฏิบัติการระดับต้น

และตำแหน่งปฏิบัติการระดับกลาง

มาตรา ข้อ ๒๐

ข้อ ๒๐ การประเมินบุคคลเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งระดับปฏิบัติการระดับต้น

และระดับกลางต้องประเมินจากการปฏิบัติงานและคุณลักษณะของบุคคลที่จำเป็นสำหรับตำแหน่งตามที่

ก.พ.อ. และสภามหาวิทยาลัยกำหนด

มาตรา ข้อ ๒๑

ข้อ ๒๑ การประเมินการปฏิบัติงานให้ประเมินตามองค์ประกอบ

ดังนี้

(๑)

ความรู้ความสามารถในการปฏิบัติงานและคุณภาพของงานให้พิจารณาจากความสามารถในการปฏิบัติงานที่ได้รับมอบหมาย

โดยคำนึงถึงความสำเร็จในเวลาที่กำหนด ความถูกต้องแม่นยำ ความครบถ้วนสมบูรณ์

และความเป็นระเบียบเรียบร้อยของงาน

(๒) ความรับผิดชอบต่อหน้าที่ให้พิจารณาจากความตั้งใจ ความเต็มใจ

และความมุ่งมั่นที่จะทำงานที่ได้รับมอบหมายให้สำเร็จและเป็นผลดีแก่ทางราชการ

ความรับผิดชอบต่อหน้าที่ ตลอดทั้งไม่ละเลยต่องานและพร้อมที่จะรับผิดชอบต่อผลของงานที่เกิดขึ้น

(๓) ความประพฤติให้พิจารณาจากอุปนิสัย บุคลิกลักษณะ ท่วงที วาจา การวางตัว

รวมทั้งคุณธรรมและจริยธรรมที่จำเป็นสำหรับตำแหน่ง

ตลอดจนการปฏิบัติตามระเบียบของทางราชการและหน่วยงาน

มาตรา ข้อ ๒๒

ข้อ ๒๒ ความรู้ความสามารถในการปฏิบัติงานตามข้อ ๒๑

(๑) ของตำแหน่งปฏิบัติการระดับต้นให้พิจารณา ดังนี้

(๑) ความรอบรู้ ความชำนาญ

ความสามารถในการวิเคราะห์งานที่ปฏิบัติและงานอื่นที่เกี่ยวข้อง

(๒) ความเข้าใจในนโยบายและเป้าหมายของหน่วยงาน

(๓) ความรู้ความสามารถที่เพิ่มขึ้นในการปฏิบัติงานปัจจุบัน

และการพัฒนาปรับปรุงความรู้ ความเข้าใจ ความสนใจที่จะนำไปใช้ปฏิบัติงานให้ดีขึ้น

และเพื่อที่จะรับงานที่สูงขึ้นได้

การพิจารณาความรู้ความสามารถในการปฏิบัติงานตามวรรคหนึ่งของตำแหน่งปฏิบัติการระดับกลางซึ่งเป็นสายงานที่เริ่มต้นจากระดับ

๓ ขึ้นไป นอกจากต้องพิจารณาตามวรรคหนึ่งแล้ว ให้พิจารณาเรื่องความคิดริเริ่มสร้างสรรค์งาน

การพัฒนางาน และการแก้ไขปัญหาอุปสรรคในการปฏิบัติงานประกอบด้วย

มาตรา ข้อ ๒๓

ข้อ ๒๓ การประเมินคุณลักษณะของบุคคลที่จำเป็นสำหรับตำแหน่งปฏิบัติการระดับต้น

และตำแหน่งปฏิบัติการระดับกลางให้พิจารณากำหนดองค์ประกอบในการประเมิน ดังนี้

(๑) ความอุตสาหะให้พิจารณาจากความมีมานะ อดทน และเอาใจใส่ในหน้าที่การงาน กระตือรือร้นในการปฏิบัติงาน

การอุทิศเวลาให้กับทางราชการและความขยันหมั่นเพียร

(๒)

ความมีมนุษยสัมพันธ์ให้พิจารณาจากความสามารถในการปฏิบัติงานร่วมกับผู้อื่นอย่างมีประสิทธิภาพ

การยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น การยอมรับในความสามารถของผู้ร่วมงานทุกระดับ ความสามารถในการแก้ไขและลดข้อขัดแย้งอันอาจจะเป็นอุปสรรคต่องานราชการหรือความสามารถในการสร้างความสัมพันธ์อันดีกับผู้มารับบริการหรือผู้มาติดต่อ

รวมทั้งความเต็มใจในการให้ความช่วยเหลือและให้บริการผู้มาติดต่อ

(๓)

ความสามารถในการสื่อความหมายให้พิจารณาจากความสามารถในการแสดงความคิดเห็นที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงาน

การสื่อสารกับผู้บังคับบัญชา ผู้ใต้บังคับบัญชาและเพื่อนร่วมงาน ทั้งด้วยวาจา

หรือลายลักษณ์อักษร และความสามารถในการใช้ภาษาอย่างเหมาะสมเกี่ยวกับการให้ข้อมูลข่าวสาร

การบันทึก หรือการรายงาน

(๔) หรืออื่น ๆ

ตามที่คณะกรรมการบริหารมหาวิทยาลัยกำหนดโดยทำเป็นประกาศของมหาวิทยาลัย

มาตรา ข้อ ๒๔

ข้อ ๒๔ การกำหนดค่าน้ำหนักในแต่ละองค์ประกอบ

และเกณฑ์การตัดสิน เพื่อแต่งตั้งข้าราชการให้ดำรงตำแหน่ง

ต้องกำหนดให้เหมาะสมกับตำแหน่งปฏิบัติการระดับต้น และตำแหน่งปฏิบัติการระดับกลาง

และให้เป็นไปตามข้อเสนอของ ก.บ.ม. โดยความเห็นชอบของสภามหาวิทยาลัย โดยทำเป็นประกาศของมหาวิทยาลัย

มาตรา ข้อ ๒๕

ข้อ ๒๕ การประเมินให้ดำเนินการโดยคณะกรรมการประเมินผลงานที่

ก.บ.ม. แต่งตั้ง ซึ่งคณะกรรมการดังกล่าวต้องมีระดับตำแหน่งไม่ตํ่ากว่าตำแหน่งที่เสนอขอหรือเทียบเท่า

ตำแหน่งปฏิบัติการระดับต้นที่มีประสบการณ์

มาตรา ข้อ ๒๖

ข้อ ๒๖ ให้มีการตรวจสอบคุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่งของข้าราชการตามมาตรฐานกำหนดตำแหน่งที่

ก.พ.อ. กำหนด ก่อนการประเมินบุคคลเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งปฏิบัติการระดับต้นที่มีประสบการณ์

มาตรา ข้อ ๒๗

ข้อ ๒๗ การประเมินบุคคลเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งระดับปฏิบัติการระดับต้นที่มีประสบการณ์

ให้ประเมินจากผลงานและคุณลักษณะของบุคคลที่จำเป็นสำหรับตำแหน่งตามที่ ก.พ.อ. และสภามหาวิทยาลัยกำหนด

ผลงานที่นำเสนอเพื่อพิจารณาตามวรรคหนึ่งให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์

ดังนี้

(๑) ต้องมิใช่ผลงานที่เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาหรือการฝึกอบรม

(๒)

ต้องมิใช่ผลงานเดิมที่เคยใช้ในการประเมินแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งในระดับที่สูงขึ้นมาแล้ว

(๓)

กรณีที่เป็นผลงานร่วมต้องระบุการมีส่วนร่วมและมีคำรับรองจากผู้มีส่วนร่วม

มาตรา ข้อ ๒๘

ข้อ ๒๘ ผลงาน หมายความว่า

งานที่ได้พัฒนาจากการปฏิบัติงานในหน้าที่ของตำแหน่งที่ดำรงอยู่ซึ่งสามารถพิสูจน์หรือมีหลักฐานรายละเอียดต่าง

ๆ ประกอบ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าผู้ปฏิบัติงานนั้นมีความรู้ความสามารถ

ประสบการณ์ที่จะได้เลื่อนตำแหน่งให้สูงขึ้น และเป็นประโยชน์ต่องาน และการพัฒนางานในหน้าที่

การประเมินผลงานให้ประเมินตามองค์ประกอบ

ดังนี้

(๑) ขอบเขตของผลงานให้พิจารณาจากผลการปฏิบัติงาน

หรือผลสำเร็จของงานที่เกิดจากงานในหน้าที่ความรับผิดชอบของตำแหน่ง

และแนวคิดหรือแผนงานที่จะดำเนินการในอนาคต

ซึ่งเป็นการพัฒนางานในตำแหน่งที่จะได้รับการแต่งตั้ง

(๒) คุณภาพของผลงานให้พิจารณาจากคุณภาพของผลงานที่เชื่อถือได้

โดยมีผู้บังคับบัญชาหรือผู้ที่เกี่ยวข้องรับรอง

(๓)

ความยุ่งยากซับซ้อนของผลงานให้พิจารณาจากการใช้หลักวิชาการเฉพาะทางในการปฏิบัติงานที่มีความยุ่งยากมาก

และความจำเป็นต้องมีการตัดสินใจหรือแก้ปัญหาในงานที่ปฏิบัติด้วยตนเองได้

(๔) ประโยชน์ของผลงานให้พิจารณาจากประโยชน์ของผลงานที่มีต่อหน่วยงาน

หรือผู้รับบริการ หรือต่อความก้าวหน้าทางวิชาการ หรือการปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้อง

ซึ่งสามารถช่วยเสริมยุทธศาสตร์ของหน่วยงานได้เป็นอย่างดี

(๕) ความรู้ความชำนาญงานและประสบการณ์ให้พิจารณาจากความรู้ ความชำนาญงาน

และประสบการณ์ที่ทำให้สามารถปฏิบัติงานในความรับผิดชอบด้วยตนเองได้เป็นที่ยอมรับในงานนั้น

การประเมินผลงานตามวรรคสองให้พิจารณาจากผลการปฏิบัติงานจริง

หรือพิจารณาจากแฟ้มงานที่ได้บันทึกผลงานที่ปฏิบัติในช่วงระยะเวลาไม่น้อยกว่าสองปี

โดยผลงานนั้นแสดงให้เห็นถึงทักษะ ความรู้ความสามารถ ความชำนาญ

และผลสัมฤทธิ์ของงานซึ่งเป็นที่ประจักษ์ เป็นประโยชน์ต่องาน และการพัฒนางานในหน้าที่

มาตรา ข้อ ๒๙

ข้อ ๒๙ การพิจารณาผลงานให้กำหนดเงื่อนไข

ขอบเขตมาตรฐานของผลงาน ดังนี้

(๑) ปริมาณขั้นต่ำของผลงานแต่ละประเภท

(๒) คุณภาพผลงานซึ่งเหมาะสมกับระดับตำแหน่ง สายงาน และลักษณะงานของหน่วยงาน

(๓) การเผยแพร่ผลงานเพื่อการนำไปใช้ประโยชน์และป้องกันการลอกเลียน

มาตรา ข้อ ๓๐

ข้อ ๓๐ การประเมินคุณลักษณะของบุคคลที่จำเป็นสำหรับตำแหน่งปฏิบัติการระดับต้นที่มีประสบการณ์ให้พิจารณากำหนดองค์ประกอบในการประเมิน

เช่น

(๑) ความอุตสาหะให้พิจารณาจากความมีมานะ อดทน และเอาใจใส่ในหน้าที่การงาน ความกระตือรือร้นในการปฏิบัติงาน

การอุทิศเวลาให้กับทางราชการ และความขยันหมั่นเพียร

(๒)

ความมีมนุษยสัมพันธ์ให้พิจารณาจากความสามารถในการปฏิบัติงานร่วมกับผู้อื่นอย่างมีประสิทธิภาพ

การยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น การยอมรับในความสามารถของผู้ร่วมงานทุกระดับ ความสามารถในการแก้ไขและลดข้อขัดแย้งอันอาจจะเป็นอุปสรรคต่องานราชการหรือความสามารถในการสร้างความสัมพันธ์อันดีกับผู้มารับบริการหรือผู้มาติดต่อ

รวมทั้งความเต็มใจในการให้ความช่วยเหลือและบริการผู้มาติดต่อ

(๓)

ความสามารถในการสื่อความหมายให้พิจารณาจากความสามารถในการแสดงความคิดเห็นที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงาน

การสื่อสารกับผู้บังคับบัญชา ผู้ใต้บังคับบัญชาและเพื่อนร่วมงานทั้งด้วยวาจา

หรือลายลักษณ์อักษร ความสามารถในการใช้ภาษาอย่างเหมาะสมเกี่ยวกับการให้ข้อมูลข่าวสาร

การบันทึก หรือการรายงาน

มาตรา ข้อ ๓๑

ข้อ ๓๑ การกำหนดค่าน้ำหนักในแต่ละองค์ประกอบและเกณฑ์การตัดสิน

เพื่อแต่งตั้งข้าราชการให้ดำรงตำแหน่งต้องกำหนดให้เหมาะสมกับระดับตำแหน่งของตำแหน่งปฏิบัติการระดับต้นที่มีประสบการณ์

และให้เป็นไปตามข้อเสนอของ ก.บ.ม.

โดยความเห็นชอบของสภามหาวิทยาลัยโดยทำเป็นประกาศของมหาวิทยาลัย

มาตรา ข้อ ๓๒

ข้อ ๓๒ การประเมินให้ดำเนินการโดยคณะกรรมการประเมินผลงานที่

ก.บ.ม.

แต่งตั้งซึ่งคณะกรรมการดังกล่าวต้องมีระดับตำแหน่งไม่ต่ำกว่าตำแหน่งที่เสนอขอหรือเทียบเท่า

ตำแหน่งประเภทผู้บริหาร

มาตรา ข้อ ๓๓

ข้อ ๓๓ ให้มีการตรวจสอบคุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่งของข้าราชการตามมาตรฐานกำหนดตำแหน่งที่

ก.พ.อ. กำหนด ก่อนการประเมินบุคคลเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประเภทผู้บริหาร

กรณีที่มีบุคคลซึ่งมีคุณสมบัติครบถ้วนตามมาตรฐานกำหนดตำแหน่งตามวรรคหนึ่งมากกว่าจำนวนกรอบตำแหน่งที่กำหนดให้คัดเลือกบุคคลที่จะเข้ารับการประเมินตามจำนวนกรอบตำแหน่งโดยดำเนินการอย่างเป็นระบบ

โปร่งใส เป็นธรรมและตรวจสอบได้ ดังนี้

(๑) ให้มหาวิทยาลัยแต่งตั้งคณะกรรมการคัดเลือกบุคคล

เพื่อปฏิบัติให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกบุคคลตามประกาศของมหาวิทยาลัยที่กำหนดไว้

รายงานผลการพิจารณาคัดเลือกบุคคลและตรวจสอบกรณีมีการทักท้วงผลการคัดเลือก

(๒) การคัดเลือกให้กองบริหารงานบุคคล

หรือหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีลักษณะงานเป็นอย่างเดียวกันเป็นผู้ดำเนินการ

โดยรายละเอียดและขั้นตอนการดำเนินการให้เป็นไปตามประกาศของมหาวิทยาลัย

มาตรา ข้อ ๓๔

ข้อ ๓๔ การประเมินบุคคลเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประเภทผู้บริหารต้องประเมินจากการปฏิบัติงาน

คุณลักษณะและสมรรถนะของบุคคลที่จำเป็นสำหรับตำแหน่ง

มาตรา ข้อ ๓๕

ข้อ ๓๕ การประเมินการปฏิบัติงานให้ประเมินตามองค์ประกอบ

ดังนี้

(๑) ความรู้ความสามารถในการปฏิบัติงานให้พิจารณาจากการมีความรู้และประสบการณ์ในทางวิชาการหรือวิชาชีพ

ความสามารถในการบริหารงาน ความสามารถปฏิบัติงานให้สำเร็จโดยประหยัดทรัพยากร

ความสามารถในการตัดสินใจ และความคิดริเริ่ม

(๒) ความรับผิดชอบต่อหน้าที่ให้พิจารณาจากความสามารถในการบริหารงานที่อยู่ในความรับผิดชอบ

การดำเนินงานให้สำเร็จลุล่วงโดยคำนึงถึงเป้าหมาย

และความสำเร็จของงานเป็นหลักและการยอมรับปัญหาที่เกิดจากการทำงานและความสามารถในการแก้ไขปัญหาได้อย่างเหมาะสมโดยให้พิจารณาจากผลของการปฏิบัติงานประกอบด้วย

(๓) การวางแผน การควบคุม

การติดตามผลการปฏิบัติงานและการพัฒนางานให้พิจารณาจากความสามารถในการจัดทำแผนปฏิบัติการประจำปีของหน่วยงาน

ควบคุมดูแลการปฏิบัติให้เป็นไปตามแผนดังกล่าว

และติดตามประเมินผลงานของหน่วยงานและการปฏิบัติงานของผู้ใต้บังคับบัญชาตลอดจนการปรับปรุงและการพัฒนางาน

(๔) การแนะนำ

การสอนงานและการพัฒนาผู้ใต้บังคับบัญชาให้พิจารณาจากการให้คำปรึกษาแนะนำ

สอนงานผู้ใต้บังคับบัญชา

และการปรับปรุงและพัฒนาผู้ใต้บังคับบัญชาให้สามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้

คุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่งประเภทผู้บริหารต้องผ่านการอบรมหลักสูตรนักบริหารที่

ก.พ.อ. รับรอง

มาตรา ข้อ ๓๖

ข้อ ๓๖ การประเมินคุณลักษณะของบุคคลที่จำเป็นสำหรับตำแหน่งประเภทผู้บริหารให้พิจารณากำหนดองค์ประกอบในการประเมิน

ดังนี้

(๑)

ความประพฤติให้พิจารณาจากอุปนิสัยความประพฤติทั้งในด้านส่วนตัวและการรักษาวินัยข้าราชการ

ทั้งนี้ ให้พิจารณาจากประวัติส่วนตัว

ประวัติการทำงาน และพฤติกรรมที่ปรากฏทางอื่น

(๒)

ความมีมนุษยสัมพันธ์ให้พิจารณาจากการให้ความร่วมมือในส่วนที่เกี่ยวกับราชการทั้งหน่วยงานภายในและภายนอกที่ต้องปฏิบัติงานเกี่ยวข้องกัน

อันจะก่อให้เกิดประโยชน์แก่มหาวิทยาลัยหรือส่วนราชการอื่น

(๓) หรืออื่น ๆ

ตามที่คณะกรรมการบริหารมหาวิทยาลัยกำหนดโดยทำเป็นประกาศของมหาวิทยาลัย

มาตรา ข้อ ๓๗

ข้อ ๓๗ การประเมินสมรรถนะของบุคคลที่จำเป็นสำหรับตำแหน่งประเภทผู้บริหารให้พิจารณากำหนดองค์ประกอบในการประเมิน

ดังนี้

(๑) ความเป็นผู้นำให้พิจารณาจากความสามารถในการวางตน และเป็นตัวอย่างที่ดี

การมีศิลปะในการโน้มน้าว จูงใจ

กระตุ้นและให้กำลังใจแก่ผู้ร่วมงานเพื่อให้เกิดความร่วมมือในการปฏิบัติงาน

ความตั้งใจและเต็มใจร่วมกันทำงานให้สำเร็จ

และความสนใจและความสามารถในการพัฒนาทักษะ ความรู้

ความสามารถของทีมงานด้วยวิธีการอย่างเหมาะสม

(๒) การคิดเชิงกลยุทธ์ให้พิจารณาจากความสามารถในการประเมินสถานการณ์

การกำหนดกลยุทธ์ การลดจุดอ่อนและเสริมจุดแข็ง การแปรวิกฤตเป็นโอกาส

และการคิดเพื่อให้ได้รับชัยชนะในทุกสถานการณ์

(๓)

การตัดสินใจในการแก้ไขปัญหาให้พิจารณาจากความสามารถในการวิเคราะห์หาสาเหตุของปัญหา

การวิเคราะห์แนวทางในการแก้ไขปัญหาโดยมีหลายทางเลือก

การเลือกแนวทางในการแก้ไขปัญหาได้อย่างถูกต้องเหมาะสม

และการใช้ข้อมูลประกอบในการตัดสินใจและแก้ไขปัญหา

(๔) วิสัยทัศน์ให้พิจารณาจากความสามารถในการคาดการณ์

หรือพยากรณ์สถานการณ์ข้างหน้าอย่างมีหลักการและเหตุผล

และการกำหนดกลยุทธ์และวางแผนการดำเนินการเพื่อรองรับสิ่งที่คาดว่าจะเกิดขึ้นทั้งด้านที่เป็นผลโดยตรงและผลกระทบ

(๕) หรืออื่น ๆ

ตามที่คณะกรรมการบริหารมหาวิทยาลัยกำหนดโดยทำเป็นประกาศของมหาวิทยาลัย

มาตรา ข้อ ๓๘

ข้อ ๓๘ การแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งประเภทผู้บริหาร

ที่ ก.พ.อ. กำหนด ให้เป็นระดับ ๗ - ๘

ให้แต่งตั้งเมื่อบุคคลดังกล่าวได้รับเงินเดือนไม่ต่ำกว่าขั้นต่ำของระดับ ๘ แล้ว

มาตรา ข้อ ๓๙

ข้อ ๓๙ การกำหนดวิธีการประเมินค่าน้ำหนักในแต่ละองค์ประกอบและเกณฑ์การตัดสินเพื่อแต่งตั้งข้าราชการให้ดำรงตำแหน่งต้องกำหนดให้เหมาะสมกับลักษณะงานของหน่วยงาน

และระดับตำแหน่งของตำแหน่งประเภทผู้บริหาร

และให้เป็นไปตามประกาศของมหาวิทยาลัยโดยความเห็นชอบของ ก.บ.ม.

มาตรา ข้อ ๔๐

ข้อ ๔๐ การประเมินให้ดำเนินการโดยคณะกรรมการประเมินผลงานที่

ก.บ.ม.

แต่งตั้งซึ่งคณะกรรมการดังกล่าวต้องมีระดับตำแหน่งไม่ต่ำกว่าตำแหน่งที่เสนอขอหรือเทียบเท่า

ตำแหน่งระดับชำนาญการ

ระดับเชี่ยวชาญ และระดับเชี่ยวชาญพิเศษ

มาตรา ข้อ ๔๑

ข้อ ๔๑ ให้มีการตรวจสอบคุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่งของข้าราชการตามข้อ

๔๒ ข้อ ๔๓ และข้อ ๔๔ ก่อนการประเมินบุคคลเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งระดับชำนาญการ

ระดับเชี่ยวชาญ หรือระดับเชี่ยวชาญพิเศษ แล้วแต่กรณี

กรณีที่มีบุคคลซึ่งมีคุณสมบัติครบถ้วนตามวรรคหนึ่งมากกว่าจำนวนกรอบของตำแหน่งที่กำหนด

ให้คัดเลือกบุคคลที่จะเข้ารับการประเมินตามจำนวนกรอบของตำแหน่ง

โดยดำเนินการอย่างเป็นระบบ โปร่งใส เป็นธรรม และตรวจสอบได้ ดังนี้

(๑) ให้มหาวิทยาลัยแต่งตั้งคณะกรรมการคัดเลือกบุคคล

เพื่อปฏิบัติให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกบุคคลตามประกาศของมหาวิทยาลัยที่กำหนดไว้รายงานผลการพิจารณาคัดเลือกบุคคล

และตรวจสอบกรณีมีการทักท้วงผลการคัดเลือก

(๒) การคัดเลือกให้กองบริหารงานบุคคล หรือหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีลักษณะงานเป็นอย่างเดียวกันเป็นผู้ดำเนินการ

โดยรายละเอียดและขั้นตอนการดำเนินการให้เป็นไปตามประกาศของมหาวิทยาลัย

มาตรา ข้อ ๔๒

ข้อ ๔๒ คุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่งระดับชำนาญการ

ต้องมีคุณวุฒิการศึกษาและมีระยะเวลาในการดำรงตำแหน่ง ดังนี้

(๑) วุฒิประกาศนียบัตรวิชาชีพหรือเทียบเท่า

ต้องดำรงตำแหน่งในระดับปฏิบัติการมาแล้วไม่น้อยกว่าสิบหกปี

(๒) วุฒิอนุปริญญาหรือเทียบเท่า

ต้องดำรงตำแหน่งระดับปฏิบัติการมาแล้วไม่น้อยกว่าสิบสองปี

(๓) วุฒิปริญญาตรีหรือเทียบเท่า

ต้องดำรงตำแหน่งระดับปฏิบัติการมาแล้วไม่น้อยกว่าเก้าปี

(๔) วุฒิปริญญาโทหรือเทียบเท่า

ต้องดำรงตำแหน่งระดับปฏิบัติการมาแล้วไม่น้อยกว่าห้าปี

(๕) วุฒิปริญญาเอกหรือเทียบเท่า

ต้องดำรงตำแหน่งระดับปฏิบัติการมาแล้วไม่น้อยกว่าสองปี

กรณีได้รับวุฒิการศึกษาเพิ่มขึ้นและได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งที่ใช้วุฒิการศึกษาดังกล่าวเป็นคุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่งให้นับระยะเวลาดำรงตำแหน่งรวมกันตามอัตราส่วนได้โดยตำแหน่งที่ดำรงอยู่เดิมต้องเป็นตำแหน่งที่ได้มีการกำหนดความจำเป็นของหน่วยงานให้มีตำแหน่งระดับชำนาญการแล้ว

มาตรา ข้อ ๔๓

ข้อ ๔๓ คุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่งระดับเชี่ยวชาญ

ต้องมีวุฒิการศึกษาและมีระยะเวลาในการดำรงตำแหน่ง ดังนี้

(๑) ต้องมีวุฒิปริญญาตรีหรือเทียบเท่า

และต้องดำรงตำแหน่งระดับชำนาญการหรือเทียบเท่าของสายงานที่เริ่มต้นจากระดับ ๓

ขึ้นไปมาแล้วไม่น้อยกว่าสามปี

(๒) กรณีที่มิได้ดำรงตำแหน่งระดับชำนาญการให้เทียบคุณสมบัติข้าราชการ

เพื่อใช้เป็นคุณสมบัติในการขอกำหนดตำแหน่งระดับเชี่ยวชาญ ดังนี้

(ก) ต้องดำรงตำแหน่งระดับ ๘ และมีคุณวุฒิปริญญาตรีหรือเทียบเท่า มีความรู้ ความสามารถ

และประสบการณ์จากการดำรงตำแหน่งที่ขอเทียบคุณสมบัติมาแล้วไม่น้อยกว่าสามปี

(ข) ให้พิจารณาเทียบคุณสมบัติที่แสดงความเป็นผู้ชำนาญการ ระดับ ๘ ย้อนหลังได้ไม่เกินสามปี

โดยพิจารณาจากประเภทและขอบข่ายของงานที่รับผิดชอบ ปริมาณและคุณภาพของงานในภาพรวม

และผลงานที่แสดงความเป็นผู้ชำนาญการ ระดับ ๘ ซึ่งหมายถึง คู่มือปฏิบัติงาน ผลงาน ศึกษา

ค้นคว้า ทดลอง วิเคราะห์ สังเคราะห์ หรือวิจัยที่เป็นประโยชน์ต่องานในหน้าที่ในด้านการแก้ไขปัญหาหรือการพัฒนางาน

หรือเป็นผลงานริเริ่มสร้างสรรค์ การให้ความเห็น คำแนะนำ

หรือเสนอแนะเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาหรือการพัฒนางานสนับสนุน

งานบริการวิชาการหรืองานวิชาชีพนั้นซึ่งผลงานดังกล่าวสามารถนำไปเสนอขอกำหนดตำแหน่งระดับเชี่ยวชาญได้

มาตรา ข้อ ๔๔

ข้อ ๔๔

คุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่งระดับเชี่ยวชาญพิเศษ

ต้องมีวุฒิการศึกษาและมีระยะเวลาในการดำรงตำแหน่ง ดังนี้

(๑) ต้องมีวุฒิปริญญาตรีหรือเทียบเท่า

และต้องดำรงตำแหน่งระดับเชี่ยวชาญหรือเทียบเท่ามาแล้วไม่น้อยกว่าสองปี

(๒) กรณีที่มิได้ดำรงตำแหน่งระดับเชี่ยวชาญให้เทียบคุณสมบัติข้าราชการ

เพื่อใช้เป็นคุณสมบัติในการขอกำหนดตำแหน่งระดับเชี่ยวชาญพิเศษ ระดับ ๑๐ ดังนี้

(ก) ต้องดำรงตำแหน่งระดับ ๙ และมีคุณวุฒิปริญญาตรีหรือเทียบเท่า มีความรู้ ความสามารถ

และประสบการณ์จากการดำรงตำแหน่งที่ขอเทียบคุณสมบัติมาแล้วไม่น้อยกว่าสองปี

(ข) ให้พิจารณาเทียบคุณสมบัติที่แสดงความเป็นผู้เชี่ยวชาญ ระดับ ๙

ย้อนหลังได้ไม่เกินสองปี โดยพิจารณาจากประเภทและขอบข่ายของงานที่รับผิดชอบ

ปริมาณและคุณภาพของงานในภาพรวม และผลงานที่แสดงความเป็นผู้เชี่ยวชาญ ระดับ ๙

ซึ่งหมายถึง คู่มือปฏิบัติงาน ผลงาน ศึกษา ค้นคว้า ทดลอง วิเคราะห์ สังเคราะห์

หรือวิจัยที่เป็นประโยชน์ต่องานในหน้าที่ในด้านการแก้ไขปัญหาหรือการพัฒนางาน

หรือเป็นผลงานริเริ่มสร้างสรรค์ การให้ความเห็น คำแนะนำ หรือเสนอแนะ

การให้คำปรึกษาแนะนำ การอบรมและเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับหลักการ แนวทาง ระบบ รูปแบบ

เทคนิคและวิธีการในการแก้ไขปัญหาหรือการพัฒนางานสนับสนุน

งานบริการวิชาการหรืองานวิชาชีพนั้น

ซึ่งผลงานดังกล่าวสามารถนำไปเสนอขอกำหนดตำแหน่งระดับเชี่ยวชาญพิเศษได้

มาตรา ข้อ ๔๕

ข้อ ๔๕ การประเมินบุคคลเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งระดับชำนาญการ

ระดับเชี่ยวชาญและระดับเชี่ยวชาญพิเศษให้ประเมินจากการปฏิบัติงาน

ผลงานและคุณลักษณะของบุคคลที่จำเป็นสำหรับตำแหน่ง

มาตรา ข้อ ๔๖

ข้อ ๔๖ การประเมินตำแหน่งระดับชำนาญการ ให้พิจารณา

ดังนี้

(๑) ปริมาณงานในหน้าที่ หมายถึง ขนาดหรือความมากน้อยของงาน

(๒) คุณภาพของงานในหน้าที่ หมายถึง ความยากง่าย การอาศัยเทคนิค วิธีการ

(๓) ผลงานที่แสดงความเป็นผู้ชำนาญการ หมายถึง การใช้ประโยชน์จากผลงาน

ผลงานเป็นงานสร้างสรรค์และมีความคิดริเริ่ม

โดยต้องมิใช่ผลงานที่เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาหรือการฝึกอบรมมิใช่ผลงานเดิมที่เคยใช้ในการประเมินแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งในระดับที่สูงขึ้นมาแล้ว

และในกรณีที่เป็นผลงานร่วมต้องระบุการมีส่วนร่วมและมีคำรับรองจากผู้มีส่วนร่วม

มาตรา ข้อ ๔๗

ข้อ ๔๗ การพิจารณาผลงานให้กำหนดเงื่อนไข

ขอบเขตมาตรฐานของผลงานตามประกาศของมหาวิทยาลัย โดยมีมาตรฐานของผลงานดังนี้

(๑) ปริมาณขั้นต่ำของผลงานแต่ละประเภท

(๒) คุณภาพผลงานซึ่งเหมาะสมกับระดับตำแหน่ง สายงานและลักษณะงานของหน่วยงาน

(๓) การเผยแพร่ผลงานเพื่อการนำไปใช้ประโยชน์และป้องกันการลอกเลียน

มาตรา ข้อ ๔๘

ข้อ ๔๘ การแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งระดับชำนาญการ

ระดับ ๘ ให้แต่งตั้งเมื่อบุคคลดังกล่าวได้รับเงินเดือนไม่ต่ำกว่าขั้นต่ำของระดับ ๘

มาตรา ข้อ ๔๙

ข้อ ๔๙ การประเมินในกรณีตำแหน่งระดับเชี่ยวชาญให้พิจารณา

ดังนี้

(๑) ปริมาณงานในหน้าที่ หมายถึง ขนาดหรือความมากน้อยของงาน

(๒) คุณภาพของงานในหน้าที่ หมายถึง ความยากง่าย การอาศัยเทคนิค วิธีการ

(๓) ผลงานที่แสดงความเป็นผู้เชี่ยวชาญ หมายถึง

ผลงานที่ใช้ประโยชน์ได้อย่างกว้างขวางค่อนข้างมาก ผลงานที่ก่อให้เกิดการพัฒนาระบบหรือมาตรฐานของงาน

และผลงานที่ก่อให้เกิดความรู้ใหม่หรือเทคนิควิธีการใหม่ที่เป็นประโยชน์ต่องานค่อนข้างมาก

(๔) การใช้ความรู้ความสามารถในงานสนับสนุน

งานบริการวิชาการหรืองานวิชาชีพเพื่อบริการต่อสังคม หมายถึง การให้ความเห็น

คำแนะนำ หรือเสนอแนะ การให้คำปรึกษาแนะนำ การอบรมและเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับหลักการ

แนวทาง ระบบ รูปแบบ เทคนิคและวิธีการในการแก้ไขปัญหาหรือการพัฒนางานสนับสนุน

งานบริการวิชาการหรืองานวิชาชีพนั้น

ผลงานที่นำเสนอเพื่อพิจารณาตาม

(๓) ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ตามข้อ ๔๖ (๓) และการพิจารณาผลงานให้เป็นไปตามเงื่อนไขขอบเขตมาตรฐานของผลงานตามข้อ

๔๗

58 มาตรา

อ้างอิงกฎหมายนี้

ข้อบังคับสภามหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ว่าด้วยการกำหนดระดับตำแหน่งและการแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษาให้ดำรงตำแหน่งสูงขึ้น พ.ศ. 2550 (Office of the Council of State). Retrieved via LawPlayer, https://lawplayer.com/th/act/pythainlp_c44ae5011ce02ce7

ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).

Thai official texts excluded from copyright (Copyright Act B.E. 2537 s.7);開放資料層 CC BY 署名

本頁資料來源:สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (OCS)·整理提供:法律人 LawPlayer· lawplayer.com